590216_พุทธศาสนาตามภูมิ ทางเสื่อมของชาวพุทธ ๔ ประการ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข27 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590216_พุทธศาสนาตามภูมิ ทางเสื่อมของชาวพุทธ 4 ประการ

พ่อครูว่า ….วันนี้วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 3 ปีมะแม ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็มาเรียนต่อ ชีวิตเราก็เพียรเรียนธรรมะ ก็เห็นว่าเป็นชีวิตที่ดีที่สุดแล้วสำหรับคนที่เข้าใจถึงความเป็นธรรมะ เรียนธรรมะมันยอดเยี่ยมแล้วเพราะชีวิตคนเราควรจะเรียนอะไรวิชาการต่างๆในโลกมันมีสารพัด คนก็ไปเรียนวิชาการต่างๆสารพัด ส่วนจะเรียนธรรมะนั้นไม่ค่อยเรียนกันหรอก จะมีคนเรียนเป็นเปอร์เซ็นน้อย รู้สึกชื่นใจกับศาสนาอิสลาม เขาเอาใจใส่เรื่องธรรมะตั้งแต่เด็ก เขาก็อบรมให้เรียนธรรมะ จะเรียนอย่างอื่นก็เรียน แต่ต้องเรียนธรรมะทุกคนปลูกฝังกันเลย แล้วก็เรียนกันจริงจัง ถ่ายทอดกันให้ได้รับรู้กันจริง อนุโมทนาสาธุจริงจริง ในคนไทยเรานับถือ ศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาที่ดีที่สุด จริงๆ ศาสนาพุทธที่เป็นอย่างนั้นเพราะเป็นศาสนาที่ไม่ไปบังคับใคร ให้อิสระเสรีภาพ ให้เกิดภูมิปัญญา รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรเป็นสาระ อะไรเป็นอสาระ หรือไม่เป็นสาระ ในชีวิตความเป็นคน ซึ่งคนที่มีปัญญาดังกล่าวนั้นหาได้ยาก

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ชีวิตนี้ต้องการอะไร ชีวิตของใครที่มีความระลึกได้ว่า เราน่าจะต้องใส่ใจร่ำเรียนศึกษาศาสนา หรือธรรมะให้กับชีวิต คนที่มีปฏิภาณปัญญาคิดได้อย่างนี้ อาตมาว่าคนนั้นยอดฉลาด พูดได้เลยคนไหนก็แล้วแต่ ยิ่งรู้สึกได้ตั้งแต่เด็กเลย ระลึกได้เมื่อไหร่ฉลาดเมื่อนั้น ถ้ายังระลึกไม่ได้อยู่ตราบใด ก็ยังโง่อยู่ตราบนั้น คำว่าโง่คำนี้ก็คือ อวิชชา ผู้ที่ไม่รู้ เอาปฏิจจสมุปบาทเป็นตัวตั้งก็ได้ เมื่อเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ คุณต้องการอะไร อาตมาว่าเอาคำถามแรกถามเขา เช่น 1.ถามว่าคุณ ต้องการความสุขไหม หรือคุณจะต้องการความโศก คุณต้องการความสุข หรือ

อ่านต่อ

คุณต้องการความทุกข์ คำตอบรับรองว่าร้อยทั้งร้อยเขาจะต้องตอบว่าต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์แน่นอน แต่ชีวิตนี้คุณจะต้องการอะไรก็แล้วแต่ มีเงินมีทองมีของนานาสารพัดคุณก็ต้องการความสุข ต้องการความไม่ทุกข์ ต้องการความไม่โศกไม่ทุกข์อยู่นั่นแหละ คุณจะมีอะไรอย่างอื่นก็เป็นเรื่องรองของชีวิตทั้งนั้น ตั้งแต่เกิดมาคุณเคยคิดจุดนี้บ้างไหม 2. คุณ เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ความจริง ที่สุดยอดเยี่ยมในโลกนี้จริงไหม เป็นความจริงที่ทำให้คนหมดทุกข์หมดโศก เชื่อไหม เมื่อคุณเชื่อ ทำไมคุณรู้สึกว่าตนเองไม่ทุกข์ไม่โศกเลย หรืออย่างไร หรือว่าน่าจะต้องแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้พ้นความทุกข์ความโศกบ้าง มันน่าจะทำไหม คนเราไม่มีความสำเหนียกความระลึกได้ตรงนี้ แต่ผู้ใดที่เกิดความรู้สึกได้เมื่อไหร่ ว่าเราต้องใส่ใจธรรมะ โดยเฉพาะ ธรรมะของพระศาสดา ไม่ใช่ธรรมะคือ คุณธรรมอะไรสารพัดมากมายเลอะเทอะ คุณจะต้องใส่ใจธรรมะของพระศาสดา ใครระลึกได้ว่าชีวิตต้องแสวงหาธรรมะนี้เมื่อใด ฉลาดเมื่อนั้น ใครที่ยังระลึกไม่ได้ ก็ยังโง่ ยังอวิชชาอยู่เมื่อนั้น อวิชชา ตัวนี้ ที่ ไม่รู้จักของปฏิจจสมุปบาท คือ ไม่รู้จักสังขาร คนไทยคนพุทธรู้จักคำว่าสังขารขนาดไหน สังขารคือภาวะที่ประกอบปรุงแต่งกันอยู่ ในชีวิตคนมันปรุงแต่งด้วยกายวาจาใจ โดยเฉพาะ กายกับจิตปรุงแต่งกันอยู่ เป็นธรรมะสอง นั่นแหละคือ คำตอบว่าสังขาร ถ้าคุณเข้าใจว่า กายเป็นองค์ประกอบของรูปกับนาม นามก็คือจิต รูปก็อีกสิ่งหนึ่งที่ประกอบอยู่กับทุกสิ่งทุกเวลาที่คุณมีกายมีจิต และเพราะเราไม่ศึกษาการปรุงแต่งของมัน มันก็เกิดผลลัพธ์ที่เป็นทุกข์เป็นโศก อาการทุกข์ อาการโศกคือ เวทนา ความรู้สึก นั่นคือเป้าหมายในการเรียนรู้การศึกษาเลยว่า ทำอย่างไรอาการเวทนาจึงไม่มีในจิต ไม่เกิดในจิตเราเลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้จริงๆ ทำอย่างไรเราถึงจะมีความฉลาด หมดความไม่รู้ หมดอวิชชา ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ยืนยันเลยว่าคนที่เรียนรู้ฝึกฝน กำจัดต้นเหตุที่เป็นความโศกความทุกข์ได้หมดจริง เป็นพระอรหันต์ได้จริง คุณเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไหมล่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปฏิบัติธรรมจนพ้นมิจฉาชีพ 5 การปฏิบัติเรียนรู้ธรรมะ ไม่ใช่ว่าจะทำอาชีพไม่เป็น แต่กลับจะทำ สัมมาอาชีพ เป็นอาชีพที่ดีเลย เป็นอาชีพที่ไม่เป็นหนี้ไม่เป็นภัย เป็นอาชีพที่ประเสริฐที่ดีงาม และครอบคลุมถึงการศึกษา ที่จะทำเพื่อเป็นอาชีพหากิน ก็คลุมไปหมด เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้คนไม่ศึกษาการงานอาชีพ แต่ให้ศึกษาให้ดี คุณต้องศึกษา แต่ก่อนนี้คุณทำงานเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า แม้แต่ในวงการสงฆ์ก็มิจฉาชีพกันโครมๆ ไม่ได้ พ้นมิจฉาชีพ 5 อาตมาพาพวกเราปฏิบัติธรรมจนพ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 ได้เลย ตั้งแต่ กุหนา ลปนา พวกเราก็พ้นได้ จนถึงไม่เอาลาภแลกลาภ ทำงานฟรีได้ในชุมชนพวกเรา เราพ้นมิจฉาชีพสามข้อนี้ได้ชัดๆ นอกนั้นใครจะไปละเมิดเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วแต่ ทำงานฟรีก็ได้สำเร็จผลแล้ว แล้วยิ่งอยู่ในวงการพวกเรา ในหมู่บ้าน ในชุมชนพวกเรา เราก็ไม่ได้มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา พ้นมิจฉาชีพ สี่ข้อแล้ว ก็เหลือ เนมิตกตา ต้องทำกิเลสที่มีเหลือให้คุณไม่พ้นมิจฉาชีพ เนมิตกตา เป็นข้อที่พวกคุณต้องปฏิบัติ ที่นี่มีหลักในการปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติจนจิตใจสบาย เราอยู่กับหมู่ก็ไม่ได้พาหลอกลวงหรือโกงใคร สี่ข้อลอยลำแล้ว ปฏิบัติโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ สมบูรณ์แบบ เท่ากับคุณเรียนสัมมาอาชีพ เราไม่ได้พาคุณงอมืองอเท้าหลับตาเดินจงกรมทำสมาธิ แต่นี่เราอยู่ในหลักของพระพุทธเจ้าเลย ทำงานด้วยตลอดเวลา ตามหลักพระพุทธเจ้า เราเข้าใจสัมมาทิฏฐิเช่นนี้ เราไม่ได้ตกหล่นคำสอนโลก คำสอนทางธรรม ทางโลกก็ให้ศึกษาสัมมาอาชีพเลี้ยงตนรอดพร้อมไปในนี้เลย ชุมชนเราจึงเป็น บ้านวัดโรงเรียน พรักพร้อมที่จะเรียนรู้กันได้เลย นี่เขาชุมนุมกัน แล้วไปจ้างใครมาชุมนุม เป็นองค์กรที่หลอกลวง ร้าย อาตมาไม่ต้องตรวจสอบ เขาก็เอามายืนยัน พวกที่นั่งหน้า ก็เป็นคนเคยหากินกับพวกชุมนุมเสื้อแดง เป็นหลักฐานชัดว่าเป็นพวกชุมนุมหลอกลวงชาวโลก เลวจริงๆเลย เกิดเรื่องอุบาทว์ในเมืองไทยได้อย่างไม่น่าเกิดเลย น่าสงสารประเทศจริงๆ

SMS 16 ก.พ.59 _0893867xxx กิเลสจริงๆ มันเป็นเพียงความคิด มันไม่มีตัวตน! เขาไปแบกรับมันไว้เอง! เพราะไม่เคยดูจิตอ่านใจตน แล้วตั้งสติรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ! ความอึดอัดมันเกิดได้เพียงชั่วครู่เดียวก็ดับแล้ว! คนก็รู้ อยู่แก่ใจมีมนุษย์ที่ไหนจะอึดอัดไปตลอดทั้งวัน ทั้งปีเลยฤา? พ่อครูว่า. ..นี่ก็เป็นข้อสังเกตอ่านความจริง ที่พูดมานี้ถูกต้อง กิเลสที่ออกบทบาทลีลาในจิตเมื่อใด มันก็พาเราทำไม่ดี ได้ความอึดอัด รับผลไม่ดี แล้วอาการความคิดที่เกิดในจิต คือที่พระพุทธเจ้าให้กำจัดในจิตของทุกคน พระอรหันต์ท่านไม่มีแล้ว อาการแวบในจิตแบบนั้น ที่จะเกิดอาการอึดอัด แม้จะถูกเหตุปัจจัยเช่นคนมาด่า เกิดเรื่องราว คนมาแย่งทรัพย์สินไป มาพรากของรัก แม้จะมาทำร้าย อาการจิตที่จะอึดอัดเกิดเศร้าใจเสียใจ พระอรหันต์ไม่เกิดเรื่องราวพวกนี้ อย่างวันนี้เหตุการณ์ในชุมชนอโศก คนก็จะเสียใจ แต่พระอรหันต์ท่านไม่เสียใจไม่เสียดาย

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน วัตถุฏฐวิภาค กรณี ธัมมชโย เหตุการณ์ปัจจุบันจะเป็นความถูกหรือผิด จะโศกหรือไม่โศก ทุกปัจจุบัน ก็เป็นความจริงทุกปัจจุบัน ถ้าพระอรหันต์มีปัจจุบันแวบใด เกิดเสียใจทุกข์ใจ ไม่ใช่อรหันต์ จิตทุกปัจจุบัน ถ้าไม่มีกิเลส แล้วจิตเป็นจริง ถ้าจิตเป็นกิเลสแล้ว ประพฤติผิดจากหลักธรรมพระพุทธเจ้า เช่น เหตุความผิดขั้นปาราชิก จิตทำองค์ประกอบสมบูรณ์แบบในทุกปัจจุบัน ปาราชิกแล้วก็คือปาราชิก ถ้าเกิดจิตปาราชิก ผู้นั้นไม่ใช่อรหันต์ ถ้าในภิกษุเกิดปาราชิกปุ๊ป ผู้นั้นก็ปาราชิกทันที ไม่ได้อยู่ที่การตัดสินของใคร ปาราชิกเสร็จเมื่อใดก็ปาราชิกทันที ไม่ต้องไปตัดสิน ใดๆ ความจริงนั้นเป็นปาราชิกทันที แล้วก็มาบอกกล่าวกัน ปาราชิกทำกลับไม่ได้ ปัจจุบันมันยิ่งกว่าอะไร จิ้มลงไปปั๊ปเป็นปัจจุบันแล้วจบ เมื่อคุณครบปาราชิกในปัจจุบันก็จบไปแล้ว ที่เอามาพูดกันเยิ่นเย้อนี่ เอาของไปแล้ว ปาราชิกแล้ว จนสมเด็จพระสังฆราชท่านยืนยันเลยว่าปาราชิก ตั้งหกฉบับพระลิขิต คนจะเลี่ยงก็ดันบอกว่า พระลิขิตปลอม ใครจะโง่ปลอมซ้อนกัน 6 ฉบับ แล้วยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันนี้ ในวินัยของพระพุทธเจ้า ที่เกี่ยวกับที่ดินเนี่ย วินัยปิฎก วัตถุฏฐวิภาค [102] ที่ชื่อว่า พื้นที่ ได้แก่พื้นที่สวน พื้นที่วัด ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ ทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ โดยฐาน 4 คือ ฝังอยู่ในดิน 1 ตั้งอยู่บนพื้นดิน 1 ลอยอยู่ในอากาศ 1 แขวนอยู่ในที่แจ้ง 1 ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุตู่เอาพื้นที่ ต้องอาบัติทุกกฏ ยังความสงสัยให้เกิดแก่เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย เจ้าของทอดธุระว่าจักไม่เป็นของเรา ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุฟ้องร้องยังโรงศาล ยังเจ้าของให้แพ้ ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุผู้ฟ้องร้องยังโรงศาลแพ้เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุปักหลัก ขึงเชือก ล้อมรั้ว หรือทำกำแพงให้รุกล้ำ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่ออีกประโยคหนึ่งจะสำเร็จ ต้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อประโยคนั้นสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิก. เช่น ธัมมชโย เอาที่ไปครอบครองเมื่อใด ตั้งแต่ต้นก็ปาราชิกแล้ว ยิ่งเอาองค์ประกอบเอาเงินวัดไปซื้อ แล้วใส่ชื่อตน ก็ปาราชิกหลายลีลานะ แล้วก็มีการช่วยกลบเกลื่อนสิ่งผิดเป็นถูก ก็บาปทั้งนั้น มันปาราชิกตั้งแต่ทำสำเร็จแล้ว ในกฏหมายทางโลกก็ไม่มีปาราชิก แต่ทางธรรมะมี เป็นเรื่องถูลู่ถูกัง เอาสีข้างเอาเหงือกแถก ผู้รู้มี แต่ไม่ยอมรับความจริง เป็นบาปเป็นภัยต่อตน ผู้รู้ทั้งรู้ก็สัมปชานมุสาวาท เป็นบาประดับอนันตริยกรรมนะ คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ พระพุทธเจ้าบอกลึกเลยว่า คนๆนี้ไว้ใจไม่ได้ ทำชั่วเลวได้หมด รู้ว่ากรรมนี้ชั่วแล้วก็ทำอยู่ คนที่มีกิเลสแล้ว ทำชั่วทั้งๆที่รู้ จงสังวร เราจะกลายเป็นคนที่ทำชั่วๆทั้งๆที่รู้ ถ้ามันใหญ่พอควรก็เป็นปาราชิก อนันตริยกรรม เช่น คนรู้ว่าฆ่าพ่อแม่นี้ชั่ว แล้วก็ทำอีก

_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครู เคยแสดงธรรมสติปัฏฐาน4 พิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม ทำให้เห็นกิเลสในกิเลส รู้ลึกถึงก้นบึ้ง แล้วดับมัน สาธุ

_จากไลน์ คุณพันธุ์ พอเพียง กรณีที่กลุ่มพระเมธี เรียกร้องที่ว่า อย่าใช้กฏหมายบ้านเมืองมาตัดสินคดีพระ แต่ขอแค่สนับสนุนหรืออุปถัมภ์ค้ำชูก็พอ ถ้าข้อเรียกร้องนี้ได้รับการยอมรับ จะทำให้คดีใหญ่ๆอย่างน้อยสองคดี น่าจะได้รับการชำระใหม่คือ 1 คดีสันติอโศก ที่เป็นนานาสังวาส แต่กฎหมายบ้านเมืองถูกตัดสินให้ผิดเมื่อนำเข้าสู่หลักพระธรรมวินัยที่เคร่งครัด และแท้จริงสันติอโศกนั้นถูกพระธรรมวินัยหรือไม่ 2 คดีพระธรรมชัยโย ที่ยักยอกทรัพย์ มติ มส. อิงกฏหมายบ้านเมืองว่าเรื่องยุติแล้ว ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง(ซึ่งพระเมธีร้องว่าอย่าใช้กฏหมายบ้านเมืองตัดสินพระ) เมื่อคดีนี้ต้องเข้าสู่ระบบพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แบบกางพระวินัยปิฎก ถามว่าพระธรรมชัยโยจะปาราชิกหรือไม่ ขอบคุณความไม่รอบด้านของพระเมธี พ่อครูว่า...เรื่องธรรมวินัยก็เป็นเรื่องธรรมดาวินัย แต่เสร็จแล้วก็เอาเรื่องทางบ้านเมืองมาตัดสิน ต้องแยกให้ชัดเจน อย่างที่อาจารย์ปรีชาว่า แล้วอาจารย์ปรีชาก็แยกให้ชัดว่า กฎหมายเอาไปตัดสินนี้มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของธรรมะ เรื่องธรรมะนั้นเป็นเรื่องของการปาราชิกแล้วตามหลักเกณฑ์ของธรรมะ สำหรับท่านเป็นศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทางกฎหมาย มันชัดแล้ว ถึงได้เอามาย้ำ หลักฐานในพระวินัยมาอ้างอิงตามพระวินัย ตามหลักฐานกรรมที่ธัมมชโยทำ ถ้าย้อนไปหรือคดีสันติอโศกด้วยก็สวยสิ เพราะนั่นเป็นการทำผิดพลาดมาไม่รู้กี่ประเด็น โมฆะไม่รู้กี่ประเด็นตามหลักเกณฑ์ธรรมวินัย ซึ่งอาตมาจะมาพูดย้อนเกล็ดอยู่ทุกวันนี้เขาก็ไม่กล้ามาทำอะไร

สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน วิชชาและจรณะอันเสื่อม 4 มาทวนพระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 1 2 3 สูตรที่ 1 ท่านตรัสถึงความเห็นความเข้าใจ ทิฏฐิ หลักปฏิบัติที่ท่านรวบรวมไว้แล้วว่ามี 62 อย่างที่เป็นทิฏฐินอกพุทธ ถ้าจะชมตถาคต ต้องชมว่าเว้นขาดจากทิฏฐิ 62 ประเด็นนี้ แล้วไปไล่เรียงดู 62 ข้อนี้ผิดหมด ที่ปฏิบัติทุกวันนี้ เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่เขาสอนกันเป็นกถา ทั้งรู้ เลยทิฏฐิไปแล้ว ทิฏฐินั้นรู้ในระดับต้น วิชชาก็เป็นเดรัจฉานวิชชา ของพุทธไม่ใช่เดรัจฉานวิชชา เดรัจฉานกถา เดรัจฉานคือ ขวางทางนิพพาน คำพูดที่ไม่พาละหน่ายคลายคือเดรัจฉาน คุณไปเรียนวิชาอะไรก็แล้วแต่ ถ้าวิชานั้นพาหน่ายคลายด้วย นั่นเป็นวิชาที่ไม่เดรัจฉาน จะรู้ ศาสตร์เศรษฐศาสตร์ แต่ทำให้ละหน่ายคลายนั่นคือวิชาที่พาเจริญ ไม่ใช่เดรัจฉาน คนที่ไม่เดินทางสู่นิพพานคือ คนเสื่อมคนไม่เจริญทุกคน ขอพูดอย่างนี้เลยตามภูมิ เหมาหมดเลย ถ้าความรู้ใด หรือคำพูดใดไม่พาไปละหน่ายคลายกิเลส ขวางทางนิพพาน ถ้าไม่ส่งเสริมสนับสนุน ก็ขวางทางนิพพานเป็นเดรัจฉานกถาทั้งนั้น สรุปคือทิฏฐิ 62 นี้ไม่ส่งเสริมนิพพาน เป็นเดรัจฉานกถา สูตร 2 สามัญผลสูตร คือวิชาความรู้ที่ควรเรียนแล้วจะบรรลุสมณะที่ 1 2 3 4 คือสูตรที่ 2 สูตรที่ 3 บอกรายละเอียดลึกถึงเกี่ยวกับคน สังคม ในอาจารย์ยุคนั้น อย่างของลูกศิษย์เอกของโปรขสาติ คือ อัมพัฏฐมานพ มาเขาก็พูดด้วยความรู้ เขาคือผู้รู้นะ เป็นผู้จบวิชา ถ้ายุคนี้คือ ดร.ศาสตราจารย์ ของสำนักโปขรสาติ แล้วมาแสดง ภูมิต่อพระพุทธเจ้า ท่านก็เลยต้อนเข้าให้ โดยตนเองถูกต้อนจนแพ้ กลับไปบอกอาจารย์ เลยถูกเท้าเขี่ยเบาๆ ล้มลงเลย แล้วด่าซ้ำด้วย พระพุทธเจ้าว่า ความรู้มนต์ของพราหมณ์คือ วิชชาสมบัติ และจรณสมบัติ ศาสนาพราหมณ์ก็มีคำนี้ พระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่า วิชชาจรณะสมบัติ นั้น ทั้งอาจารย์และเธอ ออกนอกลู่นอกทางจรณะวิชชาสมบัติ แม้แต่ที่ผิดๆ มรรคองค์ 8 เป็นโลกุตระ ปฏิบัติแล้วกิเลสต้องลด แต่เขาเอามรรคองค์ 8 ไปอธิบายในโลกียธรรม ว่าเหตุที่คุณทุกข์เพราะจน คุณต้องหาเหตุให้รวย แล้วมันก็เป็นโลกียะ ออกนอกลู่นอกทางเช่นนี้ ถ้าคุณสอนให้ไปหาทางรวยอย่างสามัญ คุณก็ออกนอกลู่นอกทาง คุณไปให้รวยไม่พอ ก็ไปสร้างทฤษฎีพารวย ซ้อนไปอีก คือออกนอกทางผิดเอามรรคองค์ 8 ไปสอนผิดๆ ยังสร้างหลอกวิมาน เช่น เอาคำว่าบุญที่เป็นโลกุตระ ไปเป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่บุญไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น มันคืออาวุธ แต่เราจำนนที่ต้องใช้เพื่อชำระกิเลสตนให้ได้ ชำระเสร็จก็ต้องรีบทิ้ง หรือโดยสัจจะ บุญเมื่อกำจัดกิเลสได้หมดแล้วบุญก็หายไปเลย บุญไม่ใช่สิ่งน่ามีน่าได้น่าเป็นเลย บุญ คือเครื่องชำระกิเลส ถ้าเรามีกิเลสก็เลยต้องจำนนเอาบุญมาใช้ ถ้าคุณมีลูกไม่รู้เดียงสา ก็ไม่เอามีดให้ลูกใช้เลย ไม่จำเป็นเลย เพราะว่าจะเป็นภัยแก่ตน ใครเอาบุญมาใช้ไม่เป็น ก็เป็นภัยแก่ตน เอาไปสร้างโลภให้แก่จิต แล้วบอกว่าได้บุญ ผิดหมด บุญไม่ได้พาได้ บุญมีแต่พาละออก ทุกวันนี้อธิบายบุญเป็นเดรัจฉานกถา ต้องเข้าใจว่า บุญคือต้องชำระกิเลส แต่ไปบอกว่าบุญต้องให้ได้อะไรมาให้แก่ตน ก็คือพูดเดรัจฉานกถา สามัญผลสูตร ท่านก็บอกว่าวิชชาสมบัติกับจรณสมบัตินั้น เป็นสิ่งที่ควรมี ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และ จรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็น ทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. พ่อครูว่า...แม้จะไม่ไปขุดดิน ยังอยู่ในพระวินัย แต่คุณพรากจากวิชชาจรณะสมบัติแล้ว เพราะวิชชาหรือจรณะนั้นขึ้นต้นด้วยศีล คุณไปอยู่ในโน้นคุณไม่ได้มีเหตุปัจจัยให้ได้ปฏิบัติเลย ไม่มีผู้คนให้ผัสสะ ก็ปฏิบัติแต่นั่งสะกดจิตกันพวกออกป่า จึงออกนอกวิชชาสมบัติจรณสมบัติ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ก็ไม่ได้ปฏิบัติ ศีลข้อ 2 3 4 ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้สังวร ในจรณะ 15 แล้วจะได้วิชชา 8 เลย ก็เลยเสื่อมจากวิชชาจรณสมบัติ แม้แต่คุณจะไปเจออาจารย์ในป่า บอกเลย อรหันต์พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ให้ไปป่า ถ้าจะไปป่าก็เป็นจริตส่วนตัว แต่อรหันต์ท่านก็ออกจากป่าสู่บ้าน แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้สอนในป่า เพราะ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนในป่า แต่ถึงคราวไปป่าถ้าสมควรก็จะไป ป่าไม่ได้ไปง่ายๆ คนจะไปป่า พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลีว่า พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น!! (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 99) คนอีเดียดว่า ไปป่าเป็นวิเวก แต่อัจฉริยะว่า ไปป่านี้หาวิเวกได้ยาก เพราะเหตุปัจจัยที่จะปฏิบัติให้ได้วิชชาจรณสมบัติไม่มี วิเวกไม่ได้ ไม่เป็น กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก แล้วไม่เข้าใจว่า กายวิเวก คืออะไร กายวิเวกคือ สงบจากธรรมะสองเป็น ธรรมะหนึ่ง เป็น อุเบกขาเวทนา เอกสโมสรณา เป็น ปุงลิงค์ ยิ่งทำเป็น นปุงสกลิงค์ เป็น ๐ ได้เข้าใจ กุศล อกุศล ไม่ยึดติดทั้งกุศล อกุศล คือนปุงสกลิงค์ คุณจะไม่มีเหตุปัจจัยนี้ ให้ปฏิบัติก็ทำวิเวกได้ยาก เริ่มแต่กายเลย ไม่มีทางทำกายวิเวกได้ กายวิเวก เขาก็นั่งนิ่ง แข็งไม่กระดิก นั่นไม่มี กายวิญญัติ ไม่เคลื่อนไหว ไม่ใช่กายวิเวก ไม่มีกายวิญญัติ หุบปากไม่พูด ก็ไม่มี วจีวิญญัติ ส่วนวจีวิเวกของพระพุทธเจ้าไม่มี ทุกสิ่งมีจิตเป็นประธาน แล้วแสดงออกเป็นกายวจีออกมา ถ้าไม่มีกิเลสก็เป็นกายวิเวก จิตวิเวก เช่น กรรมกิริยาของอรหันต์ ท่านจะพูดดังหรือหยาบ ก็แล้วแต่ อรหันต์บางองค์แสดงกิริยาหยาบหรือพูดหยาบ แต่วิเวกหมด อาจดูกายวจีชอบกล แต่ก็ วิเวก เพราะสงบจากกิเลส อรหันต์ไม่ได้แสดงด้วยกิเลส อสังขาริกัง ไร้กิเลสมาปรุงแต่ง เป็นเรื่อง ถ้าไม่ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิจะไม่เข้าใจ เพราะ อุปธิวิเวก เกิด กิเลสหมดจากจิต อรหันต์แสดงกรรมทุกกรรมมีแต่สงบหมด วิเวกหมด คือความหมายของวิเวก เหตุปัจจัยประกอบที่จะพาปฏิบัติไม่มี ไม่มี อปัณณกปฏิปทา ไม่มี สังวรศีล ไม่มี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา คนปฏิบัติกับชาวอโศกจะไม่หลับง่ายๆ จะตื่นตัวตลอดเวลา มีคนแคะกิเลสให้คุณ จะมีปฏิภาณ มีสิ่งประเสริฐ จะรู้เท่าทันว่า กิเลสเกิดในจิตแล้ว มีผัสสะแล้ว จะ มีปฏิกิริยาทำให้รู้กิเลส นี่คือ การตื่น เมื่อกระทบสัมผัส ทวาร 5 เมื่อใดแล้วจะรู้ว่ามีกิเลสเกิดร่วมปรุงแต่งนะ เมื่อมีกิเลสอยู่ส่วนมาก คุณขนาดเป็นโสดาบัน มันยังมีกิเลสเป็นทุกกิริยา แต่คุณได้ลดกิเลสไปหลายอย่างแล้ว ยิ่งอยู่ข้างนอก เป็นเมืองนรก จัดจ้าน กระทบเราตลอด ขนาดอยู่ที่นี่ไม่มีการยั่วกามพยาบาทเท่าไหร่ หรือโลกธรรม กามคุณก็ไม่จัดจ้าน แต่ก็ยังรู้สึกมีกิเลสได้เลย เราอยู่ไปทำไมกิเลสเราเยอะขึ้น มันไม่ใช่ เราไม่ได้เสริมกิเล สแต่เรามีดวงตาดีขึ้น เห็นกิเลสได้มากขึ้น ที่นี่ไม่มีเหตุปัจจัยยุกิเลสขึ้นมากเท่าข้างนอก เหมือนคนมาใหม่จะรู้จักกิเลส เราจะเป็นผู้ตื่น ไม่ใช่ผู้หลับใหล ในโลก โลกียะ ในสังคมโลกีย์ เป็นโลกหลับใหล เป็นโลกหลงใหล ถึงขั้นคลั่งไคล้โลกีย์ ในลาภ ยศ สรรเสริญ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในขั้นอบายภูมิ แล้วคุณก็ชื่นชมหลงใหลระเริงไปกับสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้สำเหนียกรู้สึก จะมีสักกี่คนในโลกปุถุชนโลกีย์รู้ว่า นี่คือกิเลสนะ นี่คืออาการ ชาคริยา ตื่นรู้มีสติปัญญาไหวพริบ รู้ว่าอันไหนคือกิเลส จะเจอกิเลสมากเลย ทำไม่ไหวหรอกต้องตัดขนาดปริตตัง ทำศีล 5 ก่อนแล้วค่อยเพิ่มศีล 8 เป็นศีล 10 อัตราก้าวหน้าศีล 8 เป็นศีล 10 เลยมันสุดยอดนะ การไม่ใช้เงินนี่นะ วันนี้ดูในสื่อสารเขาว่ามาบวช เป็นพระแล้วมีเงินไม่ได้ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ นึกว่าเงินเราๆนี่ปาจิตตีย์ทุกตัวระลึก แล้วปลงไม่ตก เป็นคนไม่บริสุทธิ์ตลอดทุกขณะที่นึกว่าเงินเป็นของตน ระลึกว่ามันพร่อง มันลดไปหวงแหน ก็นิสสัคคียปาจิตตีย์อยู่ทุกเวลา นี่คือจิตเจตสิกที่ต้องศึกษาให้ดี สรุปคือพระมีเงินไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ให้มี แค่เป็นเณรถือศีล 10 อยู่ในจุลศีล 26 ข้อไม่มีเงิน แต่เดี๋ยวนี้พระเจ้าไม่มีศีลแล้วบอกว่าไม่มีได้อย่างไร แล้วจะต้องมีไวยาวัจกร ว่าเงินกองพระ เงินกองวัด พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่ามีเงินของพระ มันเงินของสงฆ์ของวัดทั้งนั้น แล้วให้ไวยาวัจกร จัดการเงินของวัด ถ้ามีเงินของพระก็ต้องมีเลขาจัดการเงินของพระเพิ่มอีก มันผิดทั้งนั้นเลย นี่คือพุทธศาสนาตามภูมิของโพธิรักษ์ ผิดถูกขอรับผิดชอบคนเดียว แล้วจะมาสะสมเงินทองรถเบนซ์ขี้หมา มันพูดนอกรีตของพุทธ ในจุลศีลก็มีห้ามไว้หมด ห้าม เว้นขาดไว้ทั้งนั้น เป็นบริขารก็ให้มีได้ เป็นของจำเป็นต้องใช้สอยเรียกว่าบริขาร แต่สะสมอื่น แล้วยินดีว่าเป็นของเรานั้น อาบัติทั้งนั้น ในคำว่าสอนพระพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งดั่งที่ได้ย้ำไป ผู้ที่ไม่รู้ทางปฏิบัติวิชชาจรณะก็มีแต่วิบัติ ไม่มีสมบัติเลย คนจะออกป่าได้นั้นยกให้พระกัสสปะ ท่านบำเพ็ญมาจนเป็นวาสนาบารมี มีแค่หนึ่งในคนในบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า แล้วจะเอาอย่างได้อย่างไร ไปติดป่าจนกลายเป็นธุตังคะ ป่าไม่ใช่ที่คนอยู่ คนอยู่ได้คือ ผีตองเหลือง ไม่ศิวิไลซ์ ไม่เจริญ แล้วจะไปอยู่ทำไมกับผีตองเหลือง พูดง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ยุคนี้ยุคศิวิไลซ์แล้ว ไม่ใช่ยุคผีตองเหลือง ไม่เอาตามหลักพระพุทธเจ้าก็วิบัติ แล้วก็เกินวิบัติอีก เพราะยินดีในป่า พระกัสสปะท่านก็เหมือนกับ พระสารีบุตร คือ พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริมในการอยู่ป่า ท่านก็ guilty ของท่านอยู่ แต่ท่านมีวาสนาเช่นนั้น เหมือนพระสารีบุตรท่านก็ไม่ได้อยากหลุกหลิกเหมือนลิง แต่ท่านก็มีวาสนาเช่นนั้น ต่อให้คุณไปหาพระกัสสปะในป่าก็ได้แต่บำเรอพระกัสสปะ ไม่ได้วิชชาจรณสมบัติ อย่างน้อยลาภที่คุณต้องสัมผัส ที่จะต้องปฏิบัติ ก็ไม่ได้สัมผัส จะลาบเป็ดไก่ ก็ไม่ได้เจอ คุณจะติดมันไหม ต้องละจากมันไหม

[164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ (อันนี้อาตมาว่าไม่น่าแปลเช่นนี้ เพราะผลไม้หล่นต้องมีแน่ แต่เขาตั้งใจจะไปขุดดินหาของกินเลย) ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. พ่อครูว่า...เขาเอาเสียมตะกร้าไปเลย กินไม่เลือกเลย

[165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้ และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. พ่อครูว่า ...คือสร้างโรงเรือนที่จะให้คนทำพิธี ที่นอกพุทธ ให้มานั่งสมาธิ มาท่องมนต์ แทนที่จะให้ไป สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สัมผัสกับโลกธรรม กับกามาวจร แต่นี่ให้มารวมกันในวัดแล้วเอาเงินขนเงินมานะ กลับไปก็ไปหาเงินให้ขนมาวัดนะ ต้อนเขามาโรงเรือนของเรา ซึ่งไม่ใช่ ต้องให้คนเขาไปทำสัมมาอาชีพ แล้วสังวรกรรมกิริยาสัมมาอาชีพ อยู่ในกรอบศีลไปตามลำดับเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย แล้วจะได้ผลไปเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่จะต้อนคนเข้าวัดอย่างเดียว แต่ให้เรียนรู้คำสอนไปตามลำดับ แล้วจะเป็นฆราวาสนี่แหละที่จะบรรลุเป็นจำนวนมากกว่าสมณะ ในฆราวาสจะมีสมณะที่ 1 2 3 4 ได้มากกว่าสมณะในยุคพระพุทธเจ้าก็ตาม แม้ในยุคนี้ก็ตาม คนที่ตามฟังธรรมะอาตมาจะเข้าใจธรรมะแล้วได้บรรลุเป็นสมณะที่ 1 2 3 4 อาจไม่ถึง 3 ถึง 4 แต่ก็ฟังอาตมาบรรยายแล้วได้ธรรมรส คนนั้นจะเป็นพระโสดาบันไม่ยากเลย ทิฏฐิของคน เมื่อเข้าใจแล้วฟังแล้ว ก็จะรู้ว่าใช่เลย เหมือนทางโลกเขาว่าใช่เลย คนนี้ต้องแต่งงานด้วย เหมือนกันกับเราว่าธรรมะนี้ใช่เลยๆ ถ้าไม่ใช่ปัญญาอย่างหลง อย่างหลอกนะ แต่ทุกวันนี้หลอกกันเก่งว่า ฉันนี่แหละคือ คู่ของเธอใช่ คุณต้องมีปัญญารู้ว่านี่ใช่ คนนั้น จิตเข้ากระแส แล้วมาเรียนรู้คำสอนที่จะ รู้สักกายะ รู้องค์ประชุมที่เป็นกิเลส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน