610204_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เมืองไทยขณะนี้มีประชาธิปไตยดีที่สุดในโลก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610204_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เมืองไทยขณะนี้มีประชาธิปไตยดีที่สุดในโลก

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 แรม 4 ค่ำเดือน 3 ปีระกา ที่บวรราชธานีอโศก รายการวิถีอาริยธรรม ข่าวในสังคมทุกวันนี้ ข่าวที่เป็นที่นิยมคือ ข่าวพลเอกประยุทธ์ กับข่าวหวย 30 ล้าน เรื่องของการปกครองประเทศ คนฉลาดมีภูมิปัญญาจะเลือกผู้ปกครองที่ดี แต่ในชีวิตคนเรา บางอย่างเลือกไม่ได้ เช่นเราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ หรือคนนี้ ต้องปกครองดูแลเรา แต่พอโตขึ้นมา เราก็เลือกคนปกครองสังคมได้ ในสมัยโบราณ เลือกไม่ได้ ในปัจจุบันก็เลือกได้ แม้แต่ทางศาสนา ก็เลือกได้ จะเลือกไปอยู่กับสำนักไหน ไม่ว่าผู้ปกครองจะมาจากวิธีการไหนก็ตาม จะเป็นการเลือกตั้ง แต่งตั้ง หรือเผด็จการ แต่ก็ต้องดูที่ว่า ทำเพื่อประชาชนหรือไม่ ส่วนกระบวนการที่มา มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ต่างกันไป แม้แต่สังคมชาวอโศก ผู้นำก็มาตามความเหมาะสม เป็นผู้นำ จะทำอะไรตามใจ ไม่ได้เลย บางเรื่องต้องรอจังหวะ เวลา โอกาสที่เหมาะสม ถึงจะทำได้ บางเรื่อง พ่อครูคิดอะไรให้เราดีๆ แต่เรายังทำไม่ได้ ท่านก็ไม่ทำต่อ มันต้องค่อยๆปรับไป ไม่ทำแบบพรวดพราดทันที

พ่อครูว่า… SMS วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 (พ่อครู –บวรราชธานีอโศก) _5788... นมัสการท่านพ่อ ได้ดู ได้ฟัง ท่าน สมณะ และสิกขมาตุ เทศน์มาประมาณ 3 ปี เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่า จะไม่ตายฟรี เป็นคนข้างนอกมา 70 ปีต้นๆแล้วครับ พ่อครูว่า… เรานำเสนอออกไป ให้คนรับรู้ แล้วพิจารณาเอาไปปฏิบัติตาม ได้ผลอย่างไร เสียผลอย่างไร ก็บอกกันบ้าง จะได้วิจัยวิจารณ์ให้ฟังด้วย

_3867... พ่อครูเคยกล่าว คนฉลาดจะสร้าง force อำนาจ ให้คนเกรงกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งฤาติเตียนติติงได้! เป็นเผด็จการ ที่ใช้อำนาจเป็นความชอบธรร

อ่านต่อ

ม โดยมิชอบ..และปราชญ์แท้ จะไม่สร้าง force ให้คนเกรงกลัว จนมิกล้าค้านแย้ง ฤาติเตียนติติงจึงมี authorits ใช้ความชอบธรรมเป็นอำนาจ โดยธรรม! กบสิ้นโศกคงจำบ่ผิด? พ่อครูว่า… เป็นวิธีการใช้กำแพงไร้สภาพ หรืออะไรก็ตาม กำแพงไร้ตัวตน ป้องกัน หรือว่ามีตัวตนอะไรขึ้นมา ป้องกันตัวเอง มีโศลกที่เต็มบอกว่า “ปราชญ์ จะไม่สร้างอำอาจให้แก่ตนเอง จนคนเกรง ไม่กล้าติ ไม่กล้าท้วง ผู้แค่ฉลาด จะสร้างอำนาจให้แก่ตนเอง จนคนเกรง ไม่กล้าติ ไม่กล้าท้วง”

_2596...กราบเท้าเคารพพ่อครูอย่างสูง ไม่ใช่กองหนุนบิ๊กตู่ค่ะ แต่เป็นกองกำลังของพ่อท่าน อย่างมั่นคง แข็งแกร่งค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะวิปัสสนาอย่างไรขณะทำงานอาชีพ _อำภา รื่นใจดี · กราบนมัสการถามท่านพ่อครูในทางหลักวิชาการ 1. ความหมายของคำว่าวิปัสสนา 2. องค์ประกอบของวิปัสสนามีอะไรบ้าง 3. ในขณะที่เรากำลังประกอบหน้าที่การงานอยู่ เราจะวิปัสสนาอย่างไร พ่อครูว่า… วิปัสสนา แปลว่า เห็นด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอกด้วยเลย ความหมายของวิปัสสนาที่ท่านแปลกันคือ ความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง องค์ประกอบของวิปัสสนา มีอะไรบ้าง มี มรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ถ้าเต็มที่ก็เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 นั่นคือ องค์ประกอบของวิปัสสนา มรรคมีองค์ 8 มีทั้งขณะทำอาชีพการงานทุกอย่าง ทั้งในพฤติกรรม อิริยาบถต่างๆ มีทั้งขณะพูดขณะคิด โพชฌงค์ 7 ก็มี สติสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นองค์ประกอบครบ รอบถ้วน ผู้ที่ไปนั่งหลับตาเข้าภวังค์ ไม่มีโอกาสไปวิปัสสนาอะไรได้เลย เพราะวิปัสสนานั้นจะต้องประกอบไปด้วยภายนอก ภายใน ประกอบด้วย สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ เป็นธรรมะ 2 โดยเฉพาะ ข้อ 3 ถามว่า ขณะที่เรากำลังประกอบหน้าที่การงานอยู่ เราจะวิปัสสนาอย่างไร? นี่ถามเข้าเป้าดี แสดงว่ารู้ว่า กำลังประกอบหน้าที่การงาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่มีการงาน นั่งทิ้งไป แล้วบอกว่าวิปัสสนา อย่างนั้นมันเป็นความผิด อย่างไม่เหลืออะไรเลย จะไปบอกว่านั่งหลับตาสมาธิ จิตสงบ แล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา เป็นตรรกะทั้งนั้นเลย นอกรีต นอกทางหมด มีคนบอกว่า ที่หลับตาแล้ววิปัสสนาได้ เพราะใช้ตาทิพย์ คุณก็อยู่ในโลกทิพย์ของคุณไป เราอยู่ในโลกมนุษย์มนา เขาอยู่ในโลกทิพย์ ก็ไปคนละอย่าง อาตมาเป็นคนสามัญ มีเนื้อ มีหนัง มีสติสัมปชัญญะ มีองค์ประกอบ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เกี่ยวข้องอยู่ทั้งหมด อาตมาไม่ได้หลงเพ้อในตรรกะ ในวิมาน จินตนาการ วาดภาพไป จะไปปั้นเรื่องราว ปั้นรูปโฉม อะไรก็ได้ มันก็เป็นการหลงเลอะเทอะไป เอาความจริงอะไรไม่ได้ ไม่มีสมมติสัจจะ ไม่มีปรมัตถสัจจะ เป็นธรรมะ 2 ขณะที่เราประกอบกรรมการงาน อาชีพก็มี สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เราจะวิปัสสนาอย่างไร หลักวิปัสสนาของพระพุทธเจ้า หรือกรรมฐานของการปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้านั้น อยู่ที่ เวทนา ถ้าไม่มีเวทนา ไม่มีทางที่จะปฏิบัติได้ เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้นั้น ไม่เป็นฐานที่จะมีได้ ให้เป็นฐาน เว้นผัสสะแล้ว จะไม่มีฐานะ หรือไม่มีฐานที่ตั้งที่จะปฏิบัติ เรียกว่ากรรมฐานธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ มันได้ผิดเพี้ยนไปไกล จนกระทั่ง ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ผัสสะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกันแล้ว มีเวทนาเป็นกรรมฐาน เมื่อไม่มีอย่างนี้ ผู้ที่นั่งหลับตา เข้าไปอยู่ในภพ จึงได้แต่ภาวนาในอดีต และอนาคต พระพุทธเจ้าก็ประมวลเอาไว้แล้วว่า อดีตมี 18 อย่าง อนาคตก็มี 44 อย่าง รวมเป็น ทิฏฐิ 62 ใน พรหมชาลสูตร บอกความเป็นจริงในขณะนั้น ที่พระพุทธเจ้าอุบัติ แล้วค้นพบความเป็นไปในสังคม เขาก็ศึกษากันแบบนั้น และไปหลงใหล เรื่องอัตตา กับเรื่องโลก ก็ต้องเรียนรู้ให้ครบ แล้วอยู่กับโลก กับอัตตา อย่างไม่เป็นทาสโลก ทาสอัตตา ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแตกฉาน จะเข้าใจชัดเจนเลย ในพรหมชาลสูตร ผู้ที่ไม่รู้ ก็อยู่ในทิฏฐิ 62 เหมือนตาข่าย (ชาละ) แหที่มันพันตัว ลิงถูกแหครอบ มันจะดิ้นพันตัวเลย ไม่รู้เรื่อง ยิ่งดิ้น ยิ่งมัด ยิ่งแน่นเข้า พันตัวเองตาย อาตมาเหนื่อย ที่จะไปช่วยแก้กลับให้ถูก ตาม ใน สามัญญผลสูตร ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ศาสนาพุทธมี ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา เป็นการศึกษา ของศาสนาพุทธ มี 3 อย่างนี้ ถ้าไม่ชัดเจนใน 3 อย่างนี้ จบเห่เลย ไม่มีศาสนาพุทธ ไม่มี ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นขออาศัยตรงนี้เลย มีข้อความของ sms อีกอัน

_กุศลา ธัมมา . ความสุขของคนทำนา เมื่อเห็นราคาข้าวหอมมะลิสูงที่สุด ทุกยุคของรัฐบาลที่ผ่านมา (พูดถึงราคาตามกลไกตลาดนะ ไม่เอาเคสจำนำข้าวเน่า กก.20นะ) พ่อครูว่า... กุศลเป็นเพียงสมมุตินะ ทำไมไม่เอา บุญญาธัมมา อาตมาไม่รู้หรอกเรื่องราคาพวกนี้ มาต่อที่ขณะคิด พูด ทำกรรม 3 ทำการงานอาชีพ นี่แหละปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า วิปัสสนาได้ ใน 4 อย่างนี้ ทีนี้เป้าที่จะวิปัสสนาแท้ๆ เรียกว่า กรรมฐานแท้ของศาสนาพุทธ กรรมฐานของศาสนาพุทธ มีกรรมฐานเดียว มีเวทนา เป็นกรรมฐาน แล้ว วิปัสสนา คือ พยายามเรียนรู้ แยกแยะ เลือกเฟ้น เอากิเลสในเวทนา หาอาการกิเลสในเวทนา ในความรู้สึก หรือในอารมณ์ พยายามแยก ธัมมวิจัย แยกแยะ อาการของกิเลสตัณหา อยู่ในเวทนา นี้ ออกมาให้ได้ ถ้าออกได้แล้วเราจะดูอาการ ที่เป็นแบบโลกๆ คือ เคหสิตเวทนา เมื่อเราลดกิเลสได้เรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา อาการที่มี 18 อาการ อาการ 18 นี้ เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร ซึ่ง 6 นี้ มันจะเป็นอาการแยกย่อยออกไปอีก เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ได้ อีก 3 อย่าง ทั้ง 6 ทวาร เมื่อกระทบสัมผัสแล้วมีอาการ เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ รวมแล้วเป็น 18 อาการ อาการที่เกิดนั้น ผู้ที่วิปัสสนาคือเห็นแจ้งด้วยปัญญาเข้าไปแยกแยะได้ว่า อาการอย่างนี้ เคหสิตเวทนา หรืออาการโลกียะ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอนเรียกว่า อาการของวิปัสสนา อาการที่รู้กิเลส ทำให้กิเลสลดลงได้ ออกจากกิเลส คือเนกขัมมะ ออกจากสิ่งที่เราติด เรายึดถือ เราเคยมี เอามันออกจากใจ หรือเอาใจออกจากมัน ได้ เรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา นั่นคือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า 18 อาการของเคหสิตะก็ดี 18 อาการของเนกขัมมะ ก็ดี ท่านเรียกว่า มโนปวิจาร ที่มันเกิดจริงเป็นจริงอยู่ขณะนั้น นี่คือจุดสำคัญของการปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธ จะต้องมีความเคลื่อนไหว จึงจะเปรียบเทียบได้ เป็นอาการสุข อาการทุกข์ อาการไม่สุขไม่ทุกข์ ถ้ามันนิ่งนิ่ง ก็อ่านไม่ออก นิ่งเฉย เดี่ยวเดี่ยว จะไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ คนที่ไปหลงปฏิบัติธรรม ทำจิตให้นิ่งดิ่งลงอย่างเดียว พวกโลกีย์ พวกเดียรถีย์หลงผิด เขาเคยหลงกันมานานแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ พระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว ก็หลงกันอยู่ พระพุทธเจ้าแก้ไขให้เสร็จแล้ว ก็ผิดเพี้ยนลงไปเป็นแบบเก่าอีก เหมือนอย่างทุกวันนี้ อาตมาก็ต้องดึงมาหาความถูกต้อง พูดแล้วพูดอีก พูดอีกพูดแล้ว อธิบายก็ยากจริงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เมืองไทยขณะนี้มีประชาธิปไตยดีที่สุดในโลก เมืองไทยเป็นเมืองพุทธแท้ๆ แต่ปฏิบัติกันเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นมิจฉาปฏิบัติ ผลจึงไม่ได้ผลดี ประเทศไทยจึงเสื่อมลงมาเรื่อยๆ ศาสนาเสื่อมมาก่อน ประชาธิปไตยเกิดมา 86 ปี เท่านั้นเอง ประเทศไทยมีพุทธศาสนามาก่อน 86 ปี ตั้งแต่สร้างประเทศไทยมา ก็มีพุทธศาสนามาก่อน ประเทศไทยจึงมาทีหลังมาก จริงๆแล้วมันไม่ใช่หรอก จริงๆแล้วประชาธิปไตยทุกวันนี้ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นของเก๊ เป็นประชาธิปไตยปลอม ก่อนที่จะเกิดประชาธิปไตย 85 - 86 ปี เอามาจากเมืองนอก เมืองไทยมีประชาธิปไตย โดยพุทธศาสนาอยู่ก่อน ประชาธิปไตยขาเดียว ที่นิยมกันอยู่ทุกวันนี้ ที่เข้ามา คำว่าประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตยคือ อำนาจเป็นของประชาชน แล้วถ้าจะให้ประชาชนมีอำนาจได้ ผู้ที่มีรัฏฐาธิปัตย์ อย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในยุคสมัยโบราณ เรียกกันว่าประชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดิน ให้อำนาจแก่ประชาชน เช่น พ่อขุนรามคำแหง เป็นต้น ให้อำนาจแก่ประชาชน มีเรื่องอะไรเข้ามาช่วยตัดสิน เป็นผู้ให้ความคิด เป็นผู้แนะนำ ใครเดือดร้อน ก็มาตีระฆัง มาเลย มีเรื่องขัดข้อง เป็นทุกข์ร้อนอะไร ก็ให้อิสระเสรีภาพ ให้สิทธิเต็มที่ นั่นคือผู้บริหาร ที่มีทศพิธราชธรรม มีประชาธิปไตยในตัว รูปแบบ กฎเกณฑ์ บัญญัติว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ราชาธิปไตย แต่พฤติกรรมของท่าน เป็นประชาธิปไตย แต่ทุกวันนี้ เอารูปแบบการเลือกตั้ง มาเป็นตัวตั้ง ให้เลือกตั้งเอาเขาเข้ามา เขาเก่งในการเลือกตั้ง จนเขาว่า เอาเสาไฟฟ้าไปลงเลือกตั้ง ก็ยังได้ เขาดูถูกดูแคลนประชาชนถึงขนาดนี้ ประชาชนโง่เง่าเต่าตุ่น จะทำอย่างไรก็ได้ มันจึงเป็นอำนาจเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตยเลย แล้วมาหลอกมนุษย์อีกว่า เขาเป็นประชาธิปไตย พวกที่รัฐประหารมา ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นเผด็จการทหาร มาแยกแยะเผด็จการ กับรัฐประหาร และประชาธิปไตย ดู ยกคำว่า ประชาธิปไตยมาก่อน เอาคำว่าปฏิวัติ หรือรัฐประหาร ถ้าจะพูดว่าปฏิวัติ ความหมายของคำว่าปฏิวัติ แปลว่า พยายามทำให้มันกลับคืน ปฏิแปลว่าทวนกลับ มันเป็นอย่างนี้ไม่ดี ก็พยายามทำให้กลับคืนให้ดี จะทำอย่างรุนแรง หักด้ามพร้าด้วยเข่าเลย ยึดอำนาจทันที แล้วแก้กลับมา อย่างนี้คือ ปฏิวัติ ทำเลยทันที มันมีคำต่างที่คือ ปฏิรูป และปฏิวัติ การปฏิวัติทำเร็วทันที ทำแรง การปฏิรูป ทำแบบค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ไม่รุนแรง ก็ไม่มีปัญหาอะไร รัฐประหาร หมายความว่า ฆ่าเลย ฆ่ารัฐ รัฐหมายถึงรัฐบาล ถ้ารัฐบาลนี้ประพฤติไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าท่า ไม่เป็นไปด้วยดี ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสีย เสื่อมโทรม ก็มีคนใช้อำนาจบังคับ ประหารรัฐบาลเลย ไม่ใช่ประหารประเทศ ปฏิวัติรัฐประหารนั้น ค่อนข้างใช้อำนาจรุนแรง ทีนี้ เผด็จการ คำนี้ลึกซึ้งมาก 1. เผด็จการ โดยตัวเองเลย ใช้อำนาจไม่ฟังใคร ฉันจะทำอย่างที่ฉันต้องการหมดทุกอย่าง อย่างนี้เป็นอำนาจบาตรใหญ่ อย่างที่เห็นคนในประวัติศาสตร์ เช่น ฮิตเลอร์ อีดี้อามิน เป็นต้น เขาบอกว่า เอาการเลือกตั้ง เป็นเครื่องหมายประชาธิปไตย อย่างนี้ไม่ถูก ต้องเอาพฤติกรรม อย่าไปเอาแค่การเลือกตั้ง เลือกตั้งนั้น มันแค่สะเก็ดของประชาธิปไตย ปลายเส้นขนประชาธิปไตย แล้วไม่ใช่เป็นการยืนยัน เนื้อแท้ประชาธิปไตยด้วย มันต้องเอาพฤติกรรมของผู้บริหาร ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เมื่อเขาประพฤติปฏิบัติเพื่อประชาชน อย่างเช่นพ่อขุนรามคำแหงปฏิบัติ ท่านเป็นประชาธิปไตย หรือเอาของพระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตย ท่านมีกฎระเบียบ ปลดปล่อยความเป็นทาส ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปลดปล่อยความเป็นวรรณะ ท่านมีธรรมนูญ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทั้งหมด 43 ข้อ แต่ถ้าพระองค์ไหนบอกว่า มีศีล 227 ข้อ อันนี้เลอะเทอะแล้ว ในมหาศีล ไม่ให้มีเดรัจฉานวิชา แต่เดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมด ในการสวดต่างๆ ก็เหมือนกัน การสวดก็เป็นเดรัจฉานวิชาได้ สวดล้านเที่ยว เป็นต้น ด้วยความไม่รู้ เรียกว่าอวิชชา ประเทศไทยมีการปฏิวัติเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ ได้ไปขอบริหารประเทศต่อ ใช้คำว่า “ถ้างั้นตั้งแต่นาทีนี้ ผมตัดสินใจ ยึดอำนาจการปกครอง” เป็นคำปฏิวัติที่สวยงามมาก ฝ่ายทักษิณ จะมีนอมินีกี่คนก็ตาม อำนาจรัฐของทักษิณ เขาก็พยายามเจรจากันอย่างเรียบร้อย ไม่ใช้ความรุนแรงอะไร ประชุมกัน รอบ 1 รอบ 2 ก็ยังหาจุดร่วมลงตัวกันไม่ได้ แต่หลังประชุมรอบสองแล้ว ก็ยังหาจุดร่วมที่ตรงกันไม่ได้อีก เพราะแต่ละฝ่ายยังคงนำเสนอแนวทางในมุมมองของตัวเองเหมือนเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จึงถาม นายชัยเกษม นิติสิริ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มาประชุม ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลว่า ตกลงรัฐบาลยืนยันไม่ลาออกใช่หรือไม่ ซึ่งนายชัยเกษม ตอบว่า นาทีนี้ ไม่ลาออก พล.อ.ประยุทธ์จึงบอกว่า “ถ้างั้นตั้งแต่นาทีนี้ ผมตัดสินใจยึดอำนาจการปกครอง” จะบอกว่าเป็นการปฏิวัติ คือกลับวัฏฏะ การหมุนของรัฐบาลทรราช มาเป็นการหมุนของรัฐบาลใหม่ เรียกว่าปฏิวัติได้เหมือนกัน แต่นี้ไม่มีการลงไม้ลงมือ ไม่มีการลงแรง ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ จะเรียกว่าประหาร ก็เอาภาษามาพูดง่ายๆ ประหารรัฐเก่า ประหารรัฐบาลเก่า แล้วก็เกิดรัฐบาลใหม่ขึ้น ด้วยคำพูดแค่นั้นแหละ ประโยคเดียว สำเร็จ ไม่ต้องไปมีทหารเข้าแถว แบกปืน ไปยึดตรงนั้น ตรงนี้ ยึดกรมโฆษณาก่อน ที่ทำได้อย่างนั้น ขออภัยไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพราะว่าประชาชนไทย สุกงอมหมดแล้ว เขารู้เช่นเห็นชาติ พฤติกรรมรัฐบาลทรราช สมบูรณ์แบบแล้ว เขาไม่เอา คุณจะมีนอมินีมาอีกกี่หน่อ อีกกี่คนก็ตาม เขาก็ไม่เอา ประชาชนพยายามไปบอกประชาชน ตั้งเวทีขึ้น แล้วให้ผู้รู้ออกมาชี้ หลักฐาน อ้างอิงต่างๆ บนเวที กระจายเสียงประกาศไปเป็นปี ประชาชนก็ได้รู้ทั่วไปหมด ว่ารัฐบาลนี้ เป็นทรราชอย่างไร ไม่ดี ไม่งาม ไม่เหมาะสม จะบริหารประเทศอย่างไร ก็รู้หมดชัดเจน เพราะฉะนั้นความรับรู้ของประชาชนนั้น เป็นเสียงเดียว เป็นคะแนนเสียงเดียวกันแล้ว นี่คือพฤติกรรมของประชาธิปไตย ไม่ใช่เลือกตั้ง แต่คะแนนเสียง มันเป็นไปโดยธรรม อำนาจประชาธิปไตยนั้นเต็มที่ เมื่ออำนาจประชาชน หรือประชาธิปไตยเต็มที่ รัฐบาลทรราชตัวแทนทำงานอยู่ อย่างคุณชัยเกษม นิติสิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขนาดนั้น มาเจรจา พลเอกประยุทธ์ก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจการปกครองก็ได้เลย จึงเป็นเรื่องที่นักรัฐศาสตร์ของโลก ต้องบันทึกเอาไว้ เป็น best Record ที่เยี่ยมยอดงดงามสวยงาม ไม่ใช่เรื่องที่สุกเอาเผากิน แต่เป็นเรื่องที่สุกงอม เดินทางมาตามลำดับ อย่างเรียบร้อย สงบ สุภาพ มาตลอด เพื่อให้เกิดการตื่นตัว เพื่อให้ประชาชนรับรู้ ยืนยันความจริง รัฐบาลบริหารใช้ไม่ได้ ว่าอย่างนั้น ใช้ไม่ได้จริงๆ ไม่รู้กี่รัฐบาล ตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย ถึงยิ่งลักษณ์ หมดเลย แม้แต่จะเกิดเหตุการณ์ของรัฐบาลประชาธิปัตย์มาคั่น ก็ยังไม่ได้เรื่องอะไร เราก็ได้ประท้วงเหมือนกัน ให้ออกไป หัวหน้าประชาธิปัตย์ตอนนั้น ก็คือคนปัจจุบัน ทำได้แค่นั้น ว่าใช้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้เรื่อง ประชาชนไม่เอา ประชาชนก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นพลังของประชาชนมากพอ มันเป็นกำแพงไร้สภาพ มันเป็นพลังงานของความรู้ ความเห็น ยิ่งกว่าโพลของสำนักไหน รวมกันเป็นสภาพความจริงของประชาธิปไตย อํานาจอธิปไตยของประชาชน ฟังไปฟังมาพอเข้าใจไหมว่า ประชาธิปไตยหรืออำนาจของประชาชน มันมีรูปแบบไหน เข้าใจไหม มันมีจริงๆ เป็นอำนาจเต็ม ญาติธรรมว่า.. การปฏิวัติของพลเอกประยุทธ์ จะสอดคล้องกับคำว่าปากเป็นเอกเลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรา พ่อครูว่า... จะบอกว่าปากเป็นเอกก็ได้ ปากคือ คำพูดของพลเอกประยุทธ์ เป็นเอก เลขเป็นโท คือการขีดเขียน หนังสือเป็นตรี มันก็ไม่มีหนังสือสักเล่ม ชั่วดีเป็นตรา ก็ชัดเจน ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลเก่าชั่ว มันบอกชัดเจน ตีตราชัด ทุกอย่างมันสุกงอม ชัดเจน เรียบร้อย เมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตยที่สวยงาม เป็นประชาธิปไตยที่ดำเนินมาจน ประชาชนเป็นนักประชาธิปไตยที่เลิศยอด ยังมีมนุษย์หลงยุคตกยกอยู่จำนวนหนึ่ง ชุมนุมที่ยังโวยวาย เป็นปทปรมะ เป็นพวกบัวใต้ตึก เอาคอนกรีตโบกทับด้วย อาตมาไม่ได้ประจบประแจงพลเอกประยุทธ์นะ ที่ท่านบริหารตอนนี้ เป็นนายกคนที่ 29 อาตมาว่าเป็นคนที่เข้าตาอาตมาที่สุด อาตมาไม่เก่ง ที่จะอธิบายรายละเอียดว่า ดีกว่าอย่างไร แต่ว่าพลเอกประยุทธ์ บริหารมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งคนเก่าๆ บริหารมา สร้างรูปแบบ สร้างกลุ่ม สร้างคน สร้างคณะ ฝังรากในประเทศไทยขณะนี้ ก็ต้องมาเคลียร์ มาจัดการเปลี่ยนแปลง ต้องมาปราบ ต้องมาทำ เรียกโดยศัพท์ว่า ปฏิรูป พยายามมาแก้ไข ปรับปรุง พวกนี้อยู่ตลอด มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลยนะ 85 - 86 ปี พวกนี้ก่อร่างฝังรอยมาเท่าไหร่ ทำได้ขนาดนี้ อาตมาว่าเป็นผลงานที่เข้าตาอาตมา ถ้ายังมีเรี่ยวแรงนะ พลเอกประยุทธ์ทำไปอีก 10 ปี 20 ปี ไทย 20 ปีก็ 80 กว่า คงจะพอๆกับอาตมาตอนนี้ พลเอกประยุทธ์ตอนนี้ 63 ปี อีก 20 ปียังอ่อนกว่าอาตมาเลย อาตมาก็ยังหนุ่ม ใช่ไหมนี่ ฟิตเนส เพราะฉะนั้น ก็พยายามทำไป อาตมาไม่จำเป็นต้องไปประจบประแจง พลเอกประยุทธ์ แต่อาตมาพูดด้วยเนื้อหา เนื้อผ้า ชัดๆ ตั้งแต่เริ่มที่จะไปบอกว่า พลเอกประยุทธ์นี้ เผด็จการ ปฏิวัติรัฐประหาร ฟังพวกนี้ ค่อนข้างจะเอียงไปในทางเสีย เป็นคำลบ เผด็จการก็ดี รัฐประหารก็ดี ปฏิวัติก็ตาม ฟังแล้วเป็นคำเสีย แต่ความจริงแล้ว สภาวะพฤติกรรมแท้ของผู้กระทำนั้น ไม่ได้มีความรุนแรง ไม่ได้มีอะไรน่าเกลียด น่าชัง อะไรเลย อาตมาว่ามันเรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงามดี ในการปฏิบัติ ประพฤติ บางอย่างจะต้องแรง เหมือนเลี้ยงลูก บางทีต้องมีพฤติกรรมที่แรงกับลูก บางทีก็มีพฤติกรรมเรียบร้อย หวานจ๋อย อะไรอย่างนี้ มันเป็นธรรมดาธรรมชาติในมนุษย์ สรุปความแล้ว โดยผลรวม เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม ใครยอมรับไหมว่า ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์บริหารมานี่ สงบเรียบร้อยราบรื่น ยอมรับไหม อย่างนี้แล้ว จะเอาอย่างไรอีกจ๊ะ พ่อคุณทั้งหลาย เสียงนก เสียงกา เสียงคนตาบอด ไปเอานิยายอะไร กับพวกที่ ปทปรมะ คนแก้ไม่ได้ เป็นบัวใต้ตึก ปทปรมะอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยไป ของเขามันมืดบอด ดำฤษณา จนไม่รู้จะไปทำอะไรได้แล้ว เขาก็โวยวายไป ทำอะไรไม่ได้ ก็ให้เป็นเสียงนกเสียงกา อย่าไปเอานิยาย อย่าไปถือสาอย่าไปวุ่นวาย ปล่อยให้เขาร้องไปจนไม่มีเสียงร้อง อาตมาว่าประชาชนทุกคนเขาเข้าใจหมดแล้ว ใครจะเข้าใจประชาธิปไตยอย่างไรก็เป็น Concept คนละอย่างกับอาตมา อาตมาว่านี่เป็นประชาธิปไตย ถึงขั้น ปรมัตถ์ เอาอย่างพระพุทธเจ้า ในหลวง เป็นแบบอย่างชัดเจน ตามพระพุทธเจ้ามา ใครจะรุนแรงอย่างไร ท่านก็ไม่เคยรุนแรงกับใคร ท่านก็ทำด้วยความมั่นคง แข็งแรง ไม่วอกแวก เพราะฉะนั้นพลเอกประยุทธ์ ตามรอยพระยุคลบาทในหลวงได้เลย ทำไป ขณะนี้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบได้ มีความ error ได้มีความบกพร่องได้ เพราะว่าฝังรูปรอยมาตั้งนานแล้ว เป็นต่อจากประชาธิปไตยของโลกที่ต้องบันทึก Best record เอาไว้ นี่คือประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่าไปเทียบกับประชาธิปไตยขาเดียว ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้นทางมันต่างกัน อย่างนั้นมันประชาธิปไตยขาเดียว จะเอาประชาธิปไตย 2 ขา ไปเทียบได้อย่างไร แกนที่จะมาเปรียบเทียบแกนหลัก ก็คนละอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นประเทศไทย มีพฤติกรรมสังคมไทย ที่ได้ร่วมกันสะสม สร้างสรรค์กันขึ้นมา ได้วิเศษแล้ว ยืนยันเป็น status quo เป็น phenonmenon ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องตรรกะ จินตนาการ หรือเป็นแค่ เจตคติ แบบยูโทเปีย ของโทมัส มอร์ ไม่ใช่ แต่เป็นความจริง ที่มีของจริงยืนยัน เพราะฉะนั้นคนที่ยังงมโข่ง อยู่แค่การเลือกตั้งของประชาชน เป็นตัวชี้บอกว่าคือประชาธิปไตย หลงการเลือกตั้ง ส.ส. เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เลือกตั้งประธานาธิบดี ส.ว. ส.ส. สจ. แม้กระทั่ง ส.ใส่รองเท้า เป็นเครื่องแสดงประชาธิปไตย มันช่างตื้นเขินมาก การเลือกตั้ง เป็นเรื่องขี้ผง เป็นเรื่องปลายขนของประชาธิปไตย มันไม่มีทางที่จะกระทำได้แล้ว จึงเอาประชาชนมาลงคะแนนเสียง มันไม่มีทางเลือก จนทางแล้ว ประชาชนของคนประพฤติปฏิบัติไม่ไหวแล้ว ก็ต้องเลือก เพราะฉะนั้น ในวิธีการแบบอย่างประชาธิปไตยขาเดียว เลือกตั้งประธานาธิบดี เลือกตั้งนายก ก็ตาม แบบประชาธิปไตยขาเดียว และได้ผู้ที่ประชาชนเลือกตั้ง เขาเปลี่ยนตัว ไม่ได้มีการวางรากฐานสืบทอด ประพฤติ ปฏิบัติตามลำดับ ใครขึ้นมา ก็ทิ้งของเก่า เอาของกู ใครขึ้นมาก็ทิ้งของเก่า เอาของกูๆ เละๆ เละเป็นขี้ อหิวาตกโรค มันไม่เป็นก้อน มีแต่น้ำ เละ เหลวหมดเลย เพราะฉะนั้น ถ้ายังไปยึดถือประชาธิปไตย แค่เพียงเศษขน ปลายเส้นขนผิวเผินแบบนั้น ก็ปล่อยเขาเถอะ คนที่เป็นอย่างนั้น เนื้อแท้ของประชาธิปไตยนั้น มีอีกมากมาย ในหลายมิติ ลึกซึ้งเกินกว่าจะตัดสิน โดยวิธีการเลือก เลือก ส.ส. ส.ว. สจ. หรือเลือกอย่างอื่นอีก เรียกบรรจุ ใส่ให้ทำงานต่างๆ เป็นแค่วิธีการ รูปธรรมก็ดูโก้ ดูความเห็นส่วนรวม ก็ดูได้ชัด ในการเลือกตั้ง แต่เลือกแล้ว คนที่เลือกมามีพฤติกรรมดี หรือไม่อย่างไร หรือ พฤติกรรมของคนที่เลือกมา เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ มันก็เอามา เป็นอาชีพหากิน ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทำมาหากิน ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน อะไรเลย ถ้าหากความรู้รัฐศาสตร์อย่างตื้นเขิน อย่างนี้ อย่างพวกที่ตะโกนโวยวายตอนนี้ ไม่เข้าท่า มันต้องเข้ามาเนื้อหา ประชาธิปไตยจริงๆนั้นคือ โลกุตระ อย่างเช่น ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นโลกุตระ ศึกษาให้ดี พวกนักรัฐศาสตร์ โลกุตระคืออะไร โลกุตระนี้ถึงขั้นบริหารโดยไม่ต้องบริหาร ปกครองโดยไม่ต้องปกครอง มีกฎหมายโดยไม่ต้องไปใช้กฎหมาย ทุกคนอยู่ในภูมิธรรมที่ดีหมด เพราะฉะนั้นกฎหมาย ก็เป็นแต่เพียงเขียนไว้เล่นๆ สวยๆ โก้โก้ เพราะทุกคนประพฤติปฏิบัติดีหมด นี่คือโลกุตระ ก็พยายามเข้าใจให้ได้ว่า จะทำอย่างไร อบรมให้คนไม่เห็นแก่ตัว อบรมให้คนไม่มีกิเลส อบรมให้คนนี่คือ ศาสนาพุทธนะ อบรมให้คนไม่มีกิเลส อบรมให้คนไม่เห็นแก่ตัว เมื่อเอาตัวเหตุ อริยสัจ 4 เหตุปัจจัยคือความเห็นแก่ตัว เพราะว่าโลภโกรธหลงนี่ ออกไปได้ ลดไปได้จริงๆ ขออภัยอย่างยิ่งเลย ที่จะต้องยกตัวอย่างชาวอโศก คนชาวอโศกนี่ เอากิเลสความโลภโกรธหลงออก จึงเป็นสังคมชาวอโศก บริหารโดยไม่ได้บริหาร ปกครองโดยไม่ต้องปกครอง มีกฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ กฎหมาย ก็ไม่ต้องใช้กฎเกณฑ์ เพราะว่า คนเข้าใจดีหมดแล้ว มันจึงสะดวก สบายดีมาก อบอุ่น เป็นคนบริบูรณ์ บริบูรณ์เป็นพวก The Classes พูดภาษาสมัยใหม่ เขาเรียกว่าคนไฮโซ นี่คือไฮโซที่แท้จริง ไม่ใช่ไฮโซแบบโลกีย์ แต่เป็นไฮโซแบบโลกุตระ The Classes มี 9 ขั้น 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

มีพลังงาน การก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม Coefficient อย่างเช่นชาวอโศก ทำงานไม่ต้องรับเงินเดือนเลย ทุกคนมีหน้าที่ รู้หน้าที่ ตื่นมา ก็รู้หน้าที่ อาตมาตื่นมา 6 โมง แต่พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 4 ออกไปทำงานในไร่สวน หนาวเหน็บ ไม่ได้มีใครจ้าง ไม่มีใครบังคับ เป็นอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ที่สมบูรณ์แบบ ขออภัยที่อาตมายกตัวอย่าง คุณปรัชญา ปารมี วิจารณ์ ว่า คนอะไร คุยตัวอวดตัวตน ไม่มีใครเทียม คนอะไรวะ ก็เออ คนอย่างนี้สิวะ ศิวะเป็นชื่อพระเจ้านะ คนอย่างนี้ศิวะ ศิวะคือผู้ปราบ ในตรีมูรติ มีศิวะ ราม พรหม ราม คือผู้สร้าง ศิวะ คือผู้ปราบ พรหม คือผู้กลางๆ ในหลวงเอาคำว่า ใจพอ ไปใช้ คือใจพอ พอเพียง มีแค่นี้ก็พอแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน