571126_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง ตอบคำถามอานาปานสติ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571126_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง ตอบคำถามอานาปานสติ โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้พุธที่ 26 พ.ย. 2557 เราก็มาแสดงธรรม รายการธรรมาธรรมะสงคราม อาตมาก็บรรยายเท่าที่เห็นควร ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นเอโกธัมโม สอดร้อยกันเป็นหนึ่งแม้ส ิ่ งที่ตรงกันข้ามกัน มันมีส ิ่ งที่เป็นกิเลส เราก็รู้แล้วเอากิเลสออกแล้วก็อยู่กับผู้อื่นไป บอกข่าว นร.ที่จะจบม. 6 ปีนี้ เดือนมี.ค.จะรับกลดกันที่บ้านราชฯยังไม่ได้กำหนดวันรับกลด ปีนี้ก็จะมีการสอบ ว.บบบ. กันเช่นเดิม เป็นรุ่นที่ 3 เร ิ่ ม 28 ธ.ค. 2557 จะเริ่มสอบว.บบบ. งานนี้ต้องอ่านหนังสือ ค้าบุญคือบาป กัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเล่มก่อนๆนี้ จะไม่เอานะ เมื่อวานอธิบายไป วันนี้ก็จะอธิบายซ้อนไปอีก แต่ว่ามีผู้ที่ถามมา ส่งคำถามมาไว้ อาตมาก็ว่าเอาคำถามมาเป็นคำบรรยายไปในตัว...
_ 20:17 NUCHI · เวลามีคนทำอะไร พูดอะไร แล้วเราเถียงอยู่ในใจ นี่เป็นวจีสังขารไหมค่ะ หรือเลยขั้นวจีสังขารไปแล้ว จับตอนเกิดตักกะ วิตักกะ ไม่ทันค่ะ (บางเรื่องก็ทันบางเรื่องก็ไม่ทัน) พ่อครูว่า… ที่ถามมานี่เป็นถามสภาวะ แสดงว่าอ่านใจเป็น ว่าใจเราเถียงอยู่ในใจนะ แต่เราไม่ได้พูดมาเป็นวาจา ถามว่านี่เป็นวจีสังขารไหม? ก็เรียกรวมว่าเป็นวจีสังขาร แต่ไม่ใช่ตัวปลายทางของสังกัปปะ 7 จึงเรียกว่า จิตสังขารเท่านั้น แต่มันยังไม่ได้กรอง ในกระบวนการทำการของกลไกสังกัปปะ มันยังไม่ได้ทำ ถ้ามันสังเคราะห์สังขารเสร็จเรียบร้อย ย ิ่ งมันมีผลสำเร็จ ตักกะคือเริ่มดำริ เราก็จับอาการแล้ววิจัยหาเหตุ แล้วจัดการปหานด้วยปหาน 5 มันทำสำเร็จ ตัววิจัยเรียกว่า วิตักกะ เราเรียกในฌานว่า วิตักกะ เราเอาทฤษฎีเราไปทำใจในใจ มนสิการ ทำอภิสังขารก็เรียก ให้เกิดปุญญาภิสังขาร พอชำระได้ก็เป็นสัมมาสังกัปปะ เมื่อทำได้ก็ผ่า
อ่านต่อ
นด่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปาน กรองกันสามชั้น แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น พอผ่านด่าน 3 อย่างนี้จึงเป็นวจีสังขาร นิโรธของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ในขณะปฏิบัติมรรค 7 องค์ มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ช่วยตลอด มีสัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ นี่แหละทำงานอยู่ในสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ก็เป็นอินทรีย์พละ เมื่อเราทำให้เสร็จเป็นวจีสังขาร จึงเรียกว่าตัวปลาย แต่จะเรียกวจีสังขารก็ได้ มันยังไม่ออกมาเป็นวจีกรรม ถ้าจะเป็นวจีสังขารสมบูรณ์ต้องผ่านกลไกสังกัปปะทั้ง 6 ก่อน ที่บอกว่าเลยวจีสังขารก็คือยังไม่เลย ยังไม่ได้ทำสังกัปปะ 7 ด้วยซ้ำ _ 0857308xxx · อานาปานะสติคือโยนิโสมนสิการและสังกัปปะ7พอจะใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า … อานาปานสติคือชื่อหลักทฤษฏีอย่างหนึ่ง เวลาปฏิบัติ อานาปานสติ มีหลายขั้นตอนแต่ถ้าเรียกว่าอานาปานสติ คือเข้าหาภายใน เน้นที่ กายสังขารที่เป็นกายในกายเข้าไปแล้ว ต่างจาก กายคตาสติที่จะเป็นองค์รวมภายนอก เกี่ยวกับมหาภูตรูปภายนอก เกิดกายในกายที่เป็นพลังงานทางจิตแล้ว แต่เนื่องจากภายนอกมาไม่ได้ขาดจากกัน คำว่า โยนิโสมนสิการ คือเป็นคำบอกที่ให้ทำใจในใจ กายในกายเป็นเรื่องในใจแล้วก็ทำอันนี้แหละ พิจารณาองค์รวม เช่น ตากระทบรูป กระทบแล้วเกิดกายซึ่งก็คือใจ ท่านก็ให้จัดการที่ใจนี่แหละ แยกเป็น กาย เวทนา จิต ธรรม จะแยกเป็นละเอียด กายก็จะมีลักษณะต่างๆมากเลย มันปรุงแต่งกันทั้งรูปและนามเรียก กายสังขาร เป็นวิญญาณ มันก็เกิดอารมณ์ เวทนา เช่น น่าได้น่าเอา ถ้าเขามาให้เราก็ชื่นใจสุขใจ หรือว่ามันอยากได้ แต่มันยังไม่เป็นของเรา อาการอยากนี่คือตัณหา ตามกิเลสทำงาน ตัวนี้แหละมันอยากได้ เราจะเอามาด้วยสุจริต แต่ไม่ใช่ถือวิสาสะเอาไป เราต้องรู้ว่าจะได้อย่างไร ควรได้อย่างไร แล้วเราต้องอ่านซ้อนในความอยากได้สามัญ แต่ในความโลภ ราคะมันซ้อนอยู่ ถ้าได้มาก็จะดีใจ หรือถ้าเราขาดธาตุอาหารนี้ น่าได้มาใส่ร่างกาย ก็เป็นสาระแท้ แต่ถ้าคุณได้มาเพราะมันหอม ชอบใจ ได้มาก็ชื่นใจนี่คือโลกียะ มันชื่นใจ ชอบ ชัง ตัวนี้ คือกามตัณหา ภวตัณหา แต่ถ้าวิภวตัณหาคือไม่มีกามไม่มีภพ ท่านก็ให้ทำไล่ไปตั้งแต่ กาม แล้วไปภวภพ ไปตามลำดับ เมื่อเรารู้จักการลดกิเลสตัวนี้ รู้สมุทัย จะรู้กลไกปฏิบัติธรรมได้อย่างวิทยาศาสตร์ ทำต่อไปในรูปภพ อรูปภพ มันก็กลไกเดียวกันแต่ยากขึ้นเนียนในขึ้น วิธีที่ทำการลดกิเลสนี่คือมนสิการ ทำใจในใจ ให้โยนิโส ให้ถ่องแท้แยบคายลงไปถึงที่เกิด ฆ่าเหตุคือกิเลส ไม่ใช่ฆ่าตัณหาทั้งพวง ไม่ใช่ ทั้งวิภวตัณหาด้วยก็ไม่ใช่ ให้ฆ่ากาม และภวตัณหา ทำได้ก็มีแต่วิภวตัณหา เราสัมผัสแล้วต้องมีสติ รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ในจิตมีสราคะ สโทสะ สโมหะ ท่านตรัสไว้เป็นมาตรวัดเจโตปริยญาณ 16 ทำให้มันลดเป็นวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ทำได้ตามมรรควิธี ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทำวิปัสสนาวิธี ปหาน 5 ก็ทำได้ ไม่ทำแค่วิกขัมภนปหาน แต่อ่านลีลามันจางลงด้วยพลังปัญญา เห็นจริงตามความเป็นจริง ว่ากิเลสลดได้ไม่เที่ยง จางคลายดับได้จะเห็นรายละเอียด ที่ต่างจากสมาธิแบบโลกๆที่ไม่ให้นึกคิดอะไร แล้วจะมีจิตเดิมแท้แล้วมีตัวรู้เรียกว่าปัญญาเกิดเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัย ไม่ได้เกิดในองค์ธรรม สัมมาทิฏฐิเลย นี่คือกลองอานกะที่เขาทำมาใหม่ ฟังแล้วเหมือนลึกซึ้งนะ แต่ไม่ได้มีโลกุตระเลย อานาปาสติคือทุกลมหายใจเข้าออกต้องทำการรู้กาย และจัดการกายสังขาร อย่าขาดกาย องค์ประชุมต้องมีทั้งนอกและใน ส่วนมนสิการคือทำใจในใจ ส่วนสังกัปปะ 7 นั้น ใช ้ ในอานาปาสติคือต้องโยนิโสมนสิการ ซึ่งก็คือสังกัปปะ 7 คือมนสิกโรติ ถูกต้อง
_ 0824039xxx · ปัญหาของมนุษย์มาจากความเป็นทาสของเวทนาคือมันจูงใจคนให้ไปทำอะไรก็ได้จะเป็นคนดีฤาคนเลวต่างก็มีเวทนาแบบตนเอง!ถ้าเป็นคนเลวก็ทำแต่บาปมีแต่เรื่องทุกข์เวทนา!ถ้าเป็นคนดีก็ทำแต่บุญก็ได้รับสุขเวทนาถูกต้องไหม?สกก. พ่อครูว่า… ถ้าเป็นคนเลวทำแต่บาป พอสมบาปแล้วมันก็สุขนะ คนเลวนี่ แต่มันก็ยากหน่อยเพราะทำสิ่งไม่ดีไม่งาม แล้วก็เป็นบาปแน่ บาปคือกิเลส จะบอกว่าทุกข์ ถ้ามันลำบากอยู่ก็ทุกข์แต่เขาจะไม่กลัวหรอก เอาอำนาจกิเลสบังไว้ แล้วทำบาปเมื่อได้สำเร็จผลชั่วก็สุข แต่สัจจะนั้นทุกข์ ไม่ทุกข์ตอนนี้ก็มีวิบากต่อไป แต่คนดีนี่ทำแต่บุญ (บุญเขาแปลเพี้ยนไปว่าแค่คุณงามความดี) หากคนดีทำแต่กุศลก็สุข ถูกต้อง การจะทำดี คุณก็ทำ อ่านจิตให้ได้ ถ้าจิตคุณมีกิเลส ทำดีแล้ว แต่กิเลสคุณโลภ อยากได้ผลตอบแทนจากการทำดี เป็นโลกธรรมก็ตามนั่นแหละไม่ได้บุญ การทำดีที ่ คุณทำตามสมมุติโลก คุณก็ได้ดีแล้ว แต่ดีนั้นคือกุศล แต่คุณไม่ได้ล้างกิเลส ไม่ได้บุญ ทำดีนี่ไม่ได้ล้างกิเลสไม่เป็นบุญ เช่น ทำทานให้วัตถุสมบัติหรือแรงงาน ความรู้ก็ให้เขา แต่คุณยังต้องการได้มาแลกเปลี่ยน แม้แต่ได้สวรรค์วิมาน เป็นภพชาติก็ได้ คุณยังจะเอาอยู่นั่นคือยังไม่ได้บุญ ดีไม่ดีตั้งจิตจะเอาด้วยเลย ทาน 5 บาทแต่ตั้งจิตจะเอาเมีย 100 คน เอาสมบัติมากมาย นี่คือทำใจในใจให้เกิดกิเลสโลภ มีกิริยาจิตที่เป็นมโนกรรม นี่ไม่ได้บุญ แต่ถ้าทำจิตให้ลดโลภ โกรธ หลงนี่คือได้บุญ บุญคือเครื่องมือตัดกิเลสด้วยปัญญา เมื่อลดกิเลสได้ก็ได้บุญ แต่เมื่อหมดกิเลสก็หมดบุญหมดบาป เป็นปุญญปาปริกขีโณ จบกิจไม่ต้องทำบุญอีก ถ้าทำได้อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
ถามว่า คนดีก็ทำแต่บุญก็ได้รับสุขเวทนา...แต่ดีอันนี้เป็นปรมัตถ์ลดกิเลสเป็นบุญได้ จะได้รับสุขเวทนาก็เป็นได้ เป็นเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา เป็นปีติ เป็นสุขได้ แต่ก็เป็นอุปกิเลส ทำฌาน 1 ได้ก็มีปีติ แต่ไม่ใช่ปีติโลกีย์ที่ได้ฟูใจบำเรอกิเลส แต่นี่เป็นเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา ต้องชัดเจนอารมณ์อาการจิต พระพุทธเจ้าว่าอย่าให้เกิดอันนั้นมาก ก็ทำให้มันบางเบา ทำให้เป็นผรณาปีติ ลงไปเป็นความยินดีพอใจให้ละเอียดอย่างยิ่งเป็นอภิปโมทยังจิตตัง ถ้าสุดท้ายจะเรียกว่าสุขก็ทับศัพท์ ยืมภาษามาใช้เรียกว่าวูปสโมสุข อุปสโมสุขหรือปรมังสุขัง เป็นผรณาปีติ เป็นอภิปโมทยังจิตตัง นี่คืออภิภายตนะจริงๆ ละเอียดลึกซึ้ง _ 0824039xxx · เวทนาที่พ่อท่านสอนเป็นเรื่องเดียวกับเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานใช่ไหม?เวทนาที่เรียกว่าเครื่องปรุงแต่งจิตฤาจิตตสังขารคือการปรุงแต่งจิตเป็นปิติและสุขใช่ไหม? พ่อครูว่า… ต้องแยกให้ได้ว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานคือเข้าไปอ่านเวทนา แล้วล้างกิเลส เป็นเครื่องปรุงแต่งจิตได้ เราก็เป็นสติปัฏฐานแท้ แต่ถ้าเป็นเวทนาที่มันเป็นสังขาร เป็นปีติ สุข อาจเป็นโลกีย์ก็ได้ จะเป็นปีติหรือสุขก็ได้ สามัญทั่วไป เป็นกิเลสก็ได้ _ 0824039xxx · นมัสการ พ่อครู อานาปานสติภาวนาของเดิมที่เคยเรียนรู้มามีกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน,เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน,จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน,ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีเท่านี้เหมือนที่พ่อครูสอนไหม? พ่อครูว่า… ก็เท่านี้แหละ ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว จะต้องแม่นว่า กายในกายจะทำมนสิการอย่างไร ที่จะเชื่อมมาหาเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ถ้าทรงไว้ซึ่งกุศลธรรม เมื่ออกุศลจิตหมดไป ก็หมดหน้าที่ของบุญแล้ว ก็เหลือแต่กุศลธรรม ไม่มีภาษาว่าปุญญธรรม จะทรงไว้ซึ่งกุศล ถ้าไม่ได้ล้างกิเลส บุญก็ไม่ทำงานเลย _ 0824039xxx · 1) วิญญาณเช่นภูตผีเปรตเจตภูติที่ทุกคนเห็นอยากรู้ว่าเขาเห็นได้อย่างไร?ในเมื่อวิญญาณในพุทธศาสนาหมายถึงจิตที่ทำหน้าที่ตามอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ! พ่อครูว่า … แสดงว่าคุณก็ไม่เห็นนะ แล้วก็ถามว่าเขาเห็นได้อย่างไร? แล้วคุณก็เข้าใจได้ถูกต้องเลย วิญญาณก็มี 6 สัมผัสก็มี 6 แต่เวลาทำงานมา ปสาทรูปมี 5 โคจรรูปอีก 5 แล้วทำงานไปทำไมเหลือ 9 แล้วที่เขาเห็นกันนี่ ทางแพทย์เขาก็เรียกว่าโรคทางจิต เป็นภาพลวง มีผีทางตา ทางจมูก ทางหู แต่ไม่ยักมีผีที่สัมผัสทางลิ้น ที่คุณกิรดั่งได้ยินมา เป็นอุปาทานทางจิต เขาได้ยินได้เห็นได้กลิ่นก็ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แต่มันเป็นของที่เนรมิตเองด้วยใจ เป็นมโนมยอัตตปฏิลาโภ สำเร็จด้วยจิต คนที่เข้าใจแล้วว่าจริงๆมันไม่มี คนธรรมดาสามัญไม่มีอุปาทานหนัก ก็จะไม่เห็นผีเลย ในห้องนี้ไม่มีใครเคยเห็นผีเลย การปั้นจิตขึ้นมาแล้วเห็นนี่มีทั้งเห็นทางตาเนื้อหรือนั่งสมาธิเห็นภายใน แต่เห็นภายในนี่มันยากกว่านะ เขาไม่รู้ว่าเขาปั้น คุณสังขารแล้วไม่รู้ว่าคุณสังขาร มันไม่มีแต่คุณทำจนมันมี เช่น รสอร่อยมันไม่มี แต่คุณมีเพราะอุปาทาน แต่เมื่อคุณลดอุปาทานจนหมด รสอร่อยก็หายไป มันไม่มีตัวตน มันแล้วแต่กิเลสอุปาทานของใครก็ของใคร ไม่เหมือนกันแต่คนปฏิบัติธรรมลดจางคลายได้ถึงขีด มันก็หมด ดับ รสอร่อยไม่มีจริง อย่างนักโกงเมืองนี่ปากเขาใหญ่มาก สรุปคือเขาเห็นผีได้อย่างไร ก็คือเห็นด้วยโง่ ด้วยอวิชชา แต่พอล้างอุปาทานแล้วก็ไม่เห็นแล้ว จิตวิญญาณไม่มีรูปร่างสรีระซึ่งมีแต่คุณจะเห็นอาการจิตว่านี่คือโกรธ โลภ นี่คืองอน ประชด ฯ มันต้องรู้อาการจิตเรา แล้วค่อยมาเป็นอาการภายนอกมันไหวในจิตให้รู้ก่อนได้ คนที่เข้าใจว่าจิตวิญญาณเป็นตัวตนก็เลยได้แค่รูป ไม่รู้ เวทนา ไม่รู้จิต ไม่รู้เหตุที่ในจิตมีสราค ะ สโทสะ สโมหะ แต่ถ้าพิจารณาอาการเหล่านี้ ว่ามันมีเหตุปัจจัยเกิดจากอาการเหล่านี้ ทำโยนิโสฯให้เกิดฆ่ากิเลสตายจนหมดชีวิตตินทรีย์ _ 0824039xxx · 2)วิญญาณมิได้เกิดอยู่เป็นประจำ เกิดต่อเมื่อมีการกระทบทางอายตนะเช่นรูปกระทบตาเกิดจักษุวิญญาณ,เสียงกระทบหูเกิดโสตวิญญาณ,กลิ่นกระทบจมูกเกิดฆาณวิญญาณ,รสกระทบลิ้นเกิดชิวหาวิญญาณ,สัมผัสกระทบผิวหนังเรียกกายวิญญาณ,รู้สึกนึกคิดเรียกมโนวิญญาณ!วิญญาณที่ว่าเป็นเรื่องเดียวกันที่ท่านสอน!ถูกไหม? พ่อครูว่า… ถูกต้อง ตรงกับพระวจนะของพระพุทธเจ้าด้วย วิญญาณจะเกิดตอนกระทบสัมผัส ตายแล้วไปตามวิบากจิต กุศลก็คือสวรรค์ อกุศลก็คือนรก แต่วิญญาณท่านให้กำหนดรู้ในปัจจุบันตอนเป็นๆ แล้ววิญญาณแตกเป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อีก _ 0824039xxx · ตนดู รายการทีวี ช่อง หนึ่ง เขาเอาคนไปทดสอบกับผี!ถ่ายทำในบ้านร้างที่เคยมีคนตายฤาในสุสานป่าช้าหลายที่!ตนก็ดูแล้วดูอีกก็ไม่เห็นผี!แต่คนดำเนินร ายการ เห็นหมด!อยากรู้เขาเห็นจริงฤาไม่ ที่เขาเห็นคือจิตอุปทานใช่ไหม? พ่อครูว่า… ผีจริงอยู่ในตนคือกิเลสก็ไม่เห็น ดีไม่ดีเลี้ยงผีไว้ให้อ้วนปี๋ แข็งแรงฉลาดต่างหาก หลอกใครไม่หลอก หลอกตนเอง ประคบประหงมมันยิ่งกว่าอะไรเลย แตะก็ไม่ได้อีกต่างหาก คนเอ๋ยคน เป็นเช่นนั้น คนเหล่านั้นก็เห็นตามอุปาทาน จริงด้วย แต่มันไม่ใช่ผีจริง เหมือนคำโกหกมีจริง แต่คำโกหกมันไม่จริง แต่ก่อนเราก็โง่ทำมา _ คำว่าสติแปลว่ารู้ตัว สัมปชัญญะแปลว่ารู้ตัวทั่วพร้อมจากองค์ประชุมนอกเข้าสู่องค์ประชุมใน พ่อครูว่า… ถูกต้อง สติที่ต่อจากสัมปชัญญะ ว่าสัมปชานะ สัมปชติ ถ้าเราปฏิบัติไป มันก็จะเกิดต่อเนื่อง พระบาลีเหล่านี้อาตมาไม่ได้ตั้งเอง เอามาจากตำราด้วย สัมปชัญญะ = ความรู้ต่อจากการมีสติรู้สึกตัว สัมปชานะ = ความรู้สึกตัวในการปฏิบัติอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล . สัมปฏิเวธ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด เป็นการเคล้าเคลียอารมณ์ ทำทวนซ้ำให้แข็งแรงสมบูรณ์สูงสุด อสังกุปปังไม่กลับกำเริบ เป็นนามธรรมที่ทำแล้วก็เกิดพลังปัญญา ทำงานสังเคราะห์สังขาร เป็นอภิสังขาร จัดการทำลายกิเลส ด้วยวิธีที่เรารู้ดีแล้วก็ทำ ทำปหาน 5 ใช้ปัญญาเป็นหลัก กดข่มก็ช่วยด้วย แต่ใช้ปัญญาเป็นไฟปัญญาที่ไปละลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ เป็นฌานคือการเพ่งรู้ เพ่งเผากิเลส ถ้าเราอ่านอาการจิตตัวที่ถูกเผาได้แล้ว เราก็เผาได้จริงก็สำเร็จผล ต่อเนื่องจากสติมา คำว่า กาย คือองค์รวม เช่น ผมขนเล็บฟันหนัง รวมในอาการ 32 แต่มันไม่ใช่นาม แต่ปสาทรูปนี่เร ิ่ มเป็นนาม เมื่อปสาทรูปกระทบเหตุปัจจัยก็เรียกรวม ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ใน 5 อย่างนี ้ รวมแล้วสำคัญที่สุดก็มี 4 อย่าง ตา หู จมูก ลิ้น ก็รวม 4 อันนี้เป็นกาย สรุปแล้วคำว่า กายนี่รวม ตา หู จมูก ลิ้น เมื่อทั้งหมด 4 อย่างนี้ไปกระทบสัมผัส รวม 4 อย่างนี้คือ กาย คือโผฐัพพะทั้ง 4 สิ่งใดไม่มีจิตก็ไม่เกิดการรู้ เมื่อสัมผัสกันแล้วเกี่ยวข้องกันแล้ว จึงไม่นับเอา โผฏฐัพพะเป็นอีก 1 มันเหลือแค่ 9 เมื่อคุณลอกหนังออกหมด คุณก็จะเหลือแต่ ตา หู จมูก ลิ้น ก็เหลืออยู่ 4 แต่ไปเรียกผิวอีกอันที่ต้องรับรู้ รวมโผฏฐัพพะ มันต้องมีผัสสะ ต้องมีโผฏฐัพพะ ถ้าลอกหนังออกหมดมันก็ไม่มี ก็เหลือแต่ตา หู จมูก ลิ้นแต่มันต้องผัสสะ จึงเอามาครึ่งหนึ่ง _ตอนปฏิบัติ เกิดวิญญาณ หลายตัวไหม ตอนเรารับรู้รับรู้ได้ทีละอย่างไหม? พ่อครูว่า… ถ้าคุณเอาสติสัมปชัญญะตามดูจะรู้ว่ามันเร็วมากเลย จนกระทั่งที่เคลื่อนไหวภายนอกมันช้ากว่าที่จิตคุณรู้เลย อย่างอาตมาดูทีวี 3 จออ่านหนังสืออีกด้วย กินข้าวด้วย บางทีคนมาพูดให้ฟังอีกเป็น 6 อย่าง มันก็ไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่เราก็ฟังหัว หาง แล้วก็รู้เรื่องได้จะมีปฏิภาณ แต่เราทำทีละเรื่องแต่รู้ได้เร็ว จิตมีมุทุภูตธาตุ มีชวนจิต _ทำไมเรากลัวความมืด พ่อครูว่า… คนเรากลัวสิ่งที่ไม่รู้ หากรู้ว่ามันจริงและดีแล้วจะไม่กลัว แม้จะเป็นเสือ แต่ไม่รู้เลยกลัว ยิ่งไปเข้าใจว่าผีหลอกก็ยิ่งกลัว ผีชอบอยู่ในที่มืดด้วย กลัวเพราะโง่ _จิตเทวดาก็คือตัวหลง ได้มาเสพสุขก็เทวดาเก๊ แต่ถ้าเทวดาเกิดแต่ลดกิเลสก็คือเทวดาแท้ _เรากินเนื้อสัตว์เรียกว่าคนหรือสัตว์ พ่อครูว่า… ก็คือสัตว์ เราไม่ได้เป็นสัตว์ก็ไม่ต้องเลี้ยงไว้ด้วยเนื้อสัตว์ _กระผมเป็นคนสมาธิสั้นจะทำอย่างไร? พ่อครูว่า… ไม่มีวิธีใดนอกจากเรียน ฝึก สมาธิมีโลกีย์กับโลกุตระ สมาธิคือจิตตั้งมั่น ถ้าเราลดกิเลสได้แบบตั้งมั่นยาวเลย สมาธิก็ยาว แต่สมาธิสะกดจิตก็ทำได้ยาว ทำลืมได้แต่ไม่เที่ยงฟื้นคืนได้ แต่ความหมายที่หมายคือตั้งใจทำอะไรให้ยาวหน่อยจดจ่ออยู่นี่คือสมาธิสมถะ _ปล่อยวางกับเฉยดูดายเหมือนกันไหม?การที่เราปล่อยวางเป็นจะทำให้เป็นคนเฉยดูดายไหม? พ่อครูว่า… คำว่าปล่อยวางของพระพุทธเจ้า ภาษาพระพุทธเจ้าเรียกว่า มุลจิตุหรือมุลจุติหรือวิโมจจยัง แปลว่าเปลื้องออกปล่อยออก คือมีปัญญา มันไม่ยึดมั่นถือมั่น มันมีอำนาจแห่งความรู้ว่าอันนี้วาง อันนี้เอา ไม่ใช่ปล่อยดื้อๆไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่รับรู้ด้วยเลย ไม่ใช่ แต่ อุเบกขาของพระพุทธเจ้านี้ปล่อยวางอย่างไม่ร่วมเป็นทุกข์เป็นสุขด้วย เช่น เราไปชุมนุมก็ร้อนเหนื่อยทุกข์ แต่จิตเราวาง ไม่ยึดถือ นี่ก็ได้งานได้ผลไม่ดูดาย เราทำสิ่งเป็นประโยชน์คุณค่า เราทำเพื่อมวลมนุษยชาติ ก็คือรู้ว่าจะปล่อยวางอะไร จิตไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื ่ องราว การดูดายนี่คือไม่เอาถ่าน ตีทิ้ง มันจึงไม่ได้เรื่อง ไม่ได้งาน ไม่มีน้ำใจ คำว่าดูดายจึงไร้ค่า แต่การปล่อยวางมีสภาพแห่งความฉลาดรู้ เข้าใจว่าส ิ่ งควรทำเป็นอย่างไร ในวิปัสสนาญาณ 16 (โสฬสญาณ) 4 . ( 1 )อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ มันโน้มเข้าหาความดับไป 5 .( 2 )ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6 .( 3 )ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7 .( 4 )อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย 8 .( 5 )นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 10 .( 6 )มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) _ คำสอนของพ่อท่านที่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนทั่วไปก็ทำได้แล้ว แต่เมื่อย้อนไปอดีตที่ยังไม่ได้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เขาจะใช้คำสอนในอดีตได้ไหม? พ่อครูว่า… คุณเข้าใจผิดไป อาตมาก็ประกาศว่าเป็นโพธิสัตว์มาแต่ต้น แต่คำสอนที่อดีตก็เอามาใช้ได้ คนที่กลัวผีก็เพราะไม่รู้ความจริง ผีไม่มีจริงมีแต่ผีหลอก คนที่ไปเห็นผีก็โง่ซวยด้วย ของไม่จริงไม่มีจริงแล้วไปเห็นก็โง่ คนที่นึกว่าเป็นของจริงเราก็โง่ด้วย ผีจริงๆคือจิต ผีนอกจิตใจไม่มี จิตใจที่เป็นกิเลสที่ดื้อ ที่พูดบอกไม่ฟัง ขี้เกียจพวกนี้ผีทั้งนั้น ที่แม่พ่อห้ามไม่ฟังก็ผี เราเป็นเช่นนั้นคือเรามีผีในตัว แต่ผีหลอกๆนั้นอย่าไปกลัว ไม่มีจริงหรอก _ เส้นสายกลาง ทางประเสริฐ · ขออนุญาตนะครับ พระอาจารย์พอทราบไหมครับว่าพระอาจารย์ไหนเทศน์เรื่องนี้ครับ จากเว็บอโศกอินโฟ เรื่องอรหันต์นั้นมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเป็นอรหันต์เชื่อหรือไม่ เทศน์วันที่. 25เม.ย.2513ครับ “... พระอรหันต์ คือ คนธรรมดาๆ ? อย่าเข้าใจผิดเลย "อรหันตบุคคล" หรือ "พระอรหันต์" นั้น ไม่ได้แปลกเปลี่ยน พิสดารอะไร ไปจากความเป็น "คน" หรอก "อรหันตบุคคล" ก็คือ ผู้มีรูปร่างหน้าตาคงเดิมเป็น "คน" อย่างเดิม ยังไม่มีกระบังที่หน้าผาก ยังไม่มีชฎา ยังไม่มี เกือกแก้ว และจะไม่ Tall, Dark and Handsome ด้วย อาจจะไม่หล่อ ไม่สวย ไม่ผุดผาดอิ่มเอิบซาบซ่า เหมือน "คน" ผู้ยังเต็มไปด้วย กิเลส แห่งความรัก "รูปสวย" รัก "รูปงาม" และ รัก "รูปหล่อ" ทันสมัย เท่-สมาร์ต- น่าทึ่ง เป็นอันขาด นั่นคือ "ความจริง" นั่นคือ "ความตรง-ความถูก" ของลักษณะ "อรหันตบุคคล" ถ้าจะนับ ว่า แปลก ว่า พิสดาร ก็คงจะผิดจาก "สำนึก" ที่ผู้คาดคิดเอาไว้ ตรงนี้เอง และ เป็นมุมกลับด้วย เพราะ "อรหันตบุคคล" ไม่มี "ความหลง" แล้วในใจของท่าน ท่านมี "ร่างกาย" ก็ย่อมเหมือนไม่มี ดังนั้น ท่านจะไม่อีนังขังขอบกับร่างกาย ว่า จะอ้วนท้วนสมบูรณ์ หล่อเหลา ได้รูป-ได้ร่าง อย่างไร? และ จะไม่อีนังขังขอบกับเครื่องแต่งกาย ว่า จะสวย จะงาม จะทันสมัย หรือ เหมาะสมกับสังคม สถานที่ หรือไม่?แต่ ท่านก็จะมีร่างกาย เพียงให้มันทรงอยู่ได้ จะนุ่งห่มเพียงเพื่อ คลุมกาย กันร้อน -กันหนาว -กันแมลง เท่านั้น เป็นสภาพร่างกาย หรือ สภาพของ "คน" ธรรมดา ที่ไร้ความหล่อ -ไร้ความสวย -ไร้ความสง่า - ไร้ความโอ่อ่า - ไร้ความเท่ -ไร้ความทึ่ง พอเห็นปุ๊บ! ก็จะสะดุดตาปั๊บ! แน่ๆ ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงจะเห็น "อรหันตบุคคล" ไม่ได้ง่ายๆ เพราะสภาพที่เห็นได้ ไม่ได้ "สูง" ดังวาดไว้ เช่น จะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม-สง่า แต่งกายดีมีราศี หรือ มีรัศมี จนบางที คนที่คิดเอาไว้ หรือปรุงแต่ง หรือ วาดรูปไว้ มักจะวาด อย่างสุดสวย และแถมมีรังสี มีความพิเศษ ไปในทางที่เด่นๆ แบบทางโลกนึกคิด เอาเสียด้วย ความตรงกันข้ามด้วยประการดังนี้ จึงทำให้ "คน" ไม่พบ "อรหันตบุคคล" และไม่มีโอกาส ได้พานพบ "อรหันตบุคคล" เป็นอันขาด ทั้งๆที่อาจจะได้เห็น มาแล้ว หลายครั้ง เพราะความสูงที่วาดไว้ อย่างคน กับความ "สูง" ที่ "อรหันตบุคคล" มีอยู่ในตัวท่านนั้น มันเป็นความสูงกัน คนละเรื่อง คนละลักษณะ …” (เนื้อหาแบบสรุปครับ)แต่ที่ข้างบนเขียนว่า ประกายธรรม 8 ครับ ถามว่า ประกายธรรม 8 คืออะไรครับ? พ่อครูว่า … ประกายธรรม 8 คือชื่อเรื่องชุดที่ 8 ที่สมณะพิสุทโธ ขึ้นเว็บไซด์ไว้เท่านั้นเอง ชื่อประกายธรรมคือชื่อชุดเรื่องที่เทศน์ไว้ ถ้าเป็นอรหันต์ที่ท่านอนุโลมมาก เช่น อรหันต์จี้กง คุณจะดูไม่รู้เลยว่าท่านเป็นอรหันต์ ท่านทำเพื่อคนอื่น เหมือนแม่เล่นขนมหม้อข้าวหม้อแกงเป็นกับลูก เพื่อให้ลูกได้เกิดประโยชน์อะไรบางอย่าง เป็นต้น หรือเราไปร่วมทำงานกับเขาที่เขามีกิเลสปนแต่เราทำไปกับเขาเพื่อให้เขาลดกิเลสได้ ด้วยวิธีแทรกโอสถเข้าขุมขนก็ทำได้ เขามาเคร่งกับเราไม่ได้ สายมหายานก็เข้าใจ แต่สายเถรวาทเต๊ะจังทั้งที่โสดาบันก็ยังไม่ได้เลย จบ