011 บทที่ 5 Bunniyom.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยการพัฒนามนุษย์เรื่อง “การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ” ในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) แบบวิจัยเอกสาร (Documentary research) มีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group) เพื่อน าเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ ผู้วิจัยได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ 4 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา 3) เพื่อบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก 4) เพื่อเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูปแบบการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ” การศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบข่ายเนื้อหาของการวิจัย โดยรวบรวมข้อมูลเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ จากเอกสาร หนังสือ วารสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังได้ศึกษา ค้นคว้า และรวบรวมความรู้เรื่องกระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยหลักไตรสิกขา ส่วนหลักธรรมที่ผู้วิจัยน ามาสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ 10, สาราณิยธรรม 6 และอปริหานิยธรรม 7 ในพระพุทธศาสนา จากพระไตรปิฎกและอรรถกถา เมื่อจัดท าเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเรียบร้อยแล้ว จึงไปสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนักวิชาการ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา และผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก จ านวน 10 รูป/คน เมื่อติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิในระบบบุญนิยมได้แล้ว จึงไ
อ่านต่อ
ด้มีโอกาสเข้าไปร่วมสนทนากับผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 5 รูป/คน เมื่อผู้วิจัยรวบรวมเนื้อหาของงาน วิจัยครบพร้อมแล้ว ผู้วิจัยจึงได้น าหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และหลักธรรมที่สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์อีก 3 หมวด คือ บุญกิริยาวัตถุ 10 สาราณิยธรรม 6 และอปริหานิยธรรม 7 มาบูรณาการร่วมกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก เพื่อพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ให้เกิดความเจริญ ให้เกิดความก้าวหน้า จนถึงขั้นเป็นบัณฑิตคุณธรรมที่มีอริยคุณ ที่เรียกว่า อริยบุคคล 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดจากการวิจัย 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 216 5.1 สรุปผลการวิจัย จากการวิจัย เรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการนั้น จะเห็นได้ว่า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จากการท าวิจัยทุกขั้นตอน ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาค าตอบและแนวทางในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ ผลจากการวิจัย พบว่า 5.1.1 การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชาวอโศกและชุมชนชาวอโศก จะเริ่มต้นที่คน ชาวอโศกเห็นคุณค่าและเห็นความส าคัญของคน จึงให้น้ าหนักในการพัฒนาคนเป็นล าดับแรก ชาวอโศก เชื่อว่า ผู้ที่จะพัฒนาคนให้หมดกิเลสหรือพ้นทุกข์ได้ ต้องเป็นสัตบุรุษ ต้องเป็นผู้ที่หมดกิเลสหรือพ้นทุกข์ได้ก่อน จึงจะสามารถสอนผู้อื่น ให้หมดกิเลสหรือพ้นทุกข์ได้ และชาวอโศกก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ว่า สมณะโพธิรักษ์ เป็นสมณพราหมณ์ ที่มีสยัง อภิญญา ที่บรรลุธรรมแล้ว และน าความจริงที่ตนเองบรรลุแล้ว มาบอกผู้อื่น มาสอนผู้อื่น ให้รู้ตาม และปฏิบัติตาม สมณะโพธิรักษ์จะอธิบายเนื้อหาสาระและอรรถของบุญให้ฟังอย่างพิสดาร โดยใช้นิรุติและปฏิภาณของท่านที่มีจริง เป็นจริง แจกแจงนัยะที่ลึกซึ้งของบุญให้ชาวอโศกฟังอยู่เป็นประจ า การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชาวอโศก จะใช้ระบบบุญนิยม, หลักธรรมในพระพุทธศาสนา และทฤษฎีสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์อริยสัจ และพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ให้บริสุทธิ์ สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ชาวอโศกประพฤติปฏิบัติกันนั้น จะมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน และมีปัญญาปฏิปทาที่มีองค์ประกอบของกรรมกิริยา ที่มีทั้งคิด ให้เป็นสัมมาสังกัปปะ ทั้งพูด ให้เป็นสัมมาวาจา ทั้งท างาน ให้เป็นสัมมากัมมันตะ ทั้งท าอาชีพ ให้เป็นสัมมาอาชีพ อันเป็นการปฏิบัติที่อยู่กับชีวิตประจ าวันของคนเรานั่นเอง การปฏิบัติของชาวอโศก มีเป้าหมายอยู่ที่กิเลส ทุกครั้งที่จะฆ่ากิเลส หรือช าระกิเลส ชาวอโศกจะใช้“บุญ” ช าระกิเลส ชาวอโศกทุกคนรู้ว่า บุญ มีหน้าที่ในการช าระกิเลส บุญ เป็นเครื่องมือชนิดพิเศษ มีหน้าที่ช าระกิเลสเท่านั้น ทุกครั้งที่จะช าระกิเลส ต้องก าหนดเป้าหมาย (ตั้งศีล) ให้แม่น ก าหนดเป้าหมาย (ตั้งศีล) ให้ชัดเจน ว่า จะช าระกิเลสตัวไหน และอย่างไร เมื่อแต่ละคนตั้งมโนสัญเจตนาหารที่จะช าระกิเลสตามที่ได้ก าหนดเป้าหมายเอาไว้แล้ว ก็ให้สมาทานศีล เมื่อสมาทานศีลแล้ว ก็ต้องมีปฏิปทาในศีลข้อนั้นอย่างเคร่งครัด ด้วยการส ารวมสังวรอินทรีย์ 6 ด้วยการงด การเว้น และเว้นขาดในศีลข้อนั้นให้ได้ ผู้ที่สมาทานศีล ต้องบอกตนเองอยู่เสมอ ๆ ว่า ต้องเอาจริงเท่านั้น จึงจะชนะกิเลสและขจัดกิเลสได้ ขณะที่ส ารวมสังวรและปฏิบัติอยู่นั้น อาการอารมณ์จิตของเราเป็นอย่างไร เริ่มตั้งแต่คิด (สังกัปปะ) ขณะที่มีความนึกคิด กระบวนการของจิตในขณะที่มันปรุงแต่งกันอยู่ เป็นความนึกคิดนั้น เราก็จะต้องเห็นจิตในจิตของเรา และสามารถแยกแยะวิจัยวิจารมันให้ได้ว่า เป็นมิจฉาสังกัปปะ 3 คือ กาม พยาบาท วิหิงสา หรือไม่ ถ้าใช่ เราก็ต้องรู้จักการท าใจในใจให้ถึงขั้นบุญ หมายถึง ท าใจในใจให้มิจฉาสังกัปปะลดลงให้ได้ ที่สุดถูกขจัดออกจากจิตได้จริง ๆ เมื่อ 217 เราใช้บุญก าจัดกิเลสได้แล้ว เข้าถึงศีลสัมปทาแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว หมายความว่า กิจในการช าระกิเลสในศีลข้อนั้น จบลงแล้ว สิ้นสุดลงแล้ว กิเลสที่เป็นเหตุให้เราชั่ว เราเลว เราเสื่อม เราตกต่ า ถูกขจัดออกไปแล้ว ความทุกข์ที่มีอยู่ เป็นอยู่ ได้ถูกขจัดให้จบสิ้นไปแล้ว ไม่หลงเหลืออีกแล้ว เมื่อกิเลสที่เป็นเหตุให้ทุกข์ ไม่มี เมื่อกิเลสที่เป็นเหตุให้ฟุ้งซ่าน ไม่มี จิตย่อมตั้งมั่น เป็นสมาธิ จิตย่อมไม่หวั่นไหวและไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ชาวอโศกที่ปฏิบัติอย่างสัมมา จะรู้ว่า สมาธิที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิตประจ าวัน และมีองค์ประกอบของมรรคทั้ง 7 องค์ คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ ที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานนั้น เป็นสมาธิที่เป็นผลมาจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ และสมาธิดังที่กล่าวมานี้ เป็นสมาธิพุทธแท้ ๆ เรียกว่า สัมมาสมาธิ ผู้ที่ประพฤติได้ปฏิบัติได้ ชื่อว่า ผู้มีปัญญาอันเป็นอริยะ เป็นโลกุตระ สิ่งที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์สังเคราะห์จนกระทั่งเห็นกระบวนการในการปฏิบัติของของชาวอโศกหรือชุมชนชาวอโศกดังที่กล่าวมานั้น คือ หนึ่งรอบของการปฏิบัติ การพัฒนาตนเอง (ช าระกิเลส) ของชาวอโศก จะพัฒนาเป็นเรื่อง ๆ จะพัฒนาไปทีละรอบ ๆ และพัฒนาไปตามล าดับ จะไม่ปฏิบัติแบบลัด คัด สั้น หรือปฏิบัติแบบใจเร็ว ด่วนได้ ชาวอโศกจะปฏิบัติธรรมไปตามขั้นตอน เมื่อต้องการพัฒนาตนเองให้เจริญยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ เริ่มปฏิบัติรอบใหม่ จนครบวงรอบของการปฏิบัติ ที่สุดเข้าถึงผล คือ ช าระกิเลสได้ โดยข้อเท็จจริงแล้ว กระบวนการในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศก ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากหรือซับซ้อนเลย เป็นการปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิตของคนปกติ ปฏิบัติแบบสามัญธรรมดา ใคร ๆ ก็สามารถปฏิบัติได้ เป็นสามัญญผล คือ มีรูปธรรมของความส าเร็จ ที่คนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ และเข้ามาพิสูจน์ความจริงได้ โดยภาพรวมแล้ว การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศกที่มีอยู่ เป็นอยู่ และด าเนินอยู่ ในแต่ละวัน ในแต่ละด้าน อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี ประสบความส าเร็จเป็นส่วนใหญ่ จะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง ก็เพราะความไม่รู้ ความไม่เก่ง ความไม่เข้าใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เลยท าให้เกิดปัญหาและผลกระทบกับผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน มีอยู่เป็นจ านวนมาก ผู้วิจัยจะหยิบยกมากล่าวทั้งหมด ก็คงไม่ได้ ผู้วิจัยจึงขอสรุปเฉพาะประเด็นปัญหาและผลกระทบที่ส าคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละด้านเท่านั้น คือ 1) ปัญหาด้านการพัฒนาตนเอง ปัญหาของชาวอโศกที่อยู่บ้าน ก็คือ ส าหรับผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติใหม่ๆ หรือผู้ที่มีอินทรีย์พละยังไม่แข็งแรงพอ จะปฏิบัติได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ จะให้บริสุทธิ์ในศีลทีเดียว ก็คงจะยาก ดังนั้น คนกลุ่มนี้ จะยังคลุกคลีเกี่ยวข้องกับอบายมุขบางข้ออยู่บ้าง ยังถือศีลไม่บริสุทธิ์ ถือศีลได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ส่วนปัญหาของผู้ที่อยู่ในชุมชน คือ 1. มีศีลไม่เท่ากัน มีศีลไม่เสมอกัน 2. มีทิฏฐิ ไม่ตรงกัน และ 3. มีคนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุปัจจัย 3 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว ท าให้การพัฒนาตนเองของชาวอโศกแต่ละคน มีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นปัญหาที่ชาวชุมชนจะต้องรับรู้ร่วมกันและแก้ไขร่วมกัน 218 2) ปัญหาด้านการพัฒนาชุมชน การพัฒนาชุมชนบุญนิยม ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ท าให้ยากและล าบาก มีตัวแปรหลายประการที่ท าให้ขัดกัน แย้งกัน และทะเลาะวิวาทกัน จนเป็นเหตุให้การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาชุมชนบุญนิยม ก็คือ 1. คนที่มีความรู้มาก ชอบข่มผู้อื่น 2. คนที่มีอัตตามาก ชอบเอาแต่ใจตัวเอง 3. คนที่มักโกรธ ชอบใช้อารมณ์ 4. คนที่ยังโลภ จะตระหนี่หวงแหน 5. คนขี้เกียจ จะไม่ชอบท างาน และ 6. คนที่ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ เป็นต้น ด้วยเหตุปัจจัย 6 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว ท าให้การพัฒนาชุมชนบุญนิยมของชาวอโศก มีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นปัญหาที่ชุมชนชาวอโศกจะต้องรับรู้ร่วมกันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน 3) ปัญหาด้านวัฒนธรรม วัฒนธรรมบุญนิยมของชาวอโศก เป็นวัฒนธรรมที่ให้ความส าคัญกับค าว่า “บุญ” ที่หมายถึง การช าระกิเลส และการช าระบาป เมื่อแนวคิดของชุมชนชาวอโศกทั้งชุมชนเป็นแบบนี้ จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกคนที่อยู่ในชุมชน จะต้องศึกษาบุญ เรียนรู้บุญ และท าความเข้าใจกับเนื้อหาสาระของบุญให้ได้อย่างทั่วถึงและรอบด้าน ด้วยเหตุที่องค์รวมของความคิดเป็นแบบนี้ จึงท าให้เกิดปัญหาและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องจากแนวคิดดังที่กล่าวมาแล้วเป็นจ านวนมาก เช่น 1. มีการข่มกันด้วยศีล 2. มีการกระตุ้นกันให้ลดกิเลส 3. มีการกระตุ้นกันให้เสียสละเพิ่มขึ้น และ 4. มีการทักท้วงท้วงติงกัน ให้เลิกบาปสมาจาร ด้วยเหตุปัจจัย 4 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว ท าให้การสร้างวัฒนธรรมบุญนิยมของชาวอโศก มีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา 4) ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การค้าขายในระบบบุญนิยมมี 4 ระดับ คือ 1. ขายต่ ากว่าราคาตลาด 2. ขายเท่าทุน 3. ขายต่ ากว่าทุน 4. แจกฟรีหรือท างานฟรี การค้าขายในระบบบุญนิยม เป็นการค้าอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีฐานความคิดแตกต่างจากทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุที่แนวคิดบุญนิยมกับทุนนิยมต่างกันมาก จึงท าให้เกิดปัญหาที่จะต้องปรับความเข้ากันใจอยู่เป็นประจ า เช่น 1. งานที่จะท า มีมาก จิตอาสาที่จะช่วยงาน มีน้อย 2. การพิจารณาสินค้าที่จะซื้อมาขาย 3. การก าหนดราคาขาย และ 4. กิริยามารยาทของชาวอโศกที่มีต่อลูกค้า เป็นต้น ด้วยเหตุปัจจัย 4 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว ท าให้การเศรษฐกิจบุญนิยมของชาวอโศก มีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นปัญหาที่ชุมชนชาวอโศกจะต้องรับรู้ร่วมกันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน 5.1.2 หลักพุทธธรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศก หลักธรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนามีเป็นจ านวนมาก แต่จากการวิจัย พบว่า หลักพุทธธรรมที่เหมาะสมและสามารถน ามาบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ มีดังนี้ 219 1) หลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ตามแนวทางพระพุทธศาสนาของชาวอโศกหรือชุมชนชาวอโศกนั้น เป็นการปฏิบัติอยู่กับอิริยาบถต่าง ๆ ที่ด าเนินอยู่ในชีวิตประจ าวัน การปฏิบัติศีลของชาวอโศก จะปฏิบัติศีลไปตามล าดับ ปฏิบัติศีลทีละข้อ ๆ ข้อไหนพร้อมก่อน ก็ตั้งศีลขึ้นมาก่อน เมื่อตั้งศีลแล้ว ก็สมาทานศีล ส ารวมสังวรในศีลที่ตั้งไว้ ด้วยการละลดปลดปล่อย และเว้นขาดจากการประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมใช้บุญช าระกิเลสได้อย่างถูกต้อง ตรงตามเนื้อศีลที่ได้สมาทานเอาไว้ เมื่อกิเลสถูกช าระด้วยบุญ กิเลสก็ตาย กิเลสก็สูญ กิเลสในศีลข้อนั้น ย่อมสูญ ชาวอโศกที่มีมรรคผล จะตั้งศีลข้อใหม่ ศีลที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ ชาวอโศก เรียกว่า อธิศีล หมายถึง ศีลที่เราจะต้องท าให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น ชาวอโศกที่อยู่ในกระแสบุญนิยม จะเข้าใจวิธีปฏิบัติแบบนี้เป็นอย่างดี การปฏิบัติของชาวอโศก จะปฏิบัติเป็นข้อ ๆ จะปฏิบัติเป็นรอบ ๆ ปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีก ปฏิบัติแล้วก็ทวนซ้ าอีก ปฏิบัติทวนไปทวนมาเช่นนี้ตลอดเวลา จนกว่าจะมั่นใจว่า กิเลสหมด กิเลสสูญ การปฏิบัติสมาธิของชาวอโศก เป็นการปฏิบัติที่มีธาตุรู้ มีตัวรู้ คือรู้ว่า เมื่อตั้งศีล สังวรศีล ปฏิบัติปฏิปทาในศีล และเข้าถึงศีลสัมปทาแล้ว จะรู้จักฌานที่ท าหน้าที่เผากิเลส จะรู้จักบุญที่ท าหน้าที่ช าระกิเลส เมื่อบุญช าระกิเลสได้จนหมด จนสูญ จิตย่อมสงัดจากกิเลส ค าว่า สงัด แปลว่า สงบนิ่ง หมายความว่า เมื่อไม่มีกิเลสที่แสดงอาการต่าง ๆ เหลืออยู่ จิตจึงสงบ จิตจึงนิ่ง เป็นจิตที่แข็งแรง ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ขณะลดกิเลส ก็มีการวิตกวิจารอยู่ตลอดเวลา ลดได้ ก็รู้ว่า ได้ ลดไม่ได้ ก็รู้ว่า ไม่ได้ เมื่อลดได้ ก็เกิดปีติ เกิดจิตยินดี เป็นจิตยินดีที่รู้ว่า กิเลสลด เมื่อเห็นกิเลสลด กิเลสหมดได้จริง ก็เกิดสุข เป็นสุขที่ปราศจากกิเลส เมื่อกิเลสที่เป็นเหตุให้ไม่ตั้งมั่น สูญแล้ว ไม่มีแล้ว จิตย่อมตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว เกิดการตกผลึกของจิต หยั่งลงเป็นสมาธิ เข้าถึงความสงบในภายใน เป็นความสงบที่เกิดขึ้นภายในจิต เป็นความสงบที่ปราศจากกิเลส เป็นความสงบ ที่ชื่อว่า สัมมาสมาธิ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาของชาวอโศก เกิดจากการเข้าหาสัตบุรุษผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา เมื่อเข้าหาแล้ว ก็หมั่นสอบถาม หมั่นไต่ถาม เมื่อรู้กุศล-อกุศล เมื่อรู้บาป-รู้บุญ เมื่อรู้มิจฉา-รู้สัมมา เป็นต้น ก็น้อมน าไปปฏิบัติ ด้วยการสมาทานศีล เพื่อละอกุศล เพื่อละบาป เพื่อละมิจฉา การละกิเลสต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและล าบาก ด้วยเหตุดังที่กล่าวมานี้ ท าให้ชาวอโศกต้องขวนขวายฟังธรรม ฟังธรรมแบบซ้ า ๆ ฟังแล้วฟังอีก ฟังทวนไปทวนมา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อจะได้วิชชา ได้ปัญญา แล้วน าไปช าระกิเลสได้อย่างถูกต้อง การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาของชาวอโศก เป็นการปฏิบัติที่มีศีลเป็นประธานแห่งความถึงพร้อม ปฏิบัติไปตามล าดับ มีต้น กลาง ปลาย มีสติสัมปชัญญะ มีธรรมวิจัย มีการปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมอย่างบากบั่น มั่นคง มีการใช้ปัญญาเป็นเครื่องก าจัด ซึ่งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มีการใช้ปัญญาเป็นเครื่องก าจัด ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อก าจัดกิเลสได้ ก็รู้ว่า ก าจัดได้ มีปัญญาก าจัดกิเลสได้แบบรู้ ๆ เป็นปัญญาโลกุตระที่อยู่เหนือกิเลส และมีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิด-ความดับของกิเลส ในอุปาทานขันธ์ 5 220 ได้จริง ๆ เป็นปัญญาที่มีธาตุรู้ มีตัวรู้ เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง คือ รู้ความเกิด-ความดับ อันเป็นอริยะ ที่สามารถช าแรกกิเลสอันให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้อย่างแท้จริง 2) บุญกิริยาวัตถุ 10 การปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุ 10 ตามแนวทางพระพุทธศาสนาของชาวอโศกหรือชุมชนชาวอโศก เป็นการปฏิบัติอยู่กับอิริยาบถต่าง ๆ ที่ด าเนินอยู่กับชีวิตประจ าวัน การปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุของชาวอโศก จะเริ่มต้นด้วยธรรมะ จะใช้ธรรมะเป็นฐานที่ตั้ง เป็นฐานในการปฏิบัติให้เกิดบุญ หมายถึง เกิดการช าระกิเลส และเกิดการช าระอกุศลธรรม (บาป) ทั้งปวง ชุมชนชาวอโศกได้น้อมน าธรรมะของพระพุทธเจ้าไว้เหนือเศียร เหนือเกล้า ผู้ที่เป็นสมณะ จะแสดงธรรมเทศนาอยู่เป็นปกติ อยู่เป็นประจ า บุญกิริยาวัตถุของนักบวช จะส าเร็จได้ ก็ด้วยการแสดงธรรม ส่วนฆราวาสชาย ฆราวาสหญิง ที่เห็นความส าคัญของธรรมะ จะกระตือรือร้นและพากันไปฟังธรรม เพื่อปรับทิฏฐิ เพื่อแก้ทิฏฐิ จากเดิมที่ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข ลุ่มหลงมัวเมาในกามคุณ 5 ก็จะต้องแก้ไขทิฏฐิของตนเองใหม่ ให้มีความเห็นที่ถูกตรง ที่เรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม เมื่อชาวอโศกรู้มิจฉาทิฏฐิ ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้สัมมาทิฏฐิ ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะต้องละมิจฉา เพิ่มพูนสัมมา ด้วยการท าทาน ด้วยการสมาทานศีล ด้วยการเจริญภาวนา ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยความขวนขวาย การละมิจฉา เพิ่มพูนสัมมาดังกล่าวข้างต้นนั้น ถ้าช าระกิเลสได้ส าเร็จเมื่อไหร่ ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุส าเร็จเมื่อนั้น ผู้ที่อยู่ในชุมชนชาวอโศก เมื่อเห็นผู้ใดช าระกิเลสได้ ก็จะรู้ ก็จะเห็น สิ่งที่รู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ ก็คือ พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ที่น่าเคารพ น่าศรัทธา น่าเลื่อมใส ผู้ที่อยู่ร่วมกัน ก็จะมีจิตยินดี และมีจิตอนุโมทนากับผู้ที่ท าได้ และท าส าเร็จ 3) สาราณิยธรรม 6 สาราณิยธรรม 6 คือ แนวทางปฏิบัติของผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม มี 6 ประการ คือ 1. เมตตากายกรรม 2. เมตตาวจีกรรม 3. เมตตามโนกรรม 4. สาธารณโภคี 5. สีลสามัญญตา และ 6. ทิฏฐิสามัญญตา ด้วยเหตุที่ชุมชนชาวอโศก เป็นชุมชนที่มีคนอยู่กันเป็นจ านวนมาก จึงท าให้มีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ก็ต้องน าสาราณิยธรรม 6 มาบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหา แนวทางส าหรับแก้ปัญหาของชาวอโศก ก็คือ ผู้ที่มักโกรธ หงุดหงิดง่าย ร าคาญง่าย ต้องแก้ไขด้วยเมตตากายกรรม ผู้ที่ยังพูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดนินทาว่าร้ายผู้อื่นอยู่ ต้องแก้ไขด้วย เมตตาวจีกรรม ผู้ที่มีจิตไม่ดี คิดแต่เรื่องที่เป็นบาป เป็นอกุศล ต้องแก้ไขด้วยเมตตามโนกรรม ผู้ที่มีจิตขี้โลภ ตระหนี่ และหวงแหน ต้องแก้ไขด้วยสาธารณโภคี ผู้ที่ชอบข่มผู้อื่นด้วยศีล ต้องแก้ด้วยสีลสามัญญตา ผู้ที่หลงความรู้ หลงอัตตา ชอบเอาชนะผู้อื่น เอาแต่ใจตัวเอง ต้องแก้ไขด้วยทิฏฐิสามัญญตา เมื่อชาวอโศกใช้หลักสาราณิยธรรม 6 เข้ามาแก้ไขปัญหา ผลและอานิสงส์ที่ได้ คือ เกิดคุณธรรมแห่งความสามัคคี 6 ประการ คือ ระลึกถึงกัน ท าความรักกัน ท าความเคารพกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน และเพื่อความเป็นพวกเดียวกัน 221 4) อปริหานิยธรรม 7 อปริหานิยธรรม 7 คือ หลักธรรมส าหรับใช้ในการปกครองหรือบริหารชุมชน มี 7 ประการ คือ 1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ 2. จักพร้องเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และจักพร้อมเพรียงช่วยกันท ากิจที่สงฆ์พึงกระท า 3. จักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้แล้ว จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว 4. จักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก และจักเชื่อฟังถ้อยค าของท่านเหล่านั้น 5. ไม่ลุอ านาจแก่ตัณหา อันจะก่อให้เกิดภพใหม่ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว 6. จักเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า 7. จักเข้าไปตั้งสติไว้ในภายในว่า ไฉนหนอ เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังมิได้มา พึงมาเถิด และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุก ด้วยเหตุที่ชุมชนชาวอโศก มีทั้งนักบวชชาย ที่เรียกว่า สมณะ และนักบวชหญิง ที่เรียกว่า สิกขมาตุ มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง มีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ มีทั้งนักเรียน นักศึกษา และมีการงาน การอาชีพอยู่เป็นจ านวนมาก เมื่อคนอยู่ร่วมกันเป็นจ านวนมาก ปัญหาต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นมากตามไปด้วย ดังนั้น หลักพุทธธรรมที่ชื่อว่า อปริหานิยธรรม 7 จึงเป็นหลักธรรมที่ส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะน ามาใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ด้วยเหตุที่ชุมชนชาวอโศกเข้าใจเนื้อหาสาระของอปริหานิยธรรม ชุมชนชาวอโศกจึงจัดให้มีการประชุมกันอยู่เป็นประจ า ทุกครั้งที่น าปัญหาเข้าสู่ที่ประชุม ที่ประชุมจะใช้ธรรมะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ให้เกิดความชอบธรรม เสมอ 5.1.3 การบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศก การบูรณาการหลักพุทธธรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ พบว่า สามารถน ามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศกทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านวัฒนธรรม และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) การบูรณาการหลักพุทธธรรมด้านการพัฒนาตนเอง จากการวิจัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มีข้อสรุปเรื่องการบูรณาการหลักพุทธธรรมด้านการพัฒนาตนเองไว้ว่า การพัฒนาตนเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ส าคัญที่สุด ถ้าเริ่มต้นดี ผลที่เกิดต่อเนื่องกันไปตลอดสาย ย่อมจะมีแต่ดี แต่ถ้าเริ่มต้นเลว ผลที่เกิดต่อเนื่องกันไปตลอดสาย ย่อมจะเลวตามไปด้วย ดังนั้น การที่คนแต่ละคนจะพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพถึงระดับขั้นมีศีล มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีอาริยธรรม มีความเป็นอริยะ และเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ได้นั้น จะต้องสมาคมกับกัลยาณมิตรที่เป็นสัตบุรุษ และอาศัยสัตบุรุษหรือสพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล แล้วยกท่านไว้ในฐานะครู เมื่อมีเวลาหรือมีโอกาส ก็จะเข้าไปสนทนากับท่าน แล้วสอบถาม ไต่ถาม เนื้อหาสาระที่จะน าไปสู่ความพ้นทุกข์ เมื่อชาวอโศกเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยปัญญาแล้ว ก็จะปฏิบัติไตรสิกขาให้เหมาะสมกับฐานะของตนเอง ชาวอโศกจะสมาทานศีล สังวรศีล ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย การปฏิบัติศีลของชาวอโศก จะปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจ าวัน 222 ด้วยการเว้นขาดจากการประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ชาวอโศกที่มีปัญญา จะใช้บุญช าระกิเลสได้อย่างถูกต้อง ตรงตามเนื้อศีลที่ได้สมาทานเอาไว้ เมื่อใดที่รู้ตัวตนของกิเลส จะมนสิการ ท าใจในใจให้หยั่งลงไปถึงที่เกิดของกิเลส แล้วท าใจในใจให้มีอาการที่ช าระออก ๆ ให้ได้เสมอ เมื่อใช้บุญช าระกิเลสจนหมด จนสูญได้ กิเลสที่เคยครอบง าจิต ก็หมดไป จิตที่เคยเป็นทาสกิเลส ก็ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ชีวิตที่มีอยู่ ชีวิตที่เหลืออยู่ จึงเป็นชีวิตที่มีอิสรเสรีภาพที่แท้จริง เพราะมีอิสระแท้ อิสระจริง เมื่ออยู่กับคนในสังคม จึงท าแต่กุศล จึงท าแต่ประโยชน์ ให้กับคนในสังคมอยู่ตลอดเวลา 2) การบูรณาการหลักพุทธธรรมด้านการพัฒนาชุมชน จากการวิจัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มีข้อสรุปเรื่องการบูรณาการหลักพุทธธรรมด้านการพัฒนาชุมชนไว้ว่า การพัฒนาชุมชนชาวอโศก ให้เป็นชุมชนบุญนิยมที่เข้มแข็ง จะพัฒนาอยู่ในวิถีชีวิตของชาวชุมชน วิถีชีวิตของชาวอโศก เป็นวิถีชีวิตที่มุ่งแสวงหาความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์ ผู้ที่อยู่ในชุมชนชาวอโศก จะขวนขวายในการฟังธรรม เพราะฟังธรรมแล้ว ท าให้รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ และเห็นโทษภัยของจิตที่ยังหลงใหลในโลกียสุข ท าให้เกิดความเบื่อหน่าย ผู้ที่อยู่ในชุมชนชาวอโศก จะขวนขวายในการท าบุญ เพราะรู้ว่า บุญ มีหน้าที่ช าระกิเลส วิธีช าระกิเลสที่ท ากันอยู่เป็นประจ า ก็คือ การท าใจในใจให้ออกจากโลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ให้ได้ ในทุก ๆ อิริยาบถ ด้วยการปฏิบัติไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อแต่ละคนช าระกิเลสได้ กิเลสเห็นแก่ตัวก็ลดลง เวลา แรงงาน ทุนรอน และความรู้ความ สามารถที่มีอยู่ จากเดิมที่อยู่แต่ในภพ เห็นแก่ตัวจัด คิดแต่เรื่องของตัวเอง จะเปลี่ยนเป็นเห็นแก่ผู้อื่นโดยทันที เป็นอัตโนมัติ เมื่อแต่ละคนเห็นประโยชน์ของส่วนรวมส าคัญกว่าของตน การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การมีน้ าใจให้กัน ย่อมเกิดขึ้นในสังคม เป็นพลังงานรวมที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อชุมชนจะท ากิจวัตร กิจกรรม หรืองานอาชีพอะไรก็ตาม ก็จะเกิดการบูรณาการในกิจในการในงานนั้น ๆ อยู่เสมอ เช่น งานของโรงเรียนสัมมาสิกขา งานท ากสิกรรมไร้สารพิษ งานท าการค้าบุญนิยม ฯลฯ ผู้ที่รับผิดชอบหรือท างานนั้น ๆ อยู่ ก็จะไม่โดดเดี่ยว แต่จะเกิดการประชุมปรึกษาหารือกัน วางแผนร่วมกัน บูรณาการงานที่จะท าร่วมกัน มีคนมาร่วมแบ่งเบาภาระงาน เมื่อต่างคนต่างก็ช่วยกันปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข และบูรณะให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ผลผลิตและผลงานที่เกิดขึ้น ย่อมประสบความส าเร็จ และย่อมเกิดความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่างานใด ๆ ก็ตาม ที่ด าเนินการอยู่ในชุมชน ก็จะมีนัยะเหมือน ๆ กันกับที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น ดังนั้น ถ้าเราพิจารณาโดยองค์รวม เราจะเห็นได้ว่า เกิดการบูรณาการชุมชนทั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive