580124_เทศน์ก่อนฉัน ฉลองหนาวฯ ภูผาฯ ศาสนาพุทธมีลักษณะเช่นนี้.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580124_รายการเทศน์ก่อนฉัน ฉลองหนาวฯ ที่ภูผา ฟ้าน้ำ เรื่อง ศาสนาพุทธมีลักษณะเช่นนี้ โดย พ่อครูโพธิรักษ์

_ เช้านี้เป็นวันแรกของงานฉลองหนาว ธรรมชาติโศก ครั้งที่ 11 พ่อครูจำวัดที่อาคารภูฟ้า ในเขตสงฆ์ ซึ่งทางภูผาฯ จัดให้อยู่ในที่มิดชิด อุณหภูมิตอนเช้า ณ ที่จำวัดพ่อครูวัดได้ 17 องศาเซลล์เซียส แต่ภายนอกอาคารนั้น อุณหภูมิ 4.5 องศาฯ ต่างกันมากเลย หลังจากตื่นนอนพ่อครูก็ได้ออกกำลังกายด้วยการโยคะ พ่อครูไม่ประมาทในแต่ละวัน ไม่หยุดเพียรในการรักษา 8 อ. โดยเฉพาะ อ. ออกกำลังกาย ซึ่งหาคนทำต่อเนื่องได้ยากอย่างพ่อครู แม้ว่ากิจการงานในการสืบสานพระพุทธศาสนาจะมีมาก พ่อครูก็ไม่เคยหยุดเพียร ในการทำอายุให้ยืนยาว เพื่อทำประโยชน์ต่อโลก ในเวลาประมาณ 7:30 น. พ่อครูและสมณะก็ได้เดินลงมาจากเขตสงฆ์ เพื่อตั้งแถวรอออกบิณฑบาตที่หน้าศาลาซาวปี๋ โดยก่อนบิณฑบาต พ่อครูก็ได้เดินชมโรงบุญมังสวิรัตที่อยู่บริเวณป่าต้นสักข้างศาลาซาวปี๋ เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก ต่างคนต่างมาเป็นผู้ให้ แม้แต่สส.สอ.นำโดยอาสุรเดช และอาพลอยไพร ผู้เป็นคุรุนำนร.สส.สอ.มาร่วมงาน ก็เตรียมอุปกรณ์ปิ้งย่าง สำหรับทำข้าวจี่และอื่นๆมาจากสันติอโศกทีเดียว ส่วนอาหารในโรงบุญ นั้นสาธยายกันไม่หมดเลยทีเดียว ในเวลา 8:00 น. พ่อครูนำหมู่สมณะ สิกขมาตุออกบิณฑบาตที่หน้าศาลาซาวปี๋ เริ่ม 8:00 น. เดินบิณฑบาตผ่านบ้านอย่ายึด แล้วผ่านไปทางบ้านรักษ์สุขภาพ ตัดไปสู่บ้านบัวสวรรค์แล้วผ่านหลังโรงครัว กลับสู่หน้าศาลาซาวปี๋ มีญาติธรรมมารอใส่บาตรเป็นจำนวนมาก แถวยาวเหยียด เมื่อบิณฑบาตและกิจธุระอื่นๆเสร็จแล้ว จึงเป็นรายการเทศน์ก่อนฉัน

พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 24 ม.ค. 2558 ผ่านเหตุการณ์อันลุ้นระทึกไปแล้ว ตอนนี้ปล่อยวางคลายใจได้แล้ว รู้คำตอบว่าบ้านเมืองเราจะดำเนินกันไปด้วย

อ่านต่อ

กฎเกณฑ์อะไร ที่พูดนี้เป็นเรื่องบ้านเมืองหรือการเมือง ซึ่งเรื่องการเมือง มีคนเข้าใจผิด หมายความว่า คนเข้าใจผิด แต่ก็เป็นความถูกต้อง คือในสังคมของนักปฏิบัติธรรมหรือนักบวชนั้นเขาว่าอย่ามายุ่งกับการเมือง ผู้ที่ไม่สมควรมายุ่งกับการเมืองคือผู้ที่ไม่มีคุณธรรม หรือมีน้อย หรือถ้าปล่อยให้นักบวชมาทำนี่ก็ยุ่งเลย เพราะว่าไม่มีภูมิคุ้มกันทางคุณธรรม เช่น โสดาบันก็ยังมีภูมิธรรมน้อยไม่เก่งพอก็จะยุ่งอยู่ สกิทาคามีจะมีภูมิโลกุตระเพิ่ม มีโลกวิทูด้วยก็ช่วยได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นอนาคามีนี่จึงเหมาะสมเพราะหมดกิเลสในกามภพ อยู่ในกามาวจรได้อย่างอยู่เหนือ ดำเนินพฤติกรรมชีวิตเกี่ยวข้องกับสังคมกลุ่มหมู่ได้อย่างดี คนไม่มีภูมิธรรมก็อย่าเพิ่งมาเกี่ยวข้อง จะทำให้สังคมวุ่นวายเดือดร้อน ไม่มีคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนคนอื่นจะมัวหมอง หรือต้องเป็นผู้มีศีล 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (สัทธา 10 จาก สัทธาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 8 ) ต้องเป็นผู้ที่เข้าถึงปรมัตถ์สัจจะ เพราะถ้าคนไม่มีความรู้ปรมัตถ์แต่เข้ามาเป็นผู้สืบสานศาสนา ศาสนาก็เสื่อม นี่ไม่ได้ลงโทษใครนะ ศาสนาพุทธมีคุณลักษณะคือ 1. เป็นอเทวนิยม 2. เป็นอาริยะ 3. เป็นโลกุตระ 4. มีอาริยสัจ (ไตรสิกขา) 5. มีสัมมาสมาธิ เป็นผล 6. มีโพธิปักขิยธรรม 37 7. มีสาธารณโภคี 8. มีวิมุติ นิพพาน สุญญตาเป็นแก่นสาร 9. มีการสิ้นภพ จบชาติ ขาดวัฏฏะสงสารอย่างยั่งยืน ถาวรนิรันดร์ 10. มีปรินิพพานเป็นที่สุด (ปริโยสาน)

1. เป็นอเทวนิยม นั้น พุทธมีลักษะที่ต่างจากเทวนิยม ซึ่งเขาก็มีคุณความดี มีสิ่งดีจะช่วยโลก เป็นพระเจ้าที่เป็นผู้สร้างโลก ทั้งหมดศาสนาอื่นๆเป็นเทวนิยม มีแต่พุทธที่เป็นอเทวนิยม (แต่ก็มีศาสนาเชน ของพระมหาวีระเป็นอเทวนิยมเช่นกันแต่หลักปฏิบัติไม่เหมือนของพระพุทธเจ้า) เขาว่าศาสนาพุทธไม่มีพระวิญญาณ พระจิต เขาว่าพุทธไม่ใช่ศาสนา ตีทิ้งศาสนาพุทธว่าเป็นเพียงปรัชญา ที่จริงพุทธนั้นเข้าใจจิตวิญญาณ เข้าใจพระเจ้า แล้วทำให้ตนเป็นพระเจ้าได้มีคุณสมบัติดุจเดียวกับพระเจ้าด้วย มีพระกรุณาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ มีพรหมวิหาร 4 เช่นกัน ไม่ได้เป็นอย่างที่เทวนิยมเข้าใจศาสนาพุทธ พุทธไม่ได้ข่ม ไม่ได้ดูถูกว่าพระเจ้าไม่ดี เราก็เคารพพระเจ้า แต่ความเป็นพระเจ้าที่เป็นความจริงไม่ใช่แค่ความจำ ไม่ใช่พระเจ้าที่ล่องลอยไปไม่รู้อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ แต่ พุทธรู้จักเทวนิยมดี เข้าใจแล้วเอาความเป็นเทวะมาอยู่ในตนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า ช่วยโลกอยู่ได้อย่างแตะต้องสัมผัสได้ เอหิปัสสิโก นี่คือนัยต่างกันของเทวนิยมกับอเทวนิยม 2. อาริยะที่เป็นคุณธรรมประเสริฐ 3. เป็นโลกุตระ คือเหนือโลก ไม่ใช่ข่มเบ่ง ไม่ได้เหนือกว่าอย่างทำร้ายข่มขี่แต่เหนือกว่าเพราะมีคุณธรรมความสามารถที่จะช่วยโลกได้อย่างจริงใจเป็นจิตพระเจ้า ถ้าเป็นอาริยะระดับอรหันต์ก็มีเต็มที่ แล้วอนาคา สกิทาฯ โสดาฯก็ช่วยได้ตามลำดับ ส่วนปุถุชนหรือกัลยาณธรรมก็ช่วยได้บ้างแต่มีจิตแอบแฝงที่เห็นแก่ตัวเป็นตัวอยู่ก้นบึ้งจิตใจ ที่คุณรู้มันไม่ได้ เมื่อคืนนี้อาตมาก็พูดกับท่านยุทธวโร ท่านไปเข้าใจตัวปลายมาก่อน ว่าผู้ทำให้อนุสัยบางอย่างหมดได้ อันนั้นก็จริงแต่ไม่เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย 4. มีอาริยสัจ เป็นแก่นแท้ศาสนาพุทธ แล้วมีหลักปฏิบัติเป็นไตรสิกขา ที่แจกเป็นโพธิปักขยธรรม 37 5. มีสัมมาสมาธิ คือมีจิตสมาธิที่ต่างจากสมาธิส่วนใหญ่สากล ที่เข้าใ จ ว่าสมาธิเป็นเพียงจิตสงบหรือร่างสงบ แต่ไม่มีประโยชน์ต่อโลกเลย ทำให้อยู่เฉย ไม่มีประสิทธิภาพสูงอย่างพุทธ พุทธนั้นน ิ่ งอยู่แต่มีประสิทธิภาพ มีจิตแววไว แคล่วคล่อง แล้วจิตนิ่งว่างก็มีประสิทธิภาพนี้วิเศษมาก อาตมาไม่ได้พูดปากเปล่า แล้วไม่ได้พูดแค่ที่ตามพระพุทธเจ้าบัญญัติ แต่พูดตามจริงเป็นสภาวะ เช่น อาตมาจะนั่งนิ่งเหมือนเทวนิยม แต่รู้อยู่เห็นอยู่ว่าอะไรอยู่ตรงหน้า จิตก็นิ่งอยู่ก็ได้ หรือจะเฉยเลยไม่คิดอะไรเลย ไม่ได้ดับหลับนิโรธสะกดไว้ ไม่ใช่แต่สัมผัสอยู่ แต่บางอย่างไม่รับรู้ได้เลย มีสัมผัสอยู่แต่ไม่รับรู้ได้เลย อาตมาทำได้ ขออภัยไม่ได้อวดดีเพื่อให้คนมานับถือ แต่ที่พูดเพื่อยืนยันว่าเป็นเรื่องเป็นได้ไม่ใช่แค่ปรัชญาเท่านั้น อาตมาไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมในตน แม้ยุคใกล้กลียุค ธรรมะพระพุทธเจ้าก็มีผลได้ สมาธิของพุทธคือ supra concentration แต่พอนานไปสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นหายไป แล้ว เขาได้แต่ สมาธิแบบดับ อาสวะบางอย่างดับได้ ได้อันนี้นิด อันนี้หน่อย รวมกันไม่ได้ ดีไม่ดีขัดกันเองด้วย ผู้เป็นวิตักกจริตจึงปฏิบัติได้บรรลุช้า กลับไปกลับมา มันเลยเสียเวลาเยอะ ขออภัยที่ต้องบอกว่าท่านยุทธวโรเป็นแบบนี้ แต่ก่อนท่านมาจากสายปัญญาแต่เยอะเกินก็เลยไปฝึกทางเจโตมากๆ มันก็เลยกลับไปกลับมา ขออภัยที่เอามาใช้เป็นตัวอย่าง ตอนนี้ไปศรัทธาหลายอาจารย์ แต่ไม่ไปไหน ยังศรัทธาพ่อท่าน แต่ก็ไปศึกษาหลายอย่างว่าอันนี้ก็ใช่ อันนี้ก็ใช่ไปหมด คนแบบนี้ไม่ได้ลงหลักปักแหล่งง่าย ขอบคุณท่านที่ได้เอามาใช้ คิดว่าท่านคงไม่ถือตัวนะ 6. มีโพธิปักขิยธรรม 37 และโลกุตรธรรม 9 รวมเป็นโลกุตระ 46 ผู้ใดเริ่มเข้าใจคำว่า “กาย” อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วเริ่มพิจารณากายในกาย ซึ่งเป็นองค์รวมกับ เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม พิจารณารู้เวทนาในเวทนา แล้วทำให้สั่งสมธรรมะทรงได้ เอาอธรรมออก เอาเหตุออกสั่งสมทรงไว้แต่จิตสะอาด เข้าใจแล้วจัดการใจในใจเราจะเกิดผลอย่างที่ว่า 7 . มีสาธารณโภคี ปฏิบัติแล้วจะเกิดผลจริงกับตน เป็นอาริยะ แล้วมารวมกันเป็นสาธารณโภคีที่มีกฎเบื้องต้นว่า ต้องสมาทานศีล 5 ละอบายมุข กินมังสวิรัติ ก็มาอยู่กับระบบสาธารณโภคีได้ตามลำดับ มีสิทธิ์กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลางได้ สาธารณโภคีเป็นคุณสมบัติยอดเยี่ยมของมนุษยชาติทุกวันนี้เราทำได้แล้ว เราก็ทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ 8 . มีวิมุติ มีนิพพาน มีสุญญตา เป็นแก่นสารของศาสนาพุทธ ต้องเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้เป็นไวยพจน์กันคำเหล่านี้ 9 .มีการสิ้นภพ จบชาติ ขาดวัฏฏะสงสารอย่างยั่งยืน ถาวรนิรันดร์ พุทธนั้นเป็นอรหันต์แล้วมีสิทธิ์ที่จะปรินิพพานแต่ก็มีสิทธิ์ตั้งจิตกลับมาเกิดเป็นโพธิสัตว์ต่อได้จนถึงเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกลับมาอาจถูกโลกมอมเมาไปชั่วคราว เป็นลิงลมอมข้าวพอง อาตมานี่แต่เดิมคิดว่าจะต้องแต่งงานนะ แต่มีกุศลวิบากบารมีให้อาตมาหลุดรอดนะ ไม่อย่างนั้นอาตมาก็ต้องมีลูกมีครอบครัวแล้วก็มาไม่ได้ หลุดมาอย่างฉิวเฉียดนะ แต่ก่อนอาตมาก็อยากเด่นอยากดังเหมือนโลกๆ แต่ก็ไม่ได้เป็น อย่างพระพุทธเจ้าแม้พราหมณ์จะทำนายสองคติกี่คนก็ตาม ท่านก็ไม่ไปเป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิแน่ สรุปว่า คนที่เป็นพุทธอย่างได้ถึงที่สุดจะเป็นคน สิ้นภพ จบชาติ ขาดวัฏฏะสงสาร ได้ แล้วจะรู้ลิงลมอมข้าวพองเป็นอย่างไร 10 .มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน คือจบนิพพาน สิ้นรอบการเกิดอีกเป็นปริโยสาน ยกเลิกกรรม ไม่มีพลังงานมารวมกันอีกในวัฏฏะสงสาร ไม่มีความมีใดๆเกิดอีกเลย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ศาสนาพุทธเสื่อมจึงเกิดเหตุการณ์ให้คนเลวมาปกครองบ้านเมืองได้ สั่งสมดัดแปลงความเลวเป็นค่ายกลการเมืองประชาธิปไตย กลายเป็นคนไม่ดีมีอำนาจ คนไม่ดีปกครองบริหารบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ขอภัยที่ต้องพูดตามความเป็นจริง อาตมาต้องเข้าข้างอยู่ฝ่ายคนดี อาตมาเป็นกลาง ความไม่เป็นกลางมี 5 อย่างคือ 1 .คนโง่ คนไม่รู้ผิดหรือถูก เขาไม่เสแสร้งเลย 2 .คนใจดำอำมหิต ไม่ดูดำดูดีกับสังคมเลย มีสองอย่าง อย่างหนึ่งอยู่กับสังคม อีกพวกหนึ่งหนีออกจากสังคม แต่บิณฑบาตกินอาหารเขาด้วย นี่คือพวกเห็นแก่ตัวเต็มบ้อง อีกพวกก็อยู่กับสังคมแต่ว่าใช้ภาษาบัญญัติว่าตนไม่เกี่ยว การเมือง เดือดร้อนอย่างไรกูไม่รู้ เห็นแต่ว่าตนต้องมีสุขเท่านั้น นี่คือพวกเห็นแก่ตัวเต็มบ้องอีกอย่าง 3 .คนติดหลง ตกอยู่ใต้อำนาจ เหมือนถูกมนต์สะกด พวกนี้โง่ติดยึด สนใจการเมืองแต่หลงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กูจะเอาคนนี้ แม้ขี้ก็หอม 4 .คนกลัวเสียโลกธรรม 4 พวกนี้รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่หลบเลี่ยงหาทางหนีทีไล่ไป ลอกแลก กลัวเสียโลกธรรม คนนี้พึ่งไม่ได้เป็นกลางไม่ได้ 5 .คนมิจฉาทิฏฐิ พวกนี้เข้าใจด้วยปัญญาได้ด้วยว่า อะไรดีหรือชั่ว แต่ว่าไปเข้าใจผิดว่า ความเป็นกลางต้องไม่เข้าข้างใครเลย พวกนี้มิจฉาทิฏฐิ คนที่เป็นกลางที่แท้ต้องเป็นคนที่ว่า คนนี้เข้าใจดีว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วปฏิบัติอย่างในหลวงว่า “ ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" เราปล่อยให้คนที่ไม่ดีเป็นนายกฯ แล้วเก่งมากฉลาดฉิบหายด้วย เราต้องช่วยกันควบคุม ค นไม่ดี ทำอย่างละมุนละม่อม ทำอย่างเรียบร้อยด้วย ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ถ้าเราไม่รู้ว่าคืออย่างไร เบื้องต้นพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติศีล 5 ถ้าเรามีบารมีเลยศีล 5 ปฏิบัติเดี๋ยวเดียวก็เป็นศีล 8 ศีล 10 ศีลธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นวิตักกจริตก็จะช้านานเลย เอาไปเอามาอาตมาปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างท่านยุทธวโร อยากให้ไปด้วยกันจนกว่าจะปรินิพพาน ให้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเลย ถ้าเป็นได้ แล้วยังจะไปหาอะไร ถูกศรัทธาธิกะหลอกได้ ปัญญาธิกะหลอกอีก ลึกๆรู้แต่ว่ายังไม่เชื่อว่าอาตมาคือใคร อาตมาเป็นจริง อาตมาจะใช่หรือ?ก็เลยเป็นอย่างนี้ เอ๊ะอันนี้ก็น่าจะใช่ จะใช่อีกนานไหม? ที่บ้านเมืองไปได้ช้า อาตมาขอลงโทษคณะที่เป็นแกนจิตให้สังคม เมื่อไม่เข้าใจความสำคัญในความสำคัญ สิ่งเลี้ยงชีพ เป็นอาชีวะเลี้ยงชีพนั้นเป็นรองธรรมะ อย่างเดรัจฉานก็เลี้ยงชีพได้ ไม่เข้าใจธรรมะหรอก อย่างสัตว์กับคนนี่ เช่นคนเลี้ยงหมา ก็ทำให้เสียหมาหมด หมาก็ถูกมอมเมา เกิดอกุศล ก็เกิดวิบากกับหมา แล้วคนก็ทำให้เกิดวิบากร่วมกันอีกเป็นอกุศล อย่าไปเลี้ยงหมาอีกเลย คุณมาอยู่วัดไม่ได้เพราะหมา 4 ตัว แทนที่จะได้มาช่วยได้อีกหลายชีวิต เป็นต้น คนก็เลี้ยงชีพอย่างปุถุชน คนสัตว์นรก คนโลกอบาย พระพุทธเจ้าแจกอาชีพไว้ 6 อย่าง กุหนา ลปา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) คือทุจริตโกงเลวทั้งกาย วาจาใจ 2 . การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) คือทุจริตทางวาจา นี่คือลิ่วล้อทั้งหลายของคนโกง เลวชั้น 2 ตอนนี้สังคมไทยจะปราบให้พวกนี้หยุดทำอกุศล คนที่ลงคะแนนเสียงหยุดคนพวกนี้ คุณได้กุศลสูงมาก ใครทำอย่างเต็มใจกุศลสูงมาก แม้ไม่เต็มใจก็ได้ผลสูง 3 . การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) คือ ผู้เริ่มต้นมีศีล ศีลเมื่อสมาทานแล้ว อย่างชาวอโศกก็ค่อยปฏิบัติให้มีมรรคผล ศีลพื้นฐานคือศีล 5 แต่ก็ยังเสี่ยงทายไม่ตรงแท้ 4 . การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5 . การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) อย่างเบญวรรณ เคยทำงานกับที่ดิน เขาเล่นโกงกินกันรอบด้านเลย ตนเองบริสุทธิ์แต่ยังรับเงินเดือนจากเขา ก็ต้องเซ็นชื่อกับเขา ก็เลยรู้สึกว่าละอาย สุดท้ายลาออกมา ตอนแรกเกร็งนะ ต้องช่วยกัน ตอนนี้ก็คงไม่ไปไหน ตายก็จะเผาให้ คนที่จะบริสุทธิ์ต้องทำงานส่วนตัว แต่ยาก แต่ถ้ามาอยู่กับหมู่สาธารณโภคีก็ง่ายกว่า ข้อที่ 5 นี่สุดยอดแล้ว ไม่เอาทำงานของแลกของหรือของแลกเงินหรือเงินแลกเงินเลย บางคนถึงกับเอาธรรมะไปแลกเงินเลย เสียหาย ดีไม่ดีเอาธรรมะผิดๆไปแลกเงินด้วย บาปซ้ำซ้อนอีก ศาสนาพุทธยุคพระพุทธเจ้า อาริยะก็มีอรหันต์ อาริยะที่เป็นฆราวาสมากกว่า แต่พระนี่ปฏิบัติได้คล่องกว่าบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด ปลดภาระมาก เบา ได้เปรียบ แต่ต้องอดทนหน่อยมีหลักเกณฑ์เยอะ ตั้งใจมาแล้วอย่าละเมิด อดไม่ได้ก็กดข่มไว้ก่อน อย่าให้เหมือนนายเกษมนะ ที่อดไม่ได้ทนไม่ได้ก็ละเมิด แล้วมาบอกว่าผมทำไปไม่รู้ตัว เหมือนนายกฯหญิง ที่บอกว่าหนูไม่รู้ จะบ้าหรือฉิบหายไปมากแล้วนะนี่ สรุป เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มี DNA เป็นโลกุตรธรรม ในหลวงเราทรงเตือนว่าอย่าหลงตำรา แต่ท่านตรัสมากไม่ได้ ไทยมีหลายศาสนา คุณก็ต้อง understood เอาบ้าง ให้ทำตามตำราเราเอง ไม่ใช่เราไม่รับของคนอื่นนะ อันไหนดีเราก็เอาด้วย แต่ต้องรู้ว่าสิ่งไหนเป็นอันเอก อันไหนเป็นรอง การจะให้มีความรู้เทคนิคก็มาช่วยทำ ตามที่ตนจะมีการหยุดมิจฉาชีพได้ขนาดไหน ผู้เข้ากระแสจะระงับกุหนา ไม่เอาอย่างทุจริตเอาเปรียบ อย่าทุจริต เราต้องหยุด ถ้าคุณไม่ก้าวหน้าแต่หมู่เขาเดินไปข้างหน้าแล้ว คุณก็คือถอยหลัง หมู่นี้เขาไปจนหายไปเลย ไปไหนไม่รู้ ตนเองก็เลยถูกหมาไล่เนื้อตามทัน พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญคนหยุดอยู่ เรียกว่าฐีติ (อปหานะ) ไม่สรรเสริญแม้ฐีติ ท่านสรรเสริญวุฒิๆ คือเจริญขึ้นๆ ในกุศลกรรม พระพุทธเจ้าไม่เอาหยุดอยู่ ต้องให้เจริญขึ้น ป่วยการกล่าวในใยถึงความเสื่อม ต้องมาศึกษาให้สัมมาทิฏฐิแล้วพวกเพียร เดี๋ยวนี้ความรู้เทคนิคเต็มไปหมดแล้วแต่ขาดความรู้ทางธรรมะ ถ้าสนช. ปฏิรูปให้ความรู้ทางธรรมะเจริญเกินกว่าความรู้เทคนิค เราก็ทันโลกด้วย เราระวังว่าเครื่องมือเทคนิคมีผีอยู่ในนั้นเราก็ป้องกันกันอยู่ เราทำให้เกิดประโยชน์สูงประหยัดสุดกันให้ได้ พ่อครูว่า… ก็มาฉลองหนาวกัน เมื่อเช้านี้อาตมาตื่นมาในห้องที่เขาทำให้อย่างดี ในห้อง 17 องศา ออกมานอกห้อง 4.5 องศา ลงมาอีกหน่อยก็ 3.5 องศา พอพระอาทิตย์ขึ้นก็อุ่นขึ้นหน่อย เราจะมีกีฬาอาริยะ มีสันทนาการบ้าง ตามประสา คนที่ยังมีเล่นๆอยู่บ้าง เราก็ไม่ต้องเคร่งเครียดเอาจริงมาก เราก็รู้ว่าต้องอนุโลมปฏิโลมตามกาละ อย่าให้ผีเอาไปกินกัน ศาสนาพุทธรู้จักผีที่แท้ ผีไม่มีอยู่นอกตัว ที่ว่าลอยไปโน้นนี่ ในโลกนี้หรือโลกไหนๆก็ไม่มี มีแต่ผีอยู่ในตัวคนเยอะด้วย ไม่ใช่ผีสิงนะ ตัวจิตวิญญาณเขาเองทำตนเป็นผีเอง เราป้องกันอันนี้อย่าให้ผีเหล่านี้มาปกครองบริหารบ้านเมือง ผู้จะป้องกันได้ต้องมีความรู้ ถ้าไม่มีความรู้ป้องกันไม่เป็น ดีไม่ดีจะรบราฆ่าฟันกันด้วย จะต้องช่วยกันศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าสิ่งที่ดีมีอยู่แล้วในไทย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่ดั้งเดิม แต่เราไม่รังเกียจศาสนาอื่นๆ อย่างในหลวงเราทำนี่สุดยอดแล้ว ทุกศาสนาสอนให้คนทำดี ก็ขอให้ทุกคนสนใจธรรมะ ศาสนา แล้วพัฒนาศาสนาของแต่ละ ศาสนิกทำตนให้เจริญตามศาสนาตน โดยเฉพาะพุทธ หากทำให้ได้โลกุตระธรรมในตนมากขึ้น เมืองไทยก็จะเจริญ...สาธุ

_ ภายหลังจากเทศนา พ่อครูก็ได้ฉันภัตราหารพร้อมสมณะสิกขมาตุ ที่ศาลาซาวปี๋ ระหว่างฉันอยู่ พ่อครูก็ยังได้แจกเหรียญพญาแร้ง 80 ปีไม่มีแก่ และล็อกเก็ตรูปเหมือนพ่อครูไปด้วย ประมาณ 10:30 น. ก็มีการเปิดตลาดอาริยะสำหรับ ขายของราคาถูกมาก เป็นสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต ชาวบ้านทั้งชาวเราชาวเขา พากันมารอเข้าคิวซื้อของดีราคาถูกกันยาวเหยียด แถวยาวมาก โดยเฉพาะ ไม้กวาดและเครื่องมือทำกสิกรรม คนต่อคิวย้าวยาว เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ชาวบ้านชาวเขา และชาวเราชาวอโศก จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน