230613-406 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt
เนื้อหาในไฟล์
ถ้าเมื่อเราได้ศึกษาได้ทดสอบได้พิสูจน์มาแล้วในการปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหว้พวกเราได้เข้าใจในเป้าหมายที่หมายสูงสุดอุดมการณ์ทิศทางของศาสนาพุทธซึ่งเน้นๆให้ฟังว่ามันแตกต่างกับศาสนาใดที่อย่างไรอย่างไรมันมีแนวเหมือนมันก็มีแนวที่แย่หรือว่าผู้สูงขึ้นไปกว่าจุดที่เดียรถีย์เข้าไปได้เราไปได้อย่างเดียรถีย์ไปเราไปได้แต่ยิ่งกว่านั้นดีกว่านั้นยังมีอีกเราก็จะรู้เพราะฉะนั้นในขนาดที่เดรัจฉาน ศาสดาต่างๆเรียกว่าผู้ที่เขาเห็นว่ามันประเสริฐมันดีขนาดขั้นตอนนั้นๆๆต่างๆมันก็ดีมันก็เป็นไปได้ดีอยู่เราก็ได้อาศัยสิ่งที่ว่าดีอย่างนั้นอย่างนั้นแหละเราไปได้เราถึงในจุดที่ศาสดาต่างๆเขาพาไปแต่ละจุดแต่ละจุดเราไปได้เราถึงได้ตามนั้นอยู่จริงๆและเราก็จะไม่ติดอยู่ที่จุดที่ศาสดาต่างๆอื่นๆที่เขาพึงเป็นอยู่ตรงนั้นเราไปอีกยิ่งกว่านั้นและการไปอีกยิ่งกว่านั้นก็ยิ่งจะตีวนกลับเข้ามาให้เห็นได้ว่าแท้จริงนี้ชีวิตของคนเรามันหลงงมงายจริงๆเมื่อเราถอดความหลงเรารัก ซอยวิมุตหลุดพ้นออกมาได้จริงแล้วเรามาอยู่กับโลกเขานี่อยู่ได้จริงๆแล้วมันก็อยู่กับโลกเขาอย่างที่เขาเป็นเขามีในโลกอำนาจของสิ่งสังขารสิ่งที่เขาปรุงก็สร้างเขาจัดสรรขึ้นมาให้คนได้หลงคนก็หลงเป็นวรรคเป็นเวรกันไปหมดเราจะเห็นเด่นชัดว่าเขาหลงกันจริงๆส่วนเรานั้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างลอยตัวยังไม่ดูดติดไม่ผลักไสหลายๆอย่างที่เราก็จะต้องผ่านไปเรื่อยๆพบอยู่เรื่อยๆเพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมเมื่อเข้าใจจุดหรือว่ามรรควิถีหรือว่าการกระทำกับตนจะเลิกละอย่างไรหรือว่าจุดความหมายของคำว่าวิมุต วันพุธเป็นอย่างไรเราเข้าใจดีแล้วเราก็จะได้ปฏิบัติธรรมทุกเวลาเสมอๆเราไม่จำเป็นที่จะต้องหลบลี้หนีไปอยู่ในที่มันเงียบๆอย่างเดียวเท่านั้นแม้แต่เราจะพบสัมผัสกับสิ่งต่างๆของโลกมีอินทรีย์ทั้ง 6 มีทวารทั้ง
อ่านต่อ
6 สัมผัสและก็เรียนรู้พระปล่อยอยู่เหนืออย่างเข้าใจเนื้อธรรมชาตินั้นๆๆเหนือสังขารนั้นๆๆได้มันยิ่งเป็นเรื่องที่จะจริงจะชัดจะได้แล้วก็จะแข็งแรงยิ่งกว่าเพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของเราทุกวันนี้ เราจะรู้ในส่วนต่างๆที่มันจะได้ผ่านได้พบเราจะมีเกร็ดความรู้ของโลกเราจะรู้อยู่กับโลกเราจะมีความเป็นโลกะวิทูหรือว่าเราจะเป็นผู้ที่รู้อยู่เหนือโลกและไม่อำพรางทุกอย่างบอกเหตุผลโดยตรงโดยชัดไม่ใช่มีอะไรซ่อนๆแผลงๆเล่นๆอยากจะทำอะไรได้อย่างไรเหนือมาได้อย่างไรมีเหตุผลอย่างไรเราบอกไม่ใช่บอกไม่ถูกบอกไม่ได้หรือไม่รู้เรารู้แล้วเราจะบอกทีเดียวบอกตรงๆจะได้เข้าใจเหตุผลจะได้สืบสานจะได้เข้าใจต่อเนื่องไปอีก งานเพราะมันเป็นความจริงมันเป็นสัจธรรมมันมีเหตุมีผลมันมีเรื่องที่รู้ได้เข้าใจได้ศาสนาอย่างนี้จึงเป็นเรื่องที่หมดความปกปิดหมดความอำพรางเรียกว่ารู้แจ้งแทงทะลุเข้าใจได้สุดยอดทุกสิ่งทุกอย่างการบำเพ็ญหรือว่าการปฏิบัติของเราจึงเป็นไปโดยสามัญนั้นได้ทั้งผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ที่จะออกป่าอะไรไปเพื่อศึกษารอบทุกรอบการไปอยู่ป่าหรือออกป่าเพื่อประสบอะไรต่ออะไรอยู่อย่างโน้นมันก็มีนัยยะแต่เพียงว่าเราจะพรากห่างเมื่อพลาดข่าวแล้วก็ไปตัดสิทธิ์โหยหาบางคนอาจจะมีจิตที่โหยหานี้มากจึงจะต้องอยู่ป่าอยู่ห่างอะไรต่ออะไรบ้างไม่มาเพิ่มมาเพื่อที่จะไม่ให้ไอ้ตัวนั้นมัน ดับสนิทส่วนผู้ที่ไม่ต้องออกป่าเลยนั้นก็มีเป็นอันมากที่จะสามารถดับสนิทได้สูงสุดและแข็งแรงอยู่กับมันณที่นี้เลยการที่จะไปจะมาจะพบจะสัมผัสจะได้กระทำจิตนั้นจิตนี้ก็มีอยู่เป็นปกติตามชีวิตประจำวันเราจะพบจะเห็นไม่ต้องไปที่รีสอร์ทแสวงหาและไม่ต้องไปจะได้ว่าเราจะต้องไปทดสอบทดลองแต่เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะมันจะมีอะไรทุกอย่างที่ให้เราสัมผัสให้เราเรียนรู้ตลอดไปละเอียดและออกขึ้นละเอียดละออขึ้นโดยไม่จำเป็นจะต้องไปหาไปเสกสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมาทดลอง เพราะว่าการเสกสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมาทดลองทดสอบนั้นมันเป็นของไม่จริงเรารู้อยู่แล้วเราตั้งหน้าตั้งตากระทำสิ่งนี้ขึ้นมาอยู่แล้วจิตมันก็ต้องรู้มันรู้แล้วมันทดสอบยังไงยังไงก็ไม่ได้เป็นความเก่งไม่เป็นความจริงเพราะมันรู้ตัวว่าเรารู้ตัวแล้วเราก็ตั้งหน้าสู้มันก็ได้ส่วนมากมันก็จะต้องได้เพราะเป็นเรื่องที่เราตั้งใจไว้สู้กับมันแล้วรู้ตัวแล้วแต่ส่วนความจริงนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปตั้งอะไรเรื่องอะไรขึ้นมาทดสอบเราจะผ่านไปในชีวิตประจำวันเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างโน้นอย่างนี้เป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติเราจะได้ผ่านข้อสำคัญเราจะต้องมีสติสัมปชัญญะมีธรรมะวิจัยมีธาตุรู้ที่จะประสบอะไรมีทวารทั้ง 5 ท 6 เราจะสำรวมอินทรีย์รวมสำรวมทวารเพื่อรู้เพื่อรับรู้แล้วก็พึงปฏิบัติพิสูจน์ทุกเวลาทุกเวลานั่นคือความจริงไม่ใช่ไปตั้งค่าไม่ใช่เป็นสมมติอะไรมันหลอกมาลองมาลองดูไม่ใช่เพราะการปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องจะไปเสกสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้มาลองกันไปทีเดียวสติปัฏฐานของพระพุทธเจ้าจึงคือการเป็นไปอยู่ตามชีวิตสามัญเป็นไปตามชีวิตสามัญและมันก็จะได้ประสบแม้แต่เราจะเป็นพระเข้ามาอยู่ในอารามเข้ามาอยู่ในวัดเราก็จะประสบชีวิตสามัญจะได้ประสบทีเดียวตั้งแต่อย่ามาจนถึงละเอียดไปตามควรแล้วเราจะปฏิบัติสติปัฏฐานได้อย่างจริงเราจะได้ออกไป ส่วนใหญ่ส่วนหยาบส่วนพรส่วนบ้างจะได้หมุนเวียนไปถ้าผู้ใดมีจิตอันแยบคายผู้นั้นก็จะได้ปฏิบัติสติปัฏฐานอย่างละเอียดละออถ้าเราสังเกตในตัณหาสู่หรืออวิชชาสู่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่าการไม่สำรวมอินทรีย์เป็นอาหารของทุจริต 3 จากนั้นไปสติปัฏฐานการไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นอาหารของไม่สำรวมอินทรีย์จิตไม่แยบคายเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะไล่ลงไปดีๆเราจะทราบซึ่งเราจะเห็นความจริงว่าการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นต้องสำรวมอินทรีย์ถ้าไม่สำ จึงจะเกิดสติสัมปชัญญะจึงจะเกิดจิตแยบคายและเราก็จะพบว่าเราจะเกิดศรัทธาเกิดความเชื่อมั่นเกิดความเห็นจริงเกิดศรัทธาแล้วเราก็ยิ่งจะหาอาหารให้ศรัทธาอีกโดยการพบกับบัณฑิตพบกับสัตบุรุษเพื่อเข้าใกล้ฟังสัจธรรมเรายิ่งได้ฟังสัจธรรมก็ยิ่งได้รู้ได้สูงขึ้นศรัทธาก็ยิ่งมีมั่นขึ้นเมื่อศรัทธาดีทำจิตก็แยบคายขึ้นสติสัมปชัญญะแข็งแรงขึ้นสำรวมอินทรีย์ได้ดีขึ้นทุจริตก็หายไปหายไปเป็นสุจริตขึ้นเป็นสุจริตขึ้นอย่างนี้เป็น ภาพที่มันตามกันเป็นเหตุเป็นปัจจัยขึ้นไปจนกระทั่งมันก็จะลบล้างนิวรณ์ 5 หรือจะเกิดสภาพของโพชฌงค์ 7 กับสติปัฏฐาน 4 นั่นเองเดี๋ยวมันจะเป็นอย่างงั้นเรามาพอมาถึงสภาพที่ว่าเราทำเป็นสุจริต 3 ได้แล้วมันก็จะเกิดสภาพสัมพันธ์ช่วยเกี่ยวข้องกันเอื้อเฟื้อกันในระหว่างสติปัฏฐาน 4 กับโพชฌงค์ 7 เพื่อดับนิวรณ์ 5 ถ้ามันจะเกิดสัมพันธ์กันเป็นสมาธิทำกันระหว่างสติปัฏฐานกับโพชฌงค์ 7 เมื่อ 2 สภาพนี้ก็จงใจจะเป็นประธานนี้ทำงานอยู่จริงมันก็จะดับนิวรณ์ 5 เมื่อนิวรณ์ 5 ดับอันเป็นอาหารของอวิชชาอวิชชาก็ตาย แจ้งไปเองหรือเกิดญาณทัศนะวิเศษขึ้นได้อย่างแท้จริงนอนหลักการในการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วการสำรวมอินทรีย์ที่ท่านเรียกธรรมจึงสำคัญมากสำหรับอินทรีย์โภชนาการหลัก 3 นี่เป็นหลักที่ปฏิบัติไม่ผิดผู้ใดมีหลักปฏิบัติอันนี้อยู่ตลอดเวลารู้จักสิ่งที่มาสัมผัสสัมพันธ์กับเราเป็นเครื่องอุปโภคก็ดีบริโภคก็ดีพยายามที่จะต้องรักษาสติสัมปชัญญะพยายามที่จะสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 3.3 อย่างนี้เป็นตัวสำคัญมากในหลักการในการปฏิบัติธรรมและเราก็จะต้องสำนึกสำเนียงรู้สึกสังวรอยู่เสมอๆเราจึงจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้ผลมากได้ เร็วใครจะได้ของจริงอ่ะเท่าที่เราปฏิบัติกันมาเท่าที่เราพยายามกันกระทำกันอยู่นี้ถ้าพูดมันถึงขนาดนี้แล้วก็จะระลึกได้ทบทวนดูให้ดีว่าเรามีทั้งฐานอาศัยเรามีทั้งประสบการเรามีทั้งสิ่งที่ได้พิสูจน์อยู่ในสามัญมีชีวิตสามัญพอพอเข้าๆเราก็มีทั้งสภาพที่ไม่ได้ไปคลุกคลีไม่ได้ไปวุ่นวายอะไรอยู่กับโลกแต่เราก็ไม่ได้ทิ้งโลกเลยเราจะสัมพันธ์อยู่อย่างใกล้ชิดกับโลกเราไม่ได้มีชีวิตมีอาชีพมีการงานและมีอะไรต่ออะไรเหมือนอย่างโลกๆแต่เราก็มีการงานเหมือนชาวโลกมีชีวิตอยู่เหมือนชาวโลกต้องเบิกบานร่าเริงแจ่มใสเรามีฐานสบายมีฐานที่ไม่ได้เป็นคนที่หม่นหมอง เช้ามีปมด้อยอะไรเรามีสิ่งที่เป็นปมเด่นและมีสิ่งที่เป็นความเบิกบานชื่นใจมีความพ้นทุกข์หรือจะเรียกว่าสุขมันเป็นปรมังสุขังหรือเป็นความสุขที่สุขยิ่งยิ่งกว่าที่แต่ก่อนนี้สุขยังเหน็ดเหนื่อยเพื่อสนองตัณหาเพื่อที่จะเสพสมสุขสมเป็นอามิสสุขแต่เดี๋ยวนี้มันเป็นนิรามิสสุขเป็นสุขที่ไม่จำเป็นจะต้องมีสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องอาศัยเพื่อสนองอารมณ์สนองตัณหาอะไรเราเป็นไปได้จริงหรือไม่ให้พิสูจน์แล้วก็ทำให้สูงขึ้นละเอียดขึ้นยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆและจุดนี้ได้กำชับกัญชากันมากจนชากันบ่อยๆเพื่อความละเอียดเป็นความเห็นที่มั่นคงเป็นความเข้าใจที่ไม่ผิดไม่ ไม่เลี่ยนเราจะได้เป็นคนที่ทำอะไรเป็นภิกษุกรรมเป็นบุญกิริยาวัตถุอันสูงสุดได้แก่ตนทุกคน