580123_เทศน์ก่อนฉัน ธุลีฟ้ารีสอร์ท จ.เชียงใหม่ เชิดวิชชา มหาคุณ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580123_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่ธุลีฟ้ารีสอร์ท จ.เชียงใหม่ เรื่อง เชิดวิชชา มหาคุณ โดย พ่อครูโพธ ิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 23 ม.ค. 2558 เป็นวันที่ลุ้นระทึกอย่างสำคัญสำหรับประเทศไทย เว้นแต่พวกที่เป็นคนไทยแต่ไม่ได้มีเลือดเนื้อวิญญาณไทย เป็นคนที่กินอยู่อาศัยในแผ่นดินไทย เหมือนพวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายล้านเซลล์ เป็นคนอยู่ในประเทศไทยแต่หากิน โกงกินอยู่บนประเทศไทย คนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตหลายล้านเซลล์แต่จิตไม่ถึงมนุสโส มนุษย์นี่มีจิตที่รู้ว่าตนเป็นสัตว์โขลง หากหมู่กลุ่มเป็นอยู่ดีเราก็อยู่ดีด้วย แต่นี่คนมีปัญญาต่ำกว่าสามัญอยู่กับโขลงแต่ไม่ดูดำดูดีหมู่ ไม่เข้าใจว่า หมู่กำลังลำบาก ที่จริงจะลำบากหรือไม่ก็ต้องช่วยกัน หากเอาแต่ตนเอง ดีไม่ดีเอาของหมู่มาเป็นของตนอีก จนทำเป็นหลักเกณฑ์ทำอย่างให้สังคมจำนน อย่างระบบโลกียะที่เขาทำกัน ส่วนคนโลกุตระหรืออาริยะจะไม่ทำ เพราะรู้ว่าเป็นความเลว นี่พูดไม่ได้ด่าว่าใคร แต่พูดให้รู้ว่าเขตความเป็นคนกับไม่เป็นคนต่างกันอย่างไร ซึ่งมีคนที่แม้ร่างเป็นคนแต่จิตไม่เป็นคนก็เลยอยากให้พัฒนาขึ้น พูดด้วยปรารถนาดีนะ ขอยกพระราชดำรัสที่ว่า ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512 ตอนนี้เรากำลังคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจมาก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ นี่คือคำตรัสที่สอดคล้องกับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็จัดให้คนไม่ดีออกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ต
อ่านต่อ
อนนี้บ้านเมืองเรากำลังถอดถอนคนไม่ดีออกไปก่อน แต่เขาก็ว่าเขาถอดไปหมดแล้ว แต่ที่จริงคุณยังไม่ได้ถอดถอนสิ่งที่สำคัญเลย ซึ่งตอนนี้ที่เขากำลังทำการอยู่นี่ไม่ได้ทำเกินเลย เป็นการทำที่สวยงามมาก พยายามคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ แล้วส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง ตอนนี้สถานีโทรทัศน์บุญนิยมทีวี ที่เนื้อแท้คือ FMTV คือเนื้อแท้อย่างเดิมคือเพื่อมวลมนุษยชาติ อาตมากำลังสื่อสารออกไป คนจะรับรู้มากหรือน้อยก็ตาม อาตมาก็ทำตาม ลักษณะของบุญนิยมทีวีคือ ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง เมื่อสองวันก่อนชาวกองทัพธรรม ชาวบุญนิยมก็พูดคุยกันว่า เราก็น่าจะได้ส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ทำหน้าที่ ได้ปกครองบ้านเมือง ทำหน้าที่ให้ดีไม่ว่าเป็นภาคธุรกิจหรือว่าภาคราชการก็ดี ทำให้แก่ประชาชนพลเมือง ตอนนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กำลังรับหน้าเสื่ออย่างมากเลย เราก็เห็นว่าท่านเป็นคนดี ทำหน้าที่อย่างหนัก ชั้นหนึ่งเลย เราก็ปฏิบัติตามพระราชดำรัสในหลวง ช่วยปกป้องส่งเสริม เราก็เลยดำริกันว่า เราจะมอบ หยาดน้ำใจทองคำ มอบแก่ท่านวิชา มหาคุณ เพื่อเชิดชูให้กำลังใจท่าน ส่งเสริมท่าน จริงๆ ซึ่งการทำของท่านนี่เป็นพฤติกรรมที่ต้องเชิดชูอย่างแท้จริง เราไปบอกให้พล.ต.จำลอง ศรีเมืองช่วยติดต่อท่านไปก่อน ที่จริงเราไม่บอกก็ได้ เราทำเลยประกาศเลย เพราะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียหายแต่อย่างใด หยาดน้ำใจทองคำก็เป็นวัตถุแต่เราก็พยายามเอาสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำเป็นเครื่องหมายให้ หยาดน้ำใจทองคำของชาวบุญนิยม ไม่ได้มอบให้ใครง่ายๆ ตั้งแต่ทำมาหลายปีก็ได่้แค่มอบให้คนเพียงสองคน ชายคน หญิงคน ไม่บอกว่าคือใคร แต่อ.วิชา มหาคุณเป็นท่านที่ 3 เราก็ติดต่อไป แล้วท่านก็ต้องระวัง เพราะกองทัพธรรมก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง แต่เราก็จริงใจทำ แล้วถ้าไม่ให้ท่านตอนนี้แล้วจะให้ใคร เดี๋ยวจะได้อ่านประวัติท่านให้ฟัง เราติดต่อไปแล้วท่านก็บอกมา คุณจำลองบ่นเลยว่า ติดต่อได้ยาก คุณจำลองก็ฝากข้อความไว้ ปรากฏว่าท่านก็ติดต่อมา ท่านก็อ่อนน้อมถ่อมตนมาก แล้วจะติดต่อมาใหม่ ท่านก็ยังไม่ติดต่อมาเลย แต่ท่านจะติดต่อมาหรือไม่เราก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่ดี เพราะงานครั้งนี้จะแพ้หรือชนะก็ตาม เราเข้าใจดี เราแพ้มานักต่อนักแล้วทางโลก เรามั่นใจว่าเรามีสิ่งดีเป็นสัจจะหรือไม่ก็จบ เรารู้องค์ประกอบสังคมดี เราก็ใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 เราต้องทำตามพระพุทธเจ้าสอน ต้องยกคนดี ตำหนิคนชั่ว นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ใครเห็นดีอย่างไรก็ไปตามนั้น เราไม่ได้บังคับใคร ตอนนี้เราก็ขอยกย่อง แม้ยังไม่ได้มอบหยาดน้ำใจทองคำให้ก็ตาม เราก็จะทำพิธีมอบก็ได้หรือท่านไม่สะดวกใจจะให้เราไปมอบให้เงียบๆก็ได้ เพื่อให้รู้ว่าใจต่อใจ ใจถึงใจ ท่านก็คงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เราไม่ได้ทำอะไรลึกลับ หลบเลี่ยง ทุกอย่างเปิดเผยตลอด ไม่มีอะไรปิดบังเลย มาดูประวัติ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อมูลส่วนบุคคล เกิด 8 มีนาคม พ.ศ. 2489 (68 ปี) ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ (8 มีนาคม พ.ศ. 2489 - ) กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีกังขาในการทำงานมากที่สุดคนหนึ่งและอดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา การศึกษา นายวิชา จบการศึกษาปริญญาตรีและโท จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตไทย ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาบัตรการป้องกันราชอาณาจักรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 41ประกาศนียบัตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 11 (สถาบันพระปกเกล้า) นิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ แห่ง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยได้รับทุน จากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ให้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง "การเผยแพร่ความรู้กฎหมายไปสู่ชนบท"ณ ศูนย์ศึกษาเมืองเบลลาจิโอ ประเทศอิตาลี กับได้รับทุนจากองค์การอนุเคราะห์เด็กแห่งนอรเวย์ ให้ศึกษาวิจัยเรื่อง "การทารุณกรรมเด็ก" รวมทั้งได้รับทุนฝึกอบรมด้านบำบัดผู้ติดยาเสพติด ณ นครนิวยอร์ก จากองค์การเดท็อป แห่ง สหรัฐอเมริกา และผ่านการศึกษาหลักสูตร Cambridge-Thammasat Executive Education Programme ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ การทำงาน นายวิชา เริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาได้โอนไปรับราชการเป็น พนักงานอัยการ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนไปเป็นตุลาการ คือ อัยการจังหวัดผู้ช่วยจังหวัดกำแพงเพชร ส่วนตำแหน่งในทางตุลาการเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดแพร่ ผู้พิพากษาประจำกระทรวงช่วยทำงานทำเนียบนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี (นายธานินทร์ กรัยวิเชียร) ผู้อำนวยการกองพิทักษ์ทรัพย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี เลขานุการศาลฎีกา ขณะดำรงตำแหน่งเลขานุการศาลฎีกาได้ถูกคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ออกจากราชการ เมื่อ พ.ศ. 2535 ด้วยข้อหาขัดคำสั่งรัฐมนตรี เมื่อครั้งเกิดกรณี "วิกฤตตุลาการ" แต่ได้ทูลเกล้าถวายฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณโดยมีพระราชกระแสว่า ไม่สมควรออกจากราชการ รัฐมนตรีจึงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ให้ออกจากราชการ ดังนั้นนายวิชาจึงยังคงดำรงตำแหน่งตุลาการเช่นเดิม ต่อมาจึงได้รับโปรดเกล้า ฯให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค1 รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 2 และภาค 1ตามลำดับ กับได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ สองสมัย และเป็นศาสตราจารย์พิเศษแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [กรณีวิกฤตตุลาการ นายวิชาได้บันทึกไว้ในหนังสือชื่อ บันทึกประวัติศาสตร์ 100 ปี กระทรวงยุติธรรม"การต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระแห่งอำนาจตุลาการ กรกฎาคม 2534-มีนาคม 2535" นายวิชา มหาคุณ ดำรงตำแหน่งสุดท้ายในราชการศาลยุติธรรม คือ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ก่อนจะถูกเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง และได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับเลือกเป็น กกต.เพราะได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2549 นายวิชา มหาคุณ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ]ลงวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549[2] ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และได้รับโปรดเกล้าฯเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็นรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 3 ประธานอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญกรอบที่ 3 ว่าด้วยองค์กรอิสระและศาล ตลอดเวลานับแต่เข้ามาเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชา มหาคุณกรรมการและโฆษกปปช. ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสูงกว่าบรรดาคณะกรรมการปปช.ทุกคนเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่ถูกจับตามองจากสังคมอย่างมากคือในเรื่องของจุดยืนและความเป็นกลางเนื่องจากต้องยอมรับว่าในสังคมภาพรวมได้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าจริงๆแล้วนายวิชามีความเป็นกลางทางการเมืองมากน้อยเพียงใดเมื่อดูจากพฤติกรรมการแสดงออกคำพูดคำจาเวลาที่ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็น งานที่ท่านทำเป็นราชการ เป็นขรก. ซึ่งข้าราชการก็คือนักการเมือง แล้วนักการเมืองนี่คือทำงานรับใช้ประชาชนโดยรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน แล้วข้าราชการนี่แหละคือนักการเมืองตัวแท้ เป็น นักการเมืองตัวจริงตัวยืนยงเลย แต่ว่าตอนนี้เขายอมรับกันแล้วว่า นักการเมืองนี่ไม่ใช่ข้าราชการ ไปจัดเป็นข้าราชการการเมือง ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็แค่ขั้นถอดถอน ไม่ได้ถึงขั้นลงโทษแต่อย่างใด อธิบายเชิงธรรมะว่า การถอดถอนเป็นบริบทเฉพาะของรัฐบาลชุดนี้ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดอื่น แล้วเป็นเรื่องของ 3 คนสำคัญ โดยเฉพาะยิ่งลักษณ์ ที่เป็นเหตุปัจจัยพิเศษ ที่เกิดจากกรรมการงานของยิ่งลักษณ์ที่ทุจริตห่วยแตก หยาบหยาม ยิ่งกว่านายกฯคนใด ตอนนี้อาตมาก็รับข้อมูลคนไทยที่เขาเชิดชู คนดี อย่างคุณสุริยะใสก็ว่า.. สุริยะใส โพสต์เฟสบุค ชื่นชม วิชา มหาคุณ หลังทำหน้าที่ตามเอาผิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคม พร้อมยกเป็น “วิชาผู้เป็นมหาคน” หรือแม้จากคนที่ไม่ได้บอกชื่อ แต่มีนามว่า ISN 12 ก็รวบรวมข้อมูลที่ดีๆ มาให้ สรุปแล้ววันนี้ก็ขอให้กำลังใจทุกท่าน ทุกคน พยายามทำหน้าที่ของท่านตามพระราชดำรัสเลย คนก็หาว่าอาตมาโหนในหลวง อาตมาไม่ทำหรอก ไม่ใจโหดใจร้ายหรอก ท่านอายุมากกว่าอาตมา ผู้ทำงานให้ระลึกว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเลยนะ ต้องทำอย่างที่พระราชดำรัสว่าไว้ เพราะท่านมีพระเมตตาแม้ผู้ที่ทำร้าย แล้วก็ให้ควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้มาก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ จะถูกจะผิดอย่างไรหากทำตามพระราชดำรัสก็ไม่ผิดแน่ ถ้าท่านยังชอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ก็ทำตามท่านเถอะ โดยท่านจะชอบด้วยอะไรก็แล้วแต่ จะช่วยก็ช่วย แต่ท่านผู้ใดเห็นด้วยใจเป็นกลางหรือแม้ใจไม่เป็นกลางก็ขอให้ทำในสิ่งที่เห็นว่าดีนั่นแหละ เพราะว่ากรรมคือความจริง กระทำทางกาย วจี ก็มาจากมโนเป็นตัวหลัก หากมโนบิดเบี้ยวเป็นอกุศล สั่งสมเป็นผลวิบากติดตัวไปจนกว่าปรินิพพาน หน้าที่สำคัญ ณ ลมหายใจเฮือกนี้ที่จะช่วยชาติ แล้วท่านจะทำกรรม ทางกาย วาจา ที่ใจเป็นทุจริตอกุศลก็จะได้อกุศลเป็นวิบากไป อย่าประมาทเรื่องกรรม กรรมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ กรรมนี่ตัวเราเป็นผู้กำหนดกรรม หากเราทำกรรมจริง God ไม่สามารถเบี้ยวความจริงได้ บิดเบี้ยวไม่ได้ God ก็ต้องทำความจริง ซึ่งทางโน้นยึดเอาคำว่า ปรองดอง มาสู้ เราก็ต้องดูว่ามันจะพอปรองดองได้ไหม หากเหตุปัจจัยมันปรองดองไม่ได้ ก็ต้องพิจารณาวินิจฉัยแยกชัดว่าทำไมปรองดองไม่ได้ ก็เพราะเชื้อร้ายมันแรง ต้องเอาออก สังคมไทยไม่มีเร่ี่ยวแรงสู้เชื้อร้าย ก็ต้องตัดออกก่อน อาตมาก็ยกของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลัก 1 .อยู่ร่วม ไม่แยก 2 .หลักการตัดสิน (อธิกรณสมถะ) 3 .ลักษณะแห่งความเป็นกลาง วันนี้ขอทวนหน่อย ความเป็นกลาง อาตมาแยกไว้ 5 นัยยะ 1 .คนโง่ คนไม่รู้ผิดหรือถูก เขาไม่เสแสร้งเลย 2 .คนใจดำอำมหิตไม่ดูดำดูดีกับสังคมเลย มีสองอย่าง อย่างหนึ่งอยู่กับสังคม อีกพวกหนึ่งหนีออกจากสังคม แต่บิณฑบาตกินอาหารเขาด้วย นี่คือพวกเห็นแก่ตัวเต็มบ้อง อีกพวกก็อยู่กับสังคมแต่ว่าใช้ภาษาบัญญัติว่าตนไม่เกี่ยว การเมืองเดือดร้อนอย่างไรกูไม่รู้ เห็นแต่ว่าตนต้องมีสุขเท่านั้น นี่คือพวกเห็นแก่ตัวเต็มบ้องอีกอย่าง 3 .คนติดหลง ตกอยู่ใต้อำนาจ เหมือนถูกมนต์สะกด พวกนี้โง่ติดยึด สนใจการเมืองแต่หลงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กูจะเอาคนนี้ แม้ขี้ก็หอม 4 . คนกลัว เสียโลกธรรม 4 พวกนี้รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่หลบเลี่ยงหาทางหนีทีไล่ไป ลอกแลก กลัวเสียโลกธรรม คนนี้พึ่งไม่ได้เป็นกลางไม่ได้ 5 .คนมิจฉาทิฏฐิ พวกนี้เข้าใจด้วยปัญญาได้ด้วยว่า อะไรดีหรือชั่ว แต่ว่าไปเข้าใจผิดว่า ความเป็นกลางต้องไม่เข้าข้างใครเลย พวกนี้มิจฉาทิฏฐิ มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองเลย เขากลัวจะเสียความเป็นกลาง อย่างนี้ไม่ได้ทำตามพระราชดำรัสในหลวง ไม่ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าว่า ต้องเลิกคบคนพาล ให้อยู่กับบัณฑิต หรือว่าต้องตำหนิคนชั่ว ยกย่องคนดี นี่สิคือที่พระพุทธเจ้าสอน ส่วนมโนกรรมต้องอยู่อย่างผู้มีปัญญา ปาสาโท เหมือนยืนอยู่บนที่สูงมองได้รอบถ้วนครบ แล้วก็ต้องส่งเสริมคนถูกอย่างในหลวงเราตรัส ทั้ง กาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้าให้เข้าข้างที่ถูก ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องพิจารณาคดี (อธิกรณสมถะ) คือการตัดสินคดีความ พระพุทธเจ้าว่าแปลว่า การทำให้เกิดความสงบท่านมีหลัก 7 ข้อ วิธีตัดสินคดีความของพระพุทธเจ้ามี อธิกรณสมถะ ๗ อย่าง 1 . สัมมุขาวินัย ตัดสินในที่พร้อมหน้าทั้ง โจทย์และจำเลยพร้อมพยาน ตามพยานหลักฐาน 2 .สติวินัย ถือสติเป็นหลัก การยกเลิกความผิดเพราะเป็นพระอรหันต์หรืออริยบุคคลที่จะไม่ทำผิดวินัยในข้อนั้นได้ แม้แต่ในสังคมก็มีให้เอกสิทธ์แก่ผู้ใหญ่ในสังคมหลายๆตำแหน่งเป็นต้น 3 . อมูฬหวินัย ผู้หายจากเป็นบ้า การเลิกความผิดเพราะผู้กระทำผิดนั้นวิกลจริตหรือเป็นบ้า 4 . ปฏิญญาติกรณะ ทำตามที่รับ การตัดสินตามการยอมรับผิด คำสารภาพของผู้กระทำผิด 5 . ตัสสปาปิยสิกา ลงโทษแก่ผู้ผิดที่ไม่รับ การลงโทษพยานผู้ที่ไม่ยอมพูดในการสอบสวนของคณะสงฆ์ 6 . เยภุยเยสิกา การตัดสินตามมติเสียงข้างมาก 7 . ติณวัตถารกวินัย ดุจกลบไว้ด้วยหญ้า วิธีประณีประนอม การตัดสินยกฟ้อง เลิกแล้วต่อกัน(ในกรณีทะเลาะกัน) พ่อครูว่า… สภานั้นต้องมีบัณฑิต จึงเป็นสภาฯ แต่ว่าทางโลกเขาก็พยายามซื้อคะแนนเสียง เพราะคนที่ติดลาภยศสรรเสริญมีมาก เขาจึงใช้เงินหรือตำแหน่งซื้อคนได้ แล้วก็ให้ได้คะแนนเสียงมาก เขาซื้อคนมีกิเลสหนาและคนโง่ได้มาก เพราะคนเหล่านี้มีมาก เขาก็เลยได้คนมีกิเลสหนาคนไม่ดีเข้าไปเป็นสส.มาก นี่คือที่เขาใช้เป็นค่ายกลอย่างตื้นๆเลย มาหลอกกัน สภานี้จึงไม่ได้เป็นบัณฑิตอยู่ในสภา ก็ไม่เป็นสภา คะแนนเสียงในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ได้อยู่ที่คะแนนเสียงประชาชน ซึ่งคะแนนเสียงมีนัยที่คนต้องมีปัญญาพอสมควร ไม่ถูกหลอก แต่ทุกวันนี้นักการเมืองหลอกคนได้ เอาคนที่ถูกหลอกไปเป็นคะแนนเสียงให้ตนอีก แม้อย่างประเทศอเมริกาแดนประชาธิปไตยก็มีวิธีการซื้อเสียงได้ มีเชิงชั้นรวบรวมคนโง่และคนมีกิเลสเอาไว้เป็นพวกเช่นกัน วิธีตัดสินด้วยสติวินัย คือยกเว้นไว้สำหรับคนมีเอกสิทธิ์ คือคนที่มีคุณงามความดีที่ควรยกให้ท่าน หรือว่าเว้นไว้สำหรับบางตำแหน่งสำคัญๆ วิธีการอมูฬหวินัยคือยกเว้นไว้สำหรับคนเป็นบ้าหรือไม่มีสติ ส่วนปฏิญญาตกรณะ คือเอาคำสารภาพของจำเลยตัดสิน ส่วนตัสสปาปิยสิกา อันนี้ตัดสินเหมือนผู้พิพากษาตัดสินเลย อันนี้ทำกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะจำเลยมักเลี่ยงหลบ ส่วนติณวัตถารกวินัย อันนี้ที่เขาเอามาตีกิน สมัยพระพุทธเจ้าเรียกกลบไว้ด้วยหญ้า แต่สมัยนี้คือซุกไว้ใต้พรม เขาว่า ให้ปรอดอง นิรโทษกรรม ใครเคยผิดมามากหรือน้อยก็ยกให้เลย อันนี้คนจะพูดอันนี้ต้องเป็นคนที่ผิดมาก อาตมาว่าตอนนี้ไม่อยู่ในขั้นปรองดอง มันอยู่ในขั้นระงับ ถอดถอนก่อน แล้วที่คุณยิ่งลักษณ์ว่า เขาถอดของเขาเองก็มี เช่นเขายุบสภาฯ แล้วมาคุยอีกว่า ฉันไม่มีตำแหน่งแล้วจะมาถอดถอนได้อย่างไร คำนี้เป็นนามธรรม อันนี้เหมือนขรก.ต้องให้หยุดก่อนคุณจะมานั่งหาเสียงไม่ได้ ดีไม่ดีจำคุกไว้ก่อนด้วยคนนี้ ส่วนทางรัฐบาลนี้อนุโลมคุณแค่ไหนให้ออกไปต่างประเทศก็ได้ แต่ตอนนี้อาตมาว่าอย่าให้ออกนอกประเทศเลย คำว่าปรองดองคำนี้ เขาจะหมกใต้พรมไม่ได้ เขาหมกมานานแล้ว ตอนนี้ต้องให้ผู้มีหน้าที่ตัดสิน ใช้หลักนานาสังวาส(การร่วม) 1 .สังวาส 2 .สมานสังวาส 3 .นานาสังวาส 4 .นิกาย 5 .อสังวาส สังวาสคำนี้เป็นคำกลางๆหมายถึงธรรมะอันเป็นเครื่องอาศัยอยู่รวมกัน คือต้องอาศัยธรรมะในการอยู่ร่วมกันใครมีอธรรมก็ต้องจัดไว้ต่างหาก นานาสังวาสนี่ต่างคนต่างแสดงความเห็นได้ แต่ให้กรรมการคนมีหน้าที่เป็นคนตัดสิน แสดงความเห็นได้แต่อย่ารุนแรงอย่าฟ้องร้องกัน อย่าชกกัน นี่คือตอนถอดถอนอยู่ในระดับนี้ ไม่เช่นนั้นไม่ยอมกัน ใช้กฎอัยการศึกก็ยังไม่ยอมเลย ดึงดันดื้อด้าน ตอนนี้เขาต้องใช้ไม้แรงหน่อย นิกาย นี่เป็นความแตกต่างที่ชัด แยกกันทั้งปรมัตถ์และสมมุติ เช่น ศาสนาคนละศาสนานี่แยกกันทำต่างคนต่างทำ โดยมารยาทสังคมศาสนาจึงไม่ละเมิดไปว่ากันต่างคนต่างให้อิสรเสรีภาพ แล้วในระดับนิกายก็นัยเดียวกันนี้ ต่างคนต่างทำ คนละธรรมวินัย ส่วนนานาสังวาสนี้รวมวินัยเดียวกันใช้โอวาทปาติโมกข์เดียวกันสวดร่วมกันได้แต่ต้องปลงอาบัติให้เป็นพระปกตัตตะก่อนร่วมทำสังฆกรรม นิกายนั้นแยกกันทั้งรูปและนาม นิกายนั้นแยกกันเด็ดขาด แต่ก็ยังสัมพันธ์กันได้แต่ถ้าจะไปอยู่ร่วมกันต้องเปลี่ยนทิฏฐิและรูปแบบเลย ทั้งรูปและนามต้องเปลี่ยนต้องสึกมาเป็นต้น แต่นานาสังวาสไม่ต้องสึกมา เปลี่ยนมาได้เลยหากเห็นดี แต่อสังวาสนั้นเด็ดขาดแยกกันแตกกันเด็ดขาดตลอดชาติ ไม่ร่วมกันได้เลย เช่นพระปาราชิกนั้นชาตินี้ไม่ได้เลยร่วมกันไม่ได้ คุณไปขวนขวายเอาธรรมะส่วนตัวก็ได้แต่ว่ามาให้เห็นไม่ได้ เป็นตาลยอดด้วน ตัดคอขาดเลย แต่ทุกวันนี้ยังมาร่วมกันได้อีก นี่ผิดธรรมวินัยแล้ว ปาราชิกแล้วก็ยังกราบเคารพเขาได้อีกไม่ถูก ทางด้านโน้นเขาคำว่าปรองดองมาตีกิน เพื่อไม่ให้พิจารณาความ เป็นติณวัตถารกวินัย เราไม่ยอม เพราะความผิดมันมากเกินพอ มันเป็นเชื้อร้ายที่เขารู้กันแล้ว ว่าชั่ว เลว ทุจริต โกงกินจัด มากไปแล้ว มันไม่ได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เหตุผลหลักฐาน การตัดสิน ชัดหมดแล้ว ก็หลักฐาน เอาเงินคืนมา หกแสนล้านบาทมาไม่ได้เลย เรื่องของความเป็น นัจจะ คีตะ วาทิตะ รวมเป็นวิญญัติ เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นองค์รวมของกายและจิต การแสดงออกทั้งลีลาท่าทาง ทั้งสุ้มเสียง สำเนียง ประสมออกไป มีเสียงหนัก เบา หวาน แข็ง อ่อน ท่าทีลีลาของคนหยาบแรง แต่เป็นโลกีย์ กับท่าทีของคนหยาบแรงแต่เป็นโลกุตระจะต่างกัน ทั้งภาษาสำเนียงสุ้มเสียงที่ออกมา รวบรวมเรียบเรียงเป็นองค์รวมแล้วทางโลกีย์เพื่อต้องการให้ยึดติดเป็นโลกธรรมกิเลสก็แรงจัดได้ไม่มีจำกัด no limited ไม่ว่าจะท่าทางสำเนียงเสียง หรือองค์ประกอบตกแต่งประดับให้ตรงกิเลส ให้มอมเมาให้จมไปในโลกียะ ไม่มีขีดจำกัด ส่วนปรุงแต่งท่าทางสุ้มเสียงสำเนียงลีลาโลกุตระทุกวันนี้ต้องปรุงมากหน่อย เพราะไม่ถึงรสเขาก็รับไม่ได้ เขาต้องการเผ็ดก็ต้องให้เผ็ดยิ่งขึ้น เราก็ต้องเอื้อมเอาเหยื่อไปให้ถึง เพื่อดึงเขามาได้ ทุกวันนี้ต้องปรุงแต่งขนาดนี้ พระพุทธเจ้าจึงมาอุบัติไม่ได้ อาตมาจึงต้องทำเช่นนี้ อย่างในหลวงท่านก็ปรุงแต่งได้เท่านี้ เกินกว่านี้ไม่ได้หรอก ผู้ที่เข้าใจฐานะไม่ได้ก็ไม่อยู่ในฐานะ ส่วนผู้ที่เข้าใจฐานะได้จึงเป็นคนอยู่ในฐานะนั้น ผู้มีปัญญารู้อยู่วางตำแหน่งได้ถูกก็จะเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดี อาตมารู้ว่าทำไมต้องปรุงแต่งขนาดนี้ คนไม่เข้าใจเขายึดถือก็ต้องว่าอาตมา เขาก็ทำได้เท่านั้น คุณบังคับหมาให้กระดิกหางมากกว่านี้ก็ไม่ได้มันทำเกินกว่านี้ไม่ได้ ต้องรู้ขีด อย่างคุณต้องเข้าข้างคนนั้นคนนี้คุณก็ต้องทำต้องออกเสียง สำเนียง ท่าทาง สนับสนุนด้วย พระพุทธเจ้าท่านแบ่งนิยามของชีวิตเป็น 5 อย่าง ธรรมะนั้นถ้าไม่มีวิญญาณอยู่ก็ไม่เรียกธรรมะ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่เรียกว่าธรรมะ นิยามแห่งชีวิต 5 อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ อุตุคือพลังงานวัตถุแท้ๆ พีชะ มีชีวิต มีชีวะ แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีธาตุวิญญาณครองจึงไม่มีวิบากกรรม ไม่มีรักหรือชัง มีแต่รู้สัญญาจำได้ว่าอันนี้ใช้เอามาใช้ อันนี้ไม่ใช่ก็เอาออก จิต นั้นมีวิญญาณแล้วมีเวทนามีรักชัง ชอบหรือไม่ชอบ มีแก้แค้น พยาบาทได้ นี่คือจิตนิยาม ธาตุจิตจึงขึ้นอยู่กับกรรมแล้วจะทรงอยู่เรียกว่าธรรมะจนกว่าจะปรินิพพานหรือเป็นอรหันต์ก็ทรงไว้แต่กุศล ส่วนกิเลสคือเหตุแห่งอกุศลไม่เกิดอีกเลย ทรงไว้แต่กุศล ไม่ต้องทำบุญ พระอรหันต์คือผู้มีความทรงไว้ซึ่งธรรม ธรรมะ อรหันต์คือผู้ทรงธรรมะ ไม่มีอธรรมเลย อรหันต์ไม่มีกรรมที่มีเจตนาเป็นอกุศลเลย ธรรมะคือสิ่งทรงไว้ ถือเป็นนามธรรมเป็นหลัก ถ้ามีผิดนิดหนึ่งทรงไว้ในสิ่งไม่ดีนิดนึ่งก็เป็นอธรรม จิตวิญญาณของผู้ไม่รู้ กาย วาจา ใจ ไม่เข้าใจว่าอย่างนี้คือพอดี อย่างนี้คือสมดุล ตามแต่สังคมสมมุติ แม้แต่กฎหมายก็แล้วแต่สังคมกำหนด อย่างในอโศกคนจะมาต้องมีศีล 5 ละอบายมุขกินมังฯ แต่หลักเราไม่ขัดแย้งกับกฎหมายของไทย ไม่ผิดจารีตประเพณีของไทย แม้ในประเทศอื่นเขาก็ยอมรับหมดแน่ หลักศีล 5 นี่น่ะ มีข่าวด่วนมาว่า อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง"ปู"ทำชาติเจ๊งจำนำข้าว เตรียมส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ภายใน 1 เดือน
กรรมระดับไหนเรียกว่าโลกียะ และระดับไหนเป็นโลกุตระ พ่อครูว่า… ขีดแบ่ง คือผู้นั้นรู้จักจิตเจตสิก รู้จักกาย เวทนา จิต ธรรม รู้กายรู้องค์ประชุมแล้วแยกจิตเจตสิก ที่มันประชุมเป็นเวทนาสุขทุกข์ มันมาจากอะไรมาจากต้นตอคือ สราคะ สโทสะ ที่เป็นตัวการ อ่านอย่างมีปัญญาเห็นหลัดๆ ไม่ใช่ความจำ มีการกระทบสัมผัสทางทวาร 6 สัมผัสวัตถุจนถึงโลกธรรม ฐานะยศศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่ ต้องอ่านใจตนว่าตนมี จิต สราค ะ สโทสะ มันจะเอา นี่คือจิตวิญญาณคนเข้ากระแสจะอ่านจิตเจตสิกตรงนี้ออก ตรงนี้คือจุดแบ่งขีดโลกียะ กับโลกุตระ โดยเฉพาะแยกมโนปวิจารออก แยกทวาร 6 แล้วกับสุข ทุกข์ กับไม่สุขไม่ทุกข์ รวมเป็น 18 ย ิ่ งเข้าใจว่านี่ทำบำเรอกามหรืออัตตา นี่คือรู้ว่าสิ่งนี้มีแนวโน้มไปโลกีย์เป็นเคหสิตเวทนาออก แล้วทำให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนาได้ ทำให้ตัวเหตุตัวกิเลสมันลด หากรู้ก็ต้องจัดการมัน ไม่ใช่ว่าปรองดอง ปูดอง กับมันอีก คุณต้องรู้เองเห็นเองกับตนเอง ว่าได้รู้เห็นจัดการกับตัวเหตุ สราค สโทส สโมห ก็พ้นสังโยชน์ 3 เป็นโสดาบัน เกิดจากกรรม แล้วต้องมีปฏิบัติหลัดๆ ขณะกระทบสัมผัส มีเหตุปัจจัยมีตากระทบรูป มีจิตเข้าไปรับรู้ เกิดวิญญาณ แล้วจับตัวผีได้จัดการผีได้ นี่ทุกโอกาสทุกวินาที จริงๆจิตมันเร็วกว่าวินาที เราพูดนี่ยังนับเป็นวินาทีเลย พูดนี่เร็วกว่าวินาทีนะ จิตนี่เร็วกว่าวินาทีอีก เร็วกว่าพูดอีก วจีสังขารเร็วกว่าวจีกรรมอีก คำพูดที่ออกมานี่หยาบแล้ว แต่วจีสังขารนี่จิตคุณว่าชอบหรือไม่ชอบ จิตมันไม่ได้บอกนะ มันเกิดก่อนแล้วคุณไปใส่ภาษาบัญญัติว่าชอบหรือไ่ม่ชอบ คำว่าชอบนี้คือความถูกต้องดีงามคุณก็ชอบใจ หรือว่าคุณชอบส ิ่ งที่ไม่ดีงามก็เป็นโลกียะ ทุกอย่างเกิดจากกรรม เกิดแล้วสั่งสมเป็นธรรม ทรงไว้ได้ชั่วคราวก็ไม่แน่แท้ ยังไม่จริงจังปักมั่นก็ทำไป สั่งสมให้ถึงจุดที่เที่ยงแท้ให้ได้
พ่อครูว่า… สรุปว่า การปรองดองคราวนี้มันเป็นกรรมของคุณ คุณจะทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมหรือไม่ก็เป็นกรรม เป็นผลเป็นวิบากของคุณ สุกฏทุกตานังกัมมานังผลังวิปาโก ทำแล้วไม่เอาไม่ได้ต้องเอาไปหมด ตราบจนปรินิพพาน ไม่ระเหย ไม่ระเหิด เป็นของคุณหมดไม่ไปไหน โอกาสดีแล้วควรทำ มันราคาแพงมาก เพราะสำคัญมากของชาติประเทศ คราวนี้การเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าเปลี่ยนได้จะเปลี่ยนยกเข่งเลย ต้องร่วมกันทำ ประสิทธิภาพในการเผด็จศึกนี้มีผลสูงมาก เพราะอัดอั้นกันมากว่า 82 ปีแล้ว ถึงคราวที่คุณจะได้ทรัพย์นี่คืออาริยทรัพย์ คือโอกาสอันดี คุ้มที่ว่ากับคุณที่เคยทำชั่วทำบาปมาเยอะ ขอบอก คราวนี้ตัดสินใจให้ดี เหลือไม่กี่นาทีเท่านั้น อาตมาว่า มนุษย์อยู่ร่วมกันในโลกก็เป็นคุณประโยชน์ จนสมมุติว่านี่ประเทศของฉันน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive