580529_ธรรมาธรรมะสงครามปฐมอโศก ตอบผู้เข้าอบรมของ สสส.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข3 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

580529_ธรรมาธรรมะสงครามปฐมอโศก ตอบผู้เข้าอบรมของ สสส.

อ.กฤษฎาว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ ๒๙ พ.ค. ๕๘ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงได้ฟังการแสดงธรรมของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ หลายท่านก็คงตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งผมด้วย ผมก็รอมานานว่าจะเจอพหูสูตรท่านใดที่จะมาอธิบายศาสตร์วิทยาศาสตร์กับธรรมะ ไม่ว่าจะเป็น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ ที่นำมาอธิบายในพระพุทธศาสนา ในสมัยโบราณ ท่านใช้ภาษาเทวนิยมอธิบาย ในเวลานี้ พ่อครูก็ได้ใช้ภาษาปัจจุบันอธิบายให้เข้าใจกัน หลายคนอาจงงเรื่อง DNA gene genome แต่ถ้าพูดภาษาชาวบ้านว่า เป็นความสืบสันดานกันอย่างไร หลายคนก็อาจไม่เข้าใจ วันนี้ผมก็จะมาซักถามกันให้เพ่ิมความเข้าใจ

ทำอย่างไรเราจะทำการผ่าเหล่าผ่ากอให้ดีขึ้นกว่าเดิม เหมือนอภิชาตบุตร ผมฟังธรรมช่วงที่ผ่านมาก็เลยมีคำถามว่า เราต้องมีการทำให้เกิดภาวนาให้เกิดผลเจริญขึ้น จึงจะฟังได้รู้เรื่อง ที่ผ่านมาเรารู้ว่า การผ่าเหล่าจะเกิดต้องมีตัวกระตุ้น ผมก็คิดว่าการฟังธรรมจากธรรมกถึก คือตัวกระตุ้นที่จะทำให้เราผ่าเหล่าผ่ากอ เป็นบัวเหล่าที่เจริญขึ้นไหม?

พ่อครูว่า... ก่อนจะได้อธิบายธรรมะก็จะได้แจ้งข่าวสำคัญ คือมีญาติมิตรของเราเสียชีวิตไปอีกคนหนึ่ง คือคุณวัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์ อายุ ๖๕ ปี จะเรียกว่าเป็นชาวอโศกก็ได้ ทำงานเป็นนักร้องอยู่ข้างนอก แล้วป่วยเป็นโรคไตวาย ก็ล้างไตอยู่ อาจถึง ๑๐ ปีก็เป็นได้ จนนอนกับที่ สิ้นชีวิตลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พ.ค. ๕๘ เวลา ๑๗.๐๐ น.โดยประมาณ เป็นโรคไตวายเรื้อรัง เส้นเลือดอักเสบ หัวใจล้มเหลว รักษามาอย่างทรหดอดทน สุดท้ายก็บอกหมอว่าไม่ไหวแล้ว ให้ลดการช่วยเหลือ ถอดเครื่อง ลดยาลง ผู้ดูแลกันอยู่มานาน ก็เรียกว่าคุณอ่าง ที่เป็นผู้เฝ้าใกล้ชิดที่ดูแลกันมาตั้งแต่แรกป่วยเล่าว่า “พี่วัช ฝากกราบลาพ่อท่าน บอกหมอว่าสู้ไม

อ่านต่อ

่ไหวแล้วขอให้หมอถอดเครื่อง ลดยา ยอมแพ้แล้ว ไม่สู้แล้ว”

ผู้ดูแลร้องไห้ไปเล่าไปบอกว่า “พี่วัชเป็นลูกพ่อท่านจริงๆ เข้มแข็งอดทนสู้มาตลอด จนมาระยะหลังๆนี้อาการทรุดลงๆหงุดหงิด เลย แต่ก็พยายามทนสู้”

พ่อท่านได้ยินว่าอาการไม่ค่อยดีตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ติดประชุม จึงโทรเยี่ยม พี่วัชพูดกราบพ่อท่าน เรียนพ่อท่านว่า “ไม่เป็นไร พ่อท่านไม่ต้องห่วงวัชค่ะ ไม่ต้องมาค่ะ ไม่มีอะไร ไม่รบกวนพ่อท่านค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงค่ะ”

พี่วัชกราบขอบพระคุณพ่อครู... "พี่วัชไม่ติดต่อใครๆเลยนับสิบปีแล้ว" คาดว่าผู้จะมาร่วมงานคงมีเพียงเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น

กำหนดการฌาปนกิจ ตั้งศพสวดฯที่วัดทุ่งสาธิต สุขุมวิท๑๐๑ ตั้งแต่วันเสาร์-อาทิตย์-อังคาร

สวด๓วัน เว้นวันจันทร์เพราะเป็นวันวิสาขบูชา

ฌาปนกิจ ที่วัดเดียวกันนี้ ในวันพุธ ที่ ๓/๖/๕๘ ท่านจันทร์จะไปเทศน์วันอาทิตย์

คุณวัชราภรณ์ก็ร้องเพลงที่ฮิตกันหลายเพลง แล้วก็ร้องเพลงให้ชาวอโศกด้วย บอกว่าเอาไว้แจกในงานศพ ให้ไว้ก่อนเลยก็มี ที่รวบรวมเพลงที่ร้องให้อาตมา เลือกมาลงแผ่นตั้งชื่อชุดว่า "แพรแก้ว" ก็เอาชื่อมาจากชื่อเขานั่นแหละคือ วัชราภรณ์

วิทยาศาสตร์คือ ศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ มีสิ่งยืนยันรับรองได้ ทีนี้ศาสนาพุทธก็เป็นสิ่งที่ยืนยัน พิสูจน์ได้ เอหิปัสสิโก ตามหลักของภาษาเลย เชื้อเชิญให้มาดูได้ เป็นได้จริง ไม่ใช่ของลอยลม ตรรกะ หรือแค่จินตนาการ ตรรกะ หรือปรัชญาเพราะๆเท่านั้น แต่ให้คนบรรลุผลในจิตอย่างพิสูจน์ได้

เช่น จิตนิพพาน นี่คำตอบง่ายคือ “สูญ” หรือ ตายสนิท สูญสนิทยิ่งกว่าสสารห รื อพลังงาน ที่วิทยาศาสตร์บอกว่าสสารกับพลังงานไม่สูญหายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนสถานะ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ละเอียดลึกซึ้งกว่าอีก เพราะคำว่า สูญ นี่แหละ ศาสนาพุทธพิสูจน์คำว่า สูญ นี้ได้ คือความเป็นชีวะ

“ ชีวะ ” นี้ มันต้องเกี่ยวข้องกับ จิตวิญญาณ นามธรรม พระพุทธเจ้าสามารถมีหลักสูตร ที่จะทำให้จิตวิญญาณ สูญ ได้อย่างนิรันดร แต่ทางโลกหรือวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่มีหรอก พลังงาน สสารไม่มีอะไรนิรันดร เพียงแต่เปลี่ยนสถานะเท่านั้น ในโลกในจักรวาลนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่แย้ง แต่คำตอบคือ พลังงานที่จับตัวเป็นเชื ้ อชีวะ

ท่านแบ่งชีวะเป็นสองอย่างคือ พีชนิยาม กับจิตนิยาม ส่วนอุตุนิยามเป็นเรื่องวัตถุธาตุ ตามวิทยาศาสตร์ยืนยัน แม้ชีวะ วิทยาศาสตร์ก็เรียน แต่ว่าเขายังไม่สามารถจะตอบได้ว่าจะทำให้ชีวะเป็น สูญ ได้อย่างไร นอกจากไม่ สูญ แล้ว หลายศาสนาบอกว่าจิตวิญญาณนิรันดร อาตมันนิรันดรไม่มีการสูญเลย แต่ศาสนาพุทธสามารถทำให้ สูญ ได้ แต่ถ้าไม่ศึกษาปฏิบัติจริงก็ไม่สูญ ไม่สูญนานจนเชื่อกันว่านิรันดร อยู่ในโลกีย์ตกนรก ขึ้นสวรรค์นานเท่านาน forever จนพูดกันว่านิรันดร เพราะหาที่สุดมิได้ แต่ศาสนาพระพุทธเจ้ามีคำตอบที่หาที่สุดได้ แล้วล้มเลิก ความเป็นชีวะได้ สลายตัวหมด กลายเป็นสสาร พลังงานเท่านั้น

พลังงาน อุตุ สสาร นั้นเมื่อพัฒนามาเป็นพีชนิยาม ซึ่งมีความต่างจากจิตนิยามอย่างมีนัยสำคัญเลย ซึ่งแม้ตัวพีชะเองหรือพืชเอง เขาไม่สามารถพัฒนาตัวเขาเองมาเป็นชีวะสูงกว่าตามปรารถนาได้ แต่ว่าเป็นตามธรรมชาติ พอถึงเวลาก็จะเปลี่ยนแปลง (ภวันติ) มาเป็นส่ิงใหม่ เหมือนกับทางวิทย์ อธิบายว่า เมื่อเกิดการแตกตัวของอณูที่เล็กที่สุดคืออะตอม

ก็จะเกิดภาวะใหม่เกิดในอะตอมนั้น ทางชีวะเขาเรียกว่า genome แตกตัวเป็นส่ิงที่เล็กเรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ของนิวตรอนต่างๆ เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าท่านสามารถเรียนรู้ genome เข้าไปถึงภาวะนิวตรอนได้ ซึ่งนิวตรอนก็มีภาวะซ้อนในนั้น แต่ทางวิทยาศาสตร์เขารู้ว่านิวตรอนมีพลังงาน เขาเอาพลังงานมาใช้ แต่เขาไม่สามารถควบคุมนิวตรอนได้ เพราะมันแตกตัวแล้วเกิดกัมมันตภาพรังสี

รังสีต่างๆนานา ที่เป็น isotope วิทย์ก็รู้ว่าเป็น นิวเคลียร์ฟิชชั่น( Nuclear Fission) กับนิวเคลียร์ฟิวชั่น( Nuclear Fusion ) ซึ่งจะมีคุณลักษณะสองอย่าง ทางวิทย์เขาก็รู้แต่ควบคุมไม่ได้ เมื่อมีแตกตัวเป็นนิวเคลียร์ เป็น Chain reaction แตกตัวเป็นลูกโซ่ไป เขารู้แค่ว่าไปแล้วนี่ เขารู้แค่ว่ามันจะอยู่ได้แค่ครึ่งหนึ่งเรียกว่า Half life ซึ่งภาวะนั้น ศาสนาพุทธก็รู้ว่าเป็นสภาวะของการแตกเป็นธาตุเบาไปเรื่อยๆ กระจายเป็น นิวเคลียร์ฟิชชั่น ไปเรื่อยๆ ส่วนอีกส่วนหนึ่งจะเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น แล้วก็เปลี่ยนแปลงจับตัวกัน มันหลอมละลาย เป็นธาตุหนักเกิดใหม่ ต่างจาก ฟิชชั่นที่ธาตุหนักแตกเป็นธาตุเบาหายไปเรื่อยๆ

ผู้ควบคุมได้ต้องมีสภาวะ ๕ ของอุเบกขา คือ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จิตจะมีมุทุภูตธาตุ คือจิตหัวอ่อน มีปัญญาที่อ่อนไว เร็วไวไหวพริบ ดับได้ไวเปลี่ยนได้ไว ทำงานได้อย่างเหมาะควร เหมาะสมเป็นคุณค่าเจริญไม่มากหรือน้อยไป เป็นของได้สัดส่วนพอเหมาะ ทำด้วยปัญญา ความรู้ จิตมีพลังงาน ๔ ควบคุม มีปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ ที่เป็นอุตริมนุสธรรมพิเศษ

อ.กฤษฎาว่า...โลกเอานิวเคลียร์มาใช้ แต่ควบคุมได้บางส่วน บางส่วนคุมไม่ได้ แล้วกระบวนการเกิดพลังงานที่สำคัญนี้ สิ่งนี้มนุษย์อยากเอามาใช้ อย่างพ่อครูอธิบายเมื่อถึงอุเบกขา เป็นฌาน ๔ ก็เกิดพลังงาน กัมมัญญตา มีประสิทธิภาพต่อตน และเกิดพลังงานต่างๆ

วิทยาศาสตร์พยายามจับเอาพลังงานระดับปรมาณู นิวเคลียร์ กัมมันตภาพรังสีนี้ ผู้ตั้งชื่อตั้งได้ถูก กัมมันตะคือ การกระทำทุกอย่าง แต่กิริยาของดิน น้ำ ลม ไฟ หรือพืชก็ไม่เรียกกรรม เพราะเป็นวัตถุ ไม่มีวิญญาณครองไม่ถึงขั้นมีวิญญาณ เรียกว่าอนุปาทินกสังขาร แต่กรรมนี่จะอยู่กับอัตภาพ คนที่มีอัตภาพหรือเซลล์หนึ่งเกิดขึ้นมาเป็นจิตนิยาม เริ่มเป็นสัตว์แล้ว ก็เริ่มเป็นอัตภาพ แล้วไม่ใช่ตระกูลพืช แต่เป็นตระกูลสัตว์เร่ิมมีกรรมครอง จนพัฒนาวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์

แล้วมนุษย์ก็วิวัฒน์ พัฒนาปัญญา จะรู้จักกรรม เชื่อกรรมประกอบกรรมได้ ศาสนาคือมาเรียนรู้กรรม สั่งสมกุศลกรรม จนถึงธาตุสูงสุดของจิตวิญญาณคือธรรมะ คือทรงสภาพไว้ในจิตวิญญาณ ถ้าเกิดสภาวะของอัตตภาพคือมีอยู่ แต่ศาสนาพระพุทธเจ้าทำให้เกิดความไม่มีเกิดในจิตวิญญาณในธาตุที่ไม่ต้องการให้มี แต่ธาตุที่ต้องการให้มี ก็ใช้อาศัยได้ให้มีได้

อรหันต์นั้นแม้สาระที่ดีๆ ผู้ถึงวิมุติก็จะมีสาระที่ดี เป็นแก่นของจิตวิญญาณสูงสุด เรียกว่า สาระ ผู้ถึงวิมุติก็ได้สาระเป็นแก่น เป็นอมตบุคคลจะให้เกิด ให้ตายก็ได้ ทั้งชีวะระดับจิต และพีชะในตน จนหายจากความเป็นชีวะ ก็กลายเป็นอุตุ เหมือน พลังงาน H2O คือน้ำ พอใครสามารถทำให้น้ำแตกตัวได้ ก็หมดความเป็นธาตุน้ำ น้ำก็หายไป กลายเป็น แก๊ส คือ Hydrogen กับ Oxygen เพราะฉะนั้น พลังงานชีวะ แม้ระดับพีชะก็หายไป กลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ท่านทำอันนี้ได้ ที่ท่านเองถือว่าสามารถควบคุมพิษร้ายของอะไรทั้งหมด คือผู้อรหันต์สามารถควบคุมกัมมันตรังสี ตัวพิษได้ จัดการพลังงานตัวผีร้ายที่ทำลายนี้ได้

นี่คือหลักประกันของผู้ที่ได้ฝึกจากวิธีของพระพุทธเจ้า ก็จะรู้ กำจัดสิ่งไม่ดีนี้ได้หมด ด้วยใจซื่อบริสุทธิ์ รักษาจิตใจตนได้เลย ว่าจะไม่สร้างกัมมันตรังสีพิษนี้ ไม่ทำแล้ว ทำแต่พลังงานกัมมันตภาพรังสีที่เป็นคุณค่าประโยชน์ จึงเป็นหลักประกันว่าอรหันต์จะไม่สร้างพิษภัยแก่ชีวะใดๆเลย แต่คนไม่ได้เรียนรู้ก็จะสร้างกัมมันตภาพรังสีออกมาทุกคน ไม่มีเว้น ทำให้โลกแปรปรวน ทำโดยไม่มีความรู้ทั้งสิ้นเลย บาปที่สุด

อ.กฤษฎาว่า... อรหันต์นี้ท่านทำเพื่อโลกจริงๆ

พ่อครูว่า.. ท่านควบคุมสภาวะตัวเองได้ มีหลักประกัน ควบคุมปฏิกิริยาได้ คือท่านควบคุม ปฏิฆสัมผัส ปฏิกิริยา ปฏิปัสสัทธิ มีศัพท์ทางศาสนาอยู่ ๓ คำ นี้ ปฏิฆสัมผัสคือกระทบแล้วแตกตัว เมื่อไม่มีภาวะกระทบอณูก็ไม่แตก แต่พอกระทบ ก็แตกตัว เกิด isotope เกิดพลังงาน ศาสนาพุทธเรียกพลังงานที่แตกตัวว่า เวทนา แจกเวทนาเป็น ๑๐๘ ก็ควบคุมได้ คุมมโนปวิจารณ์ ๑๘ ที่เป็นเคหสิตเวทนาได้ สามารถเปลี่ยน(ภวันติ) ให้เคหสิตเวทนา มาเป็นเนกขัมมสิตเวทนา ๑๘ ได้ เป็นผู้จบกิจ มีเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ยืนอยู่เป็นฐานะแท้ของอรหันต์ ทำงานกับโลก ผู้ที่สูงสุด เป็นอรหันต์แล้วไม่ยอมตายในโลก ก็จะวนเวียนกลับมาได้ โดยใช้พลังงานเมตตากับอุเบกขา ท่านคุมเวทนาได้ เป็นอุเบกขาเวทนา ไม่มีพิษภัย แต่ใช้พลังงานเมตตาคือ พลังงานพระเจ้าช่วยโลก ช่วยสร้างมนุษย์สร้างโลก

สร้างมนุษย์นี่แหละ แล้วมนุษย์จะไปสร้างสิ่งแวดล้อม แต่ปางนี้อาตมาต้องสร้างธรรมชาติเอง ไม่ไปแย่งใคร

ภาษาวิทยาศาสตร์หยาบกว่านามธรรม แต่เอามาใช้แทนกันพอได้ จะสอดร้อยกัน

อ.กฤษฎาว่า.... ทำไมเราเกิดมาเป็นมนุษย์ถึงต้องฝึกฝนตนเอง ถ้าเราไม่สามารถหลุดพ้นในตอนเป็นมนุษย์ เมื่อเราจบชีวิตไป เราก็ไม่รู้ว่าเราจะมาทำกระบวนการทำความหลุดพ้นได้เมื่อไหร่ เพราะมันจะกลับไปมานิจนิรันดร แต่ศาสตร์ของพุทธสามารถทำให้หลุดพ้นได้ ออกจากนิรันดรได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีทำไมไม่ศึกษาแล้วปฏิบัติให้เข้าถึง

พ่อครูว่า... เป็นล้านๆๆชาติ เกิดมาได้ร่างนี้แล้ว ได้สุรภาโว คืออาการ ๓๒ นี้ ที่มีมากับอาการ ๓๓ คือดาวดึงส์ เป็นสุขหลอก แต่เราต้องออกจากสุขหลอกนี้ เป็นปฏิสรณะที่พึ่งอาศัยอันถาวร มั่นคงสมบูรณ์แล้ว ปฏิสรโณ มีฐานของปฏิปัสสัทธิ

ปฏิกิริยาที่มี คือยังไม่ถึงแตกตัว โดยมีฐานของปฏิสรโณ อาศัยอย่างมีปฏิสัมพัทธ์ แล้วมีปฏิปัสสัทธิ มีความสงบ แต่มีปฏิกิริยาตลอด ทวนไปทวนมา มี Action Reaction ตลอด พลังงานนี้เป็นพลังงานที่อรหันต์ควบคุมได้ โดยปรับปฏิฆสัมผัสอย่างพอเหมาะ ท่านว่าคือการกระทบกระแทกที่มีพลังงาน แล้วควบคุมการกระทบให้พอเหมาะไม่ให้เกิดแตกตัวมากเกินจนเป็นภัย เป็นพลังงานพิษทำร้ายใคร ก็คือ ควบคุม รูป/นามได้ ในระดับ ลหุตา ในระดับลหุตาทำได้ มีกัมมัญญตา มีมุทุตา คือ ๓ หน่วยในอะตอม โดยอะตอมนี้ไม่ก่อพิษ จะมีกระทบสัมผัส กระแทกขนาดไหนก็ไม่เกิดกัมมันตรังสี เป็นพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

อ.กฤษฎาว่า... หลายคนฟังคำว่าปฏิกิริยาพิษ หลายคนเห็นว่าปี ๔๐ ก็มีพิษของต้มยำกุ้ง นี่คือพลังงานพิษที่เกิด แผ่ซ่านไปทั้งในและนอกประเทศ

พ่อครูว่า เป็นเรื่องที่มีผู้ต้องป้องกันรักษาไม่ให้เกิดพิษ แต่ผู้ไม่รู้ อวิชชาก็สร้างพิษภัยแก่โลก เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่เลยแตกตัวไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด

อ.กฤษฎาว่า... ผมก็เข้ามาตั้งแต่โครงการซิป กลายเป็นว่าชุมชนพุทธทั้งหลาย มีภูมิคุ้มกันตนเอง มีพลังงานคุ้มครองตนเอง เครือข่ายชาวอโศกเป็นที่ดูงาน หลายเครือขายในภาคใต้เป็นที่ดูงาน ทั้งที่ที่อื่นๆเขาเดือดร้อนฆ่าตัวตายกัน แต่เครือข่ายเหล่านี้อยู่ได้ ในส่วนของชาวพุทธมีพลังงานป้องกันตนเอง

พ่อครูว่า... เป็นสิ่งที่เป็นจริง เป็นปาฏิหาริย์ ที่มนุษย์ธรรมดาทำไม่ได้ มีพลังงานเหมือนกำแพงไร้สภาพ ที่คนไม่เห็น แต่มีอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆเกิด มันต้องมีเหตุปัจจัยที่เกิดจากสัจจะ ก็จะมีพลังงานปาฏิหาริย์นี้ได้

พศ. ๒๕๔๐ เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ชาวอโศกที่หลุดพ้นวิกฤติได้ หลุดพ้นจากทุกข์ที่เขาวนกัน แต่อโศกไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงจรทุนนิยมนั้น เพราะอโศกมีวงจรบุญนิยมอยู่ มีความเป็นตัวของตัวเอง พึ่งตนเองได้ ไม่ตกเป็นทาสของผลกระทบปฏิกิริยาลูกโซ่ หรือโดมิโน่ทุนนิยม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่กันคนละโลก มันยัง over lab กันอยู่ แต่เชื่อมกันอย่างไม่ได้เป็นพิษต่อกัน แต่กลับอนุเคราะห์โลก รับใช้โลก เป็นผู้มี ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตามที่ในหลวงตรัส สูตรของในหลวงเศรษฐกิจพอเพียง ขาดทุนคือกำไรหรือแบบคนจน เป็นสูตรสำหรับอาริยบุคคล ผู้มีโลกุตรธรรมจึงเอาความจริงนี้มาประกาศแก่โลกได้ คนไม่ได้เป็นคนเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้เป็นคนจนมหัศจรรย์ ก็จะพูดแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้ แค่คนจนที่ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก เป็นคนจนที่มีความดีงาม มีความขยันก็จะทำสะพัดแก่โลก เกื้อกูลโลกมีชีวิตพอเพียง ถึงขั้นอนาคามี ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน แม้จิตไม่ถึง แต่หลายคนในชาวอโศกก็มาอยู่ได้ แบบอนาคามี เพราะมีระบบสาธารณโภคี จิตก็สามารถปฏิบัติรูปนอก แบบอนาคามี ไม่มีบ้านช่องเรือนชานของตน ใช้ส่วนรวมกินใช่ เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง

อ.กฤษฎาว่า... วันนี้มีพี่น้องจิตอาสา ที่เข้ามาอบรมกับปฐมอโศก มาฝึกฝนจิตอาสา แต่คำว่าจิตอาสานี้เกิดมาภายหลังจากปี ๒๕๔๐ จากฟองสบู่แตก ก็เร่ิมมีกระบวนการใช้จิตอาสา การที่เราจะทำจิตอาสาให้ประส บ ผลสำเร็จ เป้าหมายคือเราต้องปรับปรุงตนเอง ควบคุมตนเองให้เกิดกัมมนิยะ ให้เกิดจิตอาสาเบื้องต้นควรทำอย่างไร?

พ่อครู..ว่า การจะทำการงานอันดีงามได้นั้น ไม่ว่าจะทำอาชีพก็เป็นสัมมาอาชีพ ไม่เป็นพิษต่อสังคม ไม่เป็นเครือข่ายทุนนิยม มาเป็นเครือข่ายบุญนิยม กัมมันตะคือ การกระทำทุกอย่าง ต้องทำให้เป็นสัมมา ไม่ว่าจะพูดหรือคิดหรือทำ ก็ให้เป็นสัมมา อาตมานำเอามหาจัตตารีสกสูตรมาอธิบายต่อ ตอนนี้ถึง สัมมาทิฏฐิส่วนที่เป็นอนาสวะ และสาสวะ คือได้ส่วนแห่งบุญ ได้ผลแก่ขันธ์

คำว่าบุญ นี้มีหน้าที่ชำระกิเลส บุญไม่ใช่กุศลนะ แต่บุญเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่วนกุศลเป็นลักษณะดีงามใดๆที่อาจเป็นบุญหรีิือไม่ก็ได้ เราทำบุญก็ได้ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิ จะสั่งสมผล ชำระกิเลสไปเรื่อยๆ ให้ผลแก่ขันธ์ ๕ ของเรา เมื่อกำจัดกิเลสแล้วก็ไม่ต้องใช้บุญอีก จะเป็นอปุญญาภิสังขาร และเป็นอเนญชาภิสังขารสั่งสมผลต่อไป เป็นผู้มีสัพพปาปสอกรณัง มีแต่ทำกุศลให้ถึงพร้อม กุสลสูปสัมปทา ด้วยจิตที่สจิตปริโยทปนัง

คำถามจากผู้เข้าอบรม สสส.

_ตายไปแล้วมีวิญญาณไหม? ตอบ .... จิตวิญญาณของผู้ไม่ถึงปรินิพพาน เป็นปริโยสาน แต่ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปเท่านั้นจะตายสิ้นรอบได้ สลายจิตวิญญาณ แตกเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นสสารหรือพลังงานเท่านั้น แต่ผู้ไม่บรรลุถึงขั้นนี้ก็จะเหลือจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่ว่าวิญญาณจะล่องลอยไปสวรรค์นรก ไปพบเพื่อนที่สวรรค์นรก ก็ไม่ได้หรอก เอาตอนเราหลับ เราก็ไม่ได้ไปพบใครหรอก แต่เรามีภาพในใจเรา เราก็เลยปั้นฝันแต่งเอาเอง ทั้งเรื่องดีเรื่องร้าย บางทีดิ้นอึดอัด บางคนถึงตาย ไหลตายเลย มันฟื้นขึ้นมาเปิดทวารรับแบ่งเบาทุกข์ไม่ได้ก็ตายเลย ผู้ที่ตายไปดิ้นรน คือนรกแท้จริง หลงอะไรเป็นสุขติดเป็นอุปาทานไปก็เป็นสวรรค์ลวง เพราะสวรรค์จะได้รสชาติเต็มที่ ต้องได้สัมผัสทางทวาร ๕ แต่แค่ปั้นเอาในใจไม่ได้รสที่จริง พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้วิญญาณตอนเป็นๆ มีทวารนอกในครบ แต่ถ้าตายไปแล้วหรือไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ก็ไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริงครบ ไม่ได้กระทบสัมผัสจริง การไปเรียนตอนตายไปแล้วไม่ได้ ความเป็นจริงของชีวิตอยู่กับปัจจุบั น เท่านั้น แล้วเหลือเป็นสัญญาเป็นอดีตที่เป็นอุปาทาน ยึดติด คำว่าตายไปแล้วมีวิญญาณไหม ก็มีแต่ไม่ใช่ว่า เป็นวิญญาณล่องลอยออกไปนอกตัว แต่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ แต่ผู้หมดอุปาทานแล้ว อย่างอรหันต์หมดสุขทุกข์แล้ว จิตอุเบกขาตลอด

_ ทางชาวพุทธของเรา เวลาคนเสียชีวิตจะนำศพไปวัด สวดอภิธรรม วันสุดท้ายก็จะเผา ทำพิธีทอดผ้า ผมถามหลายคนแล้ว ว่าทำไมถึงทำการทอดผ้า เขาหมายถึงทอดให้ผู้เสียชีวิต แล้วคนตายเขาได้รับทราบหรือไม่ หรือผ้าที่ทอดไว้ เป็นการอุปโลกเอา คนตายรับรู้ไหม?

ตอบ. .. ตอบอย่างผ่าเลย เพราะมันบานปลายมากแล้ว กลายเป็นแหล่งหากินกับวัด กับการเผาศพ จนคนจนไม่กล้าตาย เพราะตายแล้วลูกหลานลำบาก บางคนทรมานมาก ตายแล้วไม่มีเงินทำศพ สรุปแล้วเป็นความเข้าใจผิดที่ใหญ่ อาตมาตีไม่แตกง่ายๆ เขาว่าส่งผลบุญ เขาก็ไม่รู้จักบุญแล้ว บุญนี่เป็นโลกุตรธรรมแบ่งกันไม่ได้ กุศลก็แบ่งกันไม่ได้ บุญคือการชำระกิเลสแบ่งกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนไว้ กรรมเป็นของๆตน กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ไม่ตกหล่นไม่ระเหิดระเหยเลยอยู่ในฮาร์ดดิสก์เราตลอด

คำว่าอุทิศคือเจาะจง ผู้ที่อาสาทอดผ้าบังสุกุล แล้วเอาไปให้ผู้ตาย แล้วคนรับอาสานี้ จะไปส่งที่ไหนรู้ได้อย่างไรว่าคนตายอยู่บ้านเลขที่อะไร มีแต่หลอกลวง ดีไม่ดีก็ว่าหยาดน้ำแล้วให้น้ำพาไป น้ำก็ไหลลงที่นั่นแหละ หรือว่าทานอาหารคาวหวาน จะให้ส่งไปถึงคนตาย ตอนคุณนอนหลับก็ไม่ได้กินหรอก แล้วตายไปจะกินได้อย่างไรหรือถ้ากินได้ ทำทานให้ไปนานทีปีหนแล้วมันไม่หิวตายไปนานแล้วหรือ? พูดไปก็ตลกนะเขาเล่นตลกเหมือนหลอกเด็ก

มันมีประโยชน์ไหม เป็นสังคมศาสตร์ ให้เห็นเสียสละ เสียเงินซื้อผ้ามาให้พระส่วนมากพระก็เวียนเทียน แปรไปเป็นเงิน

_ พวกผมมาในวันนี้เป็นจิตอาสาที่จะนำความรู้ที่เอาได้มาอบรม ไปปะติดปะต่อ หาแนวร่วมให้มีจิตอาสาสร้างความดีมีพลังขับเคลื่อนสังคม ท่านมีข้อแนะนำแก่พวกเราอย่างไร ให้เป็นรูปธรรมได้ผล ชุมชนที่ผมอยู่อยู่ในกทม. พื้นที่ดูแลประมาณ ๑๑๒ ไร่มี ๕๐๐ กว่าหลังคาเรือน ก็มีคนหลากหลายอาชีพ ฐานะ คนเหล่านี้ก็มีอีโก้สูงมาก เรานำเสนออะไรเขาก็จะว่ามารบกวนเขา เขามีสิทธิ์ส่วนตัวเขา หรือบางคนก็ว่าท่านทำไปแล้ว พวกผมไม่ค่อยมีเวลา แล้วคนที่อยู่ต่ำลงมาเขาก็ว่าหากินทุกวันจะมีเวลาไปทำอย่างคุณได้อย่างไร หรือบางคนก็หาว่าเสือก แล้วท่านจะแนะนำให้ผมทำให้เป็นผลสำเร็จอย่างไรดี

ตอบ. ... ทำอย่างไรถึงจะช่วยเขาได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ต้องทำคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนคนอื่น จึงไม่มัวหมอง คนจะช่วยคนอื่นได้ต้องช่วยตนให้หลุดพ้นได้ จะหลุดพ้นได้ต้องมีอาริยธรรม ถ้าเผื่อว่าไม่เป็นอาริยธรรม จะมีความเห็นแก่ตัวซุกซ่อนเชิงแฝง มาในกลเม็ดเล่ห์เพื่อสะสมโลกธรรมแก่ตนไม่บริสุทธิ์

คนจะช่วยเขาได้ต้องปฏิบัติธรรมให้เขาลดตัวตน ที่คุณว่าคนมีอีโก้สูง แน่นอนหากไม่ลดตัวตนก็มีอัตตา พระพุทธเจ้าสอนให้ลดอัตตาให้เป็นอนัตตาไปตามลำดับ โสดาบันก็จะลดได้

คนเข้าใจผิดว่าโสดาบันหมดกิเลสแล้ว แต่ไม่ใช่ โสดาบันคือ หมดกิเลสระดับหนึ่งเท่านั้น เป็นคนที่ลดอีโก้ขั้นหยาบที่ถือตัวตนเยอะ ตั้งศีล ๕ ของตนตีกรอบที่จะทำเบื้องต้น แล้วปฏิบัติให้เกิดลดกิเลสเป็นสมาธิได้ โดยสูตรของพระพุทธเจ้าที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ นี่แหละ แล้วจะสั่งสมสัมมาสมาธิ

สรุปแล้ว คุณจะไปรับอาสาต้องมีคุณธรรมก่อน ถ้าไม่มีคุณธรรม ผลสำเร็จไม่สวย และก่อทะเลาะวิวาทด้วย จะต้องพยายามปฏิบัติ อาตมาพูดนี่ไม่ได้หลงใหลธรรมะ แต่ธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นต่อทุกคนไม่ว่าศาสนาไหน ธรรมะให้คนลดอัตตา แล้วจะเห็นแก่คนอื่น หมดกามก่อนแล้วมาล้างอัตตาต่อ อย่างอนาคามีหมดกามแล้ว ไม่มีตัวตนในระดับโลกๆแล้ว หมดกาม หมดปฏิฆะแล้วก็ไม่มีรังสีพิษแล้ว อนาคามีไม่ใช่ว่าเป็นคนเหาะเหินเดินน้ำดำดิน ยิ่งเป็นอรหันต์นี่จะเหมือนคนปกติ แต่ท่านเป็นคนไม่สะสม อนาคามีไม่สะสมแล้ว เร่ิมแต่โสดาบันก็เป็นคนกินน้อยใช้น้อยสันโดษแล้ว มันลดลงมาได้ จากใช้เดือนละแสน ก็เหลือห้าหมื่นเหลือสองหมื่น ลดมาเรื่อยๆจนไม่ต้องใช้เงินของตนเลยให้สังคมเลี้ยงไว้ อย่างนายกฯนี่ไม่ต้องมีเงินของตนเลยให้คนอื่นเลี้ยงไว้ ตนทำงานให้สังคมไป ให้ทำให้ถึงจริงๆรับรองไม่ตาย มีชีวิตปรปฏิพัทธาเมชีวิกา จะช่วยสังคมได้มาก

_ การที่มีวัดบางวัดจัดให้พระเดินธุดงค์ในเมืองให้เดินเหยียบดอกไม้ นี่เป็นเรื่องอย่างไร?

ตอบ. .. เป็นเรื่องอุตริ วิตถาร ผิดวินัยผิดศีล แม้แค่ศีล ๘ ท่านไม่ให้ยุ่งกับเรื่องดอกไม้ของหอม แล้วเป็นเรื่องปรุงแต่ ง ดราม่า เดินเหยียบดอกไม้ เปลืองผลาญ เป็นดราม่า เป็นการแสดงท่าทีลีลาองค์ประกอบ อาตมาอยากให้เลิก ผู้ใดให้ความร่วมมือก็เป็นบาป ไม่มีในทางพุทธศาสนา แม้คำว่าธุดงค์แปลว่า ศีลเคร่งที่ปฏิบัติได้แล้ว หรือกำลังปฏิบัติตามฐานะ ก็ต้องสมาทานไปตามลำดับ คำว่าธุดงค์ไม่ได้หมายถึงการเดิน แต่เป็นหลักเกณฑ์ของศีล แต่ของพระกัสสปะก็ไม่ได้มีการเดิน แต่มีข้อหนึ่งคือให้เดินบิณฑบาต ไม่ข้ามฝั่ง ถนน นี่คือหนึ่งใน ๑๓ ธุดงควัตร เพื่อที่จะไม่โลภมาก แล้วธุดงค์ก็ไม่ใช่ออกป่าเขาถ้ำนะ

_ ขณะมนุษย์อยู่ในครรภ์มารดา สภาวจิตจะเกิดตอนไหน?

ตอบ... พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า เมื่อมีเชื้อกับไข่ผสมกันต้องมีวิญญาณร่วมด้วยทันที ชีวะจึงเกิด แม้ว่าวิญญาณลงร่วมแล้ว แต่ไม่อยู่ร่วมเรียกว่าแท้ง ไม่ก่อนไม่หลัง เมื่อมีชีวะต้องมีพลังงานวิญญาณ การเกิดนี้เรียกว่า ช ล าพุชโยนิ เป็นสัตว์มีมดลูกก็มีไข่มีเชื้อ ทำปฏิกิริยากัน ปฏิฆสัมผัสโสก็ร่วมกับวิญญาณ มีสามเส้าเกิดชีวิตสัตว์

_ การเชิญชวนชาวบ้านให้บริจาคเงินที่สร้างพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลกเป็นกุศลไหม?

ตอบ ... อาตมาคิดว่าอาตมาก็จะทำพระพุทธรูป ปางวิชิตอวิชชา อาตมาก็มีคนที่จะมารับ เขาก็ตะกละสร้างให้ใหญ่ แต่อาตมามีข้อแม้ว่าห้ามเรี่ยไรเงินเด็ดขาด อาตมามีกติกาว่าไม่รับเงินเรี่ยไรจากคนภายนอก หรือจะมาบริจาคก็ไม่รับ ใช้เงินของภายในเราเอง จะสร้างใหญ่ก็ไม่เบียดเบียนใคร พระพุทธรูปทุกวันนี้มีล้นแล้วในไทย แจกให้ทุกคนในไทยคนละ ๑๐ องค์ก็เหลือ แต่สร้างแล้วมีประโยชน์หากใช้เป็น สร้างเพื่อจะยึดถือเป็นที่พึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ไม่ได้ใช้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างขลัง ไม่ใช่เอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชานี่ก็ผิดพุทธนะ เป็นเดรัจฉานวิชชา

_ การทำผิดศีล ๕ จะได้รับวิบากอะไรรับโทษอะไร?

ตอบ ... วิบากกรรมเป็นอจินไตย ก็อย่าทำก็แล้วกัน มันเป็นวิบาก แล้วแบ่งบาปบุญไม่ได้ด้วย อย่าไปทำเลย เป็นของตน ตนเป็นทายาทของกรรม

_ พ่อครูรู้สึกอย่างไรกับมติของมหาเถรสมาคม กับวัดของคนรวยวัดหนึ่ง

ตอบ .. วัดไหน? .ธรรมกาย ต้องกล้าบอก ว่าไม่ดีอย่างไร อย่าไปมีจิตโกรธเคือง แต่ว่ามันไม่ควรทำ เหมือนพ่อแม่เห็นลูกทำไม่ดีก็ต้องว่า เพื่อไม่ให้ทำอีก อาตมาพูดถึงเกิดสมีอุ้มสมีแล้ว จะไปช่วยอะไรได้

_ ปุถุชนตั้งจิตสู่นิพพานอันใกล้ควรเริ่มอย่างไร

ตอบ .. เริ่มที่ศีล ๕ แล้วทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดวิมุติ แล้วทำตามมรรคมีองค์ ๘ เอาแค่ศีล ๕ ก่อน

_ ถ้าเราเอาของหวงคนที่ตายไปมาใช้เขาจะมาเอาคืนไหม

ตอบ. .. อะไรจำเป็นต้องใช้ก็ใช้เถอะ เขามาเอาไม่ได้หรอก คนตายมาหาคนเป็นไม่ได้หรอก

_ การบูชาพระราหู สวดภาณยักษ์ มีในพระพุทธศาสนาไหม? ตอบ .. ไม่มี พวกที่ทำนี่ทำลายศาสนาด้วย

_ วิธีทำให้ลูกฉลาดทำอย่างไร?

ตอบ. .. ปฏิบัติธรรมให้สัมมาทิฏฐิ

_ การมีจิตเมตตาช่วยให้เป็นโพธิสัตว์ได้ไหม

ตอบ.. .มีส่วนช่วยสร้าง คุณรู้อาการเมตตาเจตสิกคือ ปรารถนาให้คนพ้นทุกข์ให้คนมีสุข คุณพยายามมีจิตเช่นนี้ก็สั่งสมจิตที่จะช่วยคนอื่น แล้วลงมือช่วยเป็นกรุณา แล้วก็ทำได้เสร็จได้ผลดีแล้วก็มุทิตา เมื่อดีแล้วช่วยเสร็จเขาพ้นทุกข์เป็นสุขดีแล้ว ก็อุเบกขา ปล่อยวางอย่าไปตั้งว่านี่บุญคุณฉันไปทวงบุญคุณ อย่าไปสร้างอัตตาเพิ่ม นี่คือพรหมวิหาร ๔ หรืออัปปมัญญา ๔ ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน