610214_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รักของพุทธต้องล้างเทวดาล้างพระพรหมได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
610214_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รักของพุทธต้องล้างเทวดาล้างพระพรหมได้
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ ตามสมมติโลก ได้ชื่อว่าวันแห่งความรัก ปีหนึ่งมีความรักกันอยู่วันเดียว นอกนั้น 364 วัน ไม่รักกัน แสดงว่ารักนี้ ความสุขน้อยลงมาก เพราะว่ามีสุขเพียงวันเดียว ใน 1 ปี นอกนั้นมีเรื่องกัน แต่ว่าภาษิตไทยเขาบอกว่า รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา รักดี เป็นรักแบบโลกุตระ รักชั่วเป็นรักที่แบกหนัก มีความทุกข์ วันนี้อาตมาไปเทศนาที่สวนส่างฝัน บอกกับเขาว่า ความจนมันสบายกว่า เขาก็บอกว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร คนข้างนอกเขาอยากจะรวยจะตาย เราก็บอกว่ามันจนคนละแบบกัน เราจนแบบลดละกิเลส เป็นจนแบบพิเศษ ไม่ใช่จนแบบโลกีย์ เขาว่าผมอยากรวย ก็ไม่รวยสักที แบบเราก็มีตัวอย่าง เขาก็บอกว่าจนจะอยู่ได้หรือ ท่านก็บอกว่าพอ แล้วท่านก็ไม่สูบบุหรี่ ก็บอกว่า ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็มาที่ราชธานีอโศกดู มีตัวอย่างให้เห็น คนก็ไม่เชื่อว่า จนแบบเรา มันอยู่ได้ พอดีมีอาเปิ้มไปด้วย ก็ยกตัวอย่างให้เขาดู แต่ว่าถ้าอยากดูมากกว่านั้น ก็มาที่บ้านราชฯ เขาถามด้วยความจริงใจ ว่าสิ่งที่ท่านพูดนี้ จะจริงไหม แต่ถ้าพ่อครูไม่สร้างตัวอย่างนี้ ไปไม่ได้เลยนะ สมณะอาจทำได้ มีคนใส่บาตรให้ฉัน แต่ฆราวาสจะอยู่ได้ไง ซึ่งพ่อครูทำให้เป็นไปได้ ลองถามภรรยาเขาว่า มีเสื้อผ้ากี่ชุด เขาก็ว่ามีนับไม่ได้เลย แต่อาเปิ้มมีแค่ห้าชุด ก็เปรียบเทียบกันดี เขาก็เลยว่าคนนี้พอแค่ห้าชุด แต่เรามีไม่รู้จักพอ เขาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ดูสนใจอยากจะมา ก็เลยบอกว่าความรักดี คือให้ลดกิเลส รู้จักพอ อย่างพ่อครู มามีความรักแบบโพธิสัตว์ ท่านมีความรักให้กับมนุษยชาติ มากมายมหาศาล ยิ่งกว่าเรารักท่าน ถ้ามีความรักที่หาประมาณไม่ได้ ยิ่งใหญ่กว่าเราเยอะแยะ เ
อ่านต่อ
ราก็ช่วยมนุษยชาติในกรอบเล็กๆ อาตมาพิสูจน์มาแล้ว สามสิบกว่าปีมาแล้ว ก็เชื่อมั่นในสิ่งนี้ว่า เป็นสิ่งประเสริฐในชีวิตของเรา เราดำเนินชีวิตต่อไปเป็นชีวิตประเสริฐ พ่อครูว่า... ก็ก่อนอื่น ก็ฝากส่งข่าวคราวถึงผู้ที่ได้ร่วมกระบวนการที่จัดทำ หลักฐานเป็นวิชาการ เรื่องพระโสดาบัน ก็ขอความร่วมมือ จากผู้ปฏิบัติธรรมชาวอโศกทุกท่าน และผู้ที่เคยตอบแบบสอบถาม เกณฑ์ตรวจสอบความเป็นพระโสดาบันในตน ชุดที่ 1 ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ในตน และ ชุดที่ 2 ญาณ 7 พระโสดาบัน ศีลเป็นตัวหลักปฏิบัติตามลำดับ ตั้งแต่ศีล 5 เป็นเบื้องต้น เป็นพระโสดาบันได้ บรรลุธรรมต้องมีญาณ 7 จึงจะชื่อว่าเป็นพระโสดาบันได้ ศีลเป็นการบอกกรอบ แต่ละบริบท ปริเฉท ศีล 5 พระโสดาบัน ศีล 8 สกิทาคามี ศีล 10 อนาคามี เป็นต้น ขณะนี้ได้มีการสรุปเกณฑ์ตรวจสอบ จากผู้ตอบ 249 ราย โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ตาม % ที่ได้ปฏิบัติ เป็นระบบ 1.หมายถึง 0-25% ระดับต้น คือ รู้หลักเกณฑ์ คือศีล 5 มีปัญญารู้ว่า จิตเราได้ขนาดนี้ๆ เราก็จะสามารถตรวจวัด ของเราเองได้ ไม่ใช่ทำอย่างงมคลำ ไม่ได้ผลหรือไม่ ก็ไม่รู้ หรือไม่ก็ หลับหูหลับตา ปฏิบัติตะพึดไป อ่าน กาย เวทนา จิต ธรรมตนไม่ออกเลย สูตรนี้ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มี กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่มีการปฏิบัติกับผัสสะ 2.หมายถึง เกิน 25% ขึ้นไป อันนี้พระพุทธเจ้าท่านชี้ว่า ถ้าได้ช่วงนี้ ก็ได้ เข้ากระแส เริ่มเต็มคือ เป็น โสตาปันนะ (โสดาบัน) 3. ปฏิบัติได้เกิน 50% ขึ้นไป เกินขึ้นไปนี้ พระพุทธเจ้าใช้ภาษา ว่า อวินิปาตธรรม 4. ระดับที่ 4 เกิน 51-75 % ขึ้นไปเป็น นิยตะ 5. ระดับที่ 5 คือ 76-100% สัมโพธิปรายนะ ก็พอเข้าใจ แต่ว่ามันเหลื่อมอยู่ หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้ามี 4 ระดับ คือ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ
จากหลักฐานดังกล่าว ทีมงานจะขอหลักฐานชุดที่ 3 จากผู้ที่เคยทำแล้ว หรือผู้ที่จะเพิ่มเติม เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช้หลัก ญาณ 7 พระโสดาบัน ตอบได้ที่งานพุทธาฯ หรือส่งมาที่บ้านราชฯได้
มีคุณไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก เขียนกวีมา
พ่อครูว่า... มาดู sms _SMS วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิธีรักษาโรคซึมเศร้าอย่างถาวร _4979...กราบเรียนพ่อครูครับ ผมมันเป็นอาการโรคซึมเศร้า แต่ผมไม่ยอมกินยา หมอบอก (ใครไม่เป็นไม่รู้) ทุกวันใช้ความมีสติๆๆๆ กำหนดรู้อยู่เพียงอย่างเดียว มันก็อยู่ได้มาเป็นปีๆแล้วครับ แต่เมื่ออาการมันเกิด ทรมานสุดๆๆ ก็ใช้สตินี่แหล่ะ (กำหนดรู้อยู่เฉยๆ ไม่ปรุงแต่ง) พอช่วยได้ จนกว่าอาการมันจะค่อยๆคลาย เวทนาลงไป แก้กันมาอย่างนี้ล่ะครับ เป็นปีๆอย่างที่ว่า รึจะแก้ด้วยการกำหนดภาวนา "อย่าทุกข์หนอ อย่าทุกข์หนอๆๆๆๆ จนเวทนามันสงบ" ผมว่ามันยังไม่ใช่ของจริงครับ รู้ทุกข์ รู้เวทนา เกิดขึ้นทางใจ(ทรมานมากๆ) แต่เข้าไม่ถึงของการดับทุกข์ เพียงแค่หยุดนึก หยุดคิด ไม่ปรุงแต่ง มันก็ได้เพียงชั่วคราว จะแก้ไขอย่างไรดีครับ ทุกข์ที่เกิดขึ้นทาง"นามธรรม" ไม่ใช่ทางรูปธรรม ไม่อยากหนีด้วยการเข้าสมาธิ มันไม่ใช่ทางแก้ (ลองมาแล้ว) ที่จะให้เห็นแจ้ง ของการดับทุกข์ พ่อครูว่า... เวทนา คือ ความรู้สึก คือ อารมณ์ อาการของเวทนา มันเป็นทุกข์ มันเป็น สุข มันเป็น ไม่สุขไม่ทุกข์ มี 3 ลักษณะ เป็นอาการที่แตกต่างกัน ผู้ที่เห็นอาการเวทนา ที่เป็นทุกข์ ผู้นั้นปฏิบัติธรรมได้จริง ผู้นั้นปฏิบัติธรรมถูกทางแล้ว เรียนรู้ทุกข์ ต้องเรียนรู้เวทนา ไปเรียนรู้สะกดจิต ไปเรียนรู้เพ่งนั้น นี่ออกนอก ไม่ถูก กรรมฐานของศาสนาพุทธอยู่ที่เวทนา เพราะเป็นศาสนาที่กำจัดทุกข์อริยสัจ ทุกข์อยู่ที่เวทนา ไม่อยู่ที่กสิณ ไม่อยู่ที่อะไรอย่างอื่นแล้ว แล้วหากจะไปกำหนดกสิณ ให้จิตมันสงบ ทุกข์จะหายไป มันไม่ใช่วิธีการของศาสนาพุทธ มันเป็นวิธีการโบราณ วิธีการครองโลกแบบสมถะ ซึ่งเขาทิ้งกัน พระพุทธเจ้าก็ทิ้งไป วิธีการสะกดจิตมันไม่ใช่ มันต้องมาเรียนรู้เวทนา แจกแจงเป็นร้อยแปด เข้าใจ เคหสิตเวทนา แล้ว ก็ทำ เนกขัมมสิตเวทนา ให้เป็น ทำใจในใจด้วยอ่านกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วก็จะรู้ว่าทำกิเลสออกได้ จึงจะเห็นความจริงที่ชัดเจน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ชัดเจน มีสภาวะรองรับทุกอย่าง มีชื่อพยัญชนะเรียกสภาวะครบ แต่เดี๋ยวนี้เลอะเทอะไปหมด กลายเป็นฤาษี เดียรถีย์ นอกพุทธ มิจฉาทิฏฐิกันไป เต็มสังคม จนหาความถูกต้องของศาสนาพุทธไม่ได้เลย อาตมามารื้นฟื้น ก็ทำจนเหนื่อยจริงๆ ก็ได้ผู้รู้มาพอสมควร คนนี้ก็รู้เวทนาที่เกิดขึ้น แต่เข้าไม่ถึงการดับทุกข์ เพียงแค่นึก หยุดคิดปรุงแต่ง มันเป็นสมถะ ก็ได้ชั่วคราว ก็ใช่ ทุกข์เป็นนามธรรม ไม่ใช่เป็นรูปธรรม หนีไปนั่งสมาธิ มันไม่จบ ไม่ถูกทาง เขาลองมาแล้ว ก็ไม่ถูก มันก็ชัดเจน ทำยังไง ที่จะให้เห็นแจ้งของการดับทุกข์ อาตมาก็ตอบกำปั้นทุบดิน ฟังอาตมาดีๆ ทิ้งที่เคยเรียนมาให้หมด แล้วฟังตั้งแต่ บทที่ 1 อาตมาพูดวน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้รู้จักเหตุแห่งทุกข์ เหตุคือกิเลสตัณหา พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้เรียนรู้เป็น ปริเฉท เป็น groupๆ ไม่ใช่ไปเรียนรู้ แบบไม่มีเหตุปัจจัยยืนยัน ให้เรียนรู้โดยการกำหนด ศีล เป็นหลัก เช่น คุณสัมผัสสัมพันธ์กับชีวิต เกี่ยวกับสัตว์ คุณก็จะต้องเอาศีลข้อที่ 1 เป็นหลักการ สัมผัสกับสัตว์แล้ว จิตของคุณเกิดอาการ ที่มันเป็นเหตุมาจากกิเลส ตัณหา เป็นเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ในใจ เช่น อาการชัง หรืออาการไม่ชอบใจ อาการเกลียดโกรธ คุณก็จะทำกรรม กิริยา จากอาการเกลียดโกรธ มันเป็นเหตุที่จะต้องให้คุณไปทำกรรม กิริยา เช่นนี้ หรือคุณชอบ ก็จะไปทำกรรมกิริยาที่ชอบ เพราะฉะนั้นให้เรียนรู้อันนี้ ถ้าคุณสามารถเรียนรู้อันนี้ได้หมด คุณสัมผัสอะไร สัมผัสกับสัตว์ตัวไหน ก็จะ กลางๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข จะไม่โกรธ จะไม่รัก จะเป็นกลางๆ อ๋อ จะรู้ว่าสัตว์ คือสัตว์ สัตว์เล็ก สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ เขาก็เป็นชีวิต เกิดมามีชีวิต ก็จะศึกษาไป ไปรัก ไปชอบเขา โดยเฉพาะไปฆ่าแกง กินเขา ก็จะเกิดความรู้ว่า สัตว์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปกินเขา ยิ่งรู้ลึกเข้าไป พระพุทธเจ้าตรัสถึง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ก็จะรู้ว่าเขาเป็นสัตว์ ที่มีระดับจิตนิยาม สัตว์ทั้งปวง ก็จะเจริญพัฒนาไป จนถึงพระนิพพานได้ ในที่สุด หากไปฆ่าแกง ไปกินอะไรเขา จะด้วยความชอบ เอามากิน หรือความโกรธ ฆ่าเขา เหมือนอย่างคุณเปรมชัย ยังดังอยู่ตอนนี้ เพราะฆ่าสัตว์ เลยดังตอนนี้ มันก็ไม่ดี มันก่อทุกข์ ตอนนี้ยังตามตัวไม่เจอเลย ไปอยู่ตรงไหน หายไปกับทักษิณหรือไม่นะ เขาคนรวยด้วยกัน คนรวยๆจะค่อยๆหายไป จากประเทศไทย เพราะเขาก่อเวรภัย วิบากจะตามทัน คนรวยก็จะค่อยหายไปๆ เพราะฉะนั้น ก็ขอสรุปตรงนี้ว่า ต้องรู้เหตุแห่งทุกข์ ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ว่าต้องเรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ ต้องรู้จักธรรมะสอง ทุกข์ ไม่ใช่ เอกัคคตาจิต ที่คนเข้าใจว่านั่งสะกดจิต จะมีเอกคตาจิต คุณต้องแยกเหตุแห่งทุกข์ แล้วดับเหตุแห่งทุกข์ คุณจึงจะรู้ธรรมะ 2 แต่ถ้าไปนั่งหลับตา สะกดจิต จิตใจมันไม่เป็น เอกัคคาจิต จิตมันเป็นหนึ่ง แต่มันไม่เป็น อัคคะ ไม่เป็นความยิ่งใหญ่ของจิต ทำให้จิตทื่อ อยู่แต่ผู้เดียว เป็นจิตที่มันตื้นๆ เพราะฉะนั้นก็มาศึกษาให้ดีๆ ที่อาตมาบรรยายอยู่ ก็จะค่อยเข้าใจ แล้วเรียนรู้ อาตมาก็พูดย้ำ ซ้ำซากเยอะ ว่า กรรมฐานของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้เวทนาอย่างเดียว เท่านั้น เมื่อไม่มีผัสสะ ก็ไม่เกิดเวทนา ก็ไม่มีฐานที่จะกระทำ เรียกว่ากรรมฐาน แต่มันผิดเพี้ยนไป เอาการสะกดจิต ไปเป็นกรรมฐาน เป็นที่ตั้งของจิต ที่ตั้งของจิต ก็คือมันจะสุข หรือทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เป็นเวทนานี่แหละ เราจะต้องเรียนรู้ เวทนาในเวทนา แจกเวทนาครบ 108 ปฏิบัติเคหสิตะ ให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา ทำได้ก็เป็นฐานนิพพาน เนกขัมมะไปจนสมบูรณ์แบบ อาตมาอธิบายมา จะย่างเข้า 48 ปีแล้ว มันเมื่อย อาตมาไม่ได้อธิบายแบบ อาจารย์รุ่นเก่าๆ ที่สอนกันมา ขอยืนยัน อาตมาดู ตลาดความรู้ศาสนาพุทธ ในตลาดขณะนี้ ที่ประดามี ไม่มีที่จะอธิบายแบบอาตมา เลยเหมือนหัวเดียว กระเทียมลีบ ไม่เหมือนใครเลย แล้วบอกว่า ไม่มีอาจารย์ด้วย เขาก็บอกว่า มันแน่แค่ไหน โพธิรักษ์ อาตมาก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ไม่รู้ อาตมาจริงๆนะ เกิดมาชาตินี้ ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหน ในยุคนี้ อาตมาก็บอกว่า พูดด้วยความจริงใจ ไม่ได้อวดโอ่ อาตมามีของเดิม แล้วจะมากอบกู้ศาสนา ให้มันถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ อาตมาพูดอย่างแข็ง ยืนยันตัวเอง เหมือนอวดตัว อวดตน เต็มที่ ก็ว่าหน้านี้หรือ จะมากอบกู้ศาสนาพุทธ แต่ก็ขอยืนยัน ก็ค่อยๆศึกษา ที่คุณถามว่า ทำอย่างไรจะหายโรคซึมเศร้า อาตมาก็ว่ามาศึกษาให้ดี โรคซึมเศร้านั้น แก้ไม่ยาก ซึมเศร้า หรือซึมโศก แต่ที่นี่คือ อโศก คนไม่เศร้ากัน ก็มาในสนามแม่เหล็กชาวอโศก แล้วคุณก็จะ อโศก ก็คือ อเศร้า หายเลย หายซึมเศร้า ไม่ยาก เพราะจะมีสนามแม่เหล็กของอโศกจริงๆ จะมีพลังเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็ก รักษาได้จริงๆ นี่พูดง่ายๆ
_3867... เลือกตั้งที่ปฏิรูปไม่เบ็ดเสร็จ เหมือนขวดใหม่ ที่ล้างเหล้าเก่าออกไป ไม่หมด! ปฏิรูปเลือกตั้งสมบูรณ์เสมือนตุ่มใหม่ ที่เติมน้ำสะอาดเต็มบริบรูณ์! แต่บ่ฮู้มะไหร่อะ? จะเลือกตั้งฤาบ่เลือกตั้ง! กบหลุดหม้อต้มยำ กลียุคบ่คาดหวังใดๆ! กาจะตามใจอโศกเสมอ! เพราะมีแต่อโศกผู้ไร้อบายมุข ไกลอบายภูมิ พาใจมวลกบสิ้นโศก แคล้วคลาด ซึมเศร้า พ้นโลกธรรม อันจมประชาธิปไตย 108กลียุคได้ จริงเชื่อเต๊อะ! พ่อครูว่า... อันนี้คงหมายถึงนักการเมืองเก่าๆ ที่โหยหาโลกธรรม ที่ตนเคยได้ เขาว่าอดอยากปากแห้งมากแล้ว สมณะฟ้าไทว่า... มีหลวงพ่อพุทธอิสระบอกว่า เลือกตั้งเลื่อนไปก่อน จนกว่าปฏิรูปเสร็จ ออกไปใน Voice TV ก็ถูกด่ามาเต็มไปหมด พ่อครูว่า... ก็เป็นสถานีของเขานี่ แดนของเขา
_กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพ ฟังข่าวนายเปรมชัยจากสื่อซ้ำไปซ้ำมา สะกิดใจตรงที่ว่าสื่อตีข่าวนี้จนใหญ่โต เนื่องจากที่นายเปรมชัยเป็นคนมีชื่อเสียงในบ้านเมือง เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าคนที่ทำเรื่องนี้เป็นคนธรรมดา นาย ก. นาย ข. สื่อจะตีข่าวจนครึกโครมเท่านี้มั๊ย หลังจากนั้นมีคำถามตามมาเป็นพรวนดังนี้ค่ะ 1. คนรวย คนมีชื่อเสียงทำผิด มันผิดมากกว่าที่คนจน คนธรรมดาทำหรือไม่ เพราะอะไร 2. แล้วสิทธิ ความเสมอภาคกันของมนุษย์ ในสังคมประชาธิปไตย หายไปไหน หรือมันไม่เคยมีอยู่จริง 3. สาระสำคัญมันอยู่ที่ นายเปรมชัยไม่ได้มีความจำเป็นต้องเลี้ยงปากท้อง ด้วยการฆ่าเสือดำมากิน 4. สามารถสรุปได้ไหมว่า มันผิดที่สังคมทุนนิยม ให้ค่าคนรวยว่าเป็นคนชั้นสูง คนที่น่านับถือแทนที่จะวัดกันที่ความดี ความมีคุณธรรม หรือเพราะเราให้ค่า กับคนรวยว่า ที่รวยขึ้นมาได้เพราะเป็นคนดี คนน่าเชื่อถือ แต่ที่จริงมันตรงกันข้าม โดยสิ้นเชิง ถ้าใช้มุมมองนี้ จะเห็นได้ไม่ยากว่า มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่คนเลว ย่อมทำเรื่องเลวๆ ไม่เห็นจะแปลก แต่ที่น่าแปลกคือ ไปโฟกัสเฉพาะที่เสือดำ ทำไมไม่มองว่าการฆ่าหมู่ ไม่ว่าจะเป็นวัว, หมู,ไก่,ปลา, ปู, กุ้ง, หอย และอื่นๆ ที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือการฆ่าสัตว์เหมือนกัน พวกนักรณรงค์ทั้งหลายน่าจะถือโอกาสนี้เอา logo รูปเสือดำ มาทำเป็นสัญลักษณ์ ของการรณรงค์ไม่กินเนื้อสัตว์ น่าจะเกิดประโยชน์กว่านะคะ พ่อครูว่า... ตอนนี้แม้ว่าพลเอกประยุทธ์จะทำการ เรียกว่าปฏิวัติ แต่จริงๆแล้ว มันก็เป็นการปฏิรูป ค่อยเป็นค่อยไป เป็นเรื่องพิเศษ เป็นแต่เพียงใช้พยัญชนะ เรียกว่า พลเอกประยุทธ์ปฏิวัติ แต่จริงๆแล้วเนื้อหามันไม่ใช่ มันเป็นความราบรื่น มันเป็นการปฏิรูป ปฏิรูปมาด้วยสงบมาได้เรื่อยๆ ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 สังคมสงบเรียบร้อยมา จะมีเสียงนกเสียงกาออกมา ก็น้อย มันไม่น่าจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร เป็นเรื่องพื้นฐานเบื้องต้น ของผู้ที่ยังหยาบ ยังต่ำ อะไร ไม่ใช่คนรวยมีสตางค์ มีชื่อเสียง มีลาภยศสรรเสริญ อะไรในโลก เป็นเรื่องพื้นฐาน เป็นเรื่องของความชั่ว ความอวดดี เบ่งใหญ่ เบ่งรวย เบ่งอำนาจ ถ้าเผื่อว่าบอกเหตุปัจจัยไปแล้ว นายเปรมชัยนี้ ขออภัยที่ต้องพูดความจริง มันเป็นการส่อของความไม่เจริญ ของความเสื่อม พูดให้ชัดก็คือ ความชั่วมากทีเดียว หลงตัวหลงตน ผยอง ทำไปยังอวดดี ผลที่ได้รับตอนนี้ก็ชัด โผล่หน้าก็ไม่ได้ คงจะหายไปเหมือนยิ่งลักษณ์ทักษิณ ตอนนี้ถูกตรวจสอบเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็ไม่กล้ามาเข้าคุก แสดงตัวก็เข้าคุก
_9240... สิกขมาตุเป็นผู้รู้จริง ในการมองดูจิตเกิดนิวรณ์๕ ในปัจจุบันขณะ พ่อครูว่า... อาตมาว่าพวกเราเป็นผู้รู้จริง จัดการเหตุอกุศลได้จริง มีมรรคผล _3867... กราบอนุโมทนาธรรม ญาณโสดาบัน ในตถาคต! รู้ละปริยุฏฐานกิเลส! เจริญพหุลีกัมมัง!ปฏิบัติในธรรมวินัย! รู้ผิดรีบแก้ไข!ศึกษาอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา! รู้กำลังจิตตน!รู้ถึงแก่นชัดแจ้งธรรม! _KusoomBoon กุสุม บุญ... กำลังเบื่อทำงาน พอได้ฟังคำสอนพ่อครู เลยมีกำลังขึ้นมาค่ะ พ่อครูว่า... เข้าท่าดีเน๊าะ ดีเน๊าะ ยาชูกำลังดีกว่า M150 ดีกว่า คาเฟอีน
สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน รักของพุทธต้องล้างเทวดาล้างพระพรหมได้ _คุณรุ้งเริงธรรมถาม… รักแบบชาวพุทธ เมื่อเข้าไปสำรวจภายในใจตน เมื่อเอ่ยถึงความรักแบบพุทธ จะมีความหมาย…. พ่อครูว่า... อาตมาเป็นผู้บรรยาย และมีคนรวบรวมมาเขียน เป็นหนังสือ ความรัก 10 มิติ ตอน พศ.2517 บรรยายสองกัณฑ์ ที่เชียงใหม่ พวกเราก็เอามาทำหนังสือ ตอนหลังก็เรียบเรียงใหม่อีก เขียนบรรยายเป็นภาษาดี เข้าใจสภาวะเหล่านั้นให้ดี และตรวจสอบให้ละเอียด ว่าตัวเองทำจิตให้ถึงสิ่งที่สาธยายมาเป็นภาษานี้ ภาษาที่อธิบายมานี้ ชัดเจนดี แต่สภาวะจะได้ดีอย่างนี้หรือไม่ ก็ตรวจสอบให้ดี ถ้าได้ดีๆ ก็จะสมบูรณ์ มาพูดถึงความรักต่อไปอีก เป็นวันแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ วันที่ศาสนาคริสต์ เทวนิยม เขาถือว่าความรัก อย่างคุณรุ้งเริงธรรมเขียนมา ถือว่าความรักเป็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า อาตมาเขียนความรัก 10 มิติ มิติของความรักของพระเจ้า คือมิติที่ 7 ขึ้นไป มิติที่ 1-7 เป็นโลกียะทั้งสิ้น มิติที่ 8 9 10 เป็นความรู้ที่มีการศึกษาของศาสนาพุทธ พุทธศึกษา ตั้งแต่ มิติที่ 1 แล้วทำลายกิเลสที่ติดยึด มิติที่ 1 ซึ่งได้แค่ คู่ผัวตัวเมีย เรียกว่า กามนิยม พุทธรู้วิธีเลิก ขาด หยุด จบ ไม่มีกามทางกาย ทางเพศสัมพันธ์พวกนี้ มิติที่ 2 เป็นความรักที่ ไม่ใช่เห็นแก่แค่สองคน เรียกว่ากามนิยม หรือเมถุนนิยม โลกนี้มีแต่สองเรามันเป็นความแคบที่สุดแล้ว แล้วหลงใหลเรื่องรสกาม รสเมถุน ผู้พ้นแล้วกว้างขึ้น ความรักขยายมากขึ้น เป็นมิติที่ 2 มิติที่สองเรียกว่า พันธุนิยม … หรือ ปิตุปุตตานิยม เรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ลูก มันเพิ่มขึ้นมาจากสองคน ก็มีพ่อแม่ลูก เป็นสาม มิติที่ 3 กว้างขึ้นอีก ลึกขึ้นอีก เป็นญาติทางสายเลือด ญาติโกโยติกา เป็นความรักที่ค่อยๆขยายผลมากขึ้น เผื่อแผ่ผู้อื่นมากขึ้น แทนที่จะเห็นแก่ตัว แต่กรอบที่ตนเองยึดถืออยู่ แค่มิติที่ 1 2 มาถึงญาติ ก็มีมากขึ้น มิติที่ 4 ชุมชนนิยม ก็คือหมู่ชุมชนที่อยู่ด้วยกัน เอื้อเฟื้อเจือจาน กว้างขวางขึ้น เผื่อแผ่ขึ้น เป็นญาติ มิตร สหาย เหมือนพี่ เหมือนน้อง เป็นความรักที่ช่วยเหลือเฟือฟายกัน มิติที่ 5 สูงกว่าชุมชนนิยม เป็น ชาตินิยม หรือประเทศ หรือ รัฐนิยม เป็นรัฐ เป็นชาติ ที่กว้างขึ้นอีก เห็นแก่ชาติ เห็นแก่ประเทศ เห็นแก่รัฐ ไม่ใช่แคบๆ แค่คู่ของเรา พ่อแม่ลูก หรือญาติของเรา หรือแค่ชุมชนของเรา เท่านั้น แต่กว้างไปถึงรัฐ ถึงประเทศ เป็นความรักที่ขยายผลสูงขึ้นไป ตามลำดับ มิติที่ 6 สากลนิยม เป็นความรักต่อทุกๆชาติ ในชาติต่างๆ มิติที่ 7 เป็น เทวนิยม หรือ ปรมาตมันนิยม หรือ จักรวาลนิยม เป็นความกว้างทั่วทั้งโลก ทุกประเทศ ในจักรวาล อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นความรักที่กว้างไกล จนกระทั่งเข้าหานามธรรม เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เทวนิยม สุดยอดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เขาไม่รู้จักไม่เห็นไม่รู้แต่มันใหญ่ จนกระทั่งสร้างทุกอย่างเลย ในมหาจักรวาล สร้างทั้งโลก พระอาทิตย์ พระจันทร์ สร้างทุกอย่าง เป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง จะให้เป็นไปอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น นี่คือ เทวนิยมจบแค่ 7 ความรัก ศาสนาพุทธเรียนรู้ทั้ง 1-7 แล้วขึ้นไปสู่ มิติที่ 8 มิติที่ 8 อาริยนิยม เข้าใจชัดเจนเลยว่าความรักต่างๆ เป็นความรักที่ไม่เห็นแก่วงแคบ ก็จะศึกษาตั้งแต่ 1 แล้วเลิกมา ขยายกว้าง ไม่ยึดแค่วงแคบ กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นมิติที่ 8 จนถึง มิติที่ 9 นิพพานนิยม หรือ อรหันต์นิยม หมดตัวตน หมดความยึดถือ ตั้งแต่ 1-7 มาเลย ไม่เหลือเทวนิยมหมดเลย เป็นนิพพานเลย ส่วน มิติที่ 10 เป็น พุทธภูมินิยม หรือ โพธิสัตวภูมินิยม เป็นความรู้ที่ซับซ้อน จะรู้บุคคล รู้สังคม ทุกอย่าง ทั้งหมดเลย ในมหาจักรวาล เรียนรู้จักสภาพ ที่มันสังขาร สังเคราะห์กันอยู่ เป็นโลก เป็นมนุษย์ เป็นสังคม คือความรู้ทั้งหมดของศาสนาพุทธ โพธิสัตวภูมิ ถือว่าโพธิสัตว์จะต้องศึกษา ไปจนถึง เป็นพระพุทธเจ้า ก็มีเท่านี้ ความรักที่อาตมาประมวลมา มาถึงวันนี้ อาตมาก็จะไม่ขยายความ ความรักตั้งแต่ 1 ถึง 7 ที่เป็นเทวนิยม ขอขยายความ 8 9 10 ที่เป็นของพุทธ แต่ไม่ได้หมายความว่าพุทธไม่รู้จักมิติที่ 1-7 แต่รู้จักอย่างดี และอยู่เหนือด้วย จึงเป็นวิธีที่ 8 ที่ 9 ยิ่งรู้รอบครบหมดคือ มิติที่ 10 จะใช้ภาษาเรียกว่าความรัก จะใช้อย่างคุณรุ้งเริงธรรมเขียนมาว่า กว้างใหญ่ ก็เป็นการพูดรวมๆ แต่ถ้ามีอาการลิงค นิมิต ที่ขัดเจนว่า เป็นความรักที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นความรักของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ที่แยกจากความรักตื้นๆ ความรักที่ยิ่งใหญ่ 4 สภาพนี้ เป็นความรักของพระเจ้า ที่ศาสนาพุทธรู้จักดี และปฏิบัติได้ตรงด้วย เมตตาคือ ความรักที่ ไม่ต้องการให้ใครเป็นทุกข์ ไม่ต้องการให้ใครตกทุกข์ ได้ยาก ใช้ภาษาพยัญชนะว่า ต้องการให้เป็นสุข แต่ต้องรู้ว่าสุขของศาสนาพุทธ คือเป็นสุขที่ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ เป็นสุขอย่างโลกุตระ เป็นปรมังสุขัง ที่ใช้พยัญชนะเรียกลำลอง แต่ความจริงแล้วศาสนาพุทธ หมดทุกข์ หมดสุข จิตมีแต่ปัญญา ความรู้ ไม่ทุกข์ไม่สุข รู้จักการเป็นอยู่ของความรู้สึก ที่เรียกว่าเวทนา เพราะฉะนั้น ฐานอุเบกขาเวทนา เรียกว่าไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เป็นฐานนิพพาน ผู้ที่สามารถทำจิตของตัวเอง ให้บรรลุถึงฐานนิพพานนี้ ได้สมบูรณ์แบบ เป็นอุเบกขาสมบูรณ์แบบ บริบูรณ์ด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา เป็นอเนญชา ตั้งมั่น จนกระทั่งเป็น นิจจังฯ….นั่นแหละคือสุดยอดของผู้ที่รู้จริง มีจริง เป็นจริง ทำได้จริง ถ้ายิ่งเป็นโพธิสัตว์ แต่ละระดับ จะรู้ละเอียดลออ ในความหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างนั้น อย่างนี้ ครบ
ท่านเดินดินเรียบเรียงที่อาตมาได้เคยเทศน์ไว้ แต่ก็ขออธิบายของอาตมาเลย
ก่อนจะอธิบาย มีคำถามอะไรมา… ชาวอโศกเราจะรู้จริงว่า เราเป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าไม่สอนให้ตัวเอง ปฏิบัติแบบไม่รู้ว่าตัวเอง ได้ถึงไหนแล้ว แต่ท่านบอกไว้หมด ตรวจสอบได้ ดึงพยัญชนะหลักฐานที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ต้องมีปัญญา ญาณ 7 เป็นความรู้ที่แท้จริง เมื่อมีญาณปัญญาตรวจได้ เป็นพยัญชนะให้ตรวจสภาวะ ก็ตรงกัน ชี้ชัดกันได้ ขอยืนยันว่าชาวอโศก คือพระโสดาบัน เป็นเบื้องต้นมีกันมาก ขอยืนยัน เพราะว่ามีสัมมาทิฏฐิ แนวปฏิบัติธรรมะกันมาก คนที่มีบารมี ก็ไม่นาน เป็นพระโสดาบันได้ สกิทาคามี อนาคามี เป็นอรหันต์ก็มี พูดไปหมดแล้ว ไม่ได้อวดดี ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรม ที่มีในตน จนเป็นปาราชิก หรือปาจิตตีย์ ก็ไม่ใช่ อาตมาบอกแล้วนะว่า อาตมาพูดอุตตริมนุสสธรรมออกไป คนมาตู่ว่าอาตมาปาจิตตีย์ เพราะผู้อนุปสัมบันฟัง ขอยืนยันว่า เขาได้ฟัง ก็ไม่ฟังหรอก จริงๆแล้วคนมาเพ่งว่า เทศนาออกไปในโทรทัศน์ คนฟังเยอะแยะ ก็ปาจิตตีย์สิ อาตมาก็ขอยืนยันว่า ผู้อนุปสัมบัน คือผู้ที่ฟังไม่รู้เรื่อง เขามาเปิดแล้ว เขาก็จะไม่ฟังหรอก คนที่พอรู้เรื่อง เป็นอุปสัมบันน้อยๆ ก็จะฟังรู้เรื่อง ฟังเป็นชั่วโมงๆ ไม่ได้อาบัติอะไรหรอก ให้ฟังเอาที่สาระ โดยเฉพาะเจตนาที่เป็นกุศลเจตนา จะมาตั้งใจเพ่งโทษกันทำไม อาตมาไม่ได้ทำเพื่อล่าโลกธรรม หรือแสดงความยิ่งใหญ่ ว่าตัวเองรู้เก่งพิเศษ ให้คนเคารพนับถือ ก็ไม่ใช่ ในธรรมะพระพุทธเจ้า ให้ศึกษาให้ดีๆ แล้วก็จะเข้าใจ ทดสอบตัวเองได้ ปฏิบัติธรรมไม่สูญเปล่า ไม่โมฆะ ไม่เป็นหมัน ปฏิบัติธรรมได้มรรคผลจริงๆ ใครที่สนใจ ก็ช่วยมาศึกษา
ทีนี้มาพูดถึงเรื่องที่เป็นความรัก ให้พิสดาร โดยอัตโนมัติ ที่จะได้พูดไป จากที่เขาเขียนมานี่ก็ได้ ไม่บอกชื่อ…. _การวัดคนที่ได้โสดาปัตติผลที่ผ่านการเกิดทางจิตวิญญาณ (โอปปาติกโยนิ) 1. ญาณ 7 พระโสดาบันครบ ตรวจสอบตัวเองว่า โอปปาติกจิต จิตเราเกิดมีญาณ 7 นี้ 2. จะมีผลต่อร่างกายดังนี้ 2.1 นอนแค่ 4 ชม.โดยร่างกายตื่นเองไม่ต้องใช้นาฬิกาก็ตื่น 2.2 ระบบกระเพาะลำไส้ทางเดินอาหารจะสะอาด 2.3 ร่างกายจะไม่รับเนื้อสัตว์เลย ถ้าฝืนทานจะท้องเสีย 2.4 กลิ่นตัวจะไม่มีเลย เหงื่อจะสะอาด 2.5 นอกจากเหงื่อที่สะอาดแล้ว ลำไส้จะดีท๊อกซ์เองได้ 2.6 นอกเหนือจากนอน 4 ชั่วโมงแล้ว สมองจะเดินอยู่ตลอดเวลาให้จิตอาศัยทำงาน 2.7 สัมผัส 6 จะมีความฉลาดแววไว เที่ยงตรงแม่นยำกว่าคนทั่วไปมาก 2.8 จะมีหูทิพย์ตาทิพย์ตามลำดับ (ในสายปัญญาและเจโต) _แล้วบอกว่าผมหาเจอแล้วครับ คำว่าน้อยใจในภาษาบาลีว่า เจตโสจลีนัตตัง พ่อครูว่า... ลีนัตตัง แปลว่า หลีกหลบ ไปจากหมู่ จากสังคม จิตมันหลีกหลบ ว่าน้อยใจ อยู่ใน อาการของถีนมิทธะ ก็ตรวจสอบให้ดี อ่านอาการจิตที่ดี อย่าหลงเพลิดไปไกลเกิน ประเดี๋ยวจะกรรมแตก หรือธรรมแตก หรือจะบ้า ต้องพยายามให้ดีๆ อย่าให้ฟุ้งซ่าน ให้อยู่ในหลักเกณฑ์ ร่องรอย คุยกับคนอื่น คุยกับเพื่อนฝูง คิดอย่างนี้ๆ ไปเองเดี๋ยวจะเป็นบ้าได้ง่ายๆ
พูดถึงเรื่องความรักพิสดาร อาตมาเป็นโพธิสัตว์ แล้วมาขยายความเรื่องความรัก ความรักอย่างพระเจ้านั้น อาตมาไม่มีปัญหา รู้ดี ความรักของพระพุทธเจ้าครอบคลุมหมด เป็นความรัก ที่ไม่มีความรัก หรือเป็น ความรักที่รักอย่างสมบูรณ์แบบ รักคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าเข้าใจอาการของเมตตา อาการของกรุณา อาการของมุทิตา อาการของอุเบกขาได้ดี ก็จะรู้จักความรักของพระเจ้า เรียกว่า พระพรหมสี่หน้า คือ 4 อย่างนี้ เป็นพรหมสี่หน้า หรือพรหมสี่อย่าง สี่มิติ สี่แบบ เมตตาก็อย่างหนึ่ง กรุณาก็อย่างหนึ่ง มุทิตาก็อย่างหนึ่ง อุเบกขาก็อย่างหนึ่ง ศาสนาพุทธมีจิตวิสุทธิเทพ หรือจิตพรหม จิตสะอาดจากกิเลส จิตของพระพรหม หรือพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว จนไม่สงสัยในพระเจ้า นี้เป็นเทวนิยม ที่มีลักษณะต่างๆ 16 แบบ 20 แบบ ที่เป็นตัวตน เป็นลำแสงอะไรต่างๆนานา เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่เป็นตัวเป็นตน เป็นภพเป็นชาติ เทวดา หรือพรหม ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เทวดามี 3 ชนิด 1. สมมติเทพ 2. อุบัติเทพ 3. วิสุทธิเทพ สมมติเทพ ที่ชื่อเท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive