610212_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ 7 พระโสดาบัน และประชาธิปไตยไทยนิยม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข10 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610212_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ 7 พระโสดาบัน และประชาธิปไตยไทยนิยม

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก อากาศเริ่มจะหายหนาวแล้ว ปีนี้ความหนาวเย็น เป็นองค์ประกอบ ให้พืชผักเจริญงอกงามดี อาตมาคิดถึงการพัฒนาทุกวันนี้ เราได้ฟังนักรู้ทางสังคม วิจารณ์ว่าประเทศไทยแย่แล้ว ลำบากแล้ว ไม่มีประชาธิปไตย แล้วพ่อครูก็ดูจะยืนตรงกันข้ามกับผู้รู้ที่เขามองกัน แต่ถ้ามาทบทวนเรื่องประชาธิปไตยตั้งแต่ 14 ตุลาคม ตอนนั้นประชาธิปไตยตื่นตัวมาก คราวที่นักศึกษาออกมาขับไล่เผด็จการออกไป ก็ถือว่าเป็นยุคประชาธิปไตยกระหึ่ม อาตมาก็เคยไปร่วมกับเขา แต่ว่าไม่มีความเป็นพี่เป็นน้องกัน เมื่อเทียบกับตอน พธม.ชุมนุม กปปส.ชุมนุม ที่เป็นเหมือนการจัดเทศกาลฉลองกัน ภาคประชาชนไม่มีความรุนแรงเลย เรียบร้อยทุกอย่าง พ่อครูให้คะแนนเกือบเต็มๆ ทุกครั้ง เป็นความสมบูรณ์ของภาคประชาชน และยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น ตอนหลังในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต มีจิตอาสาเกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน bomb of love เป็นความมั่นคงของภาคประชาชน จนทุกวันนี้ มีอะไรผิดขึ้นมา กระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชน เข้มแข็งยิ่งกว่า ภาคของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เสียอีก และเรื่องประชาธิปไตยไทยนิยม ก็คงจะต้องเอาแบบในหลวง หัวใจของประชาธิปไตย คือ พอสมควร และอะลุ่มอล่วยกัน เคยได้ยิน มาร์ติน วีลเลอร์ ชาวอังกฤษ บอกว่า ประเทศไทย คนไทยเคารพเพลงชาติเคารพธงชาติวันละ 2 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ ไม่ได้ซาบซึ้งกับความยิ่งใหญ่ ความมีคุณค่า ของประเทศไทย ต่างประเทศเขาประเมินว่า ประเทศไทยมีความเจริญขึ้น น่ามาลงทุน แต่คนไทยบางส่วนกลับบอกว่า ประเทศไทยกำลังเลวร้าย เป็นเรื่องของอัตตา มานะ ของคน

พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็ขอเรื่อง sms ก่อน

_กราบ

อ่านต่อ

ขอบพระคุณพ่อครู ที่พ่อได้สร้างสังคมสุดดี สุดสูง สุดประเสริฐ ให้แก่โลกนี้ ทำให้ลูกได้มาอยู่ในสังคมนี้ ก่อนมาอยู่ ลูกต้องฝ่าฟันอุปสรรคอย่างมาก ทำให้ลูกเพียรอยู่ในสังคมนี้ไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ กราบขอบพระคุณค่ะ

_SMS 11 ก.พ. 61

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยไทยนิยมกอบกู้โลก _3867... นมัสการพ่อครูฯ สมณะ สิกขมาตุ ! กับการปฏิรูปฯ ประเทศ โดยประชาธิปไตยไทยนิยม กับการเลือกตั้งฯประเทศ โดยประชาธิปไตย เหล้าเก่า นิยมขวดใหม่! ให้ประชาชนมองเห็นทางเดินให้ลูกหลานไทย สู่สุข สงบ สันติ ยุคศิวิไรซ์ ฤามิคสัญญี ทุกข์กลียุค? ความเชื่อถูกต้อง ตรงทางประโยชน์สุข โดยชอบธรรม ตอบประชาชนได้เอง โดยมิต้องให้ใครจูง เยี่ยงลา(โง่) พ่อครูว่า... คำว่า ประชาธิปไตยไทยนิยม ต่อไปในสากล จะต้องเอาไปพูด เอาไปเป็นหลัก เอาไปเป็นตัวอย่าง เป็นไอดอลของโลก ที่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของไทย ของประเทศไทย เพราะมีแกนมา จากรากเหง้า ติดมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มีเลือด และวิญญาณโลกุตระ มาตั้งแต่เดิมของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนี้เป็นโลกุตระ แม้ว่ามันจะไม่เด่นชัด ขยายตัวออกไปเต็มรูป แต่เดิมมันก็มีฝังในรากของจิตวิญญาณลึกๆมาแล้ว มาขยาย พัฒนาขึ้นอีก จนถึงยุครัชกาลที่ 9 ที่เป็นรูป เป็นร่าง อย่างชัดเจน เห็นรูป เห็นนาม เห็นสภาพสภาวะ ที่แม้แต่เทวนิยม ต่างประเทศก็เข้าใจได้ เพราะในยุคนี้ ใกล้เคียงกับกลียุคแล้ว มนุษย์ชาติในโลก แสวงหาสิ่งที่เป็นความเฉลียวฉลาดสูงสุด ที่จะต้องรู้ว่า จริงๆแล้ว องค์รวมของความเป็นสังคม ของมนุษยชาติ มันจะสุดยอดยิ่งยอดอย่างไร จะเรียกว่าระบบ ระบอบเผด็จการ คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย จนกระทั่งเรานี่แหละ นำประชาธิปไตย แบบ 2 ขา ที่จะต้องประกอบด้วยจิตวิญญาณ ขาดไม่ได้ นักรัฐศาสตร์ศึกษาให้ดี ในเรื่องของรูปนาม ในเรื่องของธรรมะ 2 ความเป็นจิตนิยามกับของโลก มีอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ศึกษาให้ดี จะเห็นความแตกต่างของ พีชนิยาม กับจิตนิยาม และจิตนิยามที่แยก โลกีย์กับโลกุตระ ให้ชัดเจน จะค่อยๆรู้ดี ละเอียดลึกซึ้งไปเรื่อยๆ ตามลำดับ อาตมาพยายามเผยแพร่ธรรมะพระพุทธเจ้า ที่เป็นโลกุตระ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ในอนาคตโลกุตระจะหายไป เหมือนกลองอานกะ ในอานิสูตร แม้จะเสื่อมไปมาก แต่รากเหง้าจิตวิญญาณพุทธ ไม่หายไปง่ายๆหรอก แต่ต้องมีผู้มาฟื้นให้ ถ้าไม่ฟื้น ก็เสื่อมสูญแน่ ไม่ถึงห้าพันปี นี่พูดด้วยความมั่นใจ จริงใจ ไม่ได้พูดด้วยความอยากอวด โลกุตระของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยสุญตธรรมเลย จะไม่ปรารถนาฟังเลย ในยุคนี้ แต่มีผู้มาฟื้นแล้ว ก็คงจะฟังกันได้บ้าง แต่ต้องขยายอายุขัยไปอีก หากไม่มีความรู้เรื่องสัมประสิทธิ์ Coefficient ก็ไม่ถึงห้าพันปี ก็ต้องมาต่ออีก จนกว่าจะมั่นใจ นี่ยังไม่ค่อยมั่นใจนะ จึงจะยืดอายุต่อไปอีก อาจก่อน 151 ปี คำนวณแล้วว่า ไม่ถึงแน่ ก็เลยต้องมาเกิดต่ออีก พวกคุณก็กลับมาช่วยด้วย เพราะไปไหนไม่รอดแล้ว จริง จิตที่เป็นลักษณะ อัญญธาตุแล้ว หยั่งในจิตแล้ว ไม่มีทาง เป็นสัจจะ อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเอาไม่ได้ คนที่ไม่เชื่อถือ ก็มีเป็นธรรมดา อาตมาไม่มีปัญหา สำหรับผู้ที่ชัดเจน รู้ร่วมกัน เราก็จะทำสิ่งนี้ให้แก่โลก ไปจนกว่าโลกจะแตกสลาย ล้างโลกไป ซึ่งอันนี้ศาสนาเทวนิยมต่างๆก็รู้ ว่าจะต้องมีการล้างโลกแต่ละยุค หมุนเวียน นิรันดร

_8866... ชาวอโศกนี้ มีความมั่นคงด้านอาหาร สัปปายะด้วยปัจจัย 4 โยมอยู่ข้างนอก ก็ได้อาศัยตามร้าน ชมร.ทั้งหลาย ที่ไปบ่อยคือ เชียงใหม่ค่ะ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก จริงพวกเราชาวอโศกมั่นคงด้วยอาหาร แค่อาหาร กวฬิงการาหาร พืชพันธุ์ ธัญญาหาร อาหารกิน เลี้ยงร่างกาย เท่านี้ ยิ่งกว่านั้น ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร พระพุทธเจ้าชัดเจน และรู้ดี _6754... ไม่อยากให้พ่อครูพูดถึง 151ปี ทำให้ลูกๆประมาทเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์ ไว้ 100ปี ค่อยคุย 110ปี ดีกว่า อย่าลืมว่า พ่อครูใช้ร่างกายมาอย่างสมบุกสมบัน ย่อมเสื่อมครับ พ่อครูว่า... อาตมาใช้ Coefficient มีสูตร แต่อย่าเอาไปใช้ทางวัตถุ ให้เสียหายล่ะ

_2166... ผมว่านอกจอยกมือมากอยู่นะ!!!!!! _2121... อายุ 65 ปี สุขภาพยังดี ไม่ทราบว่าจะเข้าไปอยู่ได้ไหม และจะต้องติดต่อกับใครได้ พ่อครูว่า... ก็มาได้ มาตรวจสอบดู แต่ถ้ามาพร้อมมะเร็งขั้นที่ 4 ก็อย่างไรดี หรือบางทีมีโรคหนักๆ พวกเรามีคนน้อย จะดูแลกันไหวหรือเปล่า บางคนมาตอนอายุ 70 80 ปี ก็มี

_หายโง่... กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา พ่อครูแสดงธรรมเรื่องปัญญาข้อหนึ่ง ในญาณ 7 แล้วเลยไปวรรณะ 9 หากการแสดงธรรมวันนี้ กรุณาอธิบายต่อปัญญาญาณ 7 ของพระโสดาบันข้อ 2-7 โดยสังเขป จะเป็นพระคุณอย่างสูง

_Jum Sumalee จุ๋ม สุมาลี· ดีมากเจ้าค่ะ พ่อครูพูดความจริง ที่ถูกต้อง สังคมไทยจะได้เปลี่ยนแปลงเสียที

_ควรสม คมศิลป์ · รายการดีๆ แต่คนไทยดูน้อยมาก พ่อครูว่า... จริง แต่อาตมาไม่ท้อถอยหรอก ตราบใดนายกฯตู่ยังไม่ท้อ อย่าคิดว่าอายุมากกว่านะ ถ้าเผื่อว่าสูตรนี้อาตมาก็ยืนยันพิสูจน์ได้จริงๆ ถ้าอาตมาถึง 96 นี่ หรือถ้าถึง120 กระหึ่มแล้ว สมณะเดินดินว่า... ผมคงไม่อยู่แล้ว กลับมาเกิดใหม่ดีกว่า พ่อครูว่า…. ก็ไม่แน่ ต่อไปอาจเปลี่ยนใจก็ได้นะ

_Turain Noon ทูเรน นูน· เสียงน้ำตกกวน ปิดน้ำตกด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ญาณ 7 พระโสดาบัน พ่อครูว่า... ตอบคุณหายโง่ เรื่อง ญาณ 7 เป็นเรื่องญาณปัญญา ความรู้พวกนี้มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นเรื่องโลกุตระที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นสัจจะ ผู้ที่ยังไม่เชื่อดี ก็ต้องตามพิสูจน์ ญาณข้อที่ 1 คือกำลังเรียนรู้กิเลสระดับกลาง คือปริยุฏฐานกิเลส ในนิวรณ์ 5 เพื่อละกิเลสนั้น แต่ยังมีการทะเลาะวิวาทด้วยหอกปาก(มุขสตี)อยู่ ปริยุฏฐานกิเลส คือ กิเลสของผู้ผ่านกิเลส วีติกมกิเลส ที่หมายถึงล่วงผ่านพ้นผ่านหลุดพ้นจากอันนั้นมาแล้ว ผู้ทำได้กิเลสนั้น ไม่เกิดในจิตเราแล้ว แต่ก่อนเรามี มันผ่านไปแล้วโสดาบัน ยิ่งชีวิตปัจจุบัน รู้ว่าเราได้จัดการฆ่ากิเลส กลุ่มที่เป็นเบื้องต้น ขั้นต่ำของเรา เราก็จะรู้ เป็นปัจจัตตัง ผู้ที่เป็นโสดาบันจะชัดเจนว่า กิเลสเป็นเช่นนี้ ตถตา มีอุบายวิธี เครื่องออกจากกิเลส เป็นเช่นนี้ ของพระพุทธเจ้าสอนมา กำจัดได้แล้ว มันไม่มี ก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีอย่างต่อเนื่องถาวร อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันก็เป็น ตถตา axiom มันเป็นเช่นนี้เอง ผู้นี้ก็จะรู้ว่ากิเลสมันเป็นเช่นไร หมดไปแล้วเป็นเช่นไร และทำอย่างไรมันถึงหมด สมณะเดินดินว่า... เป็นด่านสำคัญที่เราต้องผ่าน ถ้าเราอยู่ไปวันๆ แล้วเราไม่รู้มัน ก็ไปต่อไม่ได้ พ่อครูว่า... มันมีเครื่องยืนยัน อาการ ลิงค นิมิต ตามที่ได้ฟังอุเทศ ได้ฟังคำอธิบายคำสอนมา แล้วก็มาปฏิบัติ รู้อาการ มันเป็นพลังงาน ไม่ใช่เส้นแสง เงาสี รูปร่าง อะไร ไม่ใช่ มันเป็นนามธรรม เคลื่อนไหว อาการ แล้วเราก็พยายามทำเครื่องหมาย มันแตกต่างจากโลกียะ แตกต่างตรงความเคลื่อนไหวของจิต ที่เป็นโลกียะ เป็นแบบโลกๆ อันนี้ได้ใหม่ ทำแล้วกิเลสอันนั้นหายไป แบบโลกๆ มันไม่มีอาการนั้น มันมีอาการใหม่ สงบเย็น จากอาการเก่า พูดไปก็มีแต่ภาษา ใครที่มีจริงเป็นจริง แล้วก็จะรู้ได้ เป็นปัจจัตตัง ตรงที่เอาตัวเองมาปฏิบัติเอง เป็นสันทิฏฐิโก ก็จะได้เอง มันเป็นของสูง โอปะนะยิโก สูงสุดเอื้อม แต่พยายามเอื้อมมาให้ได้ เอหิปัสสิโก อกาลิโก ใน กาละนี้ มีผู้สัมมาปฏิบัติ มีทฤษฎีที่ไม่ผิดเพี้ยนจากสัตบุรุษ เชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วก็อ่านพิสูจน์ไปถึงข้างในตลอดเวลา เพราะนามธรรม ต้องใช้เวลาพิสูจน์ ครบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ มันทวนกระแสจากโลกีย์ 180 องศา นี่จะเป็นญาณข้อที่ 1 หนึ่งที่สำคัญคือ บอกว่าพ้นแล้วได้แล้ว เรามาอยู่ในปริยุฏฐานกิเลส กิเลสหยาบกว่านี้ หมดไปจริงๆ นี่เป็นหลักใหญ่ข้อที่ 1 ยืนยันที่ตนเอง มีที่ตนเอง ใครไม่มีในตนเอง ก็ได้แต่ตรรกะ คำนวณไป ไม่ใช่ญาณปัญญาข้อที่ 1 คุณต้องมีจริงๆ ปฏิบัติได้จริงเสียก่อน แล้วที่สำคัญก็คือ อยู่ในสภาวะปกติสามัญ แบบลืมตา ไม่ใช่ได้ในขณะหลับตา อันนี้สำคัญยิ่ง ไม่ใช่ในขณะหลับตา ในขณะที่มี 6 ทวารครบ สัมผัสแตะต้องเหตุปัจจัยนั้นๆอยู่เลย ที่มันเคยเป็นตัวการใหญ่ ที่ทำให้เรามีกิเลสเกิด เดี๋ยวนี้ลูบหัวล้านมันเล่นได้เลย มันอยู่กับเรา เราก็ไม่ได้ไปไหน แต่มันไม่มีฤทธิ์อะไรกับเราได้เลย จิตเราก็ยังสงบ และแข็งแรง สัมผัสแล้ว ก็อยู่เหนือมัน ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ มันยังไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ มันยังมีความบกพร่อง แต่ได้หยาบๆ กายกรรมดีแล้ว แต่วจีกรรมเหลืออยู่ ที่ทิ่มแทงกัน มีมุขสตี ว่ากัน ดูแรง ดูหยาบ ก็มีเท่านั้นแหละ นี่ก็เป็นเงื่อนไขหลักของญาณข้อที่ 1 เรื่องจะแรงขนาดทำร้ายร่างกาย เลือดตกยางออก ไม่มีแล้ว มีแต่แค่ทิ่มแทงกันด้วยภาษาคำพูด กายกรรมไม่มี มีแต่แค่วจีกรรม แน่นอน มโนเป็นประธาน นี่คือญาณข้อที่ 1

ญาณข้อที่ 2 อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เมื่อเราได้การเกิดผลอันนี้แล้ว ทำอย่างนี้ ทำซ้ำ อาเสวนา หรืออเสวนา ทำซ้ำทำอย่างนี้ ภาวนาแปลว่า เกิดผล ทำอย่างนั้นแหละ ให้ได้เกิดผลอย่างนี้ทำซ้ำๆๆๆ repeat ทำให้มาก พหุลีกัมมัง ทำให้มากจนกระทั่งเกิน จนไม่มีความเสียหายหรอก ถ้าเกิดว่าทำให้เกิดความมั่นคง แน่นอน มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร มันยิ่งแน่น แน่วแน่ ปักมั่น คงทน ถาวรเลย ต้องมี อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำอย่างที่เคยทำได้ทำให้มากๆจนมั่นใจ นี่เป็นญาณข้อที่ 2 เป็นสิ่งที่เกิดด้วยตนเอง ปัจจัตตัง ทำแล้วเกิดผลอย่างไร ต้องรู้แล้ว ก็ทำอย่างนี้ให้ซ้ำ ให้ตกผลึกสั่งสม ให้แข็งขันมั่นคง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา

ญาณข้อที่ 3 ชัดเจนในการปฏิบัติว่าได้มาอย่างนี้ ไม่เหมือนกับโลกียะ ไม่เป็นสาธารณะกับปุถุชน ไม่ทั่วไปกับปุถุชน ปุถุชนไม่มี ไม่ทั่วไป ไม่เป็นสาธารณะ เป็นของพิเศษที่ทำได้ เราจะรู้เองว่าทำอะไร มันคนละเรื่องกัน มันเป็น อัญญะ อันอื่นจากเก่า อย่างเก่านั้น เราก็เคยมี แต่นี้มันไม่ใช่ มัน ปฏิโสตัง คนที่พูดไม่รู้เรื่อง ก็จะว่า ไปไหนมาสามวาสองศอก เราก็รู้ว่าคนละดาวกัน คนละดวงดาวกัน เขาก็ใช้ภาษาของเขา เราก็ใช้ภาษาของเรา พูดอย่างไรกัน ก็ไม่รู้เรื่อง มนุษย์ต่างดาวพูดกัน มันคนละโลกจริงๆ จะชัดเจนเอง

ญาณข้อที่ 4 ผู้ที่ ได้แล้ว จะหวงแหน สมบัติอันนี้ เป็นธรรมสมบัติ คุณธรรมวิเศษ จะ ไม่ให้มันบกพร่อง ถ้ามันบกพร่องเมื่อไหร่ ก็รีบแก้ไข พยายามรักษาสิ่งที่สุดพิเศษ ไม่ให้เปื้อน เลอะเทอะ มันบกพร่องได้ มันอาจจะไม่แข็งแรงก็จะมี บกพร่องได้ เราก็ต้องไม่เอาแบบนั้นเราต้องแก้กลับ เหมือนเด็กน้อย ไม่รู้จักไฟว่าร้อน ก็เลยไปแตะเข้าให้ ก็เลยเจ็บ จากนั้นก็ไม่แตะอีกเลย เลิกแล้ว จะไม่ทำอีก จะไม่ให้เกิดอีกเลย ความเข็ดขยาด ต้องแก้กลับด้วยความจริงใจ อาจจะอินทรีย์อ่อน แต่กิเลสขึ้นแรง ก็พลั้งได้ แต่จิตที่จริงจัง จะทำด้วยความจริง จนมันขาด ก็จะพ้นฐานะนี้ไป

ญาณข้อที่ 5 คือทั้งการศึกษา ที่เป็นอธิต่างๆ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งงานของเพื่อนมิตร งานของสังคม ก็ไม่ขาด ไม่ขาดทั้งงานส่วนตน และงานส่วนกลางด้วย ไม่ใช่ปลีกตัวทำแต่งานส่วนตัว ไม่ใช่ จะต้องเป็นธรรมะ 2 ท่านเปรียบเหมือนแม่โค เลี้ยงลูก เล็มหญ้ากินอาหารไปพลางก็ชำเลืองดูลูกไปด้วย ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ไปด้วยกัน เป็นคู่ ไม่แยกกันเสมอ ศาสนาพุทธ ญาณข้อที่ 5 ยืนยันว่าเป็นศาสนาไม่ได้หนีจากโลก ไม่ได้ออกจากสังคม ไม่ได้ขาดจากผู้อื่น ไม่ได้ปลีกเดียวไปคนเดียว เอาประโยชน์ตนเอง เฉพาะตน ไม่มี งานที่ทำเฉพาะตนมี แต่การอยู่กับสังคม การสัมพันธ์นั้น ไม่ขาดจากกัน ท่านใช้ศัพท์สำนวนลึกซึ้งว่า ไม่มีเพื่อน 2 หมายความว่า กิเลสสิ้นไป เป็นเอกัคคตาจิต เป็นจิตหนึ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่เอกจิตแบบสมถะ แต่เป็นจิตหนึ่งเดียวที่อัคคะ หรืออัครมหา คือยิ่งใหญ่ เป็นจิตหนึ่งเดียวที่สุดยอด เป็นคุณธรรมสุดยอด ที่ไม่ทิ้งตน ทิ้งท่าน เป็นธรรมะ 2 คู่กันไป ไปด้วยกันประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ต้องเกื้อกูลกัน

ญาณข้อที่ 6 เป็นเรื่องที่ชัดเจนใน ลิงคะ การแยกแยะ บอกถึงลักษณะที่แตกต่างกัน ลิงค หรือเพศ มันมีทั้งความรู้ ความเห็น [548] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละนี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกนั้น เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบัณฑิตแสดงอยู่ทำให้มีประโยชน์ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรม. อริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. นี้ญาณที่ 6 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว. พ่อครูว่า... คือจะชัดเจนยิ่งขึ้นมีญาณตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และต่างจากปุถุชนที่เราเคยเป็นมาก่อนทุกคน

ญาณข้อที่ 7 [549] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละนี้ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ อริยสาวกนั้น เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบัณฑิตแสดงอยู่ ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม.อริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยพละเช่นใด ถึงเราก็ประกอบด้วยพละเช่นนั้น. นี้ญาณที่ 7 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันอริยสาวกนั้นบรรลุแล้ว. พ่อครูว่า... ยิ่งพวกเราปฏิบัติได้หลายคน ยืนยันมากขึ้นๆก็ยิ่งชัดเจน ชาวอโศก มีลักษณะอย่างที่อธิบายมา ตอนนี้เรากำลังทำเรื่องโสดาบัน ให้เป็นหลักวิชาการ เพื่อให้ศึกษาปฏิบัติเข้าใจแล้ว ตรวจสอบได้เลย เรากำลังทำอยู่ พวกเราช่วยกันทำ อาตมาไม่ได้ทำเท่าไหร่หรอก เขาทำแล้วให้อาตมาตรวจ เพื่อที่จะเรียกตัวเอง ให้เป็นหลักวิชาการ ว่าพระโสดาบันคืออย่างไร สกิทาคามีคืออย่างไร อนาคามีคืออย่างไร ให้ทุกคนเอาไปตรวจสอบได้ เพราะความรู้ทางวิชาการทุกวันนี้ มันดี เข้าใจได้ เพราะฉะนั้น เราก็ขออาศัย สิ่งที่โลกสากลเขาใช้สิ่งเหล่านี้ สื่อ เราก็สามารถใช้ภาษา บัญญัติ ที่มากขึ้น ทั้งภาษาไทย จีน แขกด้วย เราได้เท่าไหร่ ก็เอามา หากจะบอกว่าเป็นโสดาบัน โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ความรู้องค์ความรู้อะไรเลย บอกคนเดียวว่าเป็นแล้ว จะยอมรับนับถือได้อย่างไร สมณะเดินดินว่า... เขารู้สึกว่า เขากินมังสวิรัติมื้อเดียวมาตลอดหลายสิบปีแล้ว มันจะยืนยันได้ไหม พ่อครูว่า... เอามาตรวจสอบกับหลัก 7 ประการนี้ นัยละเอียด ลักษณะ 7 ประการนี้ ตั้งแต่ข้อที่ 1 ความรู้ที่บอกว่า เราทำได้อันนี้แล้ว ผ่านวีติกมกิเลส ผ่านกิเลสนี้ได้ ชัดเจนว่าเราไม่เอาแล้วเนื้อสัตว์ เขามีอยู่ในโลกเขากินกัน เราก็ได้แล้ว คือผ่านแล้ว ไม่ทำอีก อาจจะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ถ้าหยาบข้างนอก อย่างไรเราก็ไม่เอา ละอาย หิริโอตตัปปะ กลัว ไม่เอา จะเข้าใจถึงขั้น เชื่อกรรม เชื่อวิบาก มันเกี่ยวเนื่องวิญญาณ พยาบาทกันไปอีกเยอะ เชื่อกรรมวิบากนี่แหละ เป็นเรื่องสัจจะที่จริง จะเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องโมเม แม้แต่ตัวเอง เพราะเราไปทำอันนี้ จึงมีวิบากมาเล่นงานเรา บางทีระลึกชาติได้ เพราะทำอย่างนี้ชาตินี้ จึงเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านระลึกชาติได้ มากมาย หลายชาติ เราก็ระลึกได้ ที่เป็นการสอดคล้อง สอดร้อยกันบ้าง ไม่ใช่เราก็ยืนยันแต่ของเราเอง คนอื่นไม่ได้สอดคล้องกันเลย เทียบเคียงกับใครไม่ได้เลย มันก็ไม่ใช่ มันจะต้องมีหลักฐานยืนยัน ยิ่งมากเท่าไหร่ ยืนยันพิสูจน์ คนนั้นคนนี้ ก็เป็นการรับรองกันได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นสากลเท่านั้น นี่คือญาณ 7 คนที่บอกว่าบรรลุอรหันต์ แล้วไม่เข้าใจคำว่าโสดาบัน เป็นอย่างไร ก็เข้าใจเขา ว่าเขายังไม่มีทิฏฐิ มีความรู้ จะเป็นเบื้องต้น คือญาณ ปัญญา อย่างน้อยเอาสัก 3 ข้อ 5 ข้อ ก็ยืนยันได้ไหม แต่ถ้ามี 4 ข้อ ก็เลยครึ่งของ 7 แล้ว ยิ่ง 5 6 7 ข้อเลย ก็ยิ่งชัดเจน เป็นหลักเกณฑ์ตรวจสอบได้ หลักเกณฑ์ต่างๆละเอียดกว่านี้ ในอนาคตอาตมาจะมีหลักฐาน อธิบายได้ดีกว่านี้ มากกว่านี้ มีเพิ่มในพระไตรปิฎกอีก ก็จะค่อยๆเจอหลักฐาน ความเป็นสภาวะธรรมอย่างนั้น อย่างนี้ก็มี ทุกวันนี้อาตมาอธิบายยังไม่เก่ง เอามาเสริมเข้าไปยังไม่ได้ ยังต่อจิ๊กซอ ปฏิกิริยาลูกโซ่ ยังไม่ได้ องค์ประกอบยังไม่เข้าเหลี่ยมมุม นี่คือธรรมะ ที่เราขยายความเพิ่มเติม เรื่องของปัญญา หรือญาณ ความรู้ ที่พยายามอธิบายแยกแยะ โลกียะ โลกุตระ ให้เห็นชัดเจน แล้วสภาวะมัน จะเป็นอย่างไร มีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าอยู่คนเดียวเดี่ยวๆ เข้าใจว่า ข้านี้แหละนิจจานิของข้า มั่นใจของข้านี่แหละ มันไม่ได้ มันต้องมีคนอื่นยืนยัน รับรอง ยิ่งมาก ยิ่งจริง ชาวอโศกเรา มีความยืนยัน รับรองแค่นี้ มันก็จริงเท่านี้ แต่อาตมามั่นใจว่า อยู่ได้แค่นี้ ก็จริงแล้ว สามารถเป็นสาธารณโภคี อยู่กันอย่างสุขสำราญ มีใจพอ สุขสำราญ เบิกบานใจ ขยายความไปอีก ก็เหมือนกับคนที่ เขาเอง เขาไม่เข้าใจ พิสูจน์ไม่ได้ มันไม่ร่วมรสกับเรา รสเราเป็นธรรมรสที่วิเศษ แต่พวกเรามีธรรมรสเดียวกัน ทรงไว้ซึ่งรสเดียวกัน วิมุติรสเดียวกัน จึงมีการควบแน่นอยู่ร่วมกัน เป็นปึกแผ่น เป็นองค์รวม องค์รวม พวกเราชาวอโศก จะมีพฤติกรรมอะไรไป พิสูจน์กันไป อาตมาเห็นการพัฒนาของรูปธรรม จะมีเหตุปัจจัยมีรูปร่าง รูปทรง ขยายไป ไม่ใช่อำนาจ ที่ไปเบ่งข่ม แต่ทำให้คนอื่นเข้าใจ ยอมรับ เป็นจริง จะมีภาพต่างๆ นั้นๆ เล็กๆน้อยๆ ประกอบกัน แม้แต่พืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็เหมือนจะแกล้งประชด ให้มันงาม นี่ไปเก็บกระเจี๊ยบมากัน มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ แข็งแรง อาตมาไม่ชัดเจนเรื่องทิวลิป แต่นี่ดอกกระเจี๊ยบ ของเราสวยยิ่งกว่าทิวลิป มันฉ่ำ สีแดง เอามากันเต็มรถ หรือดอกหอมนี่ ดอกใหญ่เกิดมาพึ่งเคยเจอดอกใหญ่ขนาดนี้ สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยไทยนิยมในยุค คสช. พ่อครูว่า... ประเทศไทยขณะนี้ มีคณะ คสช.บริหารอยู่ โดยองค์รวม ผลรวมที่เกิดขึ้น ที่เป็นอยู่ ณ บัดนี้ อาตมายังเห็นว่า ยังดำเนินไปได้ด้วยดี จริง อาจจะมีอุปสรรค มีวิบากอยู่บ้าง แต่อาตมาก็เห็นว่า มันใช้ได้ ยังใช้ได้ ถือว่าดีกว่าคณะต่างๆ โดยองค์รวม อาตมาเกิดมาปี 2477 ก็ถือว่า ได้รู้เห็นประชาธิปไตยมา จนเป็นรูปร่าง ตั้งหลักมา ตั้งแต่พอรู้ความ จอมพลป.พิบูลสงคราม ไล่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งแม้จะเป็นทหารก็ตาม จนกระทั่งมาถึงฆราวาส ที่ไม่ใช่ทหาร เป็นสามัญชนเต็มขั้น เป็นนายก ไม่ว่าจะเป็น สัญญา ธรรมศักดิ์ ชวน หลีกภัย อีกหลายคน อาตมาก็ยิ่งเห็น ด้วยความรู้ของอาตมา ประมวลผลแล้วว่า มันเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นแบบไทยนิยม นิยม คือ ลัทธิ ism อาตมามี Concept ของอาตมา ไม่เหมือนกับที่ท่านเรียนกันมา ขอยืนยัน แต่มันเหมือนของพระพุทธเจ้า อาตมากำลังอ้างอิงว่า พระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ในยุคของท่าน เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส ไม่รู้จักสิทธิกันเลย สิทธิในข้าวของ สิทธิในการแสดงออกของชีวิต มนุษย์เป็นทาส ในยุคพระพุทธเจ้า แต่ท่านก็ประกาศแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยของท่าน อย่างอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สุญญภาพ สวยภาพ ขอใช้พยัญชนะแบบแสลง สวยงามเป็นภาษาไทย ใครจะหาว่าเอาภาษามาใช้อย่างผิดๆ ก็ขออภัยที่ต้องใช้ มันสื่อความเป็นแบบนั้น เนื้อหาแบบนั้นได้ดี ในภาษาไทย คนไทย อาตมาเทียบเคียง ตั้งแต่ยุคจอมพลป. มีอำนาจบาตรใหญ่เยอะ เป็นทหาร มันเป็นพลังงานที่มีพลังแฝง เป็นพลังงานที่เป็นอำนาจแบบทหาร พอมาถึงในยุคนี้ แม้จะเป็นทหาร มาเปรียบเทียบกัน ไม่ว่าจะเป็น จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม จนกระทั่งมาถึงพลเอกประยุทธ์ เปรียบเทียบได้ อาตมาใช้ภูมิธรรมอาตมา เป็นเครื่องวัด มาตรวัด พลเอกประยุทธ์เคยใช้ภาษาว่า ผมเคยเป็นทหาร ที่มาทำงานการเมือง แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้เป็นทหาร ผมเป็นนักการเมือง ที่เคยเป็นทหาร คนที่จะพูดคำนี้ออกมา ก็ต้องชัดเจน ในสภาวะจิตตัวเอง ว่าฉันจะทำตามนี้ ฉันแน่ใจว่าฉันทำตามนี้ เป็นนักการเมือง ไม่ใช่การทหาร ก็ต้องเข้าใจ เป็นทหารมาแล้ว ก็ต้องเข้าใจพลังงานแบบทหาร ลักษณะแบบทหาร ว่ามีอำนาจแบบไหน อย่างไร concept ของพลเอกประยุทธ์ ก็ย่อมรู้ดี ว่าฉันจะไม่เอาอำนาจแบบทหารมา จะต้องสะอาดแบบประชาธิปไตย แบบนักการเมือง ที่สะอาดบริสุทธิ์ นี่คือคำพูดของพลเอกประยุทธ์ อาตมาก็เข้าใจชัดเจน แน่ คนที่เข้าใจพยัญชนะภาษา และเข้าใจสภาวะ เท่านี้ ก็ต่างกันแล้ว คนไหนมีพยัญชนะมี อรรถะ ที่ใช้ลึกซึ้งแค่ไหน เท่านี้อาตมาก็ใช้ เป็นเครื่องวัดของอาตมาได้ว่า พลเอกประยุทธ์นี้ เข้าตาอาตมาจริงๆ ขออภัยพูดนี้ ไม่ได้มาประจบประแจง พลเอกประยุทธ์ อาตมาว่า ได้พึ่งตัวเองรอดอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร พลเอกประยุทธ์ทำหน้าที่ของท่านไปเถอะ อาตมามั่นใจในท่าน เท่านั้นเอง ด้วยสัจจะที่เห็นสภาวะที่จริง เปรียบเทียบคณะทหารด้วยกันสิ จอมพลป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม เทียบกันได้ จนกระทั่งมีทหารอะไรอีก พลเอกสุจินดา มันก็ชัดเจนทุกอย่าง มาถึงพลเอกประยุทธ์ เทียบไปเลย อาตมาว่าเป็นประชาธิปไตย ดังที่อาตมามี Concept ว่า ประชาธิปไตยต้องเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่มี 2 ขา มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทั้งรูปและนาม จิตวิญญาณและสสาร ที่อาตมาว่าเหนือกว่าประชาธิปไตยขาเดียว ประชาธิปไตยขาเดียวของอเมริกา ที่เกิดมาทีหลังด้วย เกิดมาตามหลังอังกฤษ แยกมาจากอังกฤษ แต่กระนั้นก็เถอะ ของไทยก็มีพระเจ้าอยู่หัว เป็นประชาธิปไตย 2 ขา เพราะฉะนั้นเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริง ที่ยืนยันกันแบบ phenomenal ได้ ยิ่งจะไปเทียบเคียงกับทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ ยิ่งจะชัดเจน คนละฟากฟ้ากับก้นเหวเลย คณะใดๆก็ตาม 28 คณะที่ผ่านมา เท่าที่เราจะมีหลักฐาน เปรียบเทียบได้ ทุกคนไม่มีความบริบูรณ์พร้อม ที่มีลักษณะโลกุตรธรรมได้ชัดเจนเหมือนกับ คสช. หลักโลกุตระของพระเจ้าอยู่หัว นี่ก็เป็นหลักฐาน Phenomenal ที่เป็นปรากฏการณ์จริง ในยุคนี้ status quo ที่ยืนยันได้อยู่เป็นปัจจุบัน หลัดๆ สัมผัสกันได้ ลักษณะความหมายโลกุตระนี้ ของพลเอกประยุทธ์เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2557 เข้ามาทำงานเป็นต้นมา แล้วก็มีศาสตร์พระราชา ของรัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่ 2489 มาจนถึงทุกวันนี้ ถึง 2559 ก็ 7

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน