661002 คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #43 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
661002 คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #43 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53559.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1aF6In5BxHW6qpTuOPi10eRIPeK9CLmEq/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1z15-VmwOtXEgLbk2V7ufEwX9fzSayb1y/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661002-167-1-_128-kbps-e2a289n
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/B8lbK_0S2RQ และ https://fb.watch/nqnmyAZtRQ/ (มีซับ) https://youtu.be/aHHEVQxHcr0
พ่อครูว่า…เจริญธรรมทุกๆ คน วันนี้วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2566 แรม 3 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาเริ่มฟังธรรมกัน ฝนอย่าเพิ่งตกเลยเน้อ เสียงมันรบกวนไม่ใช่อะไรหรอก เราไม่รั่วหรอก ไม่รั่วในนี้ ถ้าไม่มีลมแรงสาด ถ้าลมแรงสาดจริงๆเข้า 2 ข้าง ใช้คันยูมากั้นกัน รู้จัก “คันยู่” ไหม “ร่ม” ภาษาอีสานเขาเรียกว่า คันยู่ ทางเหนือเรียกว่า “จ้อง” เอาคันยู่มากั้น มันก็สู้ลมไม่ได้ หลู่ไปหลู่มาอีก ซัดหน้าเราได้ สนุก มันมีคราวหนึ่ง พายุฤดูฝน มาเข้าเริ่มต้นจาก SMS
ในอาหาร อ่านกามแล้วก็ยังมีมานะให้อ่าน เขียนรายงานสภาวะตัวเองเรื่องคำข้าวเพื่อโยงเข้าสู่คำถาม _น้อมกราบนมัสการพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณ ด้วยความเคารพสูงสุด เขียนรายงานสภาวะในตนเองเรื่อง“อาหารคำข้าว”เพื่อโยงไปสู่คำถามค่ะ ขั้นที่ 1.เลิกกินอาหารที่เป็นโทษ อาหารที่เป็นโทษ นอกจากจะเป็นเหตุให้ร่างกายเจ็บป่วยแล้ว ยังเป็นการสะสมโรคทางใจอีกด้วย เพราะอาหารที่เป็นโทษส่วนใหญ่ จะคู่กันมากับเครื่องปรุงแต่งในร
อ่านต่อ
ูป รส กลิ่น สัมผัส ที่ยั่วย้อมให้เกิดความอร่อย พ่อครูว่า…อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องกินอาหารจืดสนิทไม่ต้องมีรสอะไรนะ การปรุงแต่งให้เกิดรสอร่อยนี้ มันก็ไม่นอกเหนือจากเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ขม รสอร่อย หรือจะมีกลิ่นหอมอีกก็ได้ มีกลิ่นผสม มีรสทางลิ้น หรือจะมีสียั่วยวนทางตา มีสัมผัสแล้วทั้งกรอบก็ดี สัมผัสแล้วร้อนหรือเย็น บางทีก็ต้องเย็นๆ ถึงจะดีอย่างนี้ อย่างนี้ต้องร้อนถึงจะอร่อย มันก็ต้องปรุงแต่งไปอย่างนั้น เพราะงั้นถ้าจะพูดอย่างนี้แล้วต้องกินอาหารรสจืดๆ แล้วก็จะต้องคงที่ มันจะสุดโต่งเกินไป จนเคร่งเกิน จินตนาการไปไกล ให้มันดูละเอียดลออ ดูให้มันสูงส่ง _การสั่งสมความรู้สึกอร่อยในทุกมื้ออาหาร แม้จะทีละเล็กทีละน้อยนั่นก็คือ การเพิ่มวงรอบความวนในสังสารวัฏที่ซ้อนลึก หรืออีกนัยยะหนึ่ง คือการส่งท่อน้ำเลี้ยงไปเป็นเสบียงอาหารให้กิเลสได้เติบโต พ่อครูว่า…พูดอย่างนี้อันนี้น่ะถูก แต่ว่าไอ้เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงต่างๆ นั้นมันก็คือตัวของธาตุแท้ของมัน ธาตุเค็ม ธาตุเปรี้ยว ธาตุหวาน ธาตุหอม ธาตุเหม็น ธาตุนุ่ม ธาตุกรอบ ธาตุร้อน ธาตุเย็นอะไรพวกนี้ มันก็เป็นคุณสมบัติของแต่ละอย่างของมัน เพราะฉะนั้น เราก็รู้ความเป็นจริงตามความเป็นจริง ฟังตรงนี้ เราต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า อ๋อ มันเป็นเช่นนี้ เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปบังคับให้มันไม่เอาอย่างร้อน ไม่เอาอย่างหวานไม่เอาอย่างเค็ม ไม่เอาอย่างเปรี้ยว ไม่ใช่ ไม่ใช่ มันไปกำหนดอย่างนั้นไม่ได้ ยากเลย สุดโต่งมากเลย ชีวิตจะคับแคบเหมือนพวกเชน พวกเชนศาสนาเชน ไม่ไหวนะ เราจะต้องรู้ว่า อันนี้เป็นอันนี้ อ้าว..มันเค็ม มันเค็ม มันหอม มันหอม มันกรอบ มันกรอบ มันหวาน มันหวาน มันร้อน มันร้อน มันเย็น มันเย็น ธาตุของมันเป็นอย่างนี้ แล้วระหว่างที่ใจของเราพิจารณาตรงที่ว่า อันนี้มันเป็นประโยชน์ เออนี่เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ ในร่างกายเอามาใช้ได้ ดี ไม่ใช่ไปพิจารณา จนไปดับเกลือไม่ให้มันเค็ม หรือไม่ต้องกินเกลือ ไอ้พวกนี้เราจะกลายเป็นพวกที่จะเลี้ยงยาก ไอ้นั่นมาให้กินก็ไม่ได้ ไอ้นี่มาให้กินก็ไม่ได้ ไอ้นี่มากินก็ไม่ได้ มันจะคับแคบ มันน้อยไปหมด _เรื่องการกิน...ตอนอายุประมาณ 9 ขวบ ก็พิจารณาแล้วเลิกกินสิ่งที่เป็นโทษ เช่น น้ำอัดลม ลูกชิ้น ขนมกรุบกรอบ ฯลฯ จนไม่กินจุบกินจิบเป็นปกตินิสัย พ่อครูว่า…พวกนี้เราก็รู้ว่ามันสิ่งที่ปรุงปลอมปนเปมา _ต่อมาเมื่ออายุ 27 ปี มองเห็นตาของปลาทูที่กำลังจะต้มให้หมา ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมในตน จึงเลิกกินเนื้อสัตว์ตั้งแต่วันนั้นมา ต่อมาในปีเดียวกันก็พบลุงไม้ร่ม แล้วพากันมากินอาหารซาคาฮารีที่พระพุทธองค์ทรงฉัน พ่อครูว่า…อันนี้ อาตมาว่า ไม่เคยพบนะว่าพระพุทธเจ้าทรงฉันอาหารซาคาฮารี ซาคาฮารีก็มีข้อกำจัดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นนี้ นอกนั้นจะไม่ฉันเกินกว่าแบบซาคาฮารี อันนี้อาตมาก็ว่าผิดอีก เพราะไม่เคยพบว่าระบุว่าพระพุทธเจ้านั้นฉันซาคาฮารี นอกจากซาคาฮารีไม่ฉัน ไม่เคยเห็นนะ อย่าไปเข้าใจผิดเอาเอง _ที่ไม่มีของปรุงแต่งรส กลิ่น สี เช่น น้าตาลทราย ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยวฯลฯ ให้เกิดเวทนาหลอก พ่อครูว่า…น้ำตาลมันก็หวาน ซีอิ้วมันก็เค็ม เต้าเจี้ยวมันก็มีรสมีกลิ่นของมันอย่างนั้น _และอาหารอื่นที่มีส่วนผสมของสิ่งเหล่านี้ก็เลิกได้ทั้งยวงโดยปริยายแบบไม่ฝืน ทำได้จนเป็นปกติชีวิต...ไม่วนกลับ จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ที่ตาในได้เห็นความอร่อยเกิดขึ้นในจิตของตัวเอง จนรู้สึกว่ากำลังหลอกตัวเองให้เห็นว่าความอร่อยกำลังพาผิดทิศผิดทาง...พอเห็นความจริงในปัจจุบันนั้นได้ ใจก็คลายความยึดติดรส พ่อครูว่า…ใจคลายความติดรสนี้ดี แต่อย่าไปกำหนด ไม่เอาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ให้มีรส รู้ความจริงตามความเป็นจริง ว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ไปกำหนดว่าไม่เอาอันนั้น ไม่เอาอันนี้ จะเป็นคนเลี้ยงยาก กลายเป็นยึดติด _เลิกกินของมีโทษทุกอย่างได้อัตโนมัติ การใช้ปัญญาพิจารณาเห็นโทษในลักษณะนี้ สำาหรับตัวเองได้ผลดีพอสมควร รู้สึกจิตมีกำลัง มีความเด็ดขาด และที่สาคัญได้ผลของการมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยควบคู่กันไปด้วยค่ะ พ่อครูว่า…ก็ลอง ก็ดูดี ก็เอา สังเกตไป _ขั้นที่ 2.แยกแยะว่ากินเพื่ออาศัยหรือกินเพื่อเสพในอาหารที่มีแต่ประโยชน์ การวิจัยรอบนี้ ทำได้เมื่อเกิดความตื่นรู้จริง จนจิตมีความสามารถที่จะรู้ทัน รู้ชัดถึงเจตนา อาการและพลังงานในปัจจุบันนั้นว่า มีความชอบความชัง พ่อครูว่า…รู้เจตนา นี้อันนี้ดี เจตนาให้รู้ว่าอย่างนี้ ดูด ต้องการ หรืออันนี้ไม่ต้องการ ผลัก นะ จิตต้องไม่มีการดูด-การผลัก นี้ดี ให้รู้ความชอบ-ความชัง _หรือรู้สึกเฉยๆ หรือไม่อย่างไรแบบละเอียดๆ อีก อาการผลักนั้นรู้สึกได้ง่ายกว่า อาการฝ่ายดูดนี้แนบเนียนมาก พ่อครูว่า…ดี รู้รายละเอียดของจิตกลางๆ ไม่ชอบ-ไม่ชัง อาการผลักนั้นรู้สึกได้ง่ายกว่า ใช่ โทสะนี่รู้สึกได้ง่ายกว่า อาการฝ่ายดูดนี้แนบเนียนมาก จริง อาการฝ่ายดูดนี้แนบเนียน _คือมาในรูปของความพอใจ,ติดใจ ฯลฯ แล้วต้องแยกความเข้มข้นของอาการนั้นให้ออกอีกด้วยว่า พลังงานนั้น แรง มาก น้อย นิด บางเบา แผ่วเบา ฯลฯ แค่ไหน พ่อครูว่า ดี รู้ degree(ระดับสูง-ต่ำของมัน _จิตละเอียดแววไว เพราะฝึกมาดีแล้วเท่านั้น ที่จะแยกความต่างหรือความเป็น 2 ในวงรอบนี้ได้ เหตุคือความขยันตื่นรู้เพื่อพิจารณาให้ถ้วนรอบในรูป รส กลิ่น เสียงเมื่อได้สัมผัสกับคำข้าว ที่ควรเอาใจใส่พิจารณาจริงๆ ชนิดกัดไม่ยอมปล่อย จึงจะเกิดผลสำเร็จได้จริงตามลำดับ...กำลังทำในขั้นนี้ให้ครบให้จบอยู่ค่ะ พ่อครูว่า…ระวังมันจะเลยเถิด ระวังมันจะสุดโต่ง ระวังมันจะจัดเกินไป มันจะคับแคบเฉพาะสำหรับตัวเองเกินไป เราจะกลายเป็นคนเลี้ยงยาก ลำบาก คำถาม การใช้ปัจจัย 4 ที่มีอาหารเป็นหนึ่งตามอัตภาพ โดยเน้นหลักประโยชน์สูงประหยัดสุด เพื่อการเจริญอาหาร เจริญธรรม และเจริญปัญญาเป็นที่สุด คือการบริโภคสู่ความจบปัจจัย๔ เพื่ออาศัยไม่ใช่เพื่อเสพรสใช่ไหมคะ? สุดเศียรสุดเกล้ากราบขอบพระคุณค่ะ รุ้งเริงธรรม ธรรมชาติอโศก 2 ตุลาคม 2566 พ่อครูว่า…ถูกต้องอยู่ มีส่วนถูกต้องอยู่ อย่าให้มันเลยเถิด อย่าให้มันเกินไป อันนี้ก็ละเอียดนะ ต้องศึกษาดีๆ _* ปล. พร้อมกันนี้ลุงไม้ร่มฝากร่วมมากราบพ่อท่านว่า... เจริญอาหาร เจริญธรรม เจริญปัญญา สุดเศียรสุดเกล้า ขอนอบน้อมนะโมโพธิรักษ์ กราบขอบพระคุณพ่อท่านพระโพธิสัตว์ผู้ให้กำเนิดชีวิตใหม่ สู่ความ “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ” ...สู่พระนิพพาน...ทุกชาติไป ไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก พ่อครูว่า…ก็รับทราบดี ตั้งใจดีๆ ศึกษาดีๆ มันมีอะไรที่มันจะรู้สึกว่ามันมีอะไรเขื่องๆ อยู่ในใจของตนอยู่บ้าง อย่าไปคิด รู้สึกว่าเราจะมีอะไรเขื่องๆ ที่เรารู้นะ รู้ยิ่ง รู้จริง รู้ละเอียดลอออกว่าใครๆ อยู่นะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นสิ่งที่รู้สึกว่า เราจะสร้างความเขื่องใส่จิตตนเอง มันจะสะสมเป็นอนุสัย เป็นกิเลสระวังตรงนี้ สร้างความเขื่อง ซึ่งดูแล้วมันก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เป็นมานะ อติมานะ ก็พยายามระวังบ้าง พวกเราศึกษาธรรมะแล้ว จะมีนัยละเอียดลออพวกนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ และความละเอียดลออ บางทีมันก็ละเอียดเกิน โต่งเรียกว่าสุดโต่ง มันเกินความพอดี มันเกินความพอเหมาะ ปโหติ เกินความพอเหมาะพอดี มันก็เลยเกิดลักษณะพวกนี้ได้ เพราะฉะนั้น ต้องะมัดระวังบ้าง
SMS วันที่ 29-30 กันยายน 2566 _เล็ก ดินเพ็ญไพร : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างยิ่งเจ้าค่ะ จากครั้งล่าสุดที่พ่อครูเทศน์ และได้พูดว่า อาจจะต้องงดเทศน์ แล้วไปเขียนหนังสือเป็นงานหลัก ลูกได้ยินก็รู้สึกจิตแกว่งนิดๆ ไม่ได้แกว่งเพราะพ่อครูจะงดเทศน์ แต่แกว่งเพราะอะไรก็บอกไม่ถูกเจ้าค่ะ รู้แต่ว่าตื้นตันในความเมตตาที่มีต่อลูกๆ ในวัยเข้า 90 ปี พ่อครูยังต้องทำกายขันธ์ให้ดำรงอยู่เพื่อเผยแผ่ธรรมะ แก่ผู้ที่ยังไม่รู้ให้ได้รู้ ผู้ที่รู้บ้างก็ได้ต่อยอดตามพ่อไปอีก จะหาใครมาเปรียบได้ในความเมตตาที่ไม่มีประมาณแบบนี้ ยิ่งทำให้ตัวลูกเองรู้สึกว่าเราจะต้องไม่นิ่งนอนใจ จะหยำแหยะ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ มีโอกาสทองขนาดนี้แล้ว ลูกไม่คิดกินลูกท้อเลย พ่อครูจะงดเทศน์, จะเทศน์ครั้งละ 1 ชม. หรือจะเทศน์ 2 ชม. ลูกไม่มีปัญหาเลย พร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนตามพ่อครูเจ้าค่ะ (..) สู้ๆ พ่อครูสู้ๆ พ่อครูไว้ลาย (พระโพธิสัตว์) พ่อครูสู้แค่อยากพอ สู้ๆ ….จบ….กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างยิ่งเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ยุให้สู้นะ
คนโกหกมีสื่อมากเป็นเรื่องยากของความจริง _อนันต์ ศิรินุพงศ์ : คนโกหกมีสื่อมาก เป็นเรื่องยากของความจริง พ่อครูว่า…เออ พูดแค่นี้เนาะ คนโกหกมีสื่อมาก เป็นเรื่องยากของความจริง พูดให้มันเป็นความคล้องจองละเนาะ อาตมาฟังแล้วก็เข้าใจ เออ คนโกหกนี่ ทีนี้ยุคนี้มันมีสื่อมาก คนโกหกยุคนี้มันมีสื่อมาก เพราะฉะนั้นมันก็ใช้สื่อนี่เพิ่มความโกหกของตัวเองด้วยอะไรต่างๆ นานา ในวิธีต่างๆ นานา ก็เป็นเรื่องยากของความจริง ก็ถูก ถูก มันเป็นภัยชนิดหนึ่งของสังคมโลก โลกทั้งโลกเลยนะไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ประเทศไทยก็เจอหนักเรื่องสื่อนี่ สื่อที่โอ้โห ยกตัวอย่างอย่างพิธานี่ สายพิธา ลิ้มฯ เขาแซ่ลิ้ม เป็นผู้ที่รู้จักสิ่งที่ได้เปรียบโดยการทำสื่อ เขาเป็นผู้ที่รู้มุมนี้ดีมาก แล้วเขาก็ใช้อันนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นเขาจึงได้ ได้มวลที่เชื่อเขา เดี๋ยวนี้เขาก็ได้มากคนยังเชื่อเขาอีกเยอะ ยังเชื่อเขาอีกเยอะด้วยการใช้สื่อ เพราะฉะนั้นความจริงที่จะปรากฏได้ก็จึงยากที่จะออกมา เขาขยันและสร้างมวลช่วยกันอีก ขยันแล้วก็สร้างมวลช่วยกันทำอันนี้ มันเลยเป็นน้ำหนัก เป็นน้ำหนักที่ทำให้เขาได้ประโยชน์จากอันนี้ เขาเห็นคุณค่าของอันนี้มากเลย นี่เป็นเรื่องของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คนแซ่ลิ้ม มีหลายลิ้มนะ คุณสนธิ ลิ้มอะไรนะ (เสียงตอบว่า ลิ้มทองกุล) เออ! อาตมานี่ขออภัย ความจำชักไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มันไม่น่าจะจำไม่ได้หรอกนะ มันก็เป็นบ้าง พิธาเขามองมุมนี้ และได้ประโยชน์จากมุมนี้ เฉกเช่น ทักษิณ ทักษิณได้มุมมากกว่าหลายมุมกว่าพิธา พิธาได้มุมเด่น แต่ทักษิณได้มุมหลายอย่าง เขาจึงเอามุมที่เขาเห็นว่า ประชาชน เขาครอบงำประชาชนได้ด้วยอย่างนี้อย่างนี้ นัยยะนี้ มุมนี้ แง่นี้ เขาก็ใช้มาตลอด อาตมาก็ไม่เก่งที่จะระบุลงไป แต่เห็นรู้อยู่ว่าทักษิณนี่มีความสามารถมากในการใช้สื่อด้วย เงินทองด้วย อำนาจตำแหน่งยศศักดิ์ด้วย กรรมวิธีในการบริหารด้วย อะไรพวกนี้ โอ้โห เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ทักษิณนี่ครอบครองอำนาจ มีอิทธิพลในการบริหารประเทศไทย ทั้งๆที่เขาเป็นนักโทษ ที่ต้องออกไปอยู่นอกประเทศตั้ง 10 กว่าปี ก็ยังใช้อำนาจอิทธิพล ใช้คนของตัวเองให้คนของตัวเองในประเทศไทยบริหาร ตั้งแต่นายกฯสมัคร สุนทรเวช นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี่ก็กำลังจะเอานายก ตอนนี้เอานายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ขึ้น แล้วก็ต่อคิวไว้ ต่อจากนั้นก็คงจะเป็นอุ๊งอิ๊ง อย่างนี้เป็นต้น ทักษิณเขาใช้ได้ผลอยู่ อาตมามองในแนวลึกเห็นว่าประเทศไทยนี้มีตัวอย่างอันละเอียดลออ ละเอียดลออของเชิงกลวิธีการของการเมือง ที่ทักษิณเขาจะใช้ อื้อหือ สุดยอดแห่งการจบด็อกเตอร์ทางอาชญวิทยามาจริงเลย จุ๊ๆๆ ยอดจริงๆ ถ้าว่าแล้ว อาตมาเองอาตมาไม่ได้ไปลงโทษตัวเขานะ ว่าตามเนื้อผ้า ว่าตามสัจจะ เขาเกิดมาเป็นตัวอย่างที่จะทำให้เห็นทั้งแง่เชิงของสิ่งที่มันไม่ดีไม่งามนี่ได้ละเอียดซับซ้อนมาก จนทุกวันนี้คนก็ยังเชื่อถือเขา แม้แต่นายกปัจจุบันนี้ก็ยังยกย่องเชิดชู อย่างที่เห็นๆชัดเจน ก็ยังยกย่องเชิดชูกัน ที่เขาพูดชัดๆ อันหนึ่งก็คือ ที่นายกเศรษฐาเขาพูดว่า ทักษิณนี้เหนือชั้นกว่าพลเอกประยุทธ์ ทำผลงานให้แก่ประเทศอย่างนั้นอย่างนี้เขาก็พูดไป คุณเปลว สีเงินได้ยินเข้า หมั่นไส้ก็เลยซัดเข้าไปเต็มคอลัมน์เลย (ใน นสพ.ไทยโพสต์ 30 ก.ย. 66) เมื่อวานนี้หรือไง ซัดเข้าเต็มคอลัมน์เลย มีถุยด้วยนะ ถุยที่เศรษฐาพูดมา แล้วก็ค่อยร่ายละเอียด สอนไปทีละเรื่อง อ้างอิงหลักฐานวันเวลาเรื่องราวอันนั้นอันนี้ แม้แต่แค่เรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็ดีนะ มีคนรู้เท่ารู้ทันอะไรต่ออะไรพวกนี้ แล้วก็มาบอกความจริงกัน ยืนยันอะไรต่ออะไรกัน ขนาดนั้นคนก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อไม่ค่อยจะเห็นด้วย ไม่ค่อยจะฟัง ไม่อะไรๆ เลยนะ สื่อสารทุกวันนี้มันดีมีหลายมาก หลายมุม หลายเจ้า แล้วก็อย่าไปปฏิเสธอะไร ดูๆ หมดทุกมุม แม้แต่มุมหมอปลา อาตมาก็ดู เขาก็ไปกันใหญ่ นี้ที่จอภาพ เขา Insert ภาพมา บทความคอลัมน์ 30 กันยายน “ ทักษิณทูนหัวของเศรษฐา” วันที่ 30 กันยายน ไม่ใช่วันที่ 1 วันที่ 1 วันอาทิตย์ เขาวรรคเว้นไม่ได้เขียน ธรรมดาเขาเว้นวันอาทิตย์ วันนี้วันจันทร์เขียนเรื่องอะไร มันเย็นแล้ววันจันทร์จะหมดวันแล้ว เขาเขียนเรื่องอะไรอาตมาก็ไม่ได้จำ ดูเหมือนอ่านผ่านไปแล้ว เอาละผ่านไปก่อน ของเปลว สรุป คนโกหกมีสื่อมาก เป็นเรื่องยากของความจริง อาตมาก็ขยายความแล้วนะ อย่างพิธาเป็นต้น ใช้สื่อมาก ทักษิณก็ใช้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข ทำความจริง
_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการ ท่านสมณะค่ะ ขณะนี้กำลังติดตามรายการอยู่ค่ะ และขอขอบคุณสื่อของบ้านราชที่เสนอข่าว น้องน้ำที่เข้ามาเยี่ยมบ้านราช แต่พวกเราก็ไม่ทุกข์และเตรียมตัวพร้อมเป็นปรกติแล้ว สาธุค่ะ พ่อครูว่า…ก็ให้กำลังใจมา ขอบคุณ
พ่อครูตั้งชื่อตัวให้ได้แต่ไม่ตั้งชื่อสกุลให้คน _Kasem Santhong เกษม แสนทอง : จากที่มีญาติธรรมมาขอชื่อกับพ่อครู และระบุว่า ขอชื่อตัว คือ ชื่อมี 2 ชนิด คือ "ชื่อตัว" กับ "ชื่อสกุล" ครับ พ่อครูว่า…อาตมาก็ตอบตรงนี้เลยว่า ชื่อสกุล ชื่อนามสกุลนี้อาตมาไม่ตั้งให้ใคร อาตมาตั้งไว้แล้ว เปรยๆ ปรายๆ จำไม่ได้แม่นทีเดียวว่า เช่นว่า อโศกตระกูล อาตมาตั้งหรือพวกเราบัญญัติยังไง ซึ่งก็มี เกล็ดดิน เป็นเจ้าของต้นตระกูล นาวาบุญนิยม ก็มีท่านน่านฟ้า เป็นเจ้าของต้นตระกูล อย่างนี้เป็นต้น ส่วน ชาวหินฟ้า นั้นก็คือคุณประโยชน์ ซึ่งตายไปแล้ว ตอนนี้นามสกุลชาวหินฟ้าก็ขออนุญาตจากคุณประโยชน์ไม่ได้แล้ว เพราะว่าตายไปแล้ว ก็จะเหลือสืบทอดกันทางสายเลือด หรือลูกเลี้ยงคนที่มีนามสกุลชาวหินฟ้า ลูกเลี้ยงก็สามารถใช้นามสกุลชาวหินฟ้าร่วมได้ ลูกเลี้ยงที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเขา อาตมาไม่ตั้งชื่อนามสกุลให้ใคร ไม่งั้นอาตมาเป็นภาระ ตั้งชื่อเท่านั้นอาตมาก็จะแย่อยู่แล้วทุกวันนี้ ตั้งไปหลายหมื่นชื่อแล้ว จะเป็นแสนชื่อหรือยังก็ไม่รู้ ตั้งเสียจนสมุดบันทึก แต่ก่อนบันทึกใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ เดี๋ยวนี้ไม่รู้หายไปไหนหมดแล้ว อาตมาก็ไม่ได้ทำแล้วบันทึกแต่ในสมุดบ้าง เล่มนั้นเล่มนี้ แล้วก็ไม่รู้เล่มที่บันทึกไว้หายไปไหนบ้าง เอาละอันนี้อาตมามีอยู่ ชื่อตัว อาตมาก็ตั้งให้ไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว
วันพระสำคัญอย่างไร เราควรทำสิ่งไหนกัน _ซึ้งซื่อ วิเชียร : ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ขอให้พ่อท่านช่วยกรุณาอธิบายวันพระที่อยู่ในทุกครั้งของปัจจุบันเป็นการกำหนดขององค์พระพุทธเจ้าหรือไม่ และวันพระมีความสำคัญอย่างไรแค่ไหนครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า…เช่น วันพระน้อย 8ค่ำ วันพระใหญ่ก็ 15 ค่ำ อย่างนี้เป็นต้น วันพระ เป็นการกำหนดของพระพุทธเจ้า 8 ค่ำ 15 ค่ำ วันพระก็เป็นวันที่เรากำหนด พยายามทำความสำคัญในความสำคัญมันลงไป มันเวียนวนมาถึง 8 ค่ำแล้วนะ เวียนวนมาถึง 15 ค่ำแล้วนะ เป็นการกำหนดบัญญัติ เพื่อให้เรานี่รู้สึกว่า เอ๊.. เราเองควรเห็นทำความสำคัญกับความสำคัญให้ยิ่งขึ้น เพื่อปลุกเร้าให้เอาใจใส่กับธรรมะยิ่งขึ้น วันพระใช้สำนวนภาษาไทยเรียกว่า วันพระ ก็คือวันที่จะต้องเอาใจใส่กับธรรมะ หรือพระพุทธเจ้า เอาใจใส่เรื่องของพระพุทธเจ้า คำสอนพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น ให้ความสำคัญสำหรับวัน อย่างน้อยก็เตือน เหมือนกับศาสนาอิสลามเขาละหมาดระลึกถึงพระเจ้า วันหนึ่ง 4 ครั้งอะไรอย่างนี้ คนไทยเราก็ไหว้พระ ก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะไรก็ว่า หรือกราบพระก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า นอกจากพวกมิจฉาทิฏฐิ กราบพระแล้วก็อ้อนวอนขอให้ท่านบันดาลนู่นนี่อะไรให้ กราบพระ ก็ระลึกถึงผู้ที่มีพระคุณ ไม่เสื่อมคลาย ระลึกถึงพระคุณอย่างแท้จริง ถ้ายิ่งระลึกถึงการปฏิบัติหรือระลึกถึงเนื้อธรรมะ ทฤษฎีที่เราจะปฏิบัติธรรมะ ในปัจจุบันนี้ ขณะนี้ เราทำอะไรแค่ไหน ได้ผลหรือไม่ อะไรพวกนี้ มันก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสาระสัจจะของมันยิ่งๆ ขึ้น เพราะฉะนั้นใส่ใจในเนื้อหาสาระ สรุปแล้ว วันพระคือวันที่ บัญญัติกำหนด เพื่อที่จะให้เรารู้ความสำคัญในความสำคัญ ที่เราควรจะต้องสนใจในเรื่องของธรรมะยิ่งขึ้นๆ _สู่แดนธรรม... เขากำหนดอย่างนี้ครับ เขาเรียกว่า “วันฟังธรรมสวนะ “ พ่อครูว่า... นั่นแค่ฟัง ถ้าเราฟังเฉยๆก็แค่ฟัง ยิ่งฟังแล้วยินดีด้วยปฏิบัติธรรม นั่นแหละสำคัญกว่าฟังเฉยๆ ใช่ไหม?
ขยายความปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร _พิมพ์เพชรรุ้ง...กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ....ก่อนที่จะมาพบพ่อครูและชาวอโศก ดิฉันได้อาศัยพระสูตร ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร นี้เป็นเสียงเพลงทำสมถะกรรมฐานให้จิตสงบ แต่ยังไม่เคยเข้าใจ ตอนนี้ได้มาฟังอีกพอจะเข้าใจขึ้นบ้าง จึงอยากขอกราบนิมนต์พ่อครูได้อธิบายเพิ่มเติมในในส่วนนี้ของพระสูตรค่ะ
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พระผู้เป็นมหาสัตว์ได้กล่าวตอบพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร! หากกุลบุตรกุลธิดาผู้ใดปรารถนาความรู้แจ้ง ประสงค์จะบำเพ็ญปรัชญาปารมิตาภาวนาอันลึกซึ้งนี้ เธอผู้นั้นพึงฝึกฝนภาวนาให้เกิดญาณหยั่งเห็นขันธ์ 5 เป็นสภาวะแห่งความหมายอันเป็นศูนย์ ท่านสารีบุตร! รูปนี้มีความหมายเป็นศูนย์ ความเป็นศูนย์นั้นแลปรากฏเป็นรูป ความเป็นรูปมีค่าไม่ต่างจากความเป็นศูนย์ และความเป็นศูนย์ก็มีความหมายไม่ต่างจากความเป็นรูป รูปเป็นเช่นไร ศูนย์ก็เป็นเช่นนั้น ศูนย์มีความหมายอย่างไร รูปก็มีความหมายอย่างนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นเช่นเดียวกันนั้นแล ท่านสารีบุตร! สังขตธรรมทั้งปวงมีลักษณะเป็นศูนย์ คือ ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีดับไป ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่พร่อง ไม่เต็ม ท่านสารีบุตร ! เพราะเป็นเช่นนี้แล ในศูนยตาวิหารธรรมจึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ พ่อครูว่า... ใครฟังอ่านผ่านไปแล้วนี่ ฟังแล้วพอเข้าใจบ้าง ยกมือ? พอเข้าใจบ้าง อาจจะ 10 ตรีบั้งหนึ่ง สิบโท 2 บั้ง สิบเอก 3 บั้ง ถ้า 4 บั้งนี้เป็นจ่า เข้าใจหลายบั้ง มันก็คงพอเข้าใจได้สำหรับพวกเรา สรุปแล้วก็คือว่าทุกอย่างไม่มี ไม่มีคืออะไร..สูญ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แม้แต่รูปที่ถูกรู้อยู่ในปัจจุบันนี้ มันก็เป็นศูนย์ พระสารีบุตร กับพระอวโลกิเตศวร ท่านพูดกัน คุณคือใคร จะมาพูดระดับนี้กันเหมือนอย่างพระสารีบุตรกับพระอวโลกิเตศวร เห็นไหม เพราะฉะนั้นเราก็ฟัง เราพอเข้าใจก็ดีแล้ว เข้าใจนั้นเป็นการเข้าใจด้วยความเข้าใจ ด้วยความเข้าใจเฉยๆ มันยังไม่ใช่สภาวะที่สูงสุด ที่ท่านพูดนี้เป็นสภาวะที่สูงสุดในระดับสุดระดับของท่าน ซึ่งท่านจะพูดอย่างไร ท่านก็เข้าใจกันได้โดยทั้งสมมุติและปรมัตถ์ทั้งสภาวะ แต่สำหรับเรานั้นก็เอาให้เป็นศูนย์เท่าที่เป็นศูนย์ เราต้องเข้าใจคำว่า เป็นศูนย์ หรือคำว่า ไม่มี คืออะไร คำว่าเป็นศูนย์หรือคำว่าไม่มีเป็นไวพจน์กันว่า 0 ก็คือไม่มี ไม่มีก็คือ 0 ว่างๆ เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ เป็นไวพจน์กันหมด เป็น synonym กัน ก็ฟังแล้วก็ระลึกถึงสภาวะ คำว่า “ไม่มี” หรือคำว่า “ว่าง” แม้แต่ใช้คำว่า “หลุดพ้น” ก็ได้ แต่ความว่า ไม่มี ว่าง หลุดพ้น ไม่ได้หมายความว่า “เราพรากจาก” อันนี้เป็นนัยสำคัญ คำว่า ไม่มี ดับสนิท หลุดพ้น แล้วดับความรับรู้ ดับสัญญา ดับเวทนา ดับความรับรู้อะไรไปเลย อันนี้โมฆะ โมฆะความไม่มีแบบนี้ ไม่อยู่ในความหมายสำคัญของพุทธ ความหมายสำคัญของพุทธนั้นหมายความว่า ไม่เกาะเกี่ยว อยู่เหนือ สิ่งที่เราสัมผัสอยู่ตอนนี้ไม่มีอิทธิพลต่อเราเลย เรารู้มัน รู้สิ่งนั้นตามความเป็นจริงของมัน..จบ รู้ความเป็นจริงของมัน แล้วก็มองลึกถึงไปว่า แล้วไอ้ที่เป็นความจริงนี้ ที่มันเป็นเช่นนี้ มันเป็นประโยชน์กับเราไหม เราจะต้องใช้มันเป็นประโยชน์อยู่หรือไม่ หรือเราจะให้ประโยชน์กับมันได้ไหม ถ้ามันเป็นสิ่งที่เป็นสัตว์เป็นอะไร แต่ถ้ามันเป็นวัตถุ มันเป็นพืช ก็ให้อะไรมันไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็มีแต่ว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเราไหม เป็นประโยชน์-เราก็รับมัน ไม่เป็นประโยชน์-เราก็ไม่ต้องรับ นั่นก็คือศูนย์ไม่รับ แต่มันก็มีของมันอยู่ในโลกนั้นแหละ คนอื่นเขาอาจจะเป็นประโยชน์ แต่ของเราไม่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ต้อง คนอื่นเขาต้อง คนอื่นเขาเหมาะสมของเขา มันถูกกับธาตุของเขา ถูกกับสังขารของเขา เขาต้องใช้อันนั้นปรุงแต่ง แต่ของเราไม่ต้อง เราก็ไม่ต้องใช้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในนัยยะของเราที่จะมองอะไรต่างๆ พวกนี้ มันมีนัยยะที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีกเยอะทีเดียว ค่อยๆ ศึกษาไปตามลำดับๆ ศึกษาไปตามลำดับลำดา แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจไปเรื่อยๆ ตามขั้นตามตอน รู้ความเป็นจริงในตัวเรากับปัจจุบันธรรมนี้ เราเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วเรายังตกเป็นทาสมัน เราก็ทำอันนี้แหละให้มันหลุดพ้น ไอ้ที่มันหลุดพ้นได้แล้วไม่มีปัญหา มันมีอยู่ในโลกอยู่ในสังคม บางทีเราก็สัมผัสมัน เราห่างมันมา มันก็ห่างไกลๆ บางอย่างบางสิ่งเราก็ไม่ต้องไปใกล้มันหรอก มันอยู่ไกลๆ โน่น ทุกวันนี้อยู่ในโทรทัศน์ อยู่ในเครื่องพวกนี้มันมีเยอะแยะ แล้วมันไม่รู้เรื่องกับเรา เราดูนี่ หรือเราเห็นอยู่นี่ เราไม่ได้ไปสัมผัสกับมันจริงๆ มันก็ผ่านให้เราได้ ได้ศึกษาเป็นเหตุปัจจัย เราได้กำไรนะ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราสัมผัสศึกษาอยู่นี่ เราก็อ่านจิตเราว่าเราเองยังเกี่ยวเกาะ ยังมีผูกพัน ยังมีอาลัยอาวรณ์ ยังมีรสมีชาติ เป็นอัสสาทะอยู่หรือไม่ ถ้าไม่แล้วก็เออ
ละอบายมุข ละกาม ละโลกธรรม จึงมารวมกันทำสาธารณโภคี อย่างทุกวันนี้นี่มันถ่ายทอดแข่งขันเอเชียนเกมส์ ก็เปิดกันดูก็มีโทรทัศน์หลายช่อง ก็ดูเขาแข่งขันกัน ก็ส่งไป ไทยก็ส่งแข่งไปกับเขา ชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง เราก็ดู คนนั้นมันเก่งอย่างนี้ คนนี้เก่งอย่างโน้น คนนั้นทำลายสถิติ แล้วก็ดู เห็นความจริงตามความเป็นจริง เขาก็ว่ากันไป เราก็ดู เราเองเราไม่ได้อยู่ในวงการนั้นแล้ว เราไม่ไปใช้แรงงาน เวลาทุนรอนที่จะไปทำกับสิ่งนั้นแล้ว เพราะว่าเราเห็นว่า จริงๆ อาตมาก็เคยพูดว่ามันเป็นอบายมุข เรื่องการแข่งขันกีฬา การละเล่น ภาษาบาลีท่านเรียกว่า กีฬา แปลว่าการละเล่น ไม่ใช่การละจริง มันเป็นอบายมุข ละครละเม็ง เป็นต้น การละเล่น เป็นต้น กีฬาหรือการละเล่น ละเม็งละคร มันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเรื่องครอบงำมอมเมาด้วย มันก็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive