สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ทานสูตร ทานเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ทานสูตร ทานเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด พ่อครูว่า...คำว่าทานเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด ประชาชนเป็นคน คนแต่ละคนไม่มีการหวงแหน ไม่มีการยึดถือเป็นของตัวตน สร้างสรรอะไรเสร็จแล้วก็ให้ เผื่อแผ่ แบ่งกันกินใช้ในสังคมหมู่กลุ่ม อย่างพวกเราเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์เอาเข้ากองกลาง นี่คือทานที่สมบูรณ์แบบ ทาน ศีล เป็นหลักประพฤติที่จะทำให้จิตหมดความเห็นแก่ตัวแก่ตน ล้างความหวงแหนเป็นของตัวตน จนไม่มีเป็นของตัวตนเลย จบ วัตถุก็ไม่มีเป็นของตัวตน แม้แต่ความรู้ความคิดเห็นก็ไม่ยึดถือของตนเป็นใหญ่ เราแสดงออกกับสังคมได้ เขาเอาตามก็ได้ไม่เอาตามก็แล้วไป ไม่ได้ติดใจ ถ้าของเราดีเขาเอาด้วย ของเราไม่ดีเขาก็ไม่เอา อย่างยกตัวอย่างอาตมา อาตมามั่นใจว่าแสดงออกในเรื่องที่ดีที่สุด มั่นใจว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้เดียวกับของในหลวงรัชกาลที่ 9 สอดคล้องกันหมดเลย ยกตัวอย่าง ให้พยายามเป็นคนจน มาพากันขาดทุน นี่คือการสร้างเศรษฐกิจ เราเป็นคนขาดทุนได้ เราขาดทุนหรือเราเสียนี่คือเราได้ ตรงกับของในหลวง ตรงกับของพระพุทธเจ้า นี่คือ ประชาธิปไตยคือทานคือให้ จะทำอย่างไรให้คนมีจิตใจที่จะให้ รักษาศีลก็เพื่อให้ลดความเห็นแก่ตัวลดตัวตน เพื่อให้พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) 3 คำนี้คือแก่นแท้ประชาธิปไตย คนที่ทำให้มวลมนุษยชาติส่วนมาก ทำให้มวลมนุษยชาติเป็นอยู่สุข รับใช้เกื้อกูลโลก เพื่อผู้อื่น นี่แหละคือยอดของประชาธิปไตย ไม่ได้โมเมนะ พูดสัจจะ เนื้อหาของศาสนาพุทธเป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอย่างเยี่ยมยอด พระพุทธเจ้านำลัทธิของพระพุทธองค์ไปทั่วทวีปอินเดีย ไปประกาศแคว้นต่างๆ รัฐต่างๆ ทั่วประเทศมีพระเจ้าแผ่น

อ่านต่อ

ดินปกครองแคว้น มีกษัตริย์ของเขา แต่เขาก็ยกให้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีบารมี และคนยุคนั้นก็มีปัญญาเข้าใจ เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งประเสริฐสุด เขายอมหมด ยกให้ ของพวกเรา มีอัตตา ยุคนี้อัตตาเยอะ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ คิมจองอึน คือเขามีอัตตาเต็มตัว เขาไม่ได้เป็นไปเพื่อมวลมนุษยชาติเลย แคบๆ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์บอกว่าให้อเมริกันเป็นใหญ่ จะเห็นแก่แต่ประเทศเขาอย่างเดียว แล้วอธิปไตยจริงๆคือโดนัลด์ ทรัมป์ ใครไม่ถูกใจก็ปลดออก ใครขัดใจแกก็ปลดออก แล้วนี่มันคือประชาธิปไตยอย่างไร แล้วก็จะต้องบริหารประเทศนี้ไปอีก อาตมาบอกรู้สึกแต่แรกว่าเขาจะไปได้กี่ปี ประชาชนก็จะไม่เอาแล้ว ชาวอเมริกันเอง นี่พูดตามที่ปรากฏจริง ไม่ใช่พูดสร้างนิยาย เอง แต่เขาได้เกิดทำประพฤติอยู่จริงให้เห็น แล้วก็เข้าใจว่าเป็นตัวอย่างประชาธิปไตย 1 ของโลก ขี้หมา มันภูมิธรรม ภูมิปัญญาจะไปอย่างไร

“อธิปไตย”จักเกิดด้วย“ธรรมาภิบาล”

(1) อ่านพุทธประวัติต้อง แตกฉาน จับแก่น“ธรรมาภิบาล” แม่นได้ “ธรรมาธิปไตย”ขาน กันอีก คำแฮ แจ้งชัดสัจจะไซร้ ต่างขั้นกันไฉน

(2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง โลกิยะหลงกันจัง ชอบสร้าง “ใส่ตน”ทุกเล่ห์หวัง “อำนาจ.. ..บาตรใหญ่”ใน“โลก”กว้าง เก่งด้วย“อัตตา”

(3) แต่“ธรรมา”นั้นแตก ต่างนัย ทั้ง“อภิบาล-อธิปไตย” *วิกัติล้ำ สำคัญสุดขานไข รู้ยาก ยิ่งแล ปุถุชนถูกกิเลสขย้ำ อสัตย์ล้วนเลวลึก

(4) หากศึกษา“โลก”ทั้ง “อัตตา” โลกุตระ-โลกิยา แยกได้ จึ่งชัดทุก“ธรรมา” ตามพุทธ ศาสตร์แฮ ว่า“อธิปไตย”นั้นไซร้ จากผู้“อภิบาล”

(5) อย่าพาลสร้าง“อำนาจ”ไสร้ ใส่“ตน” ประชาชาติแต่ละคน จักให้ แก่เราที่เขายล เป็นสิทธิ์ ประชาเอง หน้าที่เราใช่ใช้ “อำนาจ”ล้น“ตนมี”

(6) ที่แท้ต้อง“รับใช้ ปวงชน” “อธิปไตย”ถ้าคน อยากได้ อ่อนน้อมถ่อมตัวตน เสียสละ แท้เทอญ หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ให้ วิศิษฏ์แล้วจริงเลย

(7) คนไทยเคยสัมผัสซึ้ง ตรึงตรา จริยวัตรพระราชา ที่เก้า “อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้ฤา เกิด“อธิปไตย”ผ่านเผ้า เทิดเกล้าคนสยาม

“สไมย์ จำปาแพง” 28 ก.พ. 2561 [*วิกัติ=ชนิด,อย่าง;การประดิษฐ์ทำ;การจัดทำให้เป็นแบบต่างๆ] [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 332 ประจำเดือนมีนาคม 2561]

พ่อครูว่า...ในหลวงไม่เคยใช้อธิปไตยเลย ใช้แต่อภิบาล ผู้บริหารคือผู้อภิบาล ไม่ใช่สร้างอำนาจบาตรใหญ่ เขาบอกกันว่าการเมืองคือการสร้างอำนาจ มันสอบตกตั้งแต่เริ่มต้นเลย สรุปแล้วอธิปไตยจะเกิดจากธรรมาภิบาล ใครอภิบาลได้อย่างเป็นธรรม คุณนั่นแหละจะได้อธิปไตย จากผู้ที่เขาได้รับการอภิบาลเอง พูดช้าๆ ชัดๆ เน้นๆ เจ็บคอหน่อยๆ เสียสละบ้าง ภาษาสื่อสภาวะ ถ้ามีภาษาก็อย่างหนึ่งเสร็จแล้วไปทำอีกสภาวะหนึ่ง เช่น บอกว่าไปทำทาน แต่ไปเอา เอาอะไร เอาบุญ ทานเท่าไหร่ก็จะได้บุญ ไปเอาบุญจากทาน แล้วบุญคืออะไรก็ไม่รู้ แต่ไปเอาบุญ ถูกคนล้วงตับกินไส้ ว่ามาทานที่นี่แล้วจะได้บุญเยอะ ทำที่นี่จะได้บุญเยอะกว่าที่อื่นก็หลอกกันไป ทานเพื่อจะได้บุญ เอาคำว่าบุญหลอกเป็นภพชาติวิมานอะไรที่จะได้ ว่าได้ทำทานแล้วด้วยเงินก้อนโต ฤาษีลิงดำก็บอกว่าจะมีวิมาน อย่างนั้นอย่างนี้ วิมานคุณ 5 ชั้น 6 ชั้นแล้วนะ สร้างวัดวาใหญ่เบ้อเร่อ พูดผิดทำทานแต่ไปเอา แต่แท้จริงทำทานแล้วคือไปให้ ให้ไปแล้วอย่าไปมีแม้แต่ สาเปกโข ไม่มีแม้แต่ความหวังความต้องการอะไรในจิตเลย เราเอาทานสูตรของพระพุทธเจ้ามาอธิบาย

ทานสูตร ล.23 ข้อ [49] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคคราใกล้จัมปานคร ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผมพึงได้ฟังธรรมีกถาของพระผู้มีพระภาค ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมีกถาในสำนักพระผู้มีพระภาคแน่นอน อุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำท่านพระสารีบุตรแล้วลุกจากที่นั่ง อภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสกชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยอุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแล และทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ

เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้

ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่าตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษีวาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) พ่อครูแปลว่า...ความเป็นอัตตาเต็มบ้องหัวใจเลย แล้วก็ดีอกดีใจที่ตนเองมีอัตตาเต็มบ้อง เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ) เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษีวามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ จบสูตรที่ 9 บุญคือ สันตานังปุนาติวิโสเทติ คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจด แต่เดี๋ยวนี้คำว่าบุญได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว กลายเป็นวิมานกลายเป็นสมบัติ ทั้งที่บุญคือพลังงานวิบัติพลังงานทำลาย ไม่ใช่พลังงานที่เป็นสมบัติที่สะสม ไม่ใช่ ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ) เป็นการทำจิตให้ออกจากภพทั้งหมด ปริขารํ แปลว่าสิ้นไม่สร้างอลังการอะไรอีกเลย แปลว่าไม่มีภพมีชาติเลย จะมีภพมีก็ไม่มี จะมีภพไม่มีก็ไม่มี รับก็ไม่มี ปฏิเสธก็ไม่มี ดูดก็ไม่มี ผลักก็ไม่มี จริงๆแล้วทำทานอย่างไรก็มีผล อย่างน้อยก็เป็นกุศล ส่วนการตั้งจิตทำจิตนี้จะมีอานิสงส์หรือไม่ การทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์หมดเลยจึงจะเป็นผู้ที่ไม่มีทั้งผลไม่มีทั้งอานิสงส์ คุณชัดเจนเท่านั้นแหละว่ากรรมนี้เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว พิจารณาให้ดี

610319_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาธารณโภคีนี้คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน