สื่อธรรมะพ่อครู(แบบคนจน) ตอน คนจนที่มีแบบ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(แบบคนจน) ตอน คนจนที่มีแบบ 2 มาสู่ หนังสือ คนจนที่มีแบบเล่ม 1 ต่อ (9) สังคมจะล้มเหลว หรือเจริญสำเร็จ เพราะ... ชัดเจนยิ่งมั้ย พระราชดำรัสของในหลวง ร.๙ ว่า (ก.) ล้มเหลวเพราะ..ทุ่มเทให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นเร็วๆๆ! พ่อครู….เสริมเรื่อง GDP (Gross Domestic Product) ต้องคิดจากผลผลิตภายในประเทศของเราไม่ใช่ไปได้กำไรเอาเปรียบขี้โกงมาจากประเทศอื่นแล้วมานับเอาเป็น GDP ของประเทศฉัน อย่างนี้มันหน้าไม่อาย นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่มันเป็นบาปมันเห็นแก่ตัว ภาษาก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็น Gross Domestic Product บอกว่าเป็นรายได้องค์รวม Gross แต่ Domestic Product มันเป็นภายในเพราะฉะนั้นต้องนับเอาแต่ภายในไม่ใช่เอาจากของคนอื่นมา อาตมาพูดมาหลายครั้งแล้ว แล้วเขาก็บอกว่าเป็นไปได้เหรอ มันเป็นไปได้ถ้าจิตวิญญาณคนเป็นอย่างชาวอโศก สร้างสรรค์จนเราเกินกินเกินใช้ เรามีเหลือเราก็สะพัดให้แก่คนอื่นได้ การสะพัดให้แก่ผู้อื่นได้ผู้นั้นเป็นผู้เจริญทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ดูดเอามาให้แก่ตนเองพวกตนเองมากๆแล้วบอกว่าเจริญทางเศรษฐกิจอันนี้ขี้หมาล่ะครับ มันไม่ถูก คุณจะมีกระบวนการเก่งขนาดไหนก็ตาม และวิธีกระบวนการของคุณมันเอาเปรียบคนอื่นมามันก็ผิดทั้งนั้น รายได้มวลรวมของพวกภายในพวกคุณ มันไม่ใช่แล้วมันไม่ใช่ของคุณมันไม่ใช่โดเมสติก อาตมาว่าชาวอโศกพยายามมาพิสูจน์ความจริง เราเป็นผู้สร้างด้วยน้ำมือน้ำแรงของเราแล้วก็เหลือกินเหลือใช้ พวกเราเองก็ไม่กินมากใช้มาก แต่ก็ไม่เสื่อมในสุขภาพร่างกาย ชีวิตแข็งแรงดีอุดมสมบูรณ์มันเหลือจริงๆ ก็ขายให้ถูกหรือแจกฟรี ขายต่ำกว่าทุนก็ได้ รอพิสูจน์ความจริงอยู่ จึงเป็นเศรษฐกิจที่ต้องยืนยันว่ามันเป็นไปได้จริงๆ ถ้าคนไทยทั้งประเทศเข้าใจทฤษฎีแบบนี้แล้วร่วมมือกันไปทำจนเห็นผลแล้วก็พอใจยินดีว่านี่ค

อ่านต่อ

ือความเจริญ ทั้งมีการสร้างสรรค์ได้มากแล้วก็ไม่กักตุนไว้มากเราก็เป็นคนกินน้อยใช้น้อย อัปปจิฉะ สันตุฏฐิ ตามพระพุทธเจ้าสอนจริงๆความเจริญเป็นเช่นนี้จริงๆเหรอ

ชีวิตจิตวิญญาณที่เจริญเป็นธรรมดานะมันจะจริงหมดเลย วรรณะ 9 นี้ก็ชัดเจน อาตมาอธิบายยังไม่เก่ง แต่ก็ขอบคุณที่พวกคุณปฏิบัติวรรณะ 9 อย่างเป็นหลักฐาน นี่ไงพวกเลี้ยงง่ายยิ่งกว่าหมู อาตมาเป็นหัวหน้าหมู อยู่ใน Animal Farm อาตมาไม่ได้ชื่อนโปเลียน สมาชิกโพธิรักษ์เพราะฉะนั้นเลี้ยงง่าย พัฒนาให้เจริญ สุโปสะ ก็ง่าย พามักน้อยกล้าจนมีน้อยก็สละออกอีก ก็ทำได้จริง จิตพอ แต่ละคนจิตพอ เราไม่เอามากกว่านี้มากกว่านี้เราสะพัดออก นี่เป็นเรื่องจริงของชีวิต ไม่สะสม เราว่างโล่งสบายไม่ต้องเอาเป็นของเราเลยเบาสบาย ใครไม่เชื่ออย่าเชื่อ

(ข.) สำเร็จได้เพราะ..ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ (ค.) ไทยยอดยิ่งยวดได้ เพราะ….? เพราะ (ค.3) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย“พอมี พอกิน” เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ชัดเจนนะ! ทีนี้ อาตมาก็ขออนุญาตอย่างสูงยิ่ง ด้วยความสุจริตใจ เพื่อสาธยายขยายความเก็บละเอียดของพระเจ้าอยู่หัวมารวมไว้ให้เห็นกระจ่างดีขึ้นไปอีกว่า ...เพราะ เป็น “คนจนที่‘รู้จักพอ’ คือมี‘ใจพอ’ในภาวะที่พอเหมาะ ที่พอควร ไม่โลภโมโทสัน” เป็น“คนจนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม” เป็น“คนจนที่ไม่สะสมทรัพย์สิน ทั้งไม่สะสมกิเลส” เป็น“คนจนที่ยอดขยัน ปรารภความเพียร” จึงเป็น“คนจนที่มีเศรษฐกิจของสังคมอุดมสมบูรณ์” เพราะ (ค.4) ต้องทำแบบ “คนจน”! เพราะ (ค.5) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา”. “Our loss is our gain” เพราะ (ค.6) สังคม มีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” จิต“รวยโลภการให้-ไร้โลภเอา”

(พ่อครูพูดถึงภาวะสิริมหามายา โดยยกมือเป็นตัวอย่าง แล้วถามว่านี่คว่ำหรือหงาย)

ในบารมี 10 ทัศ เริ่มต้นด้วยให้จบด้วยการให้ ผู้ที่จบก็อยู่ด้วยเมตตากับอุเบกขา จบด้วยการให้ ภาษาบาลีว่า ทาน ภาษาไทยว่า ให้ ให้ด้วยจิตเมตตา อุเบกขา จิตไม่ขึ้นไม่ลง ไม่สูงไม่ต่ำไม่ไปไม่มาชัดเจน ก็ให้ ให้คุณไม่เอาก็ช่างคุณ นามธรรมที่ให้คือให้ 0 ให้มาเอา 0 ให้ได้นะ สูญอะไร สูญอัตตาตัวกูของกู การเมืองทุกวันนี้มันเป็น การกู ไม่ใช่ การเมือง ทุกวันนี้มันทำงานอะไร งานเพื่อตัวกูพวกกู มันเป็นงานการกูไม่ใช่การเมือง ถ้าการเมืองต้องทำเพื่อผู้อื่นสิ แต่ทุกวันนี้นักการเมืองทำงานเพื่อการกูไม่ใช่การเมือง ประเทศกูมี คือประเทศที่เอ็งทำการกู ไม่ใช่การเมือง ต้องชัดเจน เราเข้าใจในพยัญชนะและสภาวะ ก็เอาสภาวะพวกนี้มาใช้ เขายึดของเขาเราก็ใช้พยัญชนะใหม่ ตอนนี้เสนอ การกู กับการเมือง พวกหมูทั้งหลาย เอ็งทำการกูหรือทำการเมืองกันแน่

“ให้”นี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดของคน ถ้าจิตใจของใคร มีแต่ความยินดีใน“การให้”มากกว่า“การเอา”หรือ“การได้ มาให้ตน” ความเจริญยิ่งใหญ่จะเกิดทั้งในตนและทั้งในสังคม และในโลกทีเดียว เพราะจะเกิดสังคม“คนจน”อย่างเป็นจริงขึ้นมาให้แก่โลก เป็น “ปรากฏการณ์”พิเศษให้โลกเห็นความวิเศษ

(10) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามคำตรัส ปกตินั้นคนทั้งหลายต่างก็กลัว“ความจน”กันทั้งนั้น แต่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่สัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติดีแล้วตามคำสอนพระศาสดา จะไม่กลัว“ความจน”เลย พ่อครูว่า...คุณตรวจตัวเองว่า กลัวความจนไหม ถ้าหิริก็แค่ละอาย ต้องสละออก ถ้าโอตตัปปะก็กลัวเลย ละอายต่อพฤติกรรมไม่ดีที่หวงแหนเห็นแก่ตัว จะเอาอยู่(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูสอนให้พวกเรามาจน จนสำเร็จ จากเป็นคนมีตังค์เป็นคนไม่มีตังค์ จนนี้สบาย คนรวยนี้เมื่อย ตอนนี้ก็ต่อรองกันจนเหนื่อย

พ่อครูว่า…ผู้ที่เข้าถึงพุทธศาสนาจริงๆแล้วจะไม่กลัวความจน จะเข้าใจ ที่มันไม่กลัวความจนเพราะมันมีปัญญารู้ลึก ว่า ความจนนี้เบาว่างๆไม่ต้องหวงแหนรักษา แล้วทำไมจะอยู่ได้ก็ต้องมีกองกลางมีหมู่กลุ่มมีพวก แล้วให้ชีวิตเราเพราะอาศัยด้วย หมู่เรามีน้อย แต่รวยนะ ไปเทียบกับหมู่บ้านอื่น เขาก็มองว่าเรามีเยอะ เพราะว่าของเขามันไม่รวมกันมีแต่ของส่วนตัวแบ่งกันไป แต่ของเรานี่เปิดหมดเห็นกันหมดก็เหมือนมีมาก แต่เขาก็เหมือนไม่มี เพราะว่าปิดบังซ่อนเร้น ฝากไว้ในชื่อคนคนนี้ใส่ตู้เซฟเอาไว้อีก นี่เป็นวิธีการของคนขี้โกงมีเยอะ ซึ่งพูดไปแล้วมันมีหลักฐานความจริงไม่ใช่พูดลอยลม ไม่ใช่พูดแล้วไม่มีใครเป็นได้แต่นี่แหละพูดความจริง สรุปแล้วผู้ที่รู้ความจนที่จริง แล้วความจนที่มีองค์ประกอบพร้อมอย่างพวกเรา ก็มารวมกัน มีเสนาสนะ มีบุคคล มีอาหาร มีธรรมะ มีสัปปายะ 4 พร้อม ไม่ตกอกตกใจ ป่วยก็ไม่กลัวตายก็ไม่กลัว มีที่ไหนจะสมบูรณ์พร้อมขนาดนี้ เพราะฉะนั้นจึงอยู่อย่างเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ อันเป็นคนจนแบบอาริยะ มีเหตุปัจจัยพร้อม

เพราะจะเกิดเป็น“คนจนสุขสำราญเบิกบานใจ” อันเป็น“คนจนแบบอาริยะ” เป็น“คนจนที่มีปัญญา(ฉลาดโลกุตระมิใช่อัจฉริยะแค่เฉโก)” เป็น“คนจนที่ไม่เบียดเบียนใคร” เป็น“คนจนที่มีความมักน้อย อยากจน กล้าจน” เป็น“คนจน”ที่มีความรู้-มีสมรรถนะ และขยันสร้าง สรร ขวนขวายอยู่เสมอ ไม่เอาแต่เล่น เอาแต่นั่งสงบ เอา แต่พักผ่อน จึงมีอยู่มีกิน มีเหลือเผื่อแผ่แจกจ่ายผู้อื่นได้ เพราะมี“ความสงบ”ที่“สัมมาทิฏฐิ”ตามแบบพุทธ ไม่ใช่มี“ความสงบ”ที่“มิจฉาทิฏฐิ” ที่ไม่ใช่พุทธ

(11) “คนจน”ที่อุดมสมบูรณ์-สุขสำราญเบิกบานใจ ฯลฯ “คนจน”ยังไง? ที่จนอย่างอุดมสมบูรณ์-สุขสำราญเบิกบานใจ ฯลฯ ..นี่แหละที่ต้องไขความกันอย่างสำคัญ “คนจนที่อุดมสมบูรณ์มีความสุขสำราญเบิกบานใจ”ไปตลอดกาลนาน ไม่ขาดตอน ไม่มีความรู้สึกโศกมาคั่นในกาละเลย ก็เพราะคนผู้นั้นได้ปฏิบัติตน“เป็นคนจน”ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าสำเร็จแล้วจริง อย่างสัมมาทิฏฐิ ถูกต้อง ตรงคำสอนแท้ จึงเป็น“คนจนอุดมสมบูรณ์”ที่ไม่ต้องแย่งรวยและไม่ต้องแย่งกันมาใช้จ่าย“บำเรอกาม”กันหนักหน้า หนักหนาสาหัสกันได้อย่างแท้จริง ซึ่งตรงกันกับ“ศาสตร์พระราชา ร. ๙”แห่งราชวงค์จักรีของไทย ที่คนไทยทั้งประเทศกำลัง“ตื่นรู้” และเกิดปรากฏการณ์“ตื่นตัว-เต็มตื้น”อย่างที่เห็น ตามที่เป็นอยู่ และจะไม่หายไปจากใจ จากความซาบซึ้ง ที่“รับรู้ความพิเศษในคุณวิเศษแห่งโลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้านี้ไปอีกแล้ว จึงมี“คนจน”ในสังคมอยู่ตลอด ไม่ขาด“ความจน”เลย และ“จน”อย่างเต็มใจ สุขสำราญเบิกบานใจ สุดวิเศษอีกด้วย ในประเทศไทยเมืองพุทธจึงมี“คนจน”ที่สุขสำราญเบิกบานใจ เพราะ“เต็มใจจน” และเป็นคน“ตั้งใจจน”นี้กันจริง อย่างน้อยก็มี“ชาวอโศก”ที่เป็นจริงกันอยู่ พากเพียรกันอยู่อย่างสัมมาทิฏฐิ ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบันนี้

(๑๒) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจนด้วย“ปัญญา” การเป็น“คนจน”ที่ไม่ได้กลัว“ความจน”เลย เพราะยินดีจะเต็มใจจน ตั้งใจจน และจนอย่างมีความสุขสำราญ ยินดีเป็น“คนจน”เพราะมี“ปัญญา”ที่เข้าใจยิ่งจริงใน “ความจน”ว่าจะ“จน”อย่างไรดี จึงจะประเสริฐกว่า“ความรวย” จึงเป็นผู้ชัดเจนชัดจริงในใจว่า ทำไมต้อง“มาจน” จนอย่างมีความสุขสำราญเบิกบานใจนั้นจริงอย่างไร? อย่างไรจึงเป็น“คนจน”ผู้มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม เพราะ“คนจน”ชนิดนี้มีหลักปฏิบัติอันประเสริฐแท้ คือ เป็นคนมีคุณสมบัติ“อัปปิจฉะ(มักน้อย = กล้าจน)” มี“สันตุฏฐิ(สันโดษ = ใจพอ)” รัก“ปวิเวก(รักความสงบ)” และ“อปจยะ(เป็นผู้ไม่สะสม)” ซ้ำมิหนำ“วิริยารัมภะ(ยอดขยัน)”อีกด้วย เป็นต้น จึงเป็นคนมี“ปัญญา”เข้าใจ“ความจน”ที่วิเศษแท้จริงของ“คนจนอาริยะ” หรือ“ศิวิไลซ์(civilize)ชนิดที่มีความฉลาด แบบปัญญา” อันเป็นแบบ“โลกุตระ(supra mundane)” อันเหนือชั้นกว่า“ความฉลาดที่ศิวิไลซ์แบบเฉโก” อันยังเป็นแบบ“โลกียะ(mundane)”ตามสามัญปุถุชน

สมณะฟ้าไท สรุปจบ620602_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ หมูปุถุชนทำการกู แต่หมู่อาริยชนทำการเมือง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน