610202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เผด็จการรัฐประหารที่เนื้อแท้คือประชาธิปไตย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เผด็จการรัฐประหารที่เนื้อแท้คือประชาธิปไตย

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ในช่วงเย็นเราก็มาฟังธรรมกัน เป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง แต่ก่อนเราก็จะไปสรวลเสเฮฮา แต่ตอนนี้เรามารับสิ่งที่ดีที่สุด ให้ได้ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต เรามาอยู่กับพระโพธิสัตว์ ที่ทำให้เราลดละกิเลส เป็นอาริยบุคคลได้ อย่างสัมผัสได้ ลืมตาเห็น พิสูจน์ได้ ทั้งพฤติกรรมของท่านเอง ระยะเวลาเกือบ 50 ปี เห็นชัดเจน แต่บุคคลที่เขาไปนั่งหลับตา เขาก็นึกเอาว่าโพธิสัตว์ เป็นตัวตนอย่างไร ชีวิตมันน่าสงสาร ก็ถูกหลอก เวลาจะบรรลุธรรม ก็บอกว่าสะดุ้งเฮือกนั้นแหละ มันก็ง่ายดีนะ แต่อย่างนั้น มันจะเป็นจริงเหรอ การพัฒนาชีวิต เราก็พัฒนาจากพระโสดาบัน ไปจนถึงพระอรหันต์ จนไปเป็นถึงพระพุทธเจ้าอีก ก็พัฒนาต่อเนื่องยาวนาน ไม่หยุดยั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ให้สันโดษในกุศลธรรม แล้วชัดเจนอีกอย่างว่า สายนั่งหลับตา ก็ยังพากันไปรวย คนโลกๆก็พากันไปรวย เห็นกรณีหวย 30 ล้านแล้ว ไม่จบสิ้นเสียที เราอยู่กับพ่อครู ก็อยู่อย่างแสนสบายใจ เราอยู่กับบุคคลชั้นสูง เป็นผู้ดีชั้นสูงมาก ซึ่งไม่มีชุมชนแบบนี้อีกแล้ว ที่เราจะสัมผัสเห็นได้ในโลกนี้ หมู่นี้เป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่จะทำให้เราเจริญแน่นอน เราได้ทั้งร่างกาย และจิตวิญญาณ ที่จะพัฒนา ร่วมพิสูจน์ไปกับพ่อครูกันไป วันนี้ได้ฟังที่พ่อครูเทศน์ไว้ในอดีต เกี่ยวกับขยะวิทยา ท่านว่าอนาคต คนจะเป็นมะเร็ง แล้วจะมาตามหา วิธีแก้ไข วิธีป้องกัน ทุกวันนี้ก็เห็นแล้วว่า คนมาดูอโศก

SMS วันที่ 31 มกราคม 2561 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก) _0015... พ่อท่านฯจะขายภูผาฯ เป็นวิธีการจะเอาคนออกจากป่า และดึงฤาษีออกจากถ้ำ หรือเปล่าครับ พ่อครูว

อ่านต่อ

่า… เป็นหนึ่งในเหตุปัจจัย นั้นก็ได้ และมีเหตุปัจจัยอื่นอีก ที่คิด ที่พูดนี้ จริงๆนะ ไม่ได้คะนองปาก จึงพูด แต่พิจารณาแต่ละอย่างแล้วว่า เราใช้ประโยชน์ในพื้นที่ไม่คุ้มค่า ให้คนอื่นเขามาใช้ประโยชน์ได้ ที่เขาจะเอาไปทำประโยชน์ เขาจะทำรีสอร์ท หรือสร้างให้เป็นอุทยาน ที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น ผู้ที่มีอุดมคติก็มีอยู่ น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า สร้างให้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เจริญ ก็คุยกัน เราก็จะขายในราคาไม่เอาแพง ตามเนื้อผ้า เราไม่งกอะไรมากมาย มันน่าจะมีเศรษฐกิจที่ดี เราพัฒนามาหลายปีแล้ว ก็ยังได้แค่นี้ เป็นภูมิประเทศที่ดีมาก มีน้ำตก มีห้วย ก็น่าจะทำได้ดีกว่าเรา

สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน โลกจินตา ประตูลับแลมีจริงไหม _3867... ดูจันทรุปราคา! เวทนาเกิด! รู้สึกแปลก! ขนลุกซู่! หวนนึกถึงคนโบราณว่า ทุกครั้งที่เกิดสุริยุป-จันทรุปราคา ฤาภัยพิบัติโลก! ช่วงสนามพลังแม่เหล็กโลก จะเกิดปฏิกิริยา! ประตูลับแลจะเปิด! พ่อครูเชื่อไหม? พ่อครูว่า… เชื่อก็ไม่มี ไม่เชื่อก็ไม่มี อาตมาฟังแล้วก็ มีแต่ฟังไป ตามความคนที่เขาแสดงความรู้สึก ความรู้ของเขา ขอแสดงความรู้สึกอย่างนี้ ก็ฟังไปตามนั้น ฟังแล้วเชื่อก็ไม่มี ไม่เชื่อก็ไม่มี เป็นเรื่องโลกจินตา คิดไปกันได้ อุตุนิยาม มันไม่มีความคิดหรอก ไม่มีจินตาหรอก มีแต่คนที่คิดได้ โลกจินตา หมายถึงคนนี่แหละ สัตว์มันก็คิดไม่ได้มากมายขนาดนี้ อจินไตยข้อที่ 4 โลกจินตา ก็หมายถึง มีในคนนี้แหละ คิดไป มากมายก่ายกอง อย่างไรก็ได้ เราก็เห็นว่า คนเราคิดได้อย่างนี้ คิดโง่ คิดฉลาด คิดในสิ่งทุจริต คิดในสิ่งที่มีคุณค่าประโยชน์ เราก็ต้องเข้าใจว่า เราจะอยู่ในกระบวนการ ในกลุ่มไหน เขาคิดแล้ว มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ หรือว่าคิดไร้สาระ คิดมีประโยชน์ ประโยชน์ระดับไหน ประโยชน์โลกุตระ ประโยชน์โลกียะ เราก็เข้าใจ เราก็สามารถทำให้เกิดความจริงเหล่านี้ได้ด้วย เราก็ทำเอาเท่าที่เราสามารถศึกษาได้ _3867... ประตูลับแล! คนโบราณเรียกว่าประตูผี! คนไซเบอร์เรียกว่าประตูมิติกาลเวลา! มีจริงไหม? พ่อครูว่า… ก็อีกแหละ เชื่อก็ไม่มี ไม่เชื่อก็ไม่มี เขาก็มีกันก็ยึดถือกันว่ามี เขาก็มีของเขา เราไม่มี เราก็ว่าไม่มี แต่ไม่ปฏิเสธว่าคนเขามี คืออุปาทานยึดมั่นว่ามี พิลึกต่างๆนานาสารพัด เราก็ไม่นึกว่า เราจะทำได้อย่างเขาได้เลย แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขามี เขาก็ต้องลงทุนลงแรงสร้างขึ้นมานะ มันถึงจะประกอบเป็นอย่างนี้ได้ เขาก็ลงทุนลงแรงเขาไป อาตมาผ่านเรื่องพวกนี้มาเยอะ บอกได้ว่าอาตมาจะเป็นไปได้อย่างนั้น ได้อีกเยอะ จำได้บ้าง หรือจำไม่ได้บ้าง แต่อาตมา เอาเท่าที่จำได้ อันนี้เป็นความพิลึก คนทำไม่ได้ง่ายๆ แต่เราก็ไม่เห็นว่า จะประหลาดพิสดาร ให้คนนำไปใช้ ได้ประโยชน์อะไร มันก็มีความเก่งประหลาด แต่ไม่เกิดคุณค่าประโยชน์อะไร มีความสูญเสียเวลา สูญเสียพลังงาน สูญเสียทุนรอน ทรัพย์สมบัติอะไร เพราะว่าไปติดยึดเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เขาก็มี เขาก็ยึดกัน จะว่าไม่มีไม่ได้ ก็เขามี มันเป็นความยึดถือ เชื่อถือ ในความนึกคิด ในภพของเขา เท่านั้น คนมันมีอย่างนั้นจริงๆ เราก็ได้แต่น่าสงสาร เราจะไปบอกเขา เขาก็ไม่เชื่อถือเราเสียแล้ว เราก็เลยได้แต่ปล่อยเขาไป ปล่อยเขาไป จะไปบังคับได้อย่างไร ไปโกรธเขา ก็ไม่ได้ ไปชิงชัง ก็ไม่ดี แต่รู้สึกน่าเวทนา รู้สึกสงสารเขา เวทนาที่เขาจมอยู่กับความรู้สึกของเขาอย่างนี้ ส่วนความจริง จะเป็นจริงหรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่ง อาตมาไม่สามารถตัดสิน ขอยอมแพ้

_3867...กราบอนุโมทนาธรรม สมณะ สิกขมาต กับคนมีศาสนา ไม่มีศาสนาฯ คนจะนับถือฤาไม่นับถือฯ คนศรัทธาคำสอน ไม่ศรัทธาคำสอนฯ ใช่ว่าไม่มีกรรม! อยู่กับปรัชญาใด คำสอนใดศาสนาใด ล้วนมีผลกรรมดีชั่ว? จากการกระทำของตัว ติดวิญญาณบุญบาป! ไปทุกภพชาติ พ่อครูว่า… ถ้าเขาไม่นับถืออะไร เขานับถือแต่ตัวเองก็ได้ แต่ถ้าเขาเป็นศาสดา เขาจะมีบริวารมากมาย แต่ถ้าไม่มีมวลอะไรมาก บริวารไม่มาก ก็คือฟุ้งซ่าน คนจะเป็นศาสดา ต้องมีบริวาร ที่ข้ามชาติมาร่วมมือกันต่อได้ หรือไม่ เขาก็ต้องใช้เวลาอีกนาน เขาจะวนเวียนในสังสารวัฏต่อไป อรหันต์อุภโตภาควิมุติ ใช้พลังงานปัญญา ชำระกิเลสสุดท้าย คืออนุสัยได้อย่าง เสร็จหมดแล้ว เป็นพระอรหันต์จบสมบูรณ์แบบ ไม่มีบุญอีกแล้ว บาปก็ไม่มีแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ จากนี้ไป กรรมของผู้นี้มีแต่กุศลถ่ายเดียว สัพพปาปัสส อกรณัง กุสสลัสสูปสัมปทา จนเป็นสจิตตปริโยทปนัง สมณะฟ้าไทว่า... คนที่จะเป็นอรหันต์ได้แบบนี้ จะต้องสั่งสมมาก่อน หลายชาติแล้ว ใช่ไหม ให้มั่นใจที่สุดแล้ว พ่อครูว่า... หนึ่งเพื่อชื่นชมของตน สองเพื่อมั่นใจ เราเกิดอีกๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ อาตมาถึงเห็นใจอรหันต์ ที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพราะท่านเป็นประโยชน์ต่อคนมามากแล้ว ยิ่งไปบอกว่าพระพุทธเจ้ามีประโยชน์ต่อโลก ต่อมนุษยชาติ ทำไมเป็นพระพุทธเจ้าได้ชาติเดียว ไม่เป็นสมัยที่ 2 3 4 อีก แต่ถ้าคุณมาเป็นพระอรหันต์อีก ก็จะรู้ ยิ่งคุณเป็นพระโพธิสัตว์ก็จะรู้ดี คุณจะได้คำตอบเลยว่า อย่างนั้นมันเป็นความคิดของคน ที่อยากจะเป็นประธานาธิบดี 2 สมัย อยากเป็นนายก 2 สมัย หรือสามสมัย สี่สมัย มันเป็นความคิดของคน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พ่อครูดำริขายภูผาฟ้าน้ำ _จาก คุณอำนวย(ส่งต่อมา)... ขบวนการชาวอโศก ในโลกยุคสื่อสาร ควรหันมาช่วยกันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ของการกระจุกตัวของทรัพยากรทุน และคน ที่เป็นอยู่ กรณีบางที่ ก้อได้รับการสนับสนุนทุกทาง จากส่วนกลาง บางที่ถูกลอยแพตามยถากรรม ปรากฎเด่นชัด ในกรณีของการดำริขายภูผาฟ้าน้ำ เรียนพี่อำนวย ช่วยนำเสนอต่อส่วนกลางชาวอโศกด้วยครับ ผมว่ามันไม่น่าจะกระทำเช่นนั้น (การขายพุทธสถาน) ผมเห็นพ่อท่านแสดงอาการ หรือแสดงวาทะที่สวนทางกับสถานการณ์บ้านเมือง 2 ประเด็น 1) พ่อท่านว่าจะสนับสนุนประยุทธวันยันค่ำ 2) การดำริว่าจะขายพุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ มีเหตุผลคือ 1) การประกาศตัวสนับสนุนนายกประยุทธ เท่ากับสนับสนุนรัฐบาล สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ สนับสนุนการรัฐประหาร ต่อไปภาพการเคลื่อนไหวใดใด จะเป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ในภายใต้เงาเหล่าอำมาตย์ และขุนศึกทหาร เพราะสองครั้งของรัฐประหาร ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดแล้ว 2) เราได้เห็นการพัฒนา,การสนับสนุน,การก่อสร้างงานศิลปะต่างๆ ของบางพุทธสถานบางแห่ง อย่างมากมาย มหาศาล ทุ่มงบประมาณเต็มที่ และ infinity ในขณะเดียวกัน บางแห่ง ก็แทบจะรกร้าง ไร้คนดูแลเอาใจใส่ ทั้งจากส่วนกลาง และจากประชาชนชาวอโศก จนปัญหาสะสมเรื้อรัง จนยากต่อการแก้ไข จนถึงกับดำริจะขายพุทธสถาน ก็เท่ากับขายวัดกันเรย ถ้าประโยคเหล่านี้ เป็นท่านอื่นที่พูดล่ะก้อ มีหวังได้เปิดศึกอภิปรายกันยกใหญ่ ผมจึงเห็นว่าพ่อท่าน ไม่น่าแสดงครับ เป็นความเห็นส่วนตัวผม อาจจะคิดผิดก็ได้ แล้วแต่พี่จะพิจารณา ไม่มีการกดดันใดใดครับ พ่อครูว่า... เราก็พิจารณา คนที่อยู่ที่ภูผาฟ้าน้ำ มีที่กว้างขวาง 500 กว่าไร่ บนภูเขา ที่ดูแลอะไรต่ออะไรอยู่ มันแสนจะเป็นประโยชน์ สำหรับคนที่เขามีความเก่ง คนจะไปใช้อาศัย ให้เป็นประโยชน์ จำนวนคน ก็เท่านั้น ทุนรอนทรัพยากร มันมีค่าในตัวมันเอง เราก็ไม่ได้เห็นแก่ทรัพย์ศฤงคาร เงินทอง มากมายอะไร มันเป็นทรัพย์สินวัตถุ ที่เป็นภูมิทัศน์ ล้อมรอบไปด้วยต้นหมากรากไม้ สิงสาราสัตว์ ที่ใช้ได้ทีเดียว ไม่ใช่ป่ารก มีไข้ มาลาเรีย อะไรต่างๆ มันก็อยู่ได้แล้ว แม้แต่ทาก ก็มีไม่มาก อากาศจะได้ถึง 0 องศา ก็เป็นได้เหมือนกันจะหน้าร้อน ก็ไม่ร้อนมาก เราไม่ได้เห็นแก่ได้ เห็นแก่ความตระหนี่ถี่เหนียว อยู่กับเราก็ประโยชน์ไม่มาก เราก็ผ่องถ่ายเสียดีกว่า ที่บอกว่าพิจารณาเรื่องของทรัพยากร กับทรัพยากรบุคคล ที่เป็นอยู่ เราก็พิจารณาทั้ง 2 อย่าง ก็ตามความเห็นนะ ถ้าเราปล่อยภูผาฟ้าน้ำ ก็เหลือภูฟ้าผาธรรม ก็จะเรียกง่ายหน่อย ที่ภูฟ้าผาธรรมนี้ เล็กว่าภูผาฟ้าน้ำมาก เป็นภูเขาเป็นอะไรต่ออะไร อยู่ห่างกันสิบกิโลเมตร เราก็มีตรงนี้ ตามประสาเรา สร้างให้เป็นประโยชน์ต่อตน ต่อท่าน มีความเป็นเศรษฐกิจได้ดีกว่า อาตมามองทางเศรษฐกิจแล้วมันไม่คุ้ม ที่เราจะเป็นเจ้าของ ทั้งตัวบุคคล ทั้งความสามารถ และความรู้เราไม่พอ อาตมาเห็นใจนะ ผู้ที่ติดยึดสถานที่ อย่างเด็กๆ ที่เคยจบจากที่นี่ เขาก็มีประวัติอยู่ หรือคนที่อยู่มานาน มันจะได้ทดสอบความติดยึดด้วย อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า เราต้องพรากจากสิ่งที่เรารัก ทั้งนั้น นี่ก็เป็นคำที่เป็น มหาสัจจะ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราต้องพรากจากสิ่งที่รัก ไม่วาระใดก็วาระหนึ่ง จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน แค่นี้หากคุณไม่ปล่อยวางได้ ก็ไม่ได้อรหันต์หรอก เป็นอรเหวเท่านั้น อาตมาสรุปแล้ว ไม่ได้สวนทางบ้านเมืองอะไร มันเป็นส่วนตัว ก็ดำริที่จะช่วยพลเอกประยุทธ์ และเห็นควรจะขาย ภูผาฟ้าน้ำ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เผด็จการรัฐประหารที่เนื้อแท้ คือประชาธิปไตย พ่อครูว่า... สำหรับเรื่องเผด็จการนั้น ภูมิความรู้ของคุณ ที่มองรัฐบาลประยุทธ์ เป็นเผด็จการ เป็นรัฐประหาร อาตมาก็จะได้อธิบายต่อ มีรัฐประหาร มีเผด็จการ และก็มีประชาธิปไตยไทยนิยม คืออะไร? เอาเผด็จการกับรัฐประหาร ที่อาตมาเข้าใจ เป็นอย่างไร และประชาธิปไตยโพธิรักษ์ ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ เป็นอันเดียวกัน เป็นสิ่งเดียวกันเลย เป็นของที่ยืนยันเหมือนกัน 3 อันนี้ มาขยายความ เผด็จการ ...เผด็จการคือ ความหมายตื้นง่าย ก็คือ เข้าใจว่า พยัญชนะเผด็จการ หมายความตรงตัวเลยว่า ถ้าอำนาจยิ่งใหญ่คนเดียว ไม่ไว้หน้าใคร ไม่เห็นแก่ใคร ใครจะมาขัดแย้งกับความเห็นนี้ ก็ตัดทิ้งหมดเลย นี่คือเผด็จการ ฟาสซิสต์ที่เลวร้ายที่สุด คนมีปัญญาแล้ว จะไม่เป็น อาตมาอธิบายแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นยอดของเผด็จการ ท่านคิดคนเดียว ขั้นสูงสุดคนเดียว มีความเห็นยอดคนเดียว ไม่มีใครเท่าเทียม เพราะฉะนั้นท่านก็พูดได้ ใครแย้ง ท่านก็ฟัง ใครแย้งท่านมากไม่ยอม ท่านก็ปล่อยตาม อาตมาก็เช่นกัน ไม่ได้ยึดความเห็นของเราเป็นยอด ทั้งๆที่มั่นใจว่าความเห็นของเราดีที่สุด พระพุทธเจ้าก็มีความเห็นของท่าน แล้วท่านก็ได้พิจารณาตาม ในปัจจุบันความจริงขณะนี้ status quo คนมี 100 คน ความจริงที่จะยึดถือไว้ มันได้สำหรับคนที่ไม่ใช่แค่ร้อยคน มากกว่านี้เยอะแยะ แต่ตอนนี้ ร้อยคน เขาเอา มีอีกแค่ 10 หรือ 20 คน หรือเอา 99 คนเขาไม่เอา แต่ 100 คนนี้เอา แล้วท่านต้องตัดสินให้ 100 คนได้ อันนี้คือความจริง status quo เป็นความจริง phenomenon ที่ปรากฏทันทีทันใด ขณะนี้ มันมีของจริงอันนี้อยู่ ท่านก็ตัดสินเอาอันนี้ แม้ชนะคะแนนเดียว ก็ต้องให้ชนะ การตัดสินเอา status quo ท่านตัดสินเอาปัจจุบันนั้น จุดเล็กที่สุด ยิ่งกว่าวินาที ท่านก็เอาอันนี้เป็นเครื่องตัดสิน เอาความมีจริงๆ ไม่ใช่เพ้อเจ้อ ลอยลม เอา phenomenon ไม่เอาสิ่งที่ยังไม่ปรากฏขึ้น มันเป็นความเห็น มันเป็นความเข้าใจ มันเป็นความเชื่อมั่น เป็นปัญญาด้วย แต่ปัญญานั้น ใช้กับความจริงที่ไม่ครบสามเส้า ไม่มี 1 เราประธาน กับอีกสองอัน ที่ขัดแย้ง เราต้องทำให้สมดุล ต้องเข้าข้างหนึ่งในสองนั้น พวกน้อยต้องแพ้ไป ถ้าเขาตกลงกัน ก็ยอมได้ ก็ดี อย่างนี้เป็นต้น การตัดสินสิ่งที่เราพิจารณา และตัดสิน คำว่า ปัจจุบัน ที่อาตมาพยายามขยายความ ภาษาอังกฤษว่า status quo มันเป็นจุดที่จะเอากาละปัจจุบัน เป็นตัวตั้ง นิดเดียวก็อยู่กับ กาละปัจจุบัน ที่คุณจะสามารถตัดสิน ตามปัจจุบันกาลอันนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริง ครบทั้งสิ่งที่มีจริง กับความคิดความเห็น ความรู้ มีทั้งความรู้ และความจริง ถ้ามีแต่ความรู้ แต่ phenomenon สภาวะไม่มี ก็สัญญายนิจจานิ ของคุณคนนี้คนเดียว อันที่ 2 ไม่มีที่จะยืนยันกับโลก กับใครก็ได้ อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ถือว่า เป็นสัจจะสมบูรณ์แบบ ไม่ครบอย่างนี้ ท่านถือว่าสัจจะไม่มีในโลก สัจจะจะครบต้องเป็นธรรมะ 2 ต้องมีสิ่งยืนยันด้วย ต้องมีภายนอก ความคิดของคุณ ตรงกับความคิดของเรา มันอยู่แต่สมองของคุณ กับสมองของเรา ใครจะไปรู้กันได้ ต้องแสดงออกมาข้างนอก ให้เข้าใจ สัมผัสด้วยทวาร 5 ทั้งภายนอก เหตุปัจจัย องค์ประกอบการตัดสินใจ จากของพระพุทธเจ้า ละเอียดลออไหม ไม่ออกความเพ้อเจ้อ ลอยลม ไปยึดถือ สัญญายนิจจานิ คุณกำหนดของคุณอยู่คนเดียว สูงสุด อาจจะถูกก็ได้ แต่คุณไม่ได้เอาออกมาพิสูจน์กับภายนอก และมีเงื่อนไขว่า คนที่รับรอง ถ้าเป็นศาสดารับรอง ก็ยิ่งจะแน่ใจ ถ้าเป็นสัตบุรุษก็ดี แต่ถ้าเป็นใครไม่รู้ ก็ไม่มีน้ำหนักเท่า เป็นนัยสำคัญ ที่จะใช้ตัดสินด้วย ในความเข้าใจสิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นเรื่องสุดยอด

ก็ขอแวะตรงนี้ เจอคุณทิวเมฆส่งมาให้ อันนี้…

คำว่า “ปัญญา” เป็น “โลกุตระ” ด้วยเนื้อหา ดังนี้ “ปัญญา” ในทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส เรียกว่า โธนา ได้แก่ ความรู้ ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดความดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเครื่องจำแนก ปัญญาเครื่องคิด ปัญญาเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเครื่องเจาะแทง ปัญญาเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศาตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ (อันสุดท้ายตีความเป็นสัมมาทิฏฐิเลย) เพราะเหตุไร ปัญญา จึงเรียกว่า โธนา เพราะปัญญานั้น เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง (ทรถ อรหันต์ที่มีชีวิตยังมี ทรถ คือไม่ราบเรียบ จุ๊กจิ๊กในหัวใจ ไม่ถึงกระวนกระวาย) ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขาร คือ อกุศลธรรมทั้งปวง เพราะเหตุนั้น ปัญญา จึงเรียกว่า โธนา อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก มิจฉาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาสังกัปปะ สัมมาวาจา เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวาจา สัมมากัมมันตะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาอาชีวะ สัมมาวายามะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวายามะ สัมมาสติ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาสติ สัมมาสมาธิ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาสมาธิ สัมมาญาณะ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาญาณะ สัมมาวิมุตติ เป็นเครื่องกำจัด ล้างชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวิมุตติ อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ 8 กำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขาร คือ อกุศลธรรมทั้งปวง พระอรหันต์เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าชิด เข้าชิดพร้อม ประกอบแล้วด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกำจัดเหล่านี้ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา พระอรหันต์นั้น กำจัดราคะ บาป กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา (พระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ101 หน้า 71-72 ในทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าด้วยผู้มีปัญญา) สู่แดนธรรมว่า...สูตรนี้ พระสารีบุตรเป็นคนรวบรวมไว้

พ่อครูว่า... สรุปแล้ว เป็นปัญญากำจัดกิเลสได้ สิ้นอนุสัยเลย เรียกปัญญาว่า โธนา กำจัดกิเลสหมดสิ้น แม้ทรถ ก็ไม่ให้มี ตรงสังกัปปะ ต้องแยกแยะ ราคะ โทสะ หรือแยกกาม พยาบาทใน ตักกะ (ดำริ) ให้ออกแล้วกำจัดมันเสีย ทำได้สำเร็จ สำรอกจนหมด ก็เป็น วิตักกะ ตัวตักกะนี้ เป็นตักกะที่วิเศษแล้ว วิ คือไม่มีแล้ว เป็นตักกะ คือความนึกคิด ที่ได้ชำระแล้ว ไม่มีกิเลสอีกแล้ว เป็นตักกะที่วิเศษวิเสโสแล้ว วิเสโส แปลว่าไม่เหลือแล้ว เศษกิเลสก็ไม่มี เป็นตัวบริบูรณ์ ให้ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นแข็งแรง ตกผลึกเป็นขั้น 1 ขั้น 2 ขั้น 3 เจตโสอภินิโรปนา จึงสมบูรณ์แบบ เป็น วจีสังขาร วจีสังขารยังไม่ใช่วจีกรรม เป็นสังขารอยู่ภายในจิต เตรียมจะพูดอยู่ในจิตออกมา ถ้าหากว่าจิตสังขารนี้ ยังไม่มี อธิวจนะ ยังไม่มีภาษาบัญญัติเลย คุณก็พูดออกมาให้ข้างนอก เขาฟังไม่ได้ ถ้าสังขารตัวนี้ วจีสังขารมีแล้ว จะออกมาเป็น วจีกรรม คุณมีภาษาที่ตั้งรวมกันแล้ว รู้ร่วมกันแล้ว ก็สื่อออกมา แต่ถ้าไม่มีภาษาตั้งขึ้นมาเลย เป็นของใหม่ นึกคำไหน ก็ไม่ออก คุณก็ต้องตั้งเอาใหม่ ซึ่งมันจำเป็นที่สุด ที่จริงแล้ว ไม่ควรจะจำเป็นเลย ก็ภาษามันมีมากมาย ในชีวิตอาตมา ก็นึกเอง แค่สองคำ คือ ชีรานุปาทิ กับ ชีวานุปาทิ แปลว่า ความยึดถือในความ ชรา กับ ยึดอยู่ใน ชีวะ สุดท้ายก็ยึดในชรา คือความเสื่อมไป คุณไปยึดทำไม ปล่อยให้มันเสื่อมไปเอง ยิ่งไปยึดในชีวะ คุณยังไม่ยอมตาย มีอุปาทิ ก็ยึดอยู่ ถ้าคุณไม่ยึด ก็เป็นชีรานุปาทิ ตามบารมี เป็นพระอนาคามีก็มี 5 เป็นต้น หรือถ้ามีความเก่ง เป็นพระโสดาบันเอกพีชี คุณมีอาวุธวิเศษ ชาตินี้ชาติเดียวเลย แม้แค่เป็นโสดาบัน ยิ่งเป็นอรหันต์ไม่ถึง 7 ชาติ เป็นอนาคามี 2 ชาติ อรหันต์ก็ชาติเดียว เป็นต้น มีพยัญชนะกำกับทุกอย่าง มรรค 8 ผล 2 มีความรู้ทั้งหมดครบ นี่คือ โธนา หรือเรียกภาษาอีกอย่างว่า ปัญญา 1. ปัญญาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี 4 อสงไขย กับแสนมหากัป 2. ศรัทธาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี 8 อสงไขย กับแสนมหากัป 3. วิริยาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขย กับแสนมหากัป

พวกวิตักกะนี้ เสียเวลามาก ตัดสินใจเลือกหมู่กลุ่มให้ดี แล้วไปเลย ถ้าเลือกผิด ก็แย่ แต่ถ้าถูก ก็เร็วเลย มันจะมีสองให้เลือกเสมอ ขณะนี้เช่น จะเอาโพธิรักษ์ หรือมหาเถรสมาคม ไม่ต้องไปถึงเลือกอัจฉราวดี หรือโพธิรักษ์ บางทีมันมีเราต้องฝากคนเลี้ยงไว้ มีสัมมาทิฏฐิเยอะ หรือน้อยก็ตาม ก็ต้องปล่อยเขาไปก่อน บารมีคนนี้จะต้องอยู่กับมิจฉาทิฏฐิเยอะ สัมมาทิฏฐิน้อย ขณะนี้ อัจฉราวดีจะถือว่ามีสัมมาทิฏฐิบ้าง ก็ยังไม่ได้ แต่เขายังไม่เที่ยง เขาเป็นผู้หญิงด้วย ไม่เข้าใจสัตบุรุษ ก็ไม่ง่าย จะเข้าใจสัตบุรุษได้อย่างไร ไปเอาพุฒาจารย์โต มาเป็นอาจารย์ แล้วอย่างที่คุณยึดถือไว้ มันถูกหรือเปล่า ก็ไม่รู้ คุณรู้ของคุณคนเดียว ถ้าคุณไปยึดพุฒาจารย์ “แตก!” แต่นึกว่าเป็นพุฒาจารย์ “โต” สัญญายนิจจานิของคุณคนเดียว ไม่มีสัตบุรุษรับรองด้วย ขณะนี้ ถ้าหากคุณอัจฉราวดี หาสัตบุรุษในยุคนี้ status quo มารับรอง อาตมาคนหนึ่งยังไม่รับรองคุณ คุณก็ต้องหาสัตบุรุษนั้นรับรอง ในประเทศไทย มีคนไหน ถ้าคุณอัจฉราวดี ยอมรับใครคนใดคนหนึ่ง ในปัจจุบัน ว่าเป็นสัตบุรุษคนนั้น คือใคร ก็จะรู้ว่ายอมรับคนนี้ แค่ไหน แล้วคนนั้นรับคุณอัจฉราวดีเป็นลูกศิษย์หรือเปล่า เป็นคนสัมมาทิฏฐิด้วยหรือเปล่า เอาคนที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ก็แล้ว status quo แม้แต่หลวงปู่พุทธะอิสระ ก็ไม่รับ ท่านพุทธโฆษาจารย์จะรับไหม พระสังฆราชองค์นี้จะรับไหม คุณก็ยืนยันสิ เอา status quo โพธิรักษ์ ก็บอกแล้วว่าไม่รับ เพราะเห็นว่าใช้ภาษาเปะปะอยู่ แต่ก็มีส่วนดี ก็ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติม ขออภัยที่พาดพิง ก็ไม่ได้ซ้ำเติม เห็นความพากเพียร ดีกว่าจะจมอยู่กับวงการเก่า แต่นี่คุณอัจฉราวดี ก็ยังแต่งหน้าทาลิปสติกอยู่เลย แค่นี้ศีล 8 เขาเลิกแล้ว นี่ศีล 8 ยังไม่ได้เลย เป็นอุบาสิกายังไม่ได้เลย แล้วจะมาเป็นศาสดา มาลา คันธ วิเลปน ธารณ มัณฑนะ คืออะไร แค่ไหน คุณจะเลิกได้ ถ้ารู้จะอาย ไม่ทำ ขนาดคนทาลิปสติกเข้ามาที่นี่ เขาก็ละอายรีบไปล้างออกหมดเลย ที่นี่ไม่มีเพื่อนเลย โดดเดี่ยว ปัญญานี้ ต้องรู้กิเลส ตั้งแต่อัตตา ในอัตตา 3 ตั้งแต่อบาย ก็ต้องรู้ก่อน จึงเป็นพระโสดาบัน

มาเข้าเรื่องการเมืองบ้าง… 1. เผด็จการ 2. รัฐประหาร 3. ประชาธิปไตยไทยนิยม คำว่า เผด็จการ คุณจะเรียกตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นเผด็จการทุกพระองค์ แต่เป็นเผด็จการที่ พระพุทธเจ้ามีพระบารมีมากพอ ที่จะทำให้พระเจ้าแผ่นดิน ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นแคว้นใหญ่ที่สุดในทวีปอินเดีย ถ้าเป็นประเทศก็คงจะประมาณเมืองจีน แคว้นมคธ ก็ยอมรับพระพุทธเจ้า นอกนั้นทุกแห่งท่านไปที่ไหน ก็เหมือนเป็นรัฐอิสระ ทุกประเทศเล็กประเทศใหญ่ แคว้นเล็กแคว้นใหญ่ในประเทศอินเดีย ก็ยอมทั้งหมด จะเอาคนของแต่ละประเทศมาเป็นบริวารของพระพุทธเจ้าก็ให้หมดเลย นี่คือบารมีอันที่พิสูจน์ยืนยัน ที่เรากล่าวถึงได้ในตำนานในประวัติศาสตร์ พระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในยุคเผด็จการ เพราะฉะนั้น เผด็จการในยุคนั้น พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นเป็นเผด็จการที่มีปัญญา จึงรู้ว่า อันนี้ดี ก็ต้องเห็นดีว่า นี่คือประชาธิปไตย เสมอภาคทุกอย่างเลย ปลดความเป็นทาส แม้ในยุคทาส ก็ปลดความเป็นทาส เป็นวรรณะ ปลดแอกก็ได้ต่างๆนานาหมด มาเป็นคนที่มี อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ อีกอันหนึ่ง สูญญภาพ จะใช้ภาษาอังกฤษอย่างไรดี และอีกคำหนึ่ง ที่เพิ่มจาก 5 ภาพ เป็น 7 ภาพ แถม Coefficiency ด้วยนะ ในคราบเผด็จการ แต่ในโธนา ในปัญญาในยุคของพระพุทธเจ้า ท่านยังไม่ได้ แม้พระเจ้าอชาตศัตรู ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ได้พบพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า เขามีอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ ก็เลยไม่ได้บรรลุธรรม ไม่งั้นเขาจะได้เป็นพระโสดาบัน แต่เพราะอนันตริยกรรมที่เขาทำ ก็เลยไม่ได้ แต่อันนี้ก็เป็นพลวปัจจัย ของพระเจ้าอชาตศัตรู เพราะฉะนั้นในชาตินั้น ก็ต้องใช้วิบากไป ถ้าเกิดว่า ปัญญาไม่ได้แม้โสดาบัน ก็ไม่ไปต่อ อาตมาก็ไม่มีอจินไตยพอว่า พระเจ้าอชาตศัตรูจะหมดวิบากมีกี่ชาติ แต่ต้องมาต่อ เพราะกระแสมีอัญญะ ถ้าเข้าใจอัญญธาตุ เป็นธาตุที่จะเข้าสู่โลกุตระ จนอัญญธาตุนี้รอบเพียงพอจะเป็น กัญญา ธัญญา ฆัญญา อะไรอีกเยอะค่อยเพิ่มขึ้นมา อาตมามีความรู้ของเก่าอันนี้อยู่ แต่ก็ยังมาไม่ครบ อย่างถัญญา เป็นน้ำนม เป็นอาหารของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เจริญกว่าสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนม ทิ้งไว้แค่นี้ก่อน รู้มากยากนาน

มาเข้าต่อ...เผด็จการกับรัฐประหาร เผด็จการ ขยายความพอสมควรแล้วว่า พยัญชนะ หรือเปลือก เป็นเผด็จการ แต่จิตจะเริ่มเป็นประชาธิปไตยไปได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นรัฐประหาร เปลือกมันเป็นรัฐประหาร ใช้อำนาจรัฐมาประหาร ผู้นั้นเป็นอำนาจรัฐ ใช้อำนาจรัฐ มาประหาร ยกตัวอย่างชัดเจน อำนาจรัฐประหาร ที่พลเอกประยุทธ์ใช้ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน