610209_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำความเข้าใจเรื่องกายให้สัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610209_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำความเข้าใจเรื่องกายให้สัมมาทิฏฐิ
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เราผ่านเหตุการณ์พระจันทร์สีเลือดมา ก็จะมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้น อย่างน้อยก็เรื่องเสือดำ ทำให้สังคมรับไม่ได้ และเห็นว่าคนรวยทำอะไรก็น่าเกลียด และทำให้สังคมยกย่องคุณงามความดีของหัวหน้าวิเชียร อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นเหตุการณ์ของเรื่องหวย 30 ล้าน ระหว่างคุณครูปรีชา กับตำรวจจรูญ ตอนแรกก็ชื่นชม คุณครูปรีชา เพราะดูอารมณ์ดี ผิดกับอีกฝ่าย แต่พอสำนวนหมายถึงกองปราบ เรื่องก็พลิกไปอีกแบบ ตำรวจภูธรให้น้ำหนักกับพยานแวดล้อม แต่ตำรวจกองปราบ ให้น้ำหนักกับนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ทำให้น้ำหนักความถูกต้องของครูปรีชา ลดลงไปมาก ที่วุ่นวายเพราะความโลภ จึงต้องแย่งชิงกัน แม้ตนเองจะยืนยันว่า อยู่กับความจริง พูดความจริง แต่สุดท้ายอาจจะไม่จริง เรามาฟังความจริง จากพ่อครูดีกว่า พ่อครูยืนยันมา 40 กว่าปีแล้ว พ่อครูว่า... ความจริงของอาตมา มันคนละอย่างกับที่เขายืนยันกัน อย่างครูปรีชา กับตำรวจจรูญ แต่ความจริงนั้น มันมีความละเอียดลออมาก ของเขานั้นมันยังหยาบมาก ก็มีอะไรขึ้นมาให้สนุกสนานกัน ตอนนี้ก็ดีอีกอย่างว่า การทำงานของคณะบริหารบ้านเมือง ของลุงตู่ แม้แต่เจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต ก็มาสร้างข่าวคราว กลบเกลื่อนข่าวการเมืองไป อาตมาเอง ไม่ใช่มองเพียงรูปธรรม ที่มีอยู่พฤติกรรมทางโลก แต่มันมีวิบาก มีองค์ประกอบนามธรรมอีกเยอะ ที่อาตมาก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ก็พยายาม จะเก่งเท่าที่มันเป็นไป เราก็ยังจะอยู่ดู ติดตามไป เรื่องของชีวิต เรื่องของสังคม หรือประเทศชาติ เป็นเรื่องคู่โลก มาอย่างยาวนาน เราศึกษาแล้ว เราก็จะเป็นมนุษย์ แม้ว่าเราเองจะไม่ได้ใส่ใจ ในเรื่องของสัจธรรมพวกนี้ มันก็ห
อ่านต่อ
มุนเวียนไปมา นานนับชาติ ทรมานทรกรรม แต่ละชาติๆ ก็ทุกข์ไปตามวิบากที่ตนมี ทุจริต อกุศล มันก็ทรมานจริงๆ เพราะแต่ละอัตภาพ ต้องรับความรู้สึกนั้นๆ ถ้าหากเราศึกษาบ้าง เราก็จะได้ลดวิบาก เบาทุกข์ ลดทุกข์ อะไรไป อย่างอาตมา ในชาตินี้ ทุกข์มันมีนามธรรม ทุกข์ทางรูปธรรมน้อยมาก กระทบ สัมผัส แตะต้อง แม้แต่แค่โดนตบ โดนตี กระทบทางรูปธรรม ชาตินี้ อาตมาก็ไม่เคยโดนเลย มีระเบิดแก๊สน้ำตา ก็โดนมา ได้แก๊สมาเข้าตา นอกนั้นก็ไม่ได้สัมผัสด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ แรงๆอะไร อย่างจนเลือดไหล แต่ก็ประมาทไม่ได้ แม้จะอายุถึงปูนนี้ก็ตาม ก็ไม่ได้ประมาท แต่พูดอธิบายจะได้เข้าใจ ได้ศึกษา ก็เห็นใจนะ พลเอกประยุทธ์ทำงานในยุคนี้ แต่เข้าตาอาตมาจริงๆ เอาเถอะทำไป ประเด็นที่อาตมาจะยืนยันก็คือ พลเอกประยุทธ์ เขียนเพลงเอาไว้ ยืนยันตัวเอง ทำงานนี้ก็พอรู้ว่ามันไม่ใช่เล่นๆหรอก เพลงเขาแต่งเอาไว้ ยืนยันว่า อาจจะนานที่สู้เพื่อเธอ เพื่อแผ่นดินที่แสนรักมั่น นานแค่ไหนรู้ไว้ไม่หวั่น หัวใจ เมื่อต้องเจอเเม่น้ำเชี่ยวกราก อุปสรรคที่แสนยิ่งใหญ่ จะพาเธอให้พ้นทุกข์ภัย เช่นไร อย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะฉันไม่เคยจะท้อถอย สองมือจะไม่ปล่อย ขอจงอย่าหวั่นใดใด ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามไป ปลายทางที่ฝัน จะพาถึงฝั่ง ดั่งที่ตั้งใจ ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามสู่ความร่มเย็นสดใส วันนั้นอีกไม่ไกล สิ่งที่ฝันไว้... จะกลายเป็นจริง สิ่งที่ในวันนั้นสัญญา ที่ผ่านมายังสู้ด้วยใจ ต่อให้ล้มยังลุกขึ้นใหม่ ทุกครา เกิดมามีชีวิตเพื่อเธอ เพื่อแผ่นดินที่แสนมีค่า จะตอบแทนจะสู้จนกว่า สิ้นใจ อย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะฉันไม่เคยจะท้อถอย สองมือจะไม่ปล่อย ขอจงอย่าหวั่นใดใด ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามไป ปลายทางที่ฝัน จะพาถึงฝั่ง ดั่งที่ตั้งใจ ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้าม สู่ความร่มเย็นสดใส วันนั้นอีกไม่ไกล สิ่งที่ฝันไว้... จะกลายเป็นจริง
พ่อครูว่า... ก็อย่างนี้แหละ มีความมุ่งมั่น จะไกลจะนานอย่างไร ก็มุ่งมั่นก็แล้วกัน กัดไม่ปล่อย แม้จะหนักหนาสาหัส ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเคารพ ยกย่องสัจจะ ที่เป็นจริง ที่มนุษย์มีพฤติกรรม
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บารมีเกิดจากการสั่งสมบุญและกุศลใช่ไหม _มีคุณใบไม้เขียวถามมาว่า...บารมีคือ บุญที่สั่งสมไว้แล้ว หรือคือกุศลที่สั่งสมไว้แล้ว หรือทั้งบุญทั้งกุศลที่ได้สะสมมาแล้วเช่นกัน วีติกกมกิเลส คือกิเลสในระดับอบายขั้นหยาบ เรียกว่า กามตัณหา ส่วนปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสในระดับอบายขั้นกลาง เรียกว่า รูปตัณหา ส่วนอนุสัยอาสวะ คือกิเลสอบายในขั้นละเอียด เรียกว่าอรูปตัณหา และในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ไปสู่ความเป็นพระอรหันต์ ต่างก็ต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบนี้เช่นกัน ใช่หรือไม่ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ก็ชัดเจนว่า บุญสั่งสมไม่ได้ แต่จะสั่งสมกุศล และได้อาศัยต่อไป กุศลที่เป็นกุศล มากขึ้น ก็ได้อาศัย ได้อนุเคราะห์เรา ช่วยเรา แต่บุญไม่ได้สะสม อนุเคราะห์ช่วยเหลือเราเลย ฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่าจบแล้ว บุญไม่ได้ช่วยอะไรอีกเลย ทิ้งให้กุศลช่วย กุศลจะช่วยให้ความมีดำเนินต่อไป บุญจบไปแล้ว บุญเป็นเอกังสะ อย่างเดียวเลย บุญไม่สั่งสม กุศลนั้นสั่งสม ทั้งบุญและกุศลก็คือ จะว่าบุญสะสมไม่ได้ แต่บุญมีคุณสมบัติ คุณภาพที่คุณได้ทำไปแล้ว มันก็จะเป็นคุณภาพ 0 คุณภาพไม่มี ก็มีสภาพ 0 สภาพไม่มี ให้อาศัยได้เหมือนกัน จะว่าแล้วอาศัยความไม่มีอะไร และความไม่มีอะไรนั่นคือ ชัดๆคือ ไม่มีเหตุแห่งทุกข์ ไม่มีเหตุแห่งความลำบาก ความยุ่งยาก เหตุคือกิเลสมันไม่มี เพราะฉะนั้น จะเกิดอีกเท่าไหร่ มันก็ไม่มีทุกข์อีก จะมีแต่ความสบายง่าย มีแรงเสริม คือพลังกุศลทั้งนั้นไปช่วย บุญไม่ได้ไปช่วย บุญมีแต่ทำลายอย่างเดียว ช่วยให้ตัวร้ายไม่ให้มาทำอะไรเรา หมดตัวร้ายแล้วจบ สมณะเดินดินว่า... อรหันต์ที่ไม่สร้างบารมี ไปบิณฑบาตก็ไม่มีใครใส่บาตร พ่อครูว่า... ผู้มีบุญสำเร็จเด็ดขาดเป็นพระอรหันต์ เสร็จ แต่กุศลไม่มี ก็ทรมานทรกรรม เรื่องขันธ์ แต่เรื่องใจไม่มีปัญหา เพราะท่านเป็นอรหันต์ แต่ลำบากในการลากขันธ์ เหน็ดเหนื่อยวุ่นวายอดทนอะไรก็แล้วแต่ มันยากอย่างนี้ สรุปแล้ว บารมีนี้สั่งสม ถ้าสั่งสมบุญ คือสั่งสม 0 อย่างแข็งแรง อเนญชา ตั้งมั่น เป็นคุณสมบัติน้ำหนักของความไม่มี ให้แข็งแรงขึ้น เรียกว่าพยายามใช้บัญญัติ ภาษา อธิบายนะ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กิเลสหลายระดับในอาริยบุคคล _วีติกกมกิเลส คือกิเลสในระดับอบายขั้นหยาบ เรียกว่า กามตัณหา ส่วนปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสในระดับอบายขั้นกลาง เรียกว่า รูปตัณหา ส่วนอนุสัยอาสวะคือกิเลสอบายในขั้นละเอียด เรียกว่าอรูปตัณหา และในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ไปสู่ความเป็นพระอรหันต์ ต่างก็ต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบนี้เช่นกัน ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า... วิติกมะ แปลว่า ล่วงพ้นไปแล้ว ส่วน ปริยุฏฐานกิเลส ก็คือกิเลสตัวต่อมา ก็จะยาว หรือแม้แต่วิติกมะ ก็ยาวสำหรับปุถุชน วิติกมะ อาจเรียกว่าอบาย ปริยุฏฐาน คือขั้นกลาง มันก็จะเกิดให้เราศึกษา สิ่งที่ล่วงไปแล้วมันก็หมดไปจริง ไม่มีอีก ที่มีอยู่ก็ไปตามลำดับ เลื่อนขึ้นไปด้วย จนปลายสุดเรียกว่า อนุสัย ปลายยิ่งกว่าอาสวะอีก จนหมดอนุสัย ก็เหลือแต่ เรากำหนดอาศัยอยู่ ก็ด้วยตัวเรา เป็นผู้กำหนดสิ่งที่จะใช้อาศัย ชีวิตร่างกาย และจิตที่สะอาดแล้ว ก็มีแต่ความเจริญไปเรื่อยๆ เพราะว่าความไม่เจริญ ไม่มีอีกแล้ว พระอรหันต์ขึ้นไป ความไม่เจริญไม่มี แม้แต่อรหันต์ในโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรือเป็นอรหันต์ ก็มีอันตรายอันแสบเผ็ด จากความเป็นโลกีย์ แต่ไม่ตกต่ำ อวินิปาตธรรม ท่านก็จะมีพลาดบ้าง แต่ถ้าเป็นอนุโพธิสัตว์ ก็จะมียึกยัก แต่ก้าวหน้า มีตกบ้าง เอาเถอะ คุณปฏิบัติไปให้ดี จะเข้าใจ จะรู้ เพราะฉะนั้น อย่าไปเพ่งโทษ ผู้ที่เป็นอรหันต์ ที่ยังมีจุดบกพร่อง พระพุทธเจ้าจึงให้มีสติวินัย สำหรับพระอรหันต์ ไม่เช่นนั้นจะบาปซ้อน พระอรหันต์ก็มีวิบากของท่าน ท่านก็ต้องจัดการของท่าน แต่มันเป็นกรรมกิริยาของสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ก็จะเป็นธรรมชาติ สมณะเดินดินว่า... พลาดนี้ไม่ใช่เพราะโลภะโทสะโมหะ แต่ประมาณไม่ดี ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ยังไม่เก่งในสัปปุริสธรรม 7 ต้องพัฒนาต่ออีก
ถามอีกว่า ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ต่างก็ต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบดังกล่าวใช่ไหม ใช่ มีการ overlap อยู่ แต่ถ้าอวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แต่ไม่ถึงนิยตะ(เที่ยง) โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ถ้าอวินิปาตธรรม อย่างไรๆ ก็ไม่ตกต่ำ แต่ยึกยักได้ แต่แน่นอน ไม่ตกต่ำกว่านี้อีก จนแข็งแรง เป็นนิยตะ ไม่ยึกยัก หรือยึกยักน้อย จนไม่ยึกยักเลย ถ้าไม่มีอะไรยึกยักอีก ก็สู่ที่สูงที่สุด ถ่ายเดียว สัมโพธิปรายนะ เจ้าตัวแต่ละคน ต้องพิสูจน์กันเอง จึงจะซาบซึ้ง และเห็นจริง รู้ความจริงนี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้น พูดกันให้ตาย ก็ไม่รู้ ก็มันไม่ชัดเจน มันยืนยันกันข้างนอกไม่ได้ เป็นนามธรรมจริงๆ
SMS 7ก.พ.61
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน จะใช้สูตรสัมประสิทธิ์พ่อครูได้ต้องรู้ภูมิโลกุตระ _2166... ถ้ามีคนเอาสูตร C(MC 2 ) + A ไปทำระเบิดได้จริง โลกนี้จะเหลือหรือครับพ่อท่าน ??? แล้วพ่อท่านเป็นเจ้าของสูตรจะว่าอย่างไรครับ? /สมพงษ์ แห้วบล พ่อครูว่า… คือมันจะมีพลังงานมากกว่าสูตรเดิมมากมาย เพราะเป็นสัมประสิทธิ์ที่ลึกซึ้ง ทั้งเร็ว และแรง อาตมาก็ขอตอบว่า ยุคของไอน์สไตน์ กับยุคนี้ คนในยุคไหนฉลาดกว่ากัน ก็ยุคนี้ฉลาดกว่า สำนึกก็ต้องมากกว่า เพราะมีอาริยบุคคลนำพาอยู่ อาตมาเกิดหลายยุคมาก ยุคไอน์สไตน์อาตมาก็เกิด แต่ว่าอาตมาไม่ได้ไปพบกัน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น อาตมาจึงสามารถเข้าใจอันนี้ได้ และรู้ว่าคนในยุคไอน์สไตน์ ก็สำนึกระดับหนึ่ง แต่ยุคนี้คนมีสำนึกกว่า และคนที่จะให้ทำก็ร่วมในยุคนี้ หรือไม่ว่าจะยุคต่อไป เขาก็จะยิ่งมีสำนึก เพราะมีต้นเค้า คุณธรรมเกิดแล้ว สำนึกดีงามเกิด แม้แต่โลกียะก็จะรู้ความดีงามเพิ่มขึ้น ไม่ใช่จะไม่รู้เพิ่มขึ้น เขาก็รู้ได้ลึกซึ้งเหมือนกัน เป็นแต่เพียงโลกียะกับโลกุตระ ตัดเขตตรงที่โลกุตระ รู้จักนามธรรมระดับกิเลส กำจัดกิเลสได้จริง โลกียะยังไม่จบ ยังเวียนวน มีวิธีระงับได้หลายทาง แต่ไม่เด็ดขาด ยังไม่สูญสนิท ไม่มี นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เพราะฉะนั้น คนสำนึกไป จนกว่าจะสิ้นศาสนาพระพุทธเจ้า ครบห้าพันปี จากนั้นก็ไปอีก จนกว่าโลกจะแตก หรือมนุษย์โลกหมดไปเลย มนุษย์โลกไหน ก็ไม่รู้มาเกิดแทนคนในโลกนี้ ก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมา อาตมาว่า คุณปฏิบัติเป็นเถอะ ถามก็ไม่รู้จริง ปฏิบัติไปจะรู้จริง รู้แล้วก็ยังอธิบายให้ใครไม่ได้ง่ายๆ ถ้าเชื่อว่าที่อาตมาพาทำนี้ดี อย่าอยากรู้ล้ำหน้าเกินไปนัก ปฏิบัติไปตามลำดับ จะไม่ได้เสียแคลอรี่ จะเป็นไปตามลำดับ น่าจะก้าวหน้าเร็วด้วย ถ้าหากอยากรู้เกินไป ก็จะช้าด้วย เสียพลังงาน ให้แน่ใจ ว่าที่ทิศทางที่พาทำนี้แน่นะ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ก็ทำดิ่งเลย แต่ถ้าไม่แน่ ก็ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะคุณเป็นคนรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีใครตัดสินให้ นอกจากตัวเอง เป็นผู้พิพากษา ตัดสินตัวเอง รับผิดชอบผลการกระทำของตัวเอง เป็นเรื่อง อัตภาพของเราจริงๆ สูตรนี้ มันจะรู้กันในช่วงนี้ ศาสนาพระพุทธเจ้ายังไม่หมด แล้วจะส่งผลไปสูง เพราะฉะนั้น อาตมาว่าตามภูมิ ไม่มีใครจะกล้าเอามาทำระเบิดประหาร ของคนในยุคนี้ โลกีย์ไม่ว่าประเทศไหน ก็ไม่ใช่โลกุตระ ก็ทำได้แค่นั้น เขาจะมาทำระดับนี้ เขาจะสามารถมีความรู้ เอามาทำระเบิดได้ เขาไม่มีภูมิที่จะรู้ ทั้งที่มีพยัญชนะหลักสูตรไว้ แต่เขาจะทำไม่ได้ เช่น เขาจะทำความเร็วเกินกว่าที่เขาทำได้ ไม่ได้เกินกว่านี้อีกแล้ว เพราะความเร็วนี้ อย่างเก่งที่สุด ก็เท่าแสง เสียงก็ไม่เร็ว หรืออะไรก็ไม่เร็วเท่าแสง เสียงจากพระอาทิตย์ กว่าจะมาถึงที่นี่ก็อีกนาน หายไปกลางอากาศก่อน แต่แสงนี้มาถึงได้ พระอาทิตย์ทุกวันนี้ ก็ยังไม่หยุดระเบิดตูมๆ แต่ไม่มาถึงที่นี่ แต่แสงมาถึงที่นี่ทุกวี่วัน เพราะฉะนั้น มันจะใช้ไม่ได้ เป็นเรื่องสุดวิสัย
_3867พ่อครูเคยสอนทำทานหวังผลบ่อหน้า!ยิ่งทุกข์กับการคาดหวัง!พอผิดหวังจมนรกในจิต!พอสมหวังหลงสวรรค์ในใจ!ติดกับดักกามคุณ จมภพชาติทางนามธรรม ในจิตวิญญาณ! ผู้น้อยจำถูกไหม?
_1065 ดูบุญนิยมทีวีชอบคะ คิดทุกวันอยากมาอโศก
_ประเด็นจาก “หิ่งห้อย” 1. หนังสือวิสุทธิมรรคเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้างหรือมีเนื้อหาว่าอย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้ไปอ่านหรอก อะไรที่จะหยิบมาใช้ ก็เอามาใช้ได้ที่ตรงกับของพระพุทธเจ้า แต่ที่เป็นเทวนิยม ก็มีอีกเยอะมาก หากไม่เป็นอเทวนิยม ก็ไม่ได้เอามาใช้ เรื่องอะไรบ้าง ก็หลายเรื่อง อย่างสมาธิของพุทธโฆษาจารย์ ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ หรือเรื่องบุญ เรื่องกาย ก็ตาม
2. ผู้แต่งคือพระพุทธโฆษาจารย์องค์ใดยุคใดสมัยใด พ่อครูว่า… ค้นหาเอาจากกูเกิล ก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อุดมการณ์เป็นรูป อุดมคติเป็นนาม 3. อัตตลักษณ์ คืออุดมการณ์ ส่วนเอกลักษณ์ คืออุดมคติใช่ไหม พ่อครูว่า... อุดมการณ์ คือสิ่งที่ทำไปแล้ว คือสิ่งขั้นสูง ชั้นโลกุตระเลย อุตมะ หรืออุดม เป็นภาษาโลกุตระ เหนือสามัญ คำว่าการณ์ คือการกระทำ อุดมการณ์ คือทำแล้วเป็นรูป ส่วนอุดมคติ เป็นนาม ยังไม่ได้ทำ แต่ถ้าบอกว่า เอกลักษณ์ คือบอกรูปเป็นหนึ่ง อัตตะเป็นนาม จะบอกว่า อัตลักษณ์ คืออุดมการณ์ที่เป็นรูป มันก็จะสลับกันได้ แต่ถึงระดับสูง ก็จะกลับไปกลับมาได้ ศึกษาไปเรื่อยๆ อย่าไปติดใจในพยัญชนะมาก เอาสภาวะในตน ให้แม่น จะไม่สับสน ถ้าเป็นธรรมะ 2 จะสลับไปสลับมา
4. ไทยนิยมคือ ไฮเทค + ไฮเทค ส่วนไทยนิยม ที่เป็นสภาวะนามธรรมของพุทธคือ ญาณ + การสัมผัสรู้ปรมัตถธรรมหรือไม่ พ่อครูว่า… ใช่เพราะปรมัตถธรรม หมายถึงนามธรรม เป็นหลัก ส่วนไฮเทค +ไฮเทค หมายถึงรูปธรรม ก็ใช่ แต่ละคนมีพยัญชนะมาเยอะ ถ้าอาตมาไม่แม่นยำในสภาวะล่ะก็
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน วิสุทธิมรรคมีหลายประเด็นที่ไม่เป็นโลกุตระ _ค้นจากเว็บไซท์....... วิสุทธิมรรค (บาลี: วิสุทฺธิมคฺค) เป็นคัมภีร์สำคัญคัมภีร์หนึ่ง ในพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งได้รับการจัดลำดับความสำคัญเทียบเท่าชั้นอรรถกถา โดยมี พระพุทธโฆสะ ชาวอินเดีย เป็นผู้เรียบเรียงขึ้นในภาษาบาลี เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 มีเนื้อหาที่อธิบายเกี่ยวกับ ศีล สมาธิ และปัญญา ตามแนววิสุทธิ 7 ในปัจจุบัน คัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้รับการยอมรับว่า เป็นผลงานสำคัญที่สุด ชิ้นหนึ่งในทางพุทธศาสนา ได้รับการยกย่องจากนักวิชาการด้านพุทธศาสนา ในหลายประเทศ เป็นจำนวนมาก และได้รับการบรรจุในหลักสูตร การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย ระดับชั้นเปรียญธรรม 8 ประโยค และเปรียญธรรม 9 ประโยค...... ....หนังสือวิสุทธิมรรค เป็นการสรุปคำสอนของพระศาสดาจากพระไตรปิฏก ซึ่งมิใช่เป็นเนื้อความตอนใด ตอนหนึ่ง ของพระไตรปิฏก ...... ....บ้างก็ว่า วิสุทธิมรรค คือสรุปภาคปฏิบัติของ พระไตรปิฏก 45 เล่ม ยุบลงมาเหลือ 3 part คือ ศีลนิเทศ สมาธินิเทศ และปัญญานิเทศ เหมือนตำรากวดวิชา...... พ่อครูว่า… ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นองค์รวมที่ไม่อาจจะแยกกันได้ หากแยกกัน ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา พุทธศาสนาต้องมี 3 อย่างนี้ตลอดกาล ทำงานเป็นสามเส้านี้ อยู่ตลอดกาล ไตรสิกขามี ศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ต้องครบ ยืนยันสัมพันธ์กันอยู่ การร่วมกันตลอด ขาดอันใดอันหนึ่ง คุณก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้ แต่ต้องอธิบายได้ ขาดสามเส้านี้ไม่ได้ ศีล สมาธิ ปัญญา วันหลังจะอธิบายต่อ อาตมากำลังเขียนหนังสือ คนจนที่มีแบบ เปลี่ยนชื่อจากหนังสือแบบคนจน ของในหลวงก็เอาไว้ให้ในหลวงไป อาตมาก็มาตั้งชื่อว่า หนังสือ คนจนที่มีแบบ ฟังไว้ ชื่อใหม่ แสงศิลป์จำไว้ ก็ไปเขียนหน้าปกใหม่ ตัวหนังสือใหม่ (ถึงโน้ตด้วย) “คนจน” ที่มีแบบ และอาตมาไม่ได้อ่านหนังสือวิสุทธิมรรค ว่าท่านพุทธโฆษาจารย์ เอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไว้ด้วยหรือเปล่า และแน่นอน วิสุทธิมรรค ยังละเมิดมหาศีล ยังมีเทวนิยม ไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชา อยู่ไม่ใช่น้อย ในวิสุทธิมรรค ความรู้อาตมาชัดเจนว่ามี ทั้งที่ไม่ได้อ่านหมด ไม่ต้องเอาอะไรหรอก เอาแค่ธรรมนิยาม 5 อยู่ในวิสุทธิมรรคมีนะ แต่พุทธโฆษาจารย์ ไม่ได้อธิบายออกมา หรือแม้แต่เวทนา 108 ก็ไม่ได้ขยายความ มโนปวิจาร 18 ก็ไม่ได้แจกแจงไว้ ปมคือหากแยก เคหสิตเวทนา กับเนกขัมมสิตเวทนา ที่เป็นส่วนสำคัญ หากแยกไม่ออก อธิบายไม่ชัด ไม่มีทางจะไปโลกุตระได้ อาตมารู้ว่า ท่านพุทธโฆษาจารย์ ได้เขียนไว้ และลูกศิษย์ลูกหาเอามาเผยแพร่ให้ฟัง ก็วัดภูมิได้ว่า ยังไม่เข้าโลกุตระชัดเจน เพราะประเด็นเวทนาในเวทนา ยังแยกเคหสิตเวทนา กับเนกขัมมสิตเวทนา ไม่ออก ตีมโนปวิจาร 18 ไม่ออก ถ้าใครมีสภาวะของเคหสิตเวทนา กับเนกขัมมสิตเวทนา คนไหนรู้ความจริง มีสภาวะจริง เป็นโสดาบัน จะมีญาณข้อนี้คือ ไม่ทั่วไปกับสาธารณะเลย เป็นโลกุตระ มันจะมั่นใจว่า ไม่ใช่ปุถุชนรู้ อาริยะแน่ๆ โลกุตระจริงๆ ในปัญญา 7 ของพระโสดาบัน ข้อ 6 7 ก็ยืนยัน แม้แต่ข้อ 3 4 ก็ยืนยันมาเรื่อยๆ ยิ่งมั่นใจเด็ดขาดเลยว่า ปุถุชนไม่มีทางเป็นไปได้ ยกตัวอย่างอาตมาก็หาคำยังไม่เจอ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำความเข้าใจเรื่องกายให้สัมมาทิฏฐิ กาย นั้นพระพุทธเจ้าหมายถึง จิต มโน วิญญาณ อย่าไปวุ่นวายกับสรีระ เพราะมันรู้กันได้ทั่ว โลกียะศึกษาได้ แต่กายนั้นที่เป็นจิต มโน วิญญาณ หากไม่ได้ยินได้ฟังจากสัตบุรุษ ไม่สามารถรู้ได้หรอก ไม่สามารถเบื่อหน่าย หรือหลุดพ้นได้เลย ใน มูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็พิจารณากันผิด เอาแต่เดินหนอ ย่างหนอ ก้าวหนอ ไม่ได้แยกกาย แยกจิตแล้ว มูลกรรมฐาน 5 ท่านให้แยกกาย แยกจิตให้ชัดเจน เช่น เล็บตรงไหนเป็นกาย ถ้ามันยังรับอาหารจากร่างกาย มันก็ยังเจริญได้ แต่มันไม่มีเวทนาแล้ว ส่วนของเล็บก็ตาม ผมก็ตาม ขนก็ตาม ฟันก็ตาม หนังอาจละเอียดหน่อย เพราะมันมีหนังหลายชั้นติดกันมาก ผมก็อธิบายได้ง่ายกว่าเล็บอีก ฟันก็ยังยาก แต่อธิบายไม่ยากหรอก มูลกรรมฐาน 5 ให้รู้จักแยกกาย แยกจิต อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นพีชะ ส่วนเล็บที่ติดกับร่าง ก็เป็นชีวะ แต่ไม่มีการรับรู้สึก ก็ไม่มีเวทนาครอง ไม่มีวิญญาณครอง จึงยังไม่มีกรรมครอง เป็นพลังงานที่ไม่มีกรรมวิบาก ไม่มีความรู้สึก ไม่มีวิญญาณแท้ วิญญาณต้องอยู่กับขันธ์ 5 เป็นรายละเอียดที่ เดาเอาไม่ได้ คิดเอาไม่ได้ อาตมาก็คิดเอาไม่ได้ ต้องเป็นภูมิธรรมระดับพระพุทธเจ้า จึงสอนได้ กายแปลว่า กอง ฝูง ,หมวดแห่งเจตสิกธรรม คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นองค์รวม ต่อจากนั้นเป็น กายกรรม ที่เข้าใจทั่วไปคือ กิริยาภายนอก กายกรรมคือ สิ่งที่พึงกระทำทางกาย การออกกำลังกาย (อันนี้เพี้ยนไปแล้วอาตมาว่านะ) มันไม่มีความรู้สึกทางจิตไปร่วมเลย กายกรรมอาตมาว่า การกระทำร่วมกัน ของรูปกับนาม แล้วเกิด เจตสิก 3 ถ้าอาตมาแปลจะแปลอย่างนี้ กายกัมมัญญตา เขาแปลว่า ความคล่องแห่งกาย แต่ถ้าเข้าใจแค่ กายกรรม วจีกรรม ก็ไม่ถูกหมด แต่เขาแปลว่า ความเป็นของควรแห่งการงาน ของกองเวทนา สัญญา สังขาร อันนี้แปลถูก กายกลิ เขาแปลว่ากายโทษ สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย ถ้าหากแปลกายว่า รูปกับนาม ก็ถูกต้อง แต่ถ้าแปลกายว่า คือดิน น้ำ ไฟ ลม ก็แปลแค่ สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกายกรรม วจีกรรม มันก็ไม่ครบ แต่ที่จริงคือ กิเลส คือสิ่งชั่วช้า ในรูปกับนาม คือนามเป็นหลัก ที่เป็นประธานสิ่งทั้งปวง กายกสาวะ คือ ความหมักหมมแห่งร่างกาย (ในพจนานุกรม) อาตมาว่ามันมีในร่างก็ได้ แต่ว่าหมายถึงจิตในร่าง คือจิตที่อยู่ในร่าง กายคตา คือ การดำเนินไปของกาย เขาแปลว่า สิ่งที่อยู่ในกาย และสิ่งที่เป็นไปในกาย เขาหมายแค่ร่างภายนอก ก็ผิด แต่ถ้าแปลว่า คือรูปและนาม ก็ตรงตามพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่เป็นไปในองค์ประกอบรูปนาม โดยเน้นนาม คือตัวประธาน กายคันธะ คือ กิเลสเครื่องร้อยรัดกาย กลิ่นเกิดจากกาย เครื่องหอมสำหรับลูบไล้กาย แต่อาตมาว่าองค์ประชุมนามธรรม จะรู้ได้ด้วยกลิ่น ก็ไม่ใช่ หากไปแปลกายเพียงรูปธรรม ก็เลยยาก กายคุตตะ คือผู้มีร่างกายอันคุ้มครองแล้ว ผู้มีรักษากายได้แล้ว ผู้มีกายสงบ แต่ถ้าเข้าใจกายสงบคือ เพียงภายนอกดิน น้ำ ไฟ ลม สงบเย็น ไม่ใช่ แต่ที่จริง เน้นจิตวิญญาณสงบ ยิ่งจิตวิญญาณสงบมากเท่าไหร่ กาย เวทนา สัญญา สังขาร ก็ยิ่งคล่องแคล่ว กายปัสสัทธิ เขาก็แปลว่า ความระงับแห่งนามธรรม หรือเจตสิก อันนี้ถูกต้องแล้ว หรือความสงบระงับแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร กายปาคุญญตา แปลว่า ความคล่องแคล่วของกาย แต่ถ้าเข้าใจคำว่ากาย คือแค่ร่าง ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าแปลว่า ความคล่องแคล่วของเวทนา สัญญา สังขาร ถ้าเน้นแต่รูป ผิด แต่ถ้าเน้นนาม ก็ถูกต้อง กายภาวนา เขาแปลว่า ความสำเร็จของกาย การฝึกอบรมกาย ถ้าเข้าใจว่า กายก็คือร่างนั้นผิด ที่จริงภาวนาหมายถึง ความสำเร็จทางจิต ไม่ใช่แค่ร่างนะ ไม่ว่าจะพระกรรมฐานพระธุดงค์ หรือแม้แต่พระเปรียญในเมือง ก็หมายเอาว่าภาวนา คือความสำเร็จทางจิต แต่ถ้าแปล แค่ความสำเร็จผลของร่างกาย มันก็ผิด ทำอย่างอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง คือ ทำซ้ำอย่างที่ได้ผลนี้แหละ ทำให้มาก ทำให้บ่อย ทำให้สำเร็จ ทำซ้ำๆๆๆ ทำเข้าไปให้เสพคุ้น จึงเป็นอนุรักขณาปธาน จะเกิดอเนญชาภิสังขารยิ่งขึ้น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นดีขึ้น กายมุทุตา ความอ่อนของร่างกาย หรือความอ่อนแห่งนามธรรม คือเจตสิก อันนี้เข้าเค้า ความแววไว ความคล่องแคล่ว ของนามธรรมคือ เจตสิก 3 คือเวทนา สัญญา สังขาร คือกายมุทุตา ใน วิการรูป คำว่ามุทุ อาตมาแปลว่าจิตหัวอ่อน แววไว ทั้งปัญญา เจโต ปรับได้รู้ได้เร็ว ทำได้คล่องทั้งคู่ คือกายมุทุตา กายลหุตา ลหุ แปลว่าเบา เขาก็แปลว่าความเบาของร่างกาย เหมือนจอมยุทธ์ ที่มีวิชาตัวเบา กายลหุตา อีกอันแปลว่า ความเบาแห่งนามธรรม คือเจตสิก หรือเวทนา สัญญาสังขาร เป็นความเบา ไม่มีน้ำหนัก หรือว่าจะทำให้เบา ให้หนัก เท่าไหร่ ก็อยู่ที่จะทำได้ คำว่า ตา เป็นปัจจัยให้ สกัด เพื่อให้ศัพท์คุณเป็นนามนาม ก็ใช้ได้ หากเขามีสภาวะ ก็ไม่มีปัญหา กายวิการ เขาก็ไปแปลว่าความพิการของร่างกาย ก็ต้องไปแข่งพาราลิมปิก อย่างนั้นมันไม่ใช่ มันเป็นความยิ่งของนามธรรม นามธรรมสามารถทำให้ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตาได้ วิการรูป มี 5 อย่าง รวม กายวิญญัติ กับ วจีวิญญัติ อีกสอง คำว่าวิการ รากศัพท์นี้ หมายถึงความยิ่ง ความวิเศษ ความสูงขององค์ประชุม คือรูปนาม คือกาย โดยเฉพาะเน้นที่จิต วิการ จึงมีความพิเศษ สามารถทำให้เร็วได้ ตามต้องการมุทุ ทำให้เกิดงานกัมมัญญตา ทำให้ดีเหมาะควรที่สุด ควบคุมเองได้ จะให้แรงเบาเท่าไหร่ ให้เร็วเท่าไหร่ จะดัดได้ ทำได้ แล้วก็มาทำงานได้สัดส่วน เป็นการงานที่เหมาะควร เป็นการงานที่ดีที่สุด ประมาณได้เหมาะสมสุด เป็นประโยชน์สูงสุด เรียกว่า กายกัมมัญญตา หรือยิ่งเป็นกายวิญญัติ อาการเคลื่อนออกมาภายนอก หรือวจีวิญญัติ เป็นองค์ประชุมของท่าทาง ลีลา ซุ้มเสียง สำเนียง หรือมีแต่ภาษาออกมาเสียงออกมาเป็น วจีวิญญัติ มีวาทิตะ คือคำที่เลือกสรรมาแล้ว เป็นร้อยแก้ว เลือกใช้อย่างอาตมา ก็ยังแรง แต่ก็ชัดเจน เพราะยุคนี้ต้องหยาบหน่อย ไม่ได้ดูถูกนะ อาตมาเสียรังวัดนะ ที่หยาบ เพราะคนก็จะมองว่า ยังหยาบ ไม่สุภาพเรียบร้อย อาตมาก็ต้องยอมใช้ เพื่อความเข้าใจ ส่วนคนจะเข้าใจว่า ยังไม่สูง ก็ไม่เป็นไร จะเอาความหยาบขนาดนี้ มาชี้ว่าต่ำ ก็ไม่เป็นไร หรือจะมองเอาเนื้อหาที่แท้ ว่าสูง หรือต่ำ ก็ตัดสินเอา กายสมังคี กัน หรืออันพรั่งพร้อมด้วยกาย ที่จริงคือ รูปนาม ครบพร้อม บริบูรณ์หมด กายสังวร ก็เป็นการสังวร ควบคุม ระวังกาย ที่จริงเป็นการดูแลควบคุม ทั้งรูป และนาม โดยเฉพาะเป็นเน้นที่จิตวิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง กายสังสัคคะ เขาแปลว่า การจับต้องกาย การสัมผัสกาย การเกี่ยวข้องทางกาย พยัญชนะมันเต็มแล้ว กายสังสัคคะ สัคคะแปลว่าสวรรค์ สังสัคคะ คือปรุงแต่งสวรรค์ องค์ประชุมของสวรรค์ ทั้งรูปและนาม เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น สมบูรณ์ของการทำรูปนามให้ดี ถ้าแปลแบบเทวนิยม สวรรค์เป็นภพชาติ ผู้มีทิพย์จะหยั่งในสวรรค์ได้ แต่นั้นมันใช่ที่ไหน กายมันทิ้งภายนอกไม่ได้ ต้องมีภายนอกด้วย ในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหากเอาแต่ใน ไม่เอานอก ไม่มีรูปไม่ได้ แม้นั่งหลับตา ทำสมาธิ ก็ต้องไม่ทิ้งภายนอก อย่างน้อยก็เหลือ รู้สึกลมหายใจได้อยู่ จะไม่เหลือความรู้สึกต่อดิน น้ำ ไฟ ลม เลย ไม่ได้ หากนั่งอานาปานสติ ขาดจากลมแล้ว ไม่มีกายในการปฏิบัติธรรม ไม่ครบรูปนาม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive