610216_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย เวทนา มูลกรรมฐาน และ รูป 28_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610216_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย เวทนา มูลกรรมฐาน และ รูป 28

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ก็มีศพของญาติธรรม ที่เป็นญาติธรรมมานานแล้ว นางสาวบุญธรรม พรประสิทธิ์ อายุ 75 ปี เป็นโสดมาตลอด พี่สาวก็เป็นนางสาวเหมือนกัน ก็เป็นชีวิตที่ น่าอนุโมทนา ที่ถือศีลกินเจมาตลอดชีวิต และมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ได้มาช่วยงานหมู่กลุ่ม ช่วยงานส่วนกลาง พี่สาวแม้อายุมากกว่า ก็ได้ดูแลน้องสาว เป็นความไม่เที่ยงของสังขาร วันนี้ มีข่าวที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ข่าวว่า ไทยครองแชมป์ 4 ปีซ้อน เป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ไทยเป็นประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยาก ต่ำที่สุดในโลก 4 ปีติดต่อกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่รายงานดัชนีความทุกข์ยากประจำปีนี้ พบ ไทยรั้งอันดับ 1 ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เป็นข่าวการประกาศอันดับ ดัชนีความทุกข์ยาก ประจำปี 2018 (2561) ของสำนักข่าว บลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักดัง ที่มีทั้งสำนักข่าวทั่วไป และช่องโทรทัศน์ข่าวเศรษฐกิจ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา บลูมเบิร์กจัดทำ ดัชนีความทุกข์ยาก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Misery Index มาหลายปีแล้ว และสำหรับปีนี้ เพิ่งประกาศเมื่อวัน วาเลนไทน์ที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก นั้นก็คือ ประเทศไทยของเรา มีดัชนีอยู่ที่ 2.5 เท่านั้น อันดับ 2 คือประเทศสิงคโปร์ มีดัชนีอยู่ที่ 3.2 อันดับ 3 คือประเทศญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ มีดัชนีอยู่ที่ 3.6 อันดับ 5 คือประเทศไต้หวัน มีดัชนีอยู่ที่ 4.9 ทุกคนคิดว่า ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ หรือแม้แต่ไต้หวัน เป็น

อ่านต่อ

ประเทศที่น่าอยู่ แต่อย่างไร ประเทศไทยก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ ดัชนีที่ว่านี้ใช้ข้อมูลหลักเพียง 2 ตัวเท่านั้น ในสูตรการคำนวณ ได้แก่ อัตราการว่างงาน ของประเทศใดประเทศหนึ่ง กับ อัตราเงินเฟ้อ ของประเทศนั้นๆ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้คนไม่มีความสุขในเชิงเศรษฐกิจ ชาติที่มีคะแนนต่ำในดัชนีนี้ จึงถือว่ามีความสุขในเชิงเศรษฐกิจ จึงทำให้ประเทศไทย สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ ถึง 4 สมัยติดต่อกัน เป็นเพราะอัตราการว่างงานที่ไม่สูงมาก เพราะแรงงานไทย เป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีคุณภาพ หากสังเกตให้ดี จะพบว่าแรงงานระดับล่าง ส่วนใหญ่ ล้วนเป็นชาวต่างด้าวกันทั้งนั้น และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งก็ไม่สูงมากเช่นกัน แม้ปีนี้จะขยับขึ้นมาหน่อย เมื่อเทียบกับปีกลาย แต่ก็ยังทุกข์ยากน้อยที่สุดๆของโลกอยู่นั่นเอง สำหรับประเทศที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก คืออันดับหนึ่งประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งครองตำแหน่งนี้มาสี่ปีซ้อนด้วยเช่นกัน โดยค่าวัดดัชนีความทุกข์ยากพุ่งถึงระดับ 1872 สืบเนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง ครั้งหนึ่ง เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุด ในภูมิภาคละตินอเมริกา แต่ในปัจจุบัน พวกเขากำลังจะหมดสิ้นซึ่งอาหาร โรงพยาบาลเต็มไปด้วยเด็กป่วยไข้ ในขณะที่หมอไม่มียา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพียงพอที่จะให้การรักษา แม้แต่ไฟฟ้า ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า จะมีให้ใช้ตลอดเวลา แต่ดูเหมือนจะมีเพียงสิ่งเดียวที่แน่นอนคือ ความวุ่นวาย ปัจจุบัน เศรษฐกิจของเวเนซุเอลา กำลังใกล้พังทลาย ปัญหาด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลง ด้วยประชาชนหิวโหย และเจ็บป่วย โดยไม่จำเป็น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ รับสินบน เพื่ออนุมัติโครงการก่อสร้างต่างๆ เพิ่มหนี้สิน ที่พวกเขายังต้องดิ้นรน เพื่อหาเงินมาจ่ายให้มากขึ้นไปอีก อันดับ 2 คือประเทศแอฟริกาใต้ มีดัชนีความทุกข์ยาก 33.1 อันดับ 3 ประเทศอาร์เจนติน่า มีดัชนีความทุกข์ยาก 27.1 อันดับ 4 คืออียิปต์ มีดัชนีความทุกข์ยาก 26.4 อันดับ 5 ได้แก่กรีช และตุรกี ซึ่งมีดัชนีเท่ากันอยู่ ทั้งนี้หากย้อนไปดูดัชนีความทุกข์ยากในปี 2560 ทำการสำรวจทั้งหมด 65 ประเทศทั่วโลก อันดับ1 ผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% ส่วนอันดับ 2 ตามมาด้วยประเทศใกล้เคียงอย่าง สิงคโปร์ มีดัชนีความทุกข์ยากอยู่ที่ 3.1% ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากสูงที่สุดในโลกประจำปีนี้ ได้แก่ เวเนซุเอลา อันเนื่องมาจากปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศมากถึง 499.7% รองลงมาเป็น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา กรีซ และตุรกี ปี 2559 โดยอ้างอิงจากภาวะเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานของ 74 ประเทศทั่วโลก พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์จากภาวะเศรษฐกิจน้อยที่สุด หรืออีกนัยคือ สยามเมืองยิ้ม ถือเป็นดินแดนที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลก โดยมีคะแนนในดัชนีความทุกข์ยากแค่ 1.1% น้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 73 ประเทศ ประเทศอื่นๆ ที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจน้อยมาก ใกล้เคียงกับไทยได้แก่ 2 ประเทศ เพื่อนบ้านร่วมทวีปเอเชีย โดยสิงคโปร์ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 ได้คะแนน 1.40% ญี่ปุ่นได้อันดับสาม 2.70% ส่วนประเทศที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก คือ เวเนซุเอลา สืบเนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาสินค้าขาดแคลน รวมถึงสินค้าอาหาร และเวชภัณฑ์ อัตราเงินเฟ้อของประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้ ยังสูงถึง 181% เวเนซุเอลา มีคะแนนความทุกข์สูงถึง 188.2% เป็นประเทศที่มีความทุกข์มากที่สุดในโลก อย่างไม่มีคู่แข่ง ตามด้วย บอสเนีย 48.29% และแอฟริกาใต้ 32.90% ในปี 2558 ดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุด อันดับ 1. ไทย เนื่องจากมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก ด้วยตัวเลข 0.56 เปอร์เซ็นต์ เมื่อช่วงสิ้นปี 2014 การมีตัวเลขที่ต่ำขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับไทย เพราะที่ผ่านมาตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยก็ต่ำมาโดยตลอด อัตราการว่างงานสูงที่สุดของไทย คือ 5.73 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2544 ตามมาด้วย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ตามลำดับ เพราะฉะนั้น 4 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะเป็นมาตรฐานชี้ชัดแล้วว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนทุกข์ยากลำบากที่น้อยที่สุดในโลก หรืออีกนัยหนึ่งนั้น ก็หมายความว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ และมีความสุขประเทศหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น ในยุคของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มักมีฝ่ายตรงข้าม ปลุกกระแสความไม่สงบสุขอยู่ตลอดเวลา จะด้วยความสามารถของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ แต่ก็พิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่า 4 ปีที่ผ่านมาคนไทยทุกข์ยากลำบากที่น้อยที่สุดในโลก ตามหลักเศรษฐศาสตร์ คสช.มาบริหารประเทศ 4 ปี ก็ได้สถิติอย่างนี้ แต่ดูคอมเม้นท์บางคนว่า ดูตัวเลขแล้วอยากจะบ้า คือคนที่อยู่ในภพตัวเอง ไม่ได้มองสังคมเลย แต่ความเห็นที่ได้รับการกดนิยมมากที่สุดคือ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่า เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง แต่ความเห็นที่อยากจะบ้าก็มีคนกด like ไม่กี่คน พ่อครูว่า... ก่อนอื่น ก็โฆษณาค่ายสัมมาอาริยมรรค ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “กุมภาฯ เดือนแห่งรักของศาสนา” ครั้งที่ 22 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 16 - อาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087- 4437865 สมัคร online ได้ที่ inbox เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP พบกับกิจกรรม ตามมรรคมีองค์ 8 พบกับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่จะพาคุณสู่ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) อันจะพาไปสู่ความบริสุทธิ์ จนถึงสัมมาวิมุติ

เราก็ทำไปกิจกรรม ไม่ค่อยมีคนสนใจ เพราะไม่ใช่แบบโลกีย์ แต่ก็ต้องทำต่อไป เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต คนไม่เห็นความสำคัญ ไม่เอาใจใส่ ก็แล้วแต่ แต่คนรู้ความสำคัญในความสำคัญ รู้สาระของชีวิตก็มี ก็สนใจเอา เป็นเครื่องวัดในยุคนี้ คนเราสนใจธรรมะอย่างไร ยิ่งธรรมะโลกุตระของชาวอโศก พูดได้เต็มปากว่า เป็นธรรมะโลกุตระของพุทธแท้ๆ แต่เขาก็บอกว่า มีธรรมะของโลกียะด้วย ก็แน่นอน ลำดับของความดีงาม มันก็ต้องมีโลกียะ ก็สอนกันธรรมดาอยู่แล้ว แต่ที่พิเศษคือ ศาสนาพุทธมีโลกุตระ แค่ความดี ความไม่ดี ความชั่ว ความไม่ดี ของมนุษย์ มันไม่มีปัญหาอะไรหรอก ทุกคนทุกศาสนา ทุกลัทธิ พยายามสอนกันทั่วโลก แต่ที่พิเศษคือ โลกุตรธรรม ศึกษาแล้วพ้นทุกข์ พ้นความชั่ว ความเลวทราม ปฏิบัติโลกุตรธรรม บรรลุแล้ว ได้ถาวร โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ จิตบรรลุธรรมแล้ว เป็นมนุษย์ที่ไม่ทำบาปอีกเลย จึงเป็นการช่วยสังคม ช่วยมนุษยชาติ อย่างสุดวิเศษ เพราะฉะนั้นของดีๆอย่างนี้ ไม่สนใจ ก็เท่ากับว่าเราเอง ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ ไม่มีปฏิภาณ ที่จะรู้ว่า ชีวิตนี้เกิดมา น่าจะได้อะไร เขาไม่รู้จริงๆ ไม่รู้คุณค่า อาตมาพูดไป ก็ยืนยันว่า นี่เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า คนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง นอกจากไม่รู้เรื่องแล้ว ยังหาว่าอาตมาอีก เพราะอาตมายืนยัน อธิบายธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตระธรรม ทางเถรสมาคม หรือสำนักอื่นๆ ที่ดังๆ ไม่มีโลกุตรธรรม แม้โลกียธรรม ก็ไม่ได้ สังคมเขาใช้คำว่าเอาไม่อยู่ จะให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็ยังเอาดีๆไม่ได้ไง จริงๆ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ไม่ใช่โลกุตรธรรม เพราะท่านไปแปล สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตปริโยทปนัง เป็นโลกุตระ แต่ไปแปลว่า เป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ทำชั่ว สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ผิดหมด นี่คือความไม่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า จริงๆแล้ว โอวาทปาติโมกข์ แจ้งถึงสุดยอดสภาวะของศาสนาพุทธ ปฏิบัติธรรมแล้ว หมดบาปทั้งปวง หมดสิ้น ไม่ทำอีกแล้ว บุญก็หมดด้วย ไม่ทำอีก กรรมกริยาของผู้หมดบาปแล้ว และหมดบุญ ไม่ต้องทำบุญทำบาปอยู่ ปุญญปาปปริกขีโน แล้ว คนนั้นมีกรรมกิริยาในชีวิต ก็มีแต่กุศล มีแต่กุศลถ่ายเดียวเกิดไป เพราะว่าทำจิตอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นจิตที่บริสุทธิ์สะอาด ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปฏิบัติแล้วจะได้มรรคผลอย่างนั้น

ก่อนจะบรรยายเนื้อหาก็เข้าสู่ sms _3867... ความรักที่เริ่มต้นด้วยคำสัญญา! จะสัมฤทธิ์รักด้วยสุข ฤาทุกข์ อยู่ที่การกระทำต่อกันและกันด้วยหัวใจซื่อตรงในคำสัญญาด้วยดี ฤาไม่ดี? _6242...นายกฯตู่..คงได้รับแรงบันดาลใจจากหมอเขียว "ใจเพชร" แน่นอน..และประทับใจด้วยแหละ..ถึงได้แต่งเพลง "ใจเพชร"..เนอะๆ _2166...ขอโทษครับคุณ 3867 กับคุณปลายฝน ใช่คนเดียวกันหรือเปล่าครับ? พ่อครูว่า… คนละคนกัน ไม่ใช่คนเดียวกัน

_0015...ความรัก 10 มิติ มีความเชื่อมโยงกับสวรรค์ 6 ชั้น หรือไม่ครับ พ่อครูว่า… ขอยืนยันว่า ความรัก 10 มิติไม่เกี่ยวกับสวรรค์ 6 ชั้น ความรัก 10 มิติ เป็นการทำลายสวรรค์หมดเลย ไม่ใช่ว่าเป็นความรักกับไปส่งเสริมสวรรค์ ไม่มี ความรัก 10 มิติ เป็นการเรียนรู้เลยว่ามันเป็นทุกข์ ตั้งแต่มิติที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 สูงสุดก็เป็นนิพพาน ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรกเลย

_3867...พ่อครูจะรีบไปไหน? หลวงปู่รุ่นเก่าแก่รุ่นอาวุโส รุ่นเดอะ ล้วนอายุเกิน100สิบ 100ยี่สิบกว่าๆปี ยังนั่งเทศน์ให้ญาติโยมฟังมาหลายรูป หลายรุ่น ยังทำได้เลย! รักเคารพพ่อครูด้วยใจศรัทธาใน โลกุตระธรรม สู้ๆๆ!

_3867...กราบอนุโมทนาสณ.สม.กับ ธรรมนิพพานในพ่อครูด้วยจิต ที่หลุดพ้นอาสวะแล้ว ด้วยการสิ้นสำรอก ดับสละ คืนอุปาทาขันธ์ อนุสัย ความปักใจมั่นในวิญญาณธาตุ! สาธุ! ผิดถูกโปรดชี้แนะ! กราบขอบพระคุณฯ _Wacharee Piyavatawong วัชรี ปิยวาทวงศ์.. นักรณรงค์ ทั้งหลาย ยังคงกินเนื้อสัตว์อยู่เลย ชาวไทยส่วนใหญ่ ก็ยังคงกินเนื้อสัตว์อยู่เลย เราจะพูดขวางก็ลำบาก เขาจะตัด เราออกจากสารบบของเขา เสียมากกว่า ขอเพียงแค่ได้แสดงตัวตนของเราเอง ความคิดของเราเอง เพื่อไม่ให้เกิดการวิวาท คงต้องค่อยเป็นค่อยไป วันหนึ่งเขาอาจเปลี่ยนความเบียดเบียนชีวิตอื่นได้อย่างเรา อย่าไปคิดว่า เขาจะใช้เวลาเท่าใด ในการเปลี่ยนความคิด มาปฏิบัติตัวกันดีกว่า ว่าทำอย่างไร ให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช้ชีวิตเบียดเบียนชีวิตอื่นมันดีอย่างไร สำหรับตัวเองแล้ว ทำตัวสบายๆ แจ่มใสร่าเริง แข็งแรงสมบูรณ์(อิอิ) ไม่กดดัน คนที่ยังกินเนื้อสัตว์ อย่างน้อยก็เป็นแบบให้เขาเห็น สังเกตได้ว่า พอเขาจะกินเนื้อสัตว์ หรือส่งภาพอาหาร เขาจะเกรงใจเรา หรือตัวเขาเองก็กินเนื้อน้อยลงไปนิดดดดดดเดียว 555 ได้แค่นี้ก็ยังดีค่ะ _แก้วลา ไชยวงค์ · กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านสมณะสิกขมาตุด้วยความเชื่อมั่นในการปฏิปัติดีปฏิปัติชอบอย่างแท้จริงเจ้าค่ะ

_เอกีภาวะ วิชชาราม · ปีใหม่จีนจ้า ชินเจียยู้อี ชินนี้งวดใช้ คะ ไม่แน่ใจว่าพี่น้องชอบคำอวยพรนี้มั๊ย... _สาคร วงเวียน · เรียกว่า"หัวเดียวกระเทียมโทน"น่าจะถูกต้องกว่าครับ _ນາງເກດມະນີ ສູກສະຫວັນ นางเกตุมณี สุขสวรรค์ ·สาทุ พระครูอะทิบายทำพระสาดสะดา สาทุ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกกายมูลกรรมฐานได้ ไม่สงสัยกายแตก ต่อมาเป็นคำถามของคุณทิวเมฆที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ _กราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูง มีคำถามจะเรียนถามพ่อครูครับ ทุกครั้งที่อ่านพระไตรปิฎก จะมีคำว่า “สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” ผมสงสัย คำว่า “เมื่อแตกกายตายไป” ทุกครั้ง ๆ ๆ ๆ ๆ ที่สงสัยก็เพราะว่า อ่านแล้วทำให้เข้าใจได้ว่า “ต้องรอให้ตายจากชาตินี้ไปก่อน” จึงจะเข้าถึง “อบาย ทุคติ วินิบาต และนรก” ถ้า “นรกมีจริง เป็นจริง” แต่ “ไม่ได้มีในชาตินี้” ปุถุชน คนทั่วไป ก็จะใช้ชีวิต อย่างผู้ประมาท ไม่เกรงกลัวบาป หรือ นรก แล้วก็ “ไม่แคร์” กับ “ความชั่ว” ที่ได้ “กระทำไป” ในชาตินี้ ถ้าเป็นเช่นดังที่ว่ามานี้ ผมรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ๆ ครับ ผมคิดไม่ออกจริง ๆ เลยว่า คนที่มี “ทิฏฐิ” เช่นที่ว่ามานั้น จะ “ลงนรกแล้ว ลงนรกอีก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ นับครั้งไม่ถ้วน” ใช่หรือเปล่าครับ ผมรู้สึก “เ สี ย ว แ ท น จ ริ ง ๆ” โดยสัจจะแล้ว คำว่า “แตก กาย ตาย ไป” คืออย่างไร ครับ และคำว่า “กาย” ในที่นี้ คือ ร่างกาย หรือ องค์ประชุมของ “รูปและนาม ที่มี วิญญาณซึ่งเป็นธาตุรู้เข้าไปร่วมด้วย” ขอความเมตตา พ่อครูช่วยคลายความสงสัยให้กระผมด้วยครับ ด้วยความเคารพอย่างสุดเกล้าสุดเศียรครับ ทิวเมฆ นาวาบุญนิยม

ข้อความตัวอย่างในพระไตรปิฎกครับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่า เพราะจิตตวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่า เพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภิกษุที่ไม่รู้เวทนา 3 ยังไม่นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ สมณพราหมณสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา 3 เหล่านี้ เวทนา 3 เป็นไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา 3 เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ยังไม่นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา 3 เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ จากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่มที่ 18 ข้อ 442 หน้า 247 สมณพราหมณสูตร (คุณทิวเมฆส่งมา) พ่อครูว่า... คำว่าเมื่อ แตกกายตายไป เป็นคำที่ลึกซึ้ง ถึงปรมัตถ์ ประเด็นคำถามว่า กายแตกตาย ที่พูดกันว่า สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก (กายัสสะเภทาปรัมมรณา) หลังจากการตาย คือ สำนวนนี้เป็นเรื่องโลกุตระแท้ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนภิกษุในยุคของท่าน ภิกษุผู้มาบวชกัน ส่วนใหญ่มาบวชเพื่อมุ่งหมายพระนิพพาน เป็นโลกุตระทั้งสิ้น พอมาพูดถึงในยุคนี้ มันคนละเรื่องกัน ยุคนี้มีแต่ภิกษุ ที่ไม่มุ่งหมายแล้ว โลกุตระ อาตมาเอามาพูดเหมือนคนบ้า อธิบายกันไป ก็อยู่ในหมู่พวกเราทั้งนั้น ที่เข้าใจกัน เขาก็หาว่าเหมือนคนบ้ากลุ่มนึง เขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องอะไร คำว่า แตกกาย ตายไป แตกกาย ท่านใช้สำนวนภาษาไทย ง่ายๆ ชัดๆ กาย คือ ความรวมกันของ รูป กับ นาม กายนี่คือ ธรรมะสอง ที่อาตมาเอามายืนยันแล้ว โลกุตระเข้าใจถูก แต่ทุกวันนี้ คำว่ากายเข้าใจผิดกัน แม้แต่เปรียญ 9 หรือด็อกเตอร์ทางศาสนา ทั้งที่คำบาลี มีการยืนยันว่า กายคือ หมวดหมู่ของนามธรรมคือ เวทนา สัญญา สังขาร เจตสิก ในพจนานุกรมบาลี ก็แปลกันอย่างนั้น แต่ความเลยเถิดคอนเส็ปท์ มุ่งที่ร่างกาย แม้แต่พระไตรปิฎก ตถาคตเรียกกายว่าคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เล่ม 16 ข้อ 230 กายหมายถึงภายนอกด้วย แต่ไม่แยกกายแยกจิตออกจากกัน ถ้าแยกกายแยกจิตออกจากกันแล้ว ทำงานไม่ได้ กายแตก คือ มันแยกกันนั่นแหละ การแยกกันตายไปแล้ว จบ ผู้ไม่สามารถแยกจิต แยกกาย แล้วรู้ธรรมะลึกซึ้ง จนมีอุบายเครื่องออก แล้วรู้โทษ ก็ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ เพราะฉะนั้นกายกับจิต ที่เรียกว่ามันแตกมันตาย ก็คือมันแยกกัน มันแตก หลังจากแตกแล้ว แยกกันแล้ว อย่างทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่เข้าใจกาย เข้าใจว่า กายแตกไปแล้ว คนที่คิดเช่นนี้ คือคนที่เข้าถึง นรกทุกคติวินิปาต กายคือธรรมะสอง แต่คนไม่เข้าใจเรื่องกายแตก แล้วตนเองก็ทำให้กายแตก ตนก็เลยจบเห่ ปฏิบัติธรรมไม่ได้ จมในอบาย ทุกคติวินิบาต นรก สนิท นี่คือความหมายของสัตว์ทั้งหลาย แตกกายตายไป ย่อมเข้าถึง อบาย ทุกคติวินิบาต นรก พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แยกกาย แยกจิต ให้ออก ต้องรู้ว่า กาย สภาวะอย่างไร หมายเอาภายนอก สภาวะอย่างไรหมายเอาภายใน และการรู้ภายนอก ภายใน ต้องรู้ นอกจริงๆ เมื่อไหร่มันเป็นกาย เมื่อใดไม่ใช่กาย แยกกายนะ ไม่ได้พูดว่าจิตนะ ใน มูลกรรมฐาน 5 ทุกวันนี้เข้าใจเพี้ยนว่า ให้เข้าใจ กรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นกรรมฐานที่พระภิกษุบวชใหม่ต้องได้ แต่เขาอธิบายกันว่า กายคืออนัตตาเลย ซึ่งผิดความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า เคยได้ยินไหม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา นั่นมันผิดเป้าหมาย ของพระพุทธเจ้า เป้าหมายของพระพุทธเจ้า ให้อ่าน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้อ่านห้าอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก ที่สามารถหยิบมาพิจารณาได้ ถ้าเป็นอวัยวะภายใน จะไปพิจารณาตับ ปอด เป็นต้น ว่าอวัยวะภายในส่วนนั้น อะไรเป็นกาย อะไรเป็นจิต มันไม่ไหว ท่านให้พิจารณา เมื่อไรมันเป็นกาย เมื่อไรมันเป็นจิต เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เราจะรู้ว่า เมื่อมันไม่ใช่กาย เราก็อย่าไปวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นกายอยู่ ก็ให้ศึกษา เพราะในกายมีครบ รูปนาม ขันธ์ 5 ถ้าไม่มีกายแล้ว ส่วนไหนที่ไม่ใช่กายแล้ว มันก็ไม่ใช่เรา ของเรา นี่มันลึกซึ้งอย่างนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาอันใดอันหนึ่งมาพิจารณา เล็บ พิจารณาได้ชัด ง่าย แต่มันก็ได้บางมุม อธิบายผมจะชัดกว่าเล็บ แต่เล็บนี่รวมได้หมดเลย เล็บ มีส่วนที่ยังมีความรู้สึก มีเวทนารับรู้ได้ มันเป็นลักษณะของ จิตนิยาม จิตก็คือกาย กายก็คือจิต ส่วนที่มันเป็นพีชนิยาม แต่มันไม่ใช่กายแล้ว ส่วนไหน มันเป็นอุตุนิยาม นั้นคือส่วนไหน ถ้าเราตัดเล็บส่วนที่ไม่มีประสาทรับรู้ จิตมโนวิญญาณไม่มีแล้ว แต่เป็นพีชะก็ได้ บางส่วนของเล็บเป็นพีชนิยาม ผม ขน ฟัน หนัง ก็เช่นกัน ฟันบางส่วนกรอได้ไม่รู้สึกรับรู้ เล็บก็ตัดทิ้งได้ ที่ตัดออกไปแล้ว แน่นอน พิจารณาง่าย มันไม่ใช่กาย อย่างนี้เด็กๆก็ยังรู้ ไม่ยาก ทีนี้ส่วนที่มันยังเป็นกายอยู่ คือเล็บเป็นต้น แล้วก็ไม่มีจิต เจตสิก มโน วิญญาณทำงานอยู่ด้วย แต่มันมีชีวะ เป็นพีชะ เล็บส่วนที่ติดกับร่างกายอยู่เป็นพีชะ เป็นพลังงานที่มาทำงานกับเล็บอยู่ เอาอาหารมาเลี้ยงอยู่ มันก็เหมือนกับมนุษย์พืช มนุษย์พืชนี้ไปสัมผัสแตะต้อง ก็ไม่รู้สึก ไม่มีเวทนา แต่ให้อาหาร ก็อยู่ได้ หากไม่ให้อาหาร ไม่ช้าก็ตาย เหมือนเล็บเราเป็นชีวะ แต่นี่ล่ะ เอาร่างกายที่เป็นมนุษย์พืชนี้ ชัดเจนดี ถ้าพลังงานของมนุษย์พืชนั้น ไม่กระเตื้องขึ้นมา จากพลังงานพีชะนั้นแล้ว ถือว่าเป็นพลังงานไม่มีจิตวิญญาณ พลังงานที่เป็นพีชะนั้น ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีเวทนา ไม่มีการเจ็บ การปวดอะไร ถ้าเป็นมนุษย์พืชแล้ว ผู้ใดปล่อยให้ตาย ฆ่าตายก็ตาม ก็เหมือนกับเป็นการฆ่าพืช ไม่บาป พูดไปแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดี แต่ว่าเป็นวิชาการ ก็หากญาติใครเป็นมนุษย์พืช ก็ต้องให้อาหารเลี้ยงกันไป แต่แท้จริงแล้ว เป็นมนุษย์พืชตลอดกาลแล้ว ก็ไม่มีทางขึ้นมาได้อีก นอกจากไม่ได้เป็นมนุษย์พืช อย่างถาวร แท้จริง ก็จะมีพลังงาน Coefficient กระเตื้องมาเป็นจิตวิญญาณได้ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างละเอียด อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม มูลกรรมฐาน 5 ทุกวันนี้ ไม่เข้าใจกันแล้ว ก็เลยปฏิบัติผิด ไม่ได้มรรคผล อาตมาก็ต้องกำหนดหมายให้แม่น ว่ากาย คืออย่างนี้ จิตคืออย่างนี้ แล้วกายหรือจิตในอวัยวะของเราแท้ๆ ก็จะได้ศึกษาว่ามันเกี่ยวข้องกัน กายกับจิต แต่กายมีทั้งร่างและมโน ใครเข้าใจกายไม่ได้ ก็แยกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ไม่ชัด เรียนรู้ไม่ได้ การปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 แยกกายในกาย ต่างกันอย่างไร เป็นเวทนาในเวทนา ต่างกับจิตในจิตอย่างไร หากแยกไม่ได้ ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น กายในกาย มีเจตสิกในนั้นด้วย ถ้าพิจารณาแล้ว สิ่งที่เป็นกาย หากหมายแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ใครก็เข้าใจ เพราะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับ จิต มโน วิญญาณ ส่วนนั้นไม่ใช่กายเลย กายจะสัมพันธ์กับภายนอกเสมอ กายไม่ขาดจากภายนอก เพราะฉะนั้น พวกที่นั่งสมาธิแบบหลับตา อานาปานสติ ที่จะมีจิตสัมพันธ์กับลมหายใจอยู่ ส่วนธาตุดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปก็เหลือลมเท่านั้น นี่คือมหาภูตรูป ที่เขามีความรู้สึกร่วมอยู่ด้วย ถ้าความรู้สึกไม่รับรู้กายนี้แหละ ไม่ใช่เรื่องปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ต้องมีกายร่วมเสมอ ปฏิบัติธรรมไม่มีกาย ไม่ได้ เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้วจึงเป็นเกณฑ์บอกให้รู้ว่า ใครไปนั่งหลับตาสมาธิ หากตัดแม้ความรู้สึกรู้ลมหายใจ เข้าไปอยู่ในภวังค์ แล้วเล่นลมภายใน ลมขึ้นลงบนล่าง หรือไปหาเตโชกสิณ อาโปกสิณ ตั้งเป็นดินน้ำไฟลม ก็เป็นสัญญากำหนด เป็นมโนมยอัตตา พวกนี้นอกรีตศาสนาพุทธหมดเลย ยิ่งไปหลงนั่งหลับตา ก็มีแต่จิตกับจิต แล้วจะสามารถรู้นรกสวรรค์ รู้จิตในจิตได้ ก็เลิกเลย นั่งหลับตาเข้าไป อยู่ภายในอย่างนั้น นอกศาสนาพุทธ เป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น ถ้าหากเข้าใจอันนี้ ที่พระพุทธเจ้าให้แยกกายแยกจิต เพราะคุณจะมีกาย ต้องมีภายนอก หากคุณไปปฏิบัติธรรม เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก มันน้อยมาก ที่จะรู้สึก ที่จะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แล้วจะไปรู้ทุกข์ได้อย่างไร กายก็ไม่กระดุกกระดิก ปิดทวาร 5 เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก แค่ความรู้สึก รับรู้ เวทนาของคุณก็เหลือนิดเดียว ในการพิจารณาเวทนาในเวทนา

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อ่านอาการเวทนา ต้องอาศัยผัสสะปัจจุบัน พ่อครูว่า... ศาสนาพุทธต้องพิจารณาเวทนาเป็นกรรมฐาน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ต้องพิจารณาครบการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่ากายเต็มๆ แล้วเลื่อนลึกเข้าไปหาเวทนา ไม่ขาดกันนะ ไม่หลับตา ลืมตา แล้วอยู่ในอิริยาบถ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ครบหมด แต่เลื่อนเข้ามาอ่าน เวทนาในเวทนา เพราะเวทนาเป็นกรรมฐาน เราก็จะรู้เวทนา 108 1. กายิกเวทนา 2. เจตสิกเวทนา อาตมาให้ไปใช้กรรมฐาน เป็นเวทนา 108 เพราะศาสนาพุทธมีเวทนาเท่านั้น เป็นกรรมฐาน ถ้าไม่มีเวทนา ไม่มีฐานในการปฏิบัติ อ่านพยัญชนะของพระพุทธเจ้าตรงนี้ ในพรหมชาลสูตรนี้ สมณะเดินดินว่า... กายต้องประกอบด้วยทั้งภายนอกและภายใน คนนั่งหลับตา ก็จะรู้แต่ภายใน หรือบางคนเอาแต่ข้างนอก ไม่รู้ข้างใน ก็ไม่ได้รู้จิต หรือคนรู้แต่จิต ไม่รู้ภายนอก ก็ไม่สัมพันธ์กัน มันต้องมารู้ทั้งภายนอก ภายใน เวทนาเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคน ว่าจะสุข จะทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ จะเป็นนรกสวรรค์ ก็อยู่ที่เวทนา ถ้าไม่ได้เรียนรู้เวทนา ก็เหมือนกับไม่ได้ปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า... พระไตรปิฎกเล่ม 9 นี้ หากอ่านแล้วแตกฉานจะรู้ว่า การไปนั่งหลับตาสมาธิจะได้ ทิฏฐิ 62 ไม่ทิฏฐิใดก็ทิฏฐิหนึ่ง หรือหลายทิฏฐิ อยู่ในทิฏฐิ 62 นี้แหละไม่ได้อะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน