610207_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะของการทานและบุญอันลึกซึ้ง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610207_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะของการทานและบุญอันลึกซึ้ง

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ข่าวในสังคมไทยตอนนี้ ที่กำลังติดตามกันมากก็คือ ข่าวนักธุรกิจใหญ่ เข้าป่าล่าสัตว์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กำลังจะมีการชำระความกัน คนที่เข้าไปจับกุมก็คือ หัวหน้าอุทยาน ก็ได้รับการยกย่องมากในสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็เป็นผลทำให้เกิดการเข้าจัดการกับคดีได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น กรณีของหมอแสงก็ตาม สาธารณสุขก็ออกใบรับรองการเป็นหมอพื้นบ้านให้ด้วย ภายในวันเดียว เป็นต้น พ่อครูว่า... ผมต่อให้ ผมไม่ใช้ Social Media เป็นเลย ให้พวกเราช่วยเท่านั้น นี่คือผมต่อให้ ถ้าผมเป็นเองด้วยล่ะก็… สมณะฟ้าไทว่า... ทุกวันนี้ พวกเราก็เอาไปตัดต่อเป็นคลิปสื่อออกไปมากมาย พ่อครูก็ออมแรงไว้ วันนี้พ่อครูก็คงจะมาแสดงธรรมให้พวกเรา รู้โลกุตรธรรม ให้สังคมรับรู้ไปจนกว่าพ่อครูจะอายุ 151 ปี สังคมก็น่าจะดีขึ้นนะ พ่อครูว่า... ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้อง151 แต่อาตมาพยายามที่สุด อย่างเดียว พยายามที่สุด ด้วยการพยายามสร้าง พลังงาน Coefficient ในตัวเอง ถึงจะเป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทางจิต Coefficient ทางวิทยาศาสตร์ก็ใช้ได้ ทางฟิสิกส์ก็ใช้ได้ สูตร E=C(mc 2 +A) คนก็จะค่อยๆตามรู้ไป ขนาดของไอน์สไตน์ E=mc 2 คนก็ยังเข้าใจได้ยาก แต่หากว่าคิมจองอึนได้ไป โลกจะลำบาก ตอนนี้พยายามทำให้ได้เต็มที่ เท่าที่จะทำได้ เพื่อเพิ่ม A อย่างคิมจองอึน พยายามเพิ่ม A ให้เป็น mc 2 ให้มากขึ้นเท่านั้น ยังเป็นแค่ขั้นคูณ ยังไม่ถึงยกกำลัง ก็อ่าน sms ก่อน SMS วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)

_5788...นมัสการพ่อท่าน ตั้งแต่ได้ดูได้ฟังท่านเทศน์มา 3 ปีกว่าๆ ได้พัฒนาจิตใจดีขึ้น มีเหตุผล แล

อ่านต่อ

ะมีการหลั่งสารความสุข คือมีปิติ(ยิ๊น) ไม่ไหว้ต้นไม้ และสิ่งแปลกประหลาดอีกแล้ว พ่อครูว่า.. .เป็นความหลุดพ้นชนิดหนึ่ง ใช้ได้แล้วไม่ไหว้ต้นไม้

_0750...ร้านค้าไม่ติดถนนใหญ่ ขายได้ยากอยู่แล้ว ยกเว้นร้านค้าชุมชน เวลาคนมาเที่ยวอาคารตลาด ไม่อยู่ในจุดศูนกลางชุมชน ไม่ใช่เส้นทางผ่านยาก คนมาขายจะอยู่ได้ พ่อครูว่า... นี่ก็พูดถึงอาคารเฮือน บวร เราสร้างขึ้นมาในพื้นที่ 11 ไร่ รวมชั้นบนด้วยก็เป็น 17 ไร่ เจตนาตั้งแต่ต้นเลย สร้างมา เราลงทุนรอน ที่ดิน วัสดุก่อสร้าง ตอนนี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แบ่งห้องทำงานกันได้ต่อไป สำเร็จโครงสร้างไปแล้ว มีคนมาใช้ไปตามลำดับ มีคนตั้งข้อสังเกตว่า การค้าไม่ติดถนนใหญ่ สักวันหนึ่งถนนนี้จะใหญ่ขึ้น อาตมาว่าไม่แน่ทีเดียวหรอก อย่างปฐมอโศก อยู่ในซอยเล็กๆ ก็ยังได้เลย ยังมีคนเข้าไป ขนาดคนยืนอยู่ในเมืองหน้าบิ๊กซี ศูนย์การค้าใหญ่ ของเหมือนกันเลยนะที่บิ๊กซี เขาก็บอกว่าไปซื้อที่ปฐมอโศกกัน ขนาดยืนหน้าบิ๊กซีนะ อาตมาได้ยินกับหูเลย ตอนนี้หน้าปฐมอโศก ก็กลายเป็นย่านการค้าเลย ที่แคบด้วย แต่เขารู้แล้วว่า ที่นี่ควรมาซื้อ เพราะว่ามีของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ เสียสละอย่างแท้จริง ไม่ได้มาขูดรีดไปเอาอะไรจากเขา นี่คือคุณธรรมที่เราได้พิสูจน์มาได้เรื่อยๆ ที่นี่เราก็เป็นคนอย่างนั้น เอาเถอะ แม้จะไกลกว่าที่ปฐมอโศก ที่ปฐมอโศกไกลจากถนนใหญ่ 700 เมตร ที่นี่อาจจะเป็นกิโลเมตร แต่ต่อมาทางน้ำจะใกล้ ตอนนี้มีถนนฝั่งโน้น สร้างเลียบฝั่งมาได้เรื่อยๆ เราจะมีเรือที่กำลังจะขนมา ยาว 21 เมตร เรือด่วนเจ้าพระยา เราเพิ่งได้มา เรือลำอื่นๆ เล็กใหญ่ เราก็มี ไปๆมาๆระหว่างท่าน้ำ 2 ท่า ก็จะสั้นขึ้น เราก็พยายามปลุกแม่น้ำมูน ให้ใช้เรือกัน จะเร็วกว่าวิ่งทางถนนด้วย จะรู้สึกสดชื่นด้วย ก็ไปพยายามทำกันอยู่ คิดว่าคงไม่น่าเกิน 5 ปี 10 ปี ตอนนี้ทางจังหวัดก็ดูจะเข้าใจร่วมไม้ร่วมมือกับเรา ก็รู้สึกอนุโมทนา

_2596...น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง รมช.กระทรวงเกษตรฯ ให้ค่าให้เกียรติ(credit) แก่ชาวอโศก อย่างยอมรับ คิดเองอยู่ในใจนะคะ

_8866...โยมอยู่ข้างนอก กำลังฟังรายการสดอยู่ ประเด็นว่าคนใน ขายของแล้วเข้ากองกลาง แต่คนนอกไม่ต้องนั้น เข้าใจว่า ชาวอโศกเห็นภัยในเคหะ จึงตัดสินใจเข้ามา เมื่อเข้าหมู่กลุ่มแล้ว ก็ศึกษาศีล จิตปัญญาให้ยิ่งขึ้นไป(อธิ) จึงพยายามดำรงชีวิตแบบอนาคามี อยู่เรือนว่าง(ออกจากความกลุ้มกังวลแบบเคหะ) พากเพียรจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลไป จะได้แค่ไหน/ช้าเร็วก็เป็นเฉพาะตน เข้าใจเช่นนี้ถูกไหมคะ พ่อครูว่า... ถูกต้องไม่ต้องกังวลกับเรื่องเคหสิตะ ที่อยู่เราก็ฝึกนอน รุกขมูล โคนไม้ก็ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เจโตสมาธิไม่ใช่เรื่องโลกุตระ _Titaree Song ทิธารี ซอง· พระพุทธเจ้าเรียก..กาย คือจิต มโน วิญญาณ.. หมายถึงกายที่อยู่ในกายใช่หรือไม่ ขอให้พ่อท่านกรุณาอธิบายความหมาย เจโตสมาธิ..และการปฏิบัติอีกครั้งค่ะ....กราบขอบพระคุณอย่างสูง พ่อครูว่า… เจโตสมาธิ คือคำกลางๆ = สมาธิของจิต ศาสนาพุทธไม่เหมือนสมาธิแบบโลกีย์ ที่เป็นการนั่งหลับตา สะกดจิต รู้กันตั้งแต่ก่อนยุคของพระพุทธเจ้า เจโตสมาธิแบบนั้น มันเป็นเรื่องตื้นๆ แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร เจโตสมาธิ เป็นสมาธิที่ปฏิบัติกันทั่วไป เป็นแบบ General สมาธิ ไม่ใช่เป็นแบบ Special สมาธิ ที่เป็น Supramundane เป็นเรื่องโลกุตระ ก็ฟังให้ดีอย่าไปยึดความรู้เก่า แล้วลองเอาความรู้ใหม่ไปปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เขาก็ไม่รู้จัก ถามพระว่าศีลของพระ มีเท่าไหร่ ก็บอกว่าศีล 227 ซึ่งที่จริงเป็นพระวินัย จริงๆแล้วศีลของศาสนาพุทธมี จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ ไปดูในพระไตรปิฎกได้ ปฏิบัติศีล 5 เป็นเบื้องต้น จนเป็นศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล ส่วนมหาศีล เป็นศีลของศาสนา ทุกคนต้องปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้ละเมิดกันไปหมด โดยเฉพาะเถรสมาคม อย่างเช่น ห้ามจุดธูป จุดเทียน ในวัด รดน้ำมนต์ แค่นี้ตื้นๆ นอกนั้นก็ดูหมอทำนายอะไรต่างๆ รดน้ำมนต์ เสกเป่า ปลุกเสกพระเครื่อง มันเป็นเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็เลยไปไม่ออก ก็เลยไม่มีคุณธรรมของศาสนาพุทธ มันจึงลำบาก แต่ดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว ก็เมืองไทยเป็นศาสนาพุทธมา ตั้งแต่ก่อนมีประเทศไทยอีก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เป็นผู้ที่ปลูกชีวิตของศาสนาขึ้นมา ท่านทรงงานมาทำงาน ตั้งแต่ 2489 อาตมาเองทำงานศาสนาโดยตรงเป็นหลัก อาตมามาทำงาน 2513 อาตมาเน้นนามธรรมก็ยากหน่อย แต่อาตมาไม่มีท้อถอย

SMS วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 (สมณะ สิกขมาตุ : บวรสันติโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำทานอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงจะได้อานิสงส์ _ขอบคุณบุญนิยม กับธรรมสัปปุริสทานจากพ่อครูฯ ตามธรรมตถาคตฯ สัตตบุรุษ ครั้นให้ทานบ่กระทบตน และบ่กระทบผู้อื่น! ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มากและ..ย่อมเป็นผู้มีโภคทรัพย์ บ่มีภยันตรายมาแต่ที่ไหนๆ คือจากไฟ,จากน้ำ,จากพระราชา,จากโจร,จากคนมิเป็นที่รัก,ฤาจากทายาทในที่ๆทานนั้นให้ผลฯ กราบอนุโมทนา ธรรมทานตามพุทธวจนฯ สัปปุริสทาน 5 พ่อครูว่า… ผู้ให้ทานโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน ก็เป็นผู้มีบารมี อาจเป็นผู้มีสมบัติ เป็นสิ่งที่เป็นบารมี สั่งสมไปโดยไม่มีตัวตน อย่างอาตมายกตัวอย่างตัวเอง เป็นคนจน ไม่สะสม ทำงานมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวเอง แต่ก็มีมาเรื่อยๆ โดยวิธีพากันจนไม่สะสม กอบโกย กักตุน มีหลักคือ 1. อย่าเป็นหนี้ 2. ขยันหมั่นเพียร 3. ทำให้เหลือให้เกิน 4. สะพัดออก แจกจ่าย มีคงคลังเก็บ อย่างไม่มีหนี้ ไม่ลำบาก ไม่ติดขัด หมุนเป็น cyclic order อาตมาพาทำได้สำเร็จ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในโลก สาธารณโภคีแบบคนจน ที่ต้องเกื้อกูลคนรวย แปลกมากเลย เพราะเป็นคนจนที่ไม่ได้เบียดเบียนคนรวยเลย

เอาทานสูตรมาขยายความ ทานสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 49 [49] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณี ชื่อคัคครา ใกล้จัมปานครครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผมพึงได้ฟังธรรมีกถา ของพระผู้มีพระภาค ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมกถา ในสำนักพระผู้มีพระภาคแน่นอน อุบาสกชาวเมืองจัมปา รับคำท่านพระสารีบุตร แล้วลุกจากที่นั่ง อภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสกชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยอุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน(สาเปกโข) มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่าตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึง ความเป็นสหายแห่งเทวดา ชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพัน ในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก จบสูตรที่ 9 พ่อครูว่า.. .ชั้นที่ 6 เป็นเทวดาที่สบายหนัก แต่โง่หนักด้วย อย่างธรรมกาย หรือธัมมชโยทำ อาตมาว่า เขาไม่แกล้งทำ แต่เขาอวิชชา แล้วพาทำกันมากมาย คนทำแบบเขา ก็ทำได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง คนก็เลยหลงได้มาก เล่ม 23 ข้อ 49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา (ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข( มุ่งหวัง ) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต( ผูกพัน ) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข( สั่งสม ) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ( ให้ข้ามภพชาติ ) ทาน เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทาน เพราะว่าเห็นว่า เป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทาน เพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือ ทำทาน เพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือ ทำทาน เพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทาน เพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทาน อย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

พรหมที่เป็น พรหมโลกีย์ ก็จะวนเวียนมาอีก อาคามี แต่ พรหมโลกุตระ จึงไม่วนเวียน พรหมโลกีย์ มีอีก 20 ขั้น ไว้โอกาสหน้าค่อยอธิบาย เป็นความหลงโลกีย์ แต่จริงๆ พรหมของพระพุทธเจ้าคือ ไม่เหลือภพชาติ เทวดาก็ไม่มี พรหมก็ไม่มี เป็นผู้สิ้นสุด สะอาด บริสุทธิ์ สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ ไม่ต้องกลับมา... เป็นอนาคามี อย่างอาตมานี้ มีผลมาก อานิสงส์มาก แต่ก็ไม่มากมายนัก ก็เลยต้องลากขันธ์ ให้อยู่ต่อไป จะได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ทานสูตรนี้ บอกทั้งเทวดา และพรหม ทั้งโลกุตระ และโลกียะ ไว้ในนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 1 เลย ทินนัง ทานที่ให้เสร็จแล้ว มีผลให้เสร็จแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่า ทานนั้นไม่มีผล ไม่มีประโยชน์อะไร คือการทำใจในใจไม่เป็น คนในศาสนาพุทธทุกวันนี้ ทำใจในใจ หรือ มนสิกโรติ ไม่เป็น มนสิการเป็นคำนาม มนสิกโรติเป็นคำกิริยา แต่ทุกวันนี้ทำใจในใจไม่เป็น (อโยนิโสมนสิการ) คนที่ทำใจในใจเป็นจริง คือคนที่ฟังธรรมจากสัตบุรุษให้บริบูรณ์ จึงได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์

1. การ คบสัตบุรุษ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การ ฟังสัทธรรม บริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธา ที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การ มนสิการ โดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะ บริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา การปฏิบัติธรรม ต้องมีการสัมผัสครบทวารทั้ง 6 บริบูรณ์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา บริบูรณ์อยู่ในภพเท่านั้น ไม่บริบูรณ์ด้วยอินทรีย์ 6 ในผู้ที่นั่งหลับตาสมาธิ อาจจะมีอาสวะบางอย่างดับได้ แต่แน่นอน คนนี้ถอนอนุสัยไม่ได้ ได้แต่อาสวะบางอย่าง เก่งที่สุดได้แค่ กายสักขี ไม่นับเป็นอรหันต์ ฤาษีทั้งหลายทำได้สูงสุด แค่กายสักขี ต้องมาเป็น อุภโตภาควิมุติ จึงสมบูรณ์แบบ ถ้าเป็นสายปัญญา ก็จะสำเร็จเป็นอรหันต์ ดับอาสวะสิ้นได้ เป็น ปัญญาวิมุติ 5. สติสัมปชัญญะ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความ สำรวมอินทรีย์ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ วิชชา และ วิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 61) และก็กลับกันอีก

ในตัณหาสูตร ... 1. การไม่คบสัตบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น). .เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7. ทุจริต 3 เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ 5 8. นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 62)

ต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ จึงจะได้ฟังอย่างมาก อย่างละเอียด อย่างบ่อยๆ จึงบริบูรณ์ในการฟังธรรม ก็จะได้บริบูรณ์ในความเชื่อศรัทธา ก็จะทำใจในใจได้ถึงที่เกิด อยู่ที่หทยรูปเลย รู้จักอาการชีวิตินทรีย์ ชีวิตของกิเลส ฆ่ากิเลสได้ รู้อาหารรูป ในรูป 28 ทำใจในใจไม่แยบคาย คุณก็ไม่สามารถเจริญต่อได้ ต้องทำใจให้แยบคายบริบูรณ์ จึงมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ จึงมีสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ มีโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ ไม่ใช่แค่ภาษาท่องนะ หรือจะท่องก็ได้ แล้วปฏิบัติให้มีสภาวะจริงให้ถูกต้อง ผู้เดินตามอวิชชาสูตรถูกต้อง เพราะได้พบ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) มี สยังอภิญญา คือผู้มีความรู้ข้ามชาติมา แล้วเอามาประกาศ ขยายแจ่มแจ้งได้ เอามาประกาศ ปเวเทนตีติ แล้วพาทำให้บรรลุ สัจฉิกัตวา(จบบรรลุ มีสัจจะ) ผู้ใดเชื่ออาตมา ก็ไม่คลางแคลง ก็ปฏิบัติไปได้ แต่ผู้คลางแคลง ก็เชิญให้มาพิสูจน์ได้ เอหิปัสสิโก แม้เกิดมาร่วมยุคด้วย ก็ไม่เห็นเหมือนกามนิต คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน ก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า จนรุ่งเช้าก็สวัสดีท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะไปตามหาพระพุทธเจ้าต่อไป แล้วจะไปเที่ยวที่ไหนอีก (คุณสู่แดนธรรม...บุคคลเช่นนี้มีอยู่ แต่ไม่เชื่อว่าพ่อครูเป็นสมณะพราหมณ์ เขาก็จะไม่สัมมาทิฏฐิ) ก็บอกตรงๆ แต่เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ไปหาอาจารย์ที่ไม่ใช่อาตมา ก็ได้มิจฉาทิฐิ ขัดแย้งกับอาตมาอยู่ แต่ถ้าเชื่อว่าอาตมาเป็นสมณะพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อัตถิ โลเก แล้วเขาก็จะมาพิสูจน์ปฏิบัติตาม อาตมาก็จะบรรยายตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1-9 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) 1. ทาน ที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ทานที่ให้แล้วจะมีผลหรือไม่มีผล หรือทานแล้วมีโทษ ติดยึด กิเลสหนามากขึ้น อย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไร เป็นนัตถิทินนัง อาตมาก็อธิบาย อัตถิทินนัง มีผลลดกิเลสได้ มีบารมีได้รองรับอาศัย เป็นกุศล ส่วนประโยชน์คือ ได้ตัดกิเลส มีอานิสงส์ ผู้สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 อย่างพวกเราชาวอโศก จึงได้ละลด ยิ่งทานแล้ว ยิ่งมีทั้งศีล หรือมีทั้งพรต มีทั้งภาควิธีปฏิบัติ หรือจะมียัญพิธี หรือมีปฏิปทา หรือวิธีการปฏิบัติ 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ศีลมัย 3. สังเวย (เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ภาวนามัย เดิมบุญกิริยาวัตถุ ของศาสนาพุทธ มีแค่ข้อ 1 2 3 แต่อรรถกถาจารย์มาเติมไปอีกเยอะ เป็นโลกียะ ของพระพุทธเจ้ามีแค่ 3 อย่าง แต่พวกอรรถกถาเติมไปให้เป็น 10 ข้อ สังเวย คือการเอาไปบูชาพระเจ้า หรือเอามาให้ทานอาตมา อาตมาก็เป็นผู้สอน ให้เอาไปปฏิบัติได้ เอามาสังเวยอาตมา เสร็จแล้วอาตมาก็พาให้ปฏิบัติ หุตัง(หิ แปลว่า ความจริง) แปลว่า จิตเกิดผลจริง คือคุณมาหาอาจารย์แล้ว อาจารย์สอนให้ได้ผลจริง ในทานศีลภาวนา เกิดบรรลุสำเร็จผลสามข้อ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัจจะแห่งบุญอันลึกซึ้ง สิ่งที่จะเกิด ต้องเกิดจากกรรมเป็นอันทำ ข้อที่ 4. ของสัมมาทิฏฐิ ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ซึ่งท่านไปแปลข้อนี้ว่า ดีหรือชั่ว แต่กรรมนั้นลึกซึ้งกว่าดีชั่ว พระพุทธเจ้ามีกฎระเบียบตั้งแต่เล็กน้อย ทุ หรือไปจนหยาบ จนถึงทุจริต ล้วนเป็นกรรมแล้ว มีผลวิบาก สรุปคือ กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วเป็นผลดี หรือชั่ว สุกตทุกกฏานัง ไม่ใช่ว่ามีแค่ ดี กับ ชั่ว แต่มี บุญ มี บาป ด้วย ปฏิบัติแล้วเกิดบุญไหม เกิดก็ชำระบาป กิเลสชั่วได้จึงเป็นสุกฏ ดีสุขได้ สุกตทุกกฏานัง ถึงไม่ใช่แค่ดีชั่ว สุกต คือบุญ เมื่อบุญชำระกิเลสได้ด้วยกรรม คุณไปคิดเอาสะกดจิตเอาไม่ได้ ไม่ครบภายนอกภายใน กุศล อกุศล เป็นสมบัติ บุญ กับบาป เป็นวิบัติ ไม่มีเกิดอีก หากหมดอกุศล ก็มีเหลือกุศล แต่ถ้าบาปหมด บุญก็หมด เป็น ปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์ คือผู้หมดบุญ จะไปสั่งสมบุญไปไม่ได้ บุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลสถ่ายเดียว อันนี้เป็นเรื่องผิดเพี้ยนสอนให้สั่งสมบุญ บุญมาก บุญไม่มีที่สิ้นสุด เลอะไปเลยศาสนา การเข้าใจคำว่าบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงเป็นความสำคัญที่สุด ที่จะต้องชัดเจน อาตมาก็พูดย้ำอีก อย่าหาว่าคุยโตมากเลย ในยุคนี้ อาตมานี่แหละ เป็นสมณพราหมณ์ ผู้มาเปิดเผยบุญที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคำว่ากายนี้หนักมาก ยิ่งคำว่าบุญนี้หนักมาก จะให้เข้าใจได้ครบ เมื่อเข้าใจบุญไม่ได้ ปฏิบัติธรรมทุกอย่าง ก็ไม่มีธรรมาวุธ ไม่มีบุญญาวุธ บุญก็กลายเป็นแค่สมบัติ แต่ไม่ใช่สมบัติ บุญต้องเป็นอาวุธฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่ากิเลสได้แล้ว ก็หมดหน้าที่ เพราะมันเป็นเครื่องทำลาย บุญเป็นเครื่องทำลาย อาตมาเปรียบเทียบ บุญเหมือนกับลูกระเบิดปรมาณู เอาไปทิ้งเสร็จ ระเบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน