สื่อธรรมะพ่อครู(แบบคนจน) ตอน คนจนที่มีแบบ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(แบบคนจน) ตอน คนจนที่มีแบบ 1 พ่อครูว่า...อาตมาตั้งใจจะเอาหนังสือคนจนที่มีแบบมาอ่าน แล้วค่อยๆขยายความไป เราจะได้อำนาจ จะยึดติดอำนาจหรือ แล้วเราจะทำงานกับสังคมไทย อาตมายังโชคดีที่เกิดมาในยุคนี้ไม่โดดเดี่ยวเสียทีเดียว ยังมีคนที่ยืนหยัดยืนยันว่าต้องบริหารสังคมมนุษยชาติด้วยแบบคนจน ยุคนี้อาตมาก็ไม่หลงอยู่คนเดียว ยังมีผู้ที่เห็นตรงกันก็คือ พูดแล้วเขาก็จะหาว่าอาตมาโหนในหลวง คือเกาะในหลวงโหนให้ตัวเองสูงขึ้น ซึ่งก็เลี่ยงไม่ออกเพราะเป็นเรื่องที่เป็นสัจธรรม ว่าต้องมาจน แบบคนจน อัปปิจฉะ เป็นคนกล้าจนมักน้อย อย่าไปรวย อาตมาเอาพระราชดำรัสมาออกโทรทัศน์อยู่ทุกวัน แต่คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ในหลวงท่านก็ไปก่อนอาตมาแล้วแต่ท่านก็ทรงงานที่เป็นรูปธรรมอีกเยอะ อาตมาก็ต้องมาทำทางด้านนามธรรมที่เป็นพยัญชนะภาษา อธิบายถึงสภาวะธรรมนามธรรมไปอีก นี่ก็พูดความจริงใจ ใครจะหมั่นไส้ อาตมาก็เป็นคนไม่ค่อยเกรงใจคน ใครจะหมั่นไส้ก็เป็นความทุกข์ความโง่ของเขาเอง แต่ถ้าคนไหนคิดว่าทำใจเป็นกลางๆฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสัง ลภเต ปัญญัง ฟังให้ดีไม่ต้องเพ่งโทษหรือหมั่นไส้ อาตมามีความจริง แต่คุณไม่เชื่อก็เลยฟังด้วยความลบหลู่ คุณก็ทุกข์เอง ถ้าหากฟังด้วยความไม่ลบหลู่ใคร เผื่อว่าเขาจะมีอะไรดี ไม่อย่างนั้นคุณก็ไม่ต้องฟัง คนที่คุณลบหลู่ก็ไม่ฟังอันนี้ก็ตัดประเด็นว่าไม่รับอะไรจากเรา แต่ถ้าคุณฟังไปแล้วก็ลบหลู่ไปคุณก็เป็นทุกข์ แล้วคุณก็ไม่ได้ก้าวหน้าด้วย มันจะไม่เกิดปัญญาที่ดี ไม่สุตบคผกสูสังไม่ฟังด้วยดี ก็ได้แต่ปัญญาเฉโก มันไม่มีความลงตัว ตั้งต้นอย่างนี้ดีกว่า ตั้งต้นด้วยความเป็นคนจนหรืออ่านแบบคนจนเล่ม 1 อาตมากำลังเขียนเล่ม 2 ตอนนี้เกินเล่ม 2 แล้วก็คงต้องตัดเป็นเล่ม 3 ก็กำลังดูอยู่ว่าให้ตรวจดู เล่ม 2 ที่เขียนไป 60
อ่านต่อ
0 กว่าหน้า จะตัดเป็นเล่ม 3 ได้อีก ก็เลยว่าดูซิ อะไรที่ซ้ำก็ตัดออกบ้างก็แล้วกัน จะได้ไม่ยาวนัก เล่ม 2 3 ไม่น่าจะหนากว่านี้
เริ่มต้นเฉพาะสารบัญก็มีไม่รู้กี่หน้ากี่ข้อ เพราะเราทำสารบัญแบบใหม่ เล่ม 1 มี 325 ข้อสารบัญ
(๑) • แบบคนจน • ... ที่มาของเรื่อง คำว่า“แบบคนจน”นี้ อาตมานำมาจากพระราชดำรัสในหลวง ร. ๙ ที่ชาวไทย แม้แต่ชาวต่างประเทศต่างยอมรับว่า สุดยอดแห่ง“ศาสตร์พระราชา” อันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ พระราชดำรัสของในหลวง ร. ๙ ซึ่งทรงชี้บ่งความชัดเจนยิ่งขึ้นของปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”แท้ๆที่ตรัสเจาะลงไป ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”นั้น ก็คือการบริหารประเทศ“แบบคนจน”เมื่อวันที่ ๔ ธ.ค. ๒๕๓๔ คลิปนี้“ทีวีช่องบุญนิยม”เปิดให้ดูกันอยู่ทุกวัน นั่นเอง และยังมีการตรัสต่อไปอีกว่า “การขาดทุนของเรา คือ การกำไรของเรา” ก็ยิ่งขยายชัดกว่าชัดขึ้นไปอีกซึ่งมีความวิเศษลึกซึ้งแท้จริงยิ่งยอด ในเรื่องของการบริหารประเทศ“แบบคนจน” และการมาเป็น“คนจน”
พ่อครูว่า...อาตมากล้าพูดว่าในหลวงท่านไม่แตะทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ท่านบริหารในส่วนที่มีคนโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระบารมี หรือรัฐที่จะ support ท่าน อาตมารับรองได้ แต่ท่านไม่มีหน้าที่มาพูดแก้ตัวให้ตนเอง ท่านทำอย่างบริสุทธิ์ใจของท่านก็จบ แต่อาตมามั่นใจ อาตมาทำอย่างนี้อยู่ท่านก็ทำแบบนี้เพราะท่านเป็นโพธิสัตว์
(๒) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! พระราชทานพระราชดำรัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งแรก “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนเป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ ต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด…” (“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ”ในงานพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)
(๓) สำเร็จได้เพราะ.. “ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ” และในวันถัดมา “..ในการพัฒนาประเทศนั้น จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวังแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ …การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์…”(วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ในการพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทซ้ำว่าด้วยแนวทางการพัฒนา อย่างพอเพียง)
พ่อครูว่า...คนชั้นสูงต้องกินใช้ลดลงๆไปได้อีก มาเป็นแบบคนจนที่สุด แล้วจะรู้ความพอเหมาะพอดีขนาดไหน เป็นเรื่องซับซ้อน บางคนมองว่าในหลวงมีศักดินาในหลวงยังไม่สละออกหมด ยังมีสิ่งแวดล้อมมีคนบริการอะไรต่างๆ อันนี้เป็นความซับซ้อนของความพอเหมาะสม ปโหติ ความพอเหมาะพอดีไม่ใช่เรื่องตื้น อย่างอาตมานี่ ใครมาเห็นภายในว่าพวกเราคอยช่วยเหลืออาตมาส่วนนั้นส่วนนี้อยู่ คุณเองจะรับไว้ได้ในส่วนที่ถือสา จะกินจะอยู่จะไปจะมา จะใส่เสื้อผ้าแม้แต่จะสวมรองเท้าใส่ถุงเท้า เขามาทำให้อาตมาเหมือน The Last Emperor ผูกเชือกรองเท้าก็ไม่เป็น สวมรองเท้าก็ไม่เป็น คุณจะอ้วกแตกว่านี่มันศักดินามากเลย อาตมาก็ให้เขาทำ พวกเข้าใจแล้วเขาก็ไม่ติดใจว่าอาตมาต้องให้เขาทำ ทำเองก็ได้แต่ทำไมให้เขาทำ มันเป็นภาวะทางจิตวิญญาณ เขาศรัทธา เขาอยากจะอุปการะ เขาอยากจะมีส่วนช่วยอาตมาช่วยส่วนนี้เท่าที่ได้ ซึ่งเขาไม่ได้ติดใจ เขาเชื่อว่าอาตมาไม่ได้หลงในศักดินา ว่าฉันใหญ่ฉันพองตัว ฉันเป็นคนชั้นสูงคนจะต้องมารับใช้ฉันเป็นศักดินาทั้งหลาย อาตมาว่าอาตมาไม่มี แต่อันนี้ให้เขาทำให้เขาศึกษา เขาจะได้ศึกษาในตัวเขา เขาจะได้มีโอกาสในการที่จะช่วยเหลืออาตมาบริการอาตมา ซับซ้อน สิ่งเหล่านี้แหละเป็นเรื่องลึกซึ้งที่ต้องศึกษาให้ดีๆ โดยเจ้าตัวเราเองจะรู้ว่า เราแค่ไหนพอ ไม่ต้องให้เขาช่วยเหลือบริการเรา เราช่วยตัวเองบริการตัวเองได้ หลายอย่างต้องให้เขาช่วยบ้าง ผ่อนแรงผ่อนเวลาอะไรต่างๆซับซ้อน เขาก็ได้ศึกษาลดตัวตน ถ้าคนที่เขาถือตัวเขาไม่มาทำให้อาตมาหรอกเรื่องอะไรไม่ใช่ข้ารองบาทอะไรพวกนี้ มันซับซ้อนหลายชั้น อย่างพวกเรามีแบบนั้นเหมือนกันแต่ไม่จัดจ้านทางโลกแต่ถ้ามาดูเบื้องลึกในจะเห็นเช่นนี้ แล้วอาจจะไม่นับถืออาตมาเลย ในพฤติกรรมที่เป็นอยู่ มันเป็นความซับซ้อนอย่างนั้น ถ้าผู้ติดใจก็จะบอกว่าโพธิรักษ์ติดยึดศักดินา ซับซ้อนพวกนี้อาตมาก็รู้อนุโลมปฏิโลม คนนี้ใช้ได้แล้วหรือคนนี้เขาไม่เชื่อถือแล้ว หรือกราบเขาก็ไม่กราบหรือกราบก็เสียไม่ได้หรือฟังก็ไม่เชื่อหมดหรอก จริง คุณจะยังไม่เชื่อหมดหรอก หลายคนก็ไม่เชื่อว่ากิเลสหมด หลายคนก็ยักตัวเองไว้ ทุกคนนั่นแหละก็ยักไว้ จะให้อาตมาทำเป็นขนาดสั่งให้ไปตาย สั่งฆ่าแกงเขาก็บอกว่ายังหรอก ยังไม่ถึงขั้นนั้น หรือบางคนว่าพ่อท่านสั่งให้ไปตายก็ไป แต่อาตมาจะไปสั่งคนไปตายทำไม
(๔) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ….? หลังจากนั้นทรงมีพระราชดำรัส “เน้นย้ำ” เรื่องความพอมี พอกิน พอใช้ อีกครั้ง “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” ( พระราชทานให้คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗) พ่อครูว่า...ในหลวงปกครองอย่างพ่อปกครองลูก เป็นนักประชาธิปไตยแท้ จนท่านสวรรคตก็จึงมีปรากฏการณ์ bomb of love เกิดขึ้น ชาวอโศกปฏิบัติได้ตรงกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และตรงตามพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ แล้วอาตมาเอามาให้พวกเราปฏิบัติจนเกิดสังคมกลุ่ม เป็นสังคมกลุ่มที่ทำได้ เพราะเป็นกรอบสังคมมนุษยชาติที่ได้คัดเลือกมา จึงมีเศรษฐกิจได้ถึงขั้นสาธารณโภคี ในหลวงทำให้ทั้งประเทศทำไม่ได้ สาธารณโภคีทั้งประเทศไม่ได้ แต่จะทำได้เป็นกลุ่มหมู่บ้าน หรืออย่างเก่งได้เป็นอำเภอ จังหวัด ค่าเฉลี่ยจะเป็นอย่างนั้นในสภาพจริง ในหมู่บ้านเขาจะเต็มที่ ในอำเภอก็จะหลวมลงไป ในจังหวัดก็จะหลวมไปอีก แต่ค่าเฉลี่ยชุมชนหมู่บ้านอโศก เป็นสาธารณโภคีได้ แต่ถ้าได้หมู่บ้านอื่นๆจะเป็นเครือแหซ้อนกันไปอย่างนี้
(๕) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน” ...ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้...
...แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้...(ที่มา : พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หนังสือคำพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี ๖๐ ปี ๖๐ ล้านความดีถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง)
(๖) ต้องทำ“แบบคนจน”! มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ. (นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๔) เขาบอกว่าประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขามอบหมายให้มาขอโอวาท. เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำ “แบบ คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้. แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก. เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง. ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว. แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป. คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้องดูตำรา. เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร. ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา. ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร. ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง. แต่ถ้าเราใช้ตำรา“แบบ คนจน”ใช้ความอะลุ้มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”. (พระราชดำรัส ที่ทรงเรียบเรียงและปรับปรุงขึ้นจากที่ได้บันทึกพระสุรเสียงไว้ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔)
(๗) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา” “Our loss is our gain”. “Our Loss Is Our Gain” ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า “ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที” ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็ อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น “การได้”.. พ่อครูว่า...เราเสียไปเราเลยได้เป็นคนมีประโยชน์ เรามีเพราะเราไม่มี เราได้ให้เขาไปหมดแล้ว แล้วมีคือเราให้เขาไปหมดแล้ว เราอยู่ได้ไหม? อยู่อย่างขาดแคลนลำบากก็ไม่ เรามีเรี่ยวแรงสมรรถนะ มีผู้สนับสนุนส่งเสริมเราก็สามารถแจกได้อีก เพราะเรารู้ว่าเราแจกไปนี้ การแจกคือการให้เราก็มีปัญญารู้ว่าควรให้หรือไม่ควรให้กับใคร คนที่ขี้เหล้าเมายาเผาผลาญเราก็จะไปให้เขาทำไมให้เป็นพิษภัย ให้เกิดความเสียหาย เสียนิสัย ทำลายของ เป็นแบบอย่างไม่ดี เราก็ต้องรู้มีปัญญาให้อย่างเหมาะสมอย่าไปซ้ำเติมเขา
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔( “เสีย”ในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละมันเป็น “การได้” คือได้ทำความดีที่สุดแล้วใน มนุษย์ใดที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละหรือการให้ใด ๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ)
พ่อครูว่า...สังคมใดมีการให้เรามีโอกาสได้ให้ อาตมาพาพวกเราเป็นสังคมที่ให้คนอื่นได้ ในพวกเราเองพอเพียงแล้ว เราก็ช่วยกันสร้างให้มากขึ้นส่วนที่เหลือกินเหลือใช้ก็สะพัดออก ให้ ให้อย่างแจกฟรีได้ก็แจก ขายไม่ได้ก็ขายให้ต่ำในราคาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่ำกว่าทุนไม่ไหวก็เท่าทุน ไม่มีใครได้เสียแลกไปแลกมา ถ้ามันเกินทุนเราก็ขาดทุน ถ้าเราขายเกินทุนก็ขาดทุนแล้วเราขาดทุนแล้ว ถ้าเราขายเกินทุน เด็กๆถามดู หลวงปู่พูดผิดหรือเปล่าถ้าเราขายเกินทุนนี้เราขาดทุนแล้วนะ หลวงปู่พูดผิดหรือถูก...เด็กตอบว่าถูก...ใช้ได้สอบได้คะแนนเต็ม 10 ไปเลย เด็กของเราได้รับการศึกษาได้เรียนรู้แบบนี้ เป็นข้อสอบปากเปล่า เข้าใจสัจจะอย่างนี้จริงๆและปฏิบัติจริงๆอย่างนี้มันก็ลงตัว ยถาวาที ตถากรี พูดอย่างนี้ทำได้อย่างนี้ เราก็มีชีวิตเป็นผู้ให้ดีกว่าเป็นผู้เอา หากว่ามีชีวิตเป็นแต่เพียงผู้เอาแล้วไม่รู้จักพอด้วย ไม่ได้แช่งนะก็ควรตายไปก่อนเถอะ และมีชีวิตเป็นผู้เอาไม่เป็นผู้ให้และยังกักตุนหวงแหนอีก ต่างหาก คนแบบนี้ไม่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย เป็นนรก
(๘) สังคมสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่นได้ด้วยการ“ให้!” “…ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้ การ“ให้”นี้ ไม่ว่าจะ“ให้”สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ล้วนเป็น“การกระทำที่พึงประสงค์”อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย พ่อครูว่า...คนมีกิเลสมากหวงมากทุกข์มาก คนหวงแหนน้อยก็ทุกข์น้อย ให้ไปแล้วก็ยังเสียดายอีก ต้องให้แล้วตัดใจสิ(วะ)
กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…” (พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕) ส.ฟ้าไท สรุปจบ
620531_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนคือทางออกของ Animal Farm