660920 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660920 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53543.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1467DuNjgAOFmv6sQy1eawdi-DszI_WW_/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/18cptqGXOBnLkTkm4Xu64O8Ll1ti442o9/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660920-108 1_128-kbps-e29i75k
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/5PYpdGfXONM และ https://fb.watch/nayRklW-mM/ มีซับ https://youtu.be/6RvKKqA2APM
สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 20 กันยายน 2566 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ปีนี้เป็นปีพิเศษอย่างหนึ่ง ที่ศิษย์เก่าสถาบันสัมมาสิกขา ทุก ชุมชนที่มีบวร จะนัดมารวมตัวกัน จะใช้ชื่องานว่า ศิษย์เก่าบูชาพ่อ นัดมารวมตัวกันที่ บ้านราช ในวันที่ 9 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2566 จะรวมตัวกันมาให้ได้มากที่สุด ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ศิษย์เก่าที่จากไปนานจะได้มารวมตัวกัน หลายคนก็มีลูกมีทายาทมาเรียนต่อมาสืบทอด ช่วงนี้ทั้งนายกและรองประธานสภาของไทย เดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่ค่อยมีคนสนใจเรื่องเนื้อหาในการประชุม เขาจะสนใจกันแต่เรื่องทำไมใช้งบประมาณเดินทางมากขนาด 30 ล้านบาทนั้น และมีการเปรียบเทียบกับตอนลุงตู่ไปดูงาน ไปที่อเมรกา เครื่องบินไม่ได้เช่าเหมาลำ ต้องไปพักรอที่ญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยนเครื่องบิน ทั้งค่าใช้จ่ายก็ต่างกันมาก คณะเดินทางก็เอาคนที่ไปทำงานโดยเฉพาะ คณะลุงตู่ไปกัน 15 คน แต่คณะของเศรษฐษนี้ไปกัน 50 คน จำนวนคนไปดูงานก็ต่างกันเยอะ มีอะไรไม่ค่อยเคลียร์(โปร่งใส)เท่าไหร่ ลุงตู่เคยให้สัมภาษณ์ว่าที่ไม
อ่านต่อ
่ใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำ เพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะในการจอดในการเดินทาง ไปแบบนี้มันประหยัดกว่าแล้วก็บริหารเวลาเอา มีบางมุมมองบางคนว่า ค่าใช้จ่าย 30 ล้านบาทนี้ ตัวเลขค่าใช้จ่ายถ้าเปรียบเทียบกับทั้งประเทศมันก้ไม่แพงอะไรหรอก แต่ว่าวิธีคิดนั้น คุณมีเงินก้อนหนึ่งแลัวคุณเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ ใช้อย่างไร ดูมันจะสมเหตุสมผลอย่างไร ดูว่าชาติจะรอดหรือไม่รอดนี้ก็ดูวิธีติดนะ แม้แต่รองประธานสภา ไปสิงคโปร๋ใกล้ๆ นี้ ทั้งที่พรรคก้าวไกลเขาเคยเสนอไว้ในสภาเลยว่า ถ้าเขาได้ขึ้นมาเนี่ย เขาจะเสนอให้ตัดค่าอาหารพวก สส. ลงไป และไม่ให้มีการเดินทางไปต่างประเทศ แต่นี่รีบไปก่อนเพื่อนเลย สิงคโปร์เขายังไม่ได้เชิญเลย และค่าใช้ค่ายใชดูแล้วก็ไม่สมเหตุสมผล ค่าใช้จ่ายในการนั่งเครื่องบินมันกสามารถเลือกได้ คือถ้าเทียบดู ไปดูวัตถุประสงค์เขาก็ว่า ไปดูมลพิษเขากำจัดอย่างไร เรื่องฝุ่นละออง ก็มีคนบอกว่า คุณเป็นรอง ปธ.สภา คุณไปดูเรื่องอะไรเกี่ยวกับฝุ่นละออง มันไม่ได้เกี่ยวกับงาน(ในหน้าที่) ที่เอามาอ้าง ข่าวใหญ่อีกอันหนึ่ง มีประชาชนร้องเรียนว่า เขาถูกไล่ล่าจากกรรมการพรรคก้าวไกล มีคุณเจี๊ยบ อมรรัตน์ แสดงความเห็นทางการเมือง เอาข้อมูลส่วนตัวทั้งที่อยู่และญาติๆ ของคุณปีใหม่ ไปลง Facebook เพื่อให้คนในทีมของเขาตามไปไล่ล่ารังควาน และคุณเจี๊ยบยังตามบุกไปถึงที่ทำงานของเขา เพื่อให้เจ้านายเขาเอาเรื่อง เหตุเพราะคุณปีใหม่แสดงความเห็นแย้งกับคุณเจี๊ยบ อมรรัตน์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้กล่าวออกชื่อไปแต่อย่างใด แต่ไหนพวกคุณบอกว่า มีเสรีภาพ มีความเท่าเทียม ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ และเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณด้วย เขาแสดงทัศนะทางการเมือง แต่คุณตามไล่ล่าเขาอย่างนี้ แล้วมันจะเป็นสิทธิเสรีภาพยังไง ทำเหมือนเป็นการไล่ล่าแม่มด ก็ทำให้ได้เห็นนะ เวลาคุณพูด สามารถพูดอะไรดีๆ ได้หมด แต่เวลาทำจริงๆ ทำไปคนละเรื่องเลย ก็ได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นการศึกษาของสังคมไทยอีกเหมือนกัน ในสังคมไทย เมื่อมีอะไรมาปุ๊บ ก็พร้อมที่จะเชื่อทันทีเลย เช่น ยุคหนึ่งที่มีเครื่องรางจตุตามรามเทพ อันนั้นก็ไป หรือตอนนี้ก็มีครูกายแก้ว อะไรเขาก็ไม่รู้นะ หน้าเป็นเหมือนผีปีศาจ คนก็ไปแห่บูชากัน เมื่อก่อนมียุคหนึ่งไปบูชารูปชูชก แทนที่จะบูชาพระเวสสันดร กลับไปบูชาขอโชคขอลาภจากรูปชูชก อะไรอย่างนี้นะ แสดงว่าสังคม ยังไร้ราก ยังไม่มีวิจารณญาณที่จะแยกแยะได้ว่า อะไรเป็นเนื้อ เป็นแก่น วันนี้มีเทวดา แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร เขาส่งหนังสือชื่อ “มาเหนือเมฆ” คงเป็นของแฟนคลับลุงตู่ ส่งมาให้พวกเรา 2 ห่อ มาให้พวกเราอ่านกัน ลุงตู่แม้จะหมดวาระออกไปแล้วนะ แต่ก็ยังมีคนพูดถึง ยิ่งได้เห็นรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ใช้จ่ายเงินงบประมาณมากเท่าไร ก็ยิ่งนึกถึงลุงมากมากขึ้นเท่านั้นแหละ และลุงตู่ยังคงลอยลำเป็นที่กล่าวขานกันตลอด (พ่อครูชูหนังสือดังกล่าว ยกขึ้นให้พวกเราดูหน้าปก)
จะลดอุปาทานต้องปฏิบัติตามจรณะ 15 พ่อครูว่า... เอา “มาเหนือเมฆ” เราไปกันบนพื้นดิน ไม่ต้องไปถึงขั้นเหาะเหินเดินเมฆอะไร ไปกับพื้นดินเรานี้แหละ ขอต่อเรื่องที่ มีคนที่มีความเชื่อมีอุปาทาน ความยึดติดในนามธรรม นามธรรมเป็นสิ่งที่ซ้อน นามธรรมคือจิตของเรานี่ ไปประหวัดถึง ไปคิดเอาเอง เป็นนิรมานกาย เป็นกายที่เนรมิตเอง จะเป็นอะไรก็ตามแต่ สมมุติชื่อไปสารพัด จะเป็นผี เป็นสาง เป็นเทวดา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นจตุคามรามเทพ เป็นครูกายแก้ว เป็นอะไรๆ พวกนี้ มันเป็นเรื่องนิรมิตเอาเอง แล้วก็หลงว่ามีอำนาจ มีฤทธิ์ มีเดช มีอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ศัพท์เรียกว่า”อุปาทาน” คือการยึดถือ ติดยึด ตรึง ยึดติดตั้ง ไปสมมุติว่ามันมี มันมีฤทธิ์แรงอย่างนั้น มีอิทธิพลอย่างนี้ เก่งอย่างโน้น เก่งอย่างนี้ อะไรต่างๆ นานา เขาก็เชื่อกันไป ตั้งแต่เชื่อ เชื่อแม่น้ำ เชื่อทะเล เชื่อภูเขา เชื่อต้นไม้ เชื่อจอมปลวก กราบเคารพบูชา คนไทยทุกวันนี้ก็ยังกราบเคารพบูชาอะไรพิสดาร แปลกๆ ก็เชื่อว่ามันมีฤทธิ์มีเดช กราบต้นกล้วย กราบต้นมะพร้าว กราบต้นหญ้า กราบต้นนั่นต้นนี่ที่มันออกผิดประหลาดมาหน่อยก็กราบไปหมด อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันเป็นความไม่มีปัญญา ไม่รู้จัก และมันเป็นการตะกละตะกลาม มันเป็นการยึดถือคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะประทาน มันเป็นเรื่องเทวนิยม 100% สิ่งเหล่านั้นจะมีอำนาจมีฤทธิ์จะประทานโชค ประทานลาภ ประทานอะไรต่ออะไรให้เราได้ดังประสงค์ ตามที่เราอยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นเทวนิยม มันเป็นเรื่องของโลกธรรม ธรรมดาๆ นี่เอง สำคัญที่สุดคือจิตมันอยากได้ ยังมีความไม่พอ มันอยากได้ อยากได้อะไรก็แล้วแต่ อยากได้เงินได้ทอง อยากได้ลาภได้ยศ อยากได้สรรเสริญ อยากได้สุข อยากได้ของงามๆ อยากได้ของอร่อย อยากได้ของไพเราะ อยากได้อะไรๆ มาบำเรอเสพสมกิเลสของตนเอง เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ที่รู้ความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นทั้งหลายเป็นมายาสุขทุกข์ สรุปลงตรงสุขตรงทุกข์ ไม่ได้ก็ทุกข์ดิ้นรนอยากได้ ได้มาก็เสพสมก็สุข แค่นั้นเอง ถ้าหมดสุขหมดทุกข์ หมดเสพสมสุขสม หมดบำรุงบำเรอกิเลส หมดอยากแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย จบ เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงว่ามันเป็นเรื่องหลอก เรื่องความสุขรวมลงที่ความสุข คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่เราไปหลงปั้นขึ้นมา หลอกตัวเองเป็นผีหลอก เป็นมายา ให้มันมีตัวตน มันก็มี ถ้าเราเรียนรู้จริงๆแล้ว ค่อยๆลดไปทีละขั้นทีละขั้นตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมา แต่ละสิ่งตั้งแต่หยาบกลางละเอียดไปจนกระทั่งหมด ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงว่าไม่มีเลย จบกิจเป็นอรหันต์ สวรรค์ทั้งหมดมันไม่มี สวรรค์เป็นของปลอม สวรรค์ไม่มี นรกมันก็ไม่มี ถ้าไม่มีสวรรค์ นรกก็ไม่มี ไม่มีสวรรค์จะขึ้นก็ไม่มีนรกจะตก อยู่ที่เดิมที่กลางๆ ถ้ามีสวรรค์-นรกก็มี สวรรค์สูง-นรกก็ต่ำ สวรรค์สูงขึ้น-นรกก็ยิ่งต่ำลงไป เป็นธรรมดาๆ เป็นคู่กัน เพราะฉะนั้นไม่ศึกษามาเรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 แล้วไล่เรียงเลิกไปทีละขั้นทีละขั้น ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 เลิกแค่นัยยะของศีลข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 นี่จะครบมิติ ของความติดยึดกันบริบูรณ์แล้ว นอกนั้นมันก็จะเป็นส่วนขยายออกไปเท่านั้นเอง จาก 3 เส้า (1)-(2)-(3) เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 จับคู่มุมสามเส้า (4)-(5)-(6) จับสามเส้ากันอีกจนเป็น 9 ไปกันอีก ถ้าขยายออกไปอีก เป็น 11 ก็ไปหา 20 อย่างนี้เป็นต้น ไปอีก ซ้อนเป็นการยกกำลังซับซ้อนไปอีก อาตมาก็ตั้งใจอยู่ว่าจะอธิบายเรื่องของจรณะ 15 วิชชา 8 นี้ให้ฟังให้ละเอียดๆดี แต่ค่อยๆไปเถอะ เดี๋ยวอาตมาก็ถึงจนได้ ต้องอธิบายนได้ ก็มาขอโอภาปราศรัยกับ SMS
SMS วันที่ 18-19 ก.ย. 2566
_ประไพ ยาสาร : การตั้งตบะช่วงเข้าพรรษาเป็นการพิสูจน์ตนเอง พิจารณาทบทวนทุกวันแล้วจิตเราจะเข้มแข็งขึ้น กราบสาธุเจ้า พ่อครูว่า…ตั้งตบะ ตั้งว่าเราจะทำอะไรต่ออะไรขึ้นมา เข้าพรรษาแล้วก็ปฏิบัติตามตบะที่เราตั้ง ก็จะได้พิสูจน์ตนเอง ทบทวนทุกวัน ก็แล้วแต่ ตั้งตบะอะไรล่ะ จะเลิกอันนั้น จะไม่ใช้อันนี้ จะไม่กินอันโน้น หรือจะเอาเข้ามาเยอะๆ ตบะอะไร ควรจะเอาออกนะ ตั้งตบะเอาออก ก็ลองดู ไม่มีรายละเอียดอะไรมาก อาตมาก็รับทราบเท่านั้น ก็เป็นการฝึกจิตชนิดหนึ่ง ตามภาษาที่บอกมาก็คงจะตั้งเพื่อที่จะลดละ เลิกละ ก็ลองดู
หลวงปู่คงไม่อยู่ค้ำฟ้าสักวันต้องจากพวกเราไป _นาง จับใจ ธนะโภค : กราบนมัสการพ่อครูฯ ขอน้อมกราบเรียนถามและรายงานการจัดการกิเลส ดังนี้ ค่ะ ช่วงเช้าของวันหนึ่ง ดิฉันนั่งทำงานอยู่กับหลาน(ลูกของแนน) อยู่ๆ หลานก็บอกกับดิฉัน ว่า ยายครับหลวงปู่(พ่อครูสมณะโพธิรักษ์) "จะละสังขาร" แล้วนะ แล้วยายจะทำยังไง ดิฉันจึงหยุดทบทวนสักครู่ จึงตอบหลานไปว่า ก็ยังมีสมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรมชาวอโศก ที่หลวงปู่สอนไว้ทำงานศาสนาแทนหลวงปู่ไงลูก ดิฉันตอบหลานแบบนี้ได้ไหมคะ น้อมกราบขอบพระคุณมาด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อครูว่า…แล้วหลานเขาตอบว่าได้หรือไม่ได้ล่ะ มันก็ได้แล้ว ถ้าจะถามว่าดีหรือไม่ถูกหรือไม่ก็ควรจะถามอย่างนี้ใช่ไหม ถ้าถามว่าได้หรือไม่ได้ คุณก็ทำไปแล้ว ถ้าจะถามว่าถูกหรือเปล่าดีไหมคะอะไรอย่างนั้น ไม่ถามก็ไม่เป็นไร อาตมาก็ตอบก็แล้วกันว่า ก็ดีแล้วล่ะถูกแล้วล่ะ หลวงปู่จะอยู่ค้ำฟ้าได้อย่างไร ก็ต้องตายสักวันจนได้ เอาล่ะเรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็ดูๆกันไป อาตมาก็ได้แต่พยายามอยู่ เพื่อที่จะยังพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า ว่าการฝึกฝืนการพยายามใช้อิทธิบาท ยินดีในความเป็นอยู่เรียกว่าฉันทะ แล้วก็วิริยะพยายามที่จะทำตนเองให้มีเหตุปัจจัยให้มันทรงอยู่ให้ได้ ไม่ว่ารูป ไม่ว่านามช่วยมันทุกอย่าง วิริยะ จิตตะ จิตมันก็มีพลัง จิตมันก็รวมมีกำลังมีจิตเป็นประธานขึ้นมา ยังไม่ตาย ยังไม่ตาย ยังไม่ตาย รวมแล้วเป็นวิมังสะ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็เป็นแก่นเป็นแกน เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นองค์ประกอบที่มันได้มรรคได้ผล ช่วยชูให้ชีวิตมันยาวยืนไปอยู่ทุกวันนี้ ก็พอเป็นไป เป็นแต่เพียงว่า ไอ้เจ้าเหตุปัจจัยที่มันไอหนัก แล้วมันมีอะไรต่ออะไรหลายๆอย่าง อาตมาเรียกมันว่าน้ำพิษ มันออกมาแล้ว มันไอแล้วมันก็จะต้อง โอ้โห รสชาติมันแหม คุณเอ๋ย ไม่รู้ว่ารสอะไร ทั้งที่อาตมามันไม่มีรสอร่อยแล้ว รสพวกนี้มันขืนมันขมมัน ต้องการจะขับออก มันไม่ต้องการจะมีอยู่ในสรีระเรา ก็ต้องไอแรง มันเป็นอะไรก็แหม อาตมาก็เรียกมันว่ามันเป็นโรควิบากของอาตมา จนหมอก็ไม่มีทางที่จะแก้ไข เพราะว่าเหตุปัจจัยมันผ่าตัดไม่ได้ ก็ให้มันอยู่ไปอย่างนั้น แล้วมันก็ทำงานของมัน อายุมันก็โตวันโตคืน มันก็ทำงานหนักขึ้นทุกที มันก็ไม่หนักกว่านี้ก็ยังดีแล้ว อาตมาก็นึกแต่ว่าดีนะมันยังไม่หนัก มันก็ได้แค่นี้ มันเอาแค่นี้ก็ยังดี ยังพอทน อาตมานึกถึงคนอื่นๆที่เขามีวิบากของเขาหนักกว่าอาตมาเยอะ น่าสงสาร อาตมาแค่นี้มันไม่กระไรเท่าไหร่หรอก ก็นึกว่ามันยังดีกว่าคนซึ่งหนักหนากว่าเรา ก็เห็นๆอยู่เขาทรมานกว่าเราเยอะ เราก็อย่างนี้ก็เอา วิบากแค่นี้ก็ไม่ไปท้อแท้อะไร
ศึกษา อาการ ของนาม และรูป 28 _Aik Lim อิ๊ก ลิ้ม : น้อมกราบนมัสการท่านสมณะท่านสิกขมาตุด้วยควาเคารพและศรัทธายิ่งเจ้าค่ะ โยมกราบขอโอกาสเรียนถามว่า 1. "อาการ" ที่เป็นสภาพของรูปนาม คือ เป็นอาการที่เกิดจากปฏิกิริยาร่วมกันของรูปนาม ใช่ไหมเจ้าคะ หรือ"อาการ"เป็นของรูปหรือนามอย่างใดอย่างหนึ่งก็เรียกอาการได้เจ้าคะ 2. โยมเข้าใจว่า "รูป" อย่างเดียวโดดๆไม่น่ามีอาการ โยมเข้าใจถูกต้องไหมเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ใช่ รูปนามเป็นสภาวะ 2 รูปคือสิ่งที่เป็นอีกอันหนึ่งจะต้องคู่กัน เป็นสิ่งที่ให้เรารู้มัน มันจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ 2 นามธรรมคือตัวรู้ของคุณ เพราะฉะนั้น 2 อันนี้มันจะต้องมาสัมผัสกัน ถ้าไม่มีอะไรสัมผัส มีแต่นามคือความคิดของคุณ คุณไม่ได้เปิดตาไม่ได้รับเสียง ไม่ได้รับกลิ่น ไม่ได้รับรสแตะลิ้น ไม่ได้มีกายสัมผัสภายนอก มีแต่ในใจ มันมีนามแต่หนึ่งเดียว อันนี้แหละอาตมาอธิบายแล้วอธิบายอีก อธิบายแล้วอธิบายอีกว่า มีแต่นามอย่างเดียวคิดอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ของตน มันไม่ใช่ความจริง อธิบายมานานมามากแล้ว คนก็ยังไม่ชัดเจนในตรงนี้ ว่ากายต้องมีภายนอก 5 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตากระทบรูปเอออย่างนี้เป็นคู่ สิ่งที่เกิดเป็นความจริง หูกระทบเสียง สิ่งที่เกิดอย่างนี้เป็นความจริง จมูกกระทบกลิ่นอย่างนี้เป็นความจริง ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง อย่างนี้เป็นความจริง แต่ถ้าไม่มีกาย 5 ทวารภายนอกโผฏฐัพพารมณ์ การสัมผัสแล้วก็เกิดความรับรู้ (ถ้าไม่มีสัมผัสภายนอก) มีแต่ในภายใน โดยไม่เกี่ยวข้องกับภายนอกเลย อันนี้ไม่ใช่ความจริง ความจริงอันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร มันเป็นแต่เพียงสัญญาในสัญญา มันไม่มีปัญญาเลย ปัญญาต้องมีภายนอกด้วยอีก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร พตปฎ.เล่มที่ 14 ข้อ 258 พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จะเกิดได้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ มีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์และที่สำคัญต้องมี มัคคังคะ คือมีองค์แห่งมรรคทั้งหมด องค์แห่งมรรคทั้งหมดคือมรรคมีองค์ 8 คุณต้องมีทั้งหมดเลย ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิไปยังสัมมาสมาธิ มีครบ ตัวที่ยืนยันที่ว่าต้องอยู่ในชีวิตธรรมดา คือต้องมีสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นชีวิตธรรมดาสามัญ ไม่ใช่คุณไปนั่งหลับตาไม่ได้ทำงานอาชีวะอะไร ไม่ได้มีกัมมันตะอะไร ไม่ใช่ อาจจะมีกัมมันตะอยู่ที่คุณทำใจในใจของคุณอย่างเดียว ไม่มีอาชีพการงานอะไร ไม่ได้สร้างสรรค์อะไร ไม่ได้มีกายกรรม วจีกรรมไม่มี ไม่ใช่ ต้องมี เพราะฉะนั้นปัญญาไม่เกิด ปัญญินทรีย์ไม่มี ปัญญาผลหรือปัญญาพละไม่มี คุณวิจัยก็วิจัยแต่เพียงในภายใน วิจัยข้างในจิตอย่างเดียว ไม่มีข้างนอกผสมเลย อาตมาถึงสรุปว่า การหลับตาปฏิบัติมันโมฆะด้วยประการฉะนี้ มันจะไม่เกิดปัญญาตัวจริง มันจะไม่เกิดความจริงที่จริง ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มีกามภพ ไม่มีกามาวจร คนที่ปฏิบัติ ฌาน ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า มีปัญญารู้จักกิเลส แล้วก็เผากิเลสได้ ก็ต้องมีตั้งแต่มี กามาวจร มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัย แล้วคุณก็ล้างกิเลสไปแต่ละเรื่อง แต่ละเรื่อง ตามศีลเป็นหลักก็ได้ ศีลข้อ 1, 2, 3 แล้วคุณก็ลดกิเลสไปตั้งแต่ข้างนอก นี้แหละ กาม กิเลสข้างนอกมันลดมันดับ ดับไม่เกิดอีกเลย สัมผัสอย่างไรก็ไม่เกิดอีกเลย อยู่เหนือ อุตระ ก็เหลือข้างใน กิเลสข้างใน ปรุงแต่งอยู่เป็นภวังค์ เป็นภวภพ เป็นรูปภพ-อรูปภพ คุณก็เข้าไปล้างมันอีก ในขณะที่คุณสัมผัสอยู่ข้างนอก ตากระทบรูปอยู่อย่างนี้ ข้างนอกคุณไม่มีหรอก ปฏิกิริยาข้างนอกคุณไม่มีเลย เรื่องราวที่จะเกิดกามจากปัจจัยภายนอกก็หมด หมดกามภพแล้ว หมดจากการเป็นสกิทาคามี ไปอยู่อนาคามี ข้างใน มันอยู่ข้างในแล้ว ถ้าอย่างนี้แล้วก็ไม่ได้หลับตา ก็มีการกระทบสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) วัตถุทุกอย่างกระแทกกระทุ้งกระเทือนอยู่แต่ข้างนอกคุณไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับ ไม่ปรุงแต่งร่วมเลย ไม่มีสังขารภายนอก กายสังขารไม่มี แต่ข้างในรูปสังขารคุณมี ก็ล้างอาการข้างใน ในขณะปฏิบัตินี่แหละมันถึงเป็นความจริง เป็นปัจจุบันชาติ ไม่ใช่ไปคิดเอา ไอ้ที่เอาแต่คิดนี่แหละ มันเป็นได้คือ เป็นอดีต 18 เป็นอนาคต 44 ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตา ท่านเรียกเต็มๆว่า เจโตสมาธิ ผู้ทำเจโตสมาธินี่คือพวกหลับตาทำ ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะมิจฉาทิฏฐิทั้งหมดทั้ง 62 แล้วพระพุทธเจ้าก็บอกสรุปแล้วมีเท่านี้ อดีต-อนาคตมีเท่านี้ มีผู้สรุปมา ในพรหมชาลสูตร เขาใช้นามแฝงของเขาว่า ทำมาด้วยใจ นามสกุล ใต้ร่มโพธิ์ เขียนส่งมาให้อาตมา ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2566 หลายหน้าเหมือนกัน อาตมาจะอ่านให้ฟังตอนนี้ก็ยังเกรงใจ SMS อยู่ ก็ขอ SMS ต่อก็แล้วกัน เดี๋ยวจะอธิบาย ดีเหมือนกันเรื่องนี้ก็เจตนาจะอธิบายอยู่ ตอบคำถาม อาการคือลีลาของมัน กิริยาของมัน อาการของมันกิริยาของรูป กิริยาของนาม อาการที่มันไม่นิ่ง อาการนิ่งก็เรียกว่าอาการได้ อาการอยู่นิ่งๆ คุณก็รู้ เออ นี่มันเคลื่ออนที่แล้ว มันเคลื่อนที่แล้ว เป็นอาการอย่างนี้แล้ว เกิดไปเกี่ยวข้องกับอันอื่นสัมผัสเป็น 2 3 4 ปรุงแต่งเป็นเรื่องไปอีก คุณก็ต้องรู้อาการที่มันเกิดปรุงแต่งกันขึ้น จากนิ่งๆ 1 ขึ้นเป็น 2 ขึ้นเป็น 3 4 5 อาการเหล่านั้นเป็นนามธรรมทั้งสิ้น แล้วคุณก็ต้องรู้สิ่งที่มันเกิดอาการนั้น มันก็ถูกรู้เป็นรูป อาการที่มันเกิดให้เราสัมผัสนามธรรมแล้วเป็นตัวสัมผัสรู้ ไอ้รู้นั้นเป็นนาม เป็นสัญญากำหนดรู้ ไอ้ที่ถูกรู้นั้นเป็นรูป ต้องมีอย่างนี้ มันมีแต่รูปมันไม่มีนามไปแตะไปเกี่ยวข้องเลย ไปศึกษาอะไรมัน มันเป็นธรรมชาติของมัน มันก็อยู่ของมัน เมื่อเราไปเกี่ยวข้องกับมันเมื่อไหร่เราก็รับรู้แล้วก็เรียนรู้กับมันได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ได้สัมผัสเลย ไม่เกี่ยวข้องเลย คุณจะไปเอามันมาทำไม ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ดาวมันวิ่งของมันอยู่โน่นเป็นล้านๆปี แล้วเราก็ไม่เคยเกี่ยวข้อง แล้วก็ไปเอามันมาวิจัยอย่างโน้นอย่างนี้ไปเกี่ยวไปข้องกับมัน มันจะมีผลส่งต่อเราอย่างนู้นอย่างนี้ ก็ดีอยู่ ก็รู้ว่าเราก็มีปฏิกิริยาต่อกัน มันมีประโยชน์หรือมีโทษอะไร ก็ดี แต่ว่าเราจะไปยุ่งอะไรกับมันมาก ชีวิตจริงๆเราก็อยู่ตรงนี้ จะนานเท่าไหร่ ดาวมันอยู่นานกว่าเราหลายล้านปี ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน มันก็ไม่เป็นทุกข์เป็นสุขอะไร ดาวไม่เป็นทุกข์เป็นสุข แต่ตัวคนนี่แหละเป็นทุกข์เป็นสุข แล้วตัวคนนี้แหละจะต้องรู้นิพพานให้ได้ หมดสุขหมดทุกข์แล้วคุณจะอยู่หรือไม่อยู่ มีจิตนิยาม มีชีวะ คุณเลิกได้เป็นอรหันต์คุณมีภูมิทำถึงขั้นอรหัตผล คุณก็เลิกไปเลย มันมีที่จบสำหรับธรรมะพระพุทธเจ้า แต่คนที่ไม่รู้จักกรอบของความจบ ก็ไม่มีการจบกิจ จบทำ จบการกระทำ จบงาน ฉะนั้นย่อลงมาถึงขั้น อาการ ลิงค นิมิต นี่แหละเป็น 3 สภาพที่คุณจะต้องรู้ สรุปลงเป็นนามธรรมที่ละเอียดที่สุดแล้ว คืออาการกับนิมิต อาการก็เป็นสิ่งที่รู้ บางเบาหรือเป็น Dynamic อาการมันจะต้องเคลื่อน ส่วนนิมิตนั้นมันไม่เคลื่อน มันเป็น Static เป็นตัวคู่กัน มันต่างกันอย่างที่มันมีนัยยะต่าง และมันไปต่างกับอะไรอื่นๆ มันก็ไปต่างกับอันอื่นอีก คุณก็รู้ไปเรียนรู้ไป อย่างนี้เรียกว่ารู้จักอาการ
_2. โยมเข้าใจว่า "รูป" อย่างเดียวโดดๆไม่น่ามีอาการ เมื่อกี้อธิบายผ่านมาแล้ว ก็ถูก รูปคือสิ่งที่เป็น Static นิมิต เมื่อกี้อธิบายผ่านมาแล้ว ถ้าอาการมันจะเคลื่อน นิมิตมันก็นิ่งๆ รวมแล้วมันเป็นรูปนี้ เป็นตัวนี้ รูปอย่างเดียวมันไม่มีอาการก็ได้ แต่มันก็คืออันนั้นอันเดียวกันกับอาการนั่นแหละ นิมิตตัวนี้ มันมีอยู่ในมัน ถ้าคุณไม่ละเอียดพอ เช่น ก้อนหินก้อนนี้(พ่อครูยกก้อนหินที่อยู่บนโต๊ะ) คุณนึกว่าในตัวมันเองมีอาการเคลื่อนไหวไหม คุณเดา จริงคุณเหรอว่ามันเคลื่อนไหว คุณไม่เห็นมัน ไม่รู้ว่ามันมีอาการเคลื่อนยังไงหรอก แต่มันก็เคลื่อนเพราะมันก็ไม่นิ่งแน่นอน มันเสื่อมไปเป็นธรรมดาของมัน หรือมันจะปรุงเนื้อตัวของมันขึ้นมาก็ไม่รู้นะ สักวันหนึ่งมันจะโต-กว่านี้ไหม มันโตก็มี หินต่างๆ มันก็มีดึงตัวนั้นตัวนี้ มันมีพลังงานในตัวของมัน มันก็ดูดมาเป็นตัวของมัน เป็นหินก้อนโตขึ้นไปได้ เรื่องรูปเรื่องนามนี้แหละ ย่อเข้าไปสูงสุดแล้ว คุณก็เอาเรื่องรูปนามที่ใกล้ตัวและเป็นเรื่องที่มันก่อทุกข์ ให้มาเรียนรู้ให้มากๆ ไม่จำเป็นจะต้องไปรู้รายละเอียด ไอ้นั้นรูป-นาม ใช่ไหม ละเอียดลงไปโดยไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย จนกระทั่งไปถึงดวงดาวพระอาทิตย์ โฮ! มันเปลือง มันไกลตัวเกินไป สรุปมาให้ถูก สรุปให้เข้าเป้า อะไรจะลดละ _สู่แดนธรรม... เรื่องรูปที่จะศึกษาให้ถึงนิพพานนั้นจะต้องมีความหมาย เช่นเดียวกับที่พ่อท่านบอกว่า มันคือกาย รูปไหนที่มันไม่มีอาการเลย มันไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าจะพิจารณาว่า รู้รูปไม่เที่ยงอย่างไร รูปนั้นจะต้องมีนามไปสัมพันธ์ด้วย พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นรูปที่เรียน ท่านให้เรียนรู้ว่า เราแค่รู้รูปอื่นที่มันไม่กระดิกหรือมันไม่เกี่ยวกับเราเลย มีมหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลมที่ท่านย่อว่าอย่างสรุปหยาบที่สุดหรือครบที่สุดแล้วดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป 4 นอกนั้นเป็นอุปาทายรูปอีก 24 นี้ให้เรียนรู้อันนี้ เรียนรู้รูป 24 นี้ อาตมาก็อยากอธิบายอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้โอกาส ยังไม่ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะอธิบาย จะอธิบายทวนอีก เคยอธิบายไปแล้วในอุปาทายรูป 24 ถ้ารู้อุปปาทายรูป24 ครบและเข้าใจ แม้คุณจะท่องไม่ได้ แต่คุณเข้าใจมันหมดโดยกระบวนการ โดยลีลาเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของมันทั้งหมดแล้ว คุณท่องไม่ได้ คุณจำภาษาไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร คุณรู้กระบวนการของการเป็นอยู่ใน อุปาทายรูปที่ 24 ตั้งแต่ มหาภูตรูป 4 (ดินน้ำลมไฟ) อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย)
ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) โผฏฐัพพะ (สัมผัส)
พ่อครูว่า... ปสาทรูป 5 กับโคจรรูปหรือวิสัยรูป อีก 4 รวมกันแล้วเป็น 9 อธิบายเป็น 9 นี้ก็ยังยากเลย มัน 5 คู่ แต่มันเป็น 9 เพราะ กายนี้มันเป็นตัวหนึ่ง และกายมันเป็นรูปกับนามคู่กัน ก็เลยต้องหักมันออกไป 1 ที่จริงกายมันนามกับรูป หรือกายกับจิต แต่มันทำงานเป็นหนึ่ง ก็ต้องหักออก 1 เพราะฉะนั้น 5 คู่ ก็เลยเหลือ 9 อธิบายยากตรงนี้ กายกับโผฏฐัพพะ ถือว่าเป็นอันเดียวกัน 5 คู่ก็เลยเหลือเป็น 9 อุปาทายรูป เริ่มต้นตั้งแต่ปสาทรูป 5 กับโคจรรูป 4 เป็น 9 แล้วก็ไป ภาวรูป 2 ค. ภาวรูป 2 10. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 11. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช) ภาวะ 2 เราก็ต้องรู้รูป รู้ อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ต้องรู้ภาวะ 2 นี้ให้ดี รวมแล้วมันเป็นรูปที่อยู่ในรูปที่เรียกว่ารวมๆว่า หทยรูป ง. หทยรูป๑ = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป ได้ดับพลังงานแห่งชีวิต หทยรูป รูปทางนามธรรม รูปทางใจ มี 3 เส้า หะ ทะ ยะ ไม่ขอลงถึงพยัญชนะ หะ ตัวนี้ จริง ทะ ตัวแข็งแรง แกล้วกล้า มีฤทธิ์มีแรงทั้งหมด ยะ เป็นพยัญชนะตัวแรกของเศษวรรค ยะ นี้คือความจริงแท้ทั้งหมด รวม 3 เส้าอันนี้เป็นพลังงานที่เรียกว่าจิตวิญญาณ เรียกว่าหทัย มันไม่ได้มีอยู่ที่ไหน (เฉพาะ) มันในร่างกาย แต่มันเกิดอาการตรงไหนที่มีองค์รวม เกิดสัมผัส เกิดปรุงแต่ง เกิดเป็นเรื่องราวขึ้นมาตรงไหน ตรงนั้นคือ หทัย อยู่ตรงนั้น มันไม่ได้อยู่กับที่ มันไม่ได้อยู่จำเพาะ มันไม่ยึดที่ จากหทยรูป ต่อไปก็ดูอาการชีวะ ชีวิตรูป
จ. ชีวิตรูป๑ = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ชีวิตรูป จาก หทยรูป อธิบายไปถึงชีวิตินทรีย์ พลังงานของชีวิตนั้น รูปนี้มันมีชีวิต เอากำลังของมัน พลังงานของมัน ชีวิตินทรีย์ของมัน เรียนรู้อาการของมันเป็นชีวิต อินทรีย์คือมันมีพลัง มันเป็นพลังของชีวิตอยู่นะ มันยังไม่ดับพลังงานชีวิต ถ้าพลังงานชีวิตจิตนิยามดร็อป(drop)ลงมาถึงพืช มันก็เป็นชีวิตในระดับพืช ชีวิตินทรีย์ก็เหลือแต่แค่พีชนิยาม รูปที่มันมีชีวิตพลังงานที่มันมีชีวิตินทรีย์ เป็นพลังงานของชีวิตอยู่นะมันไม่ ถ้าพลังงานชีวิตปรับตัวลงมาเป็นพืชมันก็เจริญเป็นแค่ พีชนิยาม ให้มันเป็นอุตุ อุตุมันก็กลายเป็น มหาภูตรูป ไม่เป็นชีวะแต่เป็นพลังงานของดินน้ำไฟลม นี่เราก็จะต้องเข้าใจอาการจริงของมัน สภาวะจริงของมัน ตั้งแต่มหาภูตรูปหรืออุตุนิยาม จนพีชะ มนุษย์พืช จนจิตวิญญาณ จิตนิยาม อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเรียนรู้อันนี้แล้ว ท่านให้เรียนรู้ตรงจุดสำคัญคือ อาหารรูป
ฉ. อาหารรูป๑ = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เป็นคำข้าว กินเข้าไปเคี้ยว เข้าปาก ถ้าอาหารภายนอกไม่เคี้ยวเข้าปากไม่ครบลิ้น ไอ้ลิ้นนี่แหละตัวร้าย เรียนรู้ลิ้นนี้ได้ มันจะรู้รูปรสกลิ่นสิ่งสัมผัสที่ติดยึดมันสำคัญมาก ก็เราจะรู้ได้จาก กวฬิงการาหาร อาหารคำข้าวที่เคี้ยวกินเข้า