590816_พุทธศาสนาตามภูมิ เลวกว่าโจรหัวโจกคือจิตที่ตั้งไว้ผิด.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์735 KB
วันที่แก้ไข14 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590816_พุทธศาสนาตามภูมิ เลวกว่าโจรหัวโจกคือ จิตที่ตั้งไว้ผิด

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก เราก็มาเรียนกันต่อ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ อีกจนกว่า จะเป็น พระโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้า ปรินิพพานเป็นปริโยสานด้วยตัวเองได้แล้ว หรือจะกตัญญูกตเวทีต่อศาสนา ต่อพระพุทธเจ้า จนกว่าเราจะพอก็ได้ หลายอย่างที่อาตมาเอามาพูด ก็หักมุม ตรงกันข้าม กับอาจารย์หลายๆคน ก็อิสรเสรีภาพในการเลือกที่จะเชื่อ เป็นสิทธิของเขา เลือกเอาแล้วทำเอา ดีไม่ดีไปเลือกเอาของคนที่เป็นข้าศึกแก่กุศล ก็เป็นสิทธิของเขา เขาไปทางโน้น อาจพัฒนาตนไป จนเป็นศาสดาใดองค์หนึ่งก็ได้ วันนี้ รายการวิเคราะห์ข่าววิปัสสนาจากสันติอโศก ฝรั่งสาวสวยเลิกใช้ถุงพลาสติก เพราะว่าวันหนึ่งไปเปิดตู้เย็น ไปเห็นว่าของที่อยู่ในตู้เย็นล้วนมีแต่ใช้พุงพลาสติกเต็มเลย เธอเลยสะดุดใจ แล้วเปลี่ยนตนเองก่อนเลย ไปไหนก็ใช้ภาชนะที่ใช้ซ้ำได้ ถุงผ้าใช้ซ้ำได้ จนขาดก็มี เธอชื่อลอว์เลนซ์ เธอยืนยันว่าไม่ได้กดดันอะไรในใจ ชีวิตเธอก็มีสุข ได้ลดขยะพลาสติก แล้วมี ร้านอาหารหน้าสันติอโศกที่เลิกใช้ถุงพลาสติก ทั้งสี่ท่านที่ออกรายการบอกว่า หลวงปู่สมณะโพธิรักษ์ได้เป็นผู้แนะนำ ให้ทำมาก่อน โดยอ้างอิง หนังสือแสงสูญฉบับขยะเอ๋ย ได้ยินว่า บ้านราชฯกำลังนำพาชุมชนช่วยกันแยกขยะ ก็เลยขอแนะนำก่อนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องมีก่อนคือ จิตสำนึก การงดและการลดใช้ถุงพลาสติก ก็น่าจะได้รณรงค์ที่บ้านราชฯให้แข็งแรง เพราะว่ามันมีพิษออกมาจากพลาสติกด้วย เอาแค่ถุงพลาสติกก่อนเลย พ่อครูว่า...คนอโศกนี่บางที่ก็ไม่คิดนะว่า เราจะเป็นได้ขนาดนี้นะ ถ้าเราคิดว่าจะเป็นบางทีไม่ได้เป็น แต่บางคนนั้นไม่คิดว่าจะได้เป็น แต่ก็เป็นเลย อย่างอาตมานี่ก็ไม่นึกว่าเป็นโพธิสัตว์มาก่อนเลย บางคนมีมาน

อ่านต่อ

ะอัตตา ก็จะคุยขโมงก่อนเลยว่า ตนเป็นได้ แต่ว่าคนที่ระวังตัวไว้ก่อน ก็จะไม่ไปคุยไว้ก่อนเลย เพราะว่าบางทีตนเป็นไม่ได้ คนไม่อยากอวดโอ่มากมาย ไม่มีสาเฐยจิต ก็จะทำดีที่สุดไปเรื่อยๆ อย่าไปอยากอวด แม้รู้ว่าตนมีสูงก็ตาม อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ไปดีกว่า

SMS 15 AUG 59 _ 0897146xxx… เวลาจะเผยแพร่สัจธรรม หากมัวแต่เกรงใจคนไม่เชื่อในสิ่งนั้น ก็จะไม่มีวันเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้อง พ่อครูว่า ...อันนี้เป็นความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง แต่ก็อย่าอวดไป แล้วก็อย่าประมาท อาตมาเชื่อมั่นร้อยเต็ม แต่ใช้จริงสักเจ็ดสิบเปอร์เซ็น อาตมาจะเผื่อไว้ก่อน ใครจะว่าไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปอยากอวดเก่งเลย

0833046xxx… 1.ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงต่อสัจธรรม 2.ความคิดที่ต้องการพ้นไปจากโลกีย์กรรม 3.การสำรวมวาจา 4.การกระทำที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 5.มีอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 6.มีความเพียรที่ถูกต้อง 7.มีสติที่ถูกต้อง 8.มีสมาธิที่ถูกต้อง ขอกราบพ่อท่านชี้แนะอธิบายเพื่อปฏิบัติให้พ้นทุกข์ 0893867xxx… นมัสการ พ่อครูฯ สมณะ สิกมาต เจริญธรรมญาติธรรม บ้านราชฯ ผู้น้อยขอน้อมรับคำติติงแก้ไข ข้อความจากพ่อครูทำให้เข้าใจถูกตรงสาธุ! ผู้น้อยรู้ว่ากรรมในคำสอนพระพุทธเจ้า มีหลายกรรม กัมมัสสโกมหิ,กัมมทายาโท,กัมมโยนิ,กัมมพันธุกัมมปฏิสรโณ! ในแต่ละกรรมยังเข้าใจไม่ทั้งหมด! 0833208xxx… หลงหลับตาสมาธินั่งเงียบๆ จึงไม่ผิดอะไรกับก้อนหินท่อนไม้ที่ตายแล้ว แต่ถ้าจิตที่มีสติคอยควบคุมให้อยู่ในอาการของการตื่นตัวและรู้เท่าทันกิเลสทั้งปวง และกำหราบกิเลสเหล่านั้นลงไปได้ สมาธิเช่นนี้ต่างหากจึงเป็นหนทางพ้นทุกข์โดยแท้(ลืมตาๆซะเถิดแล้วทำงานๆโดยมีสติควบคุม) 0890015xxx… จุลศีล มัชฌิมศีลและมหาศีล คือกระจกส่องพระปราบเดรัจฉานวิชาด้วยมหาศีล 0893867xxx… พุทธมังสะฯ คือชาวพุทธที่ทานมังสวิรัติถูกตรง ศีลข้อปาณาฯ สาธุ 0890015xxx… ถ้าหลับตาได้สมาธิแล้ว คนตาบอดจะมีสมาธิดีมาก ชาวพุทธควรฝึกจับกิเลสตัวเอง ไม่ใช่เสียเวลาไล่จับโปเกม่อน 0893867xxx… กราบขอบคุณพ่อครู กับธรรมะเรื่องกรรมเป็นตัวพาเกิดพาเป็น ฤาชีวิตมีกรรมเป็นที่เกิด ฤามีกรรมเป็นเหตุให้เกิด สาธุ พ่อครูว่า ...ถูกทั้งสองอย่าง กรรมเป็นตัวพาเกิดก็ใช่ กรรมเป็นเหตุให้เกิดก็ใช่ สมมุติว่าคุณไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ ก็จมอยู่อย่างนั้นไม่เคลื่อนอะไร ถ้าคุณคิดมาก็เป็นมโนกรรม ออกมาเป็นวจีกรรม มาเป็นกายกรรมก็ครบเลยก็รู้ว่าครบบริบูรณ์ทุกอย่าง มีกิเลส หรือไม่มีกิเลส ทุกกรรม 3 ก็ตอบได้ว่า กรรมเราสะอาดบริสุทธิ์หมด ถ้าไม่มีกรรมเป็นเหตุ พอรู้ก็ทำกรรมเป็นเหตุแล้วเกิดก็เกิดโอปปาติกะ ไม่มีอะไรที่เป็นซากเนื้อหนังสรีระเลยนะ ตายก็ไม่มีซาก เกิดก็ไม่มีใครทำคลอด ครบเหตุปัจจัยก็เกิด มีสิ่งที่ตายก็ตาย คืออกุศลจิตตายเกลี้ยงจบก็ตายโดยไร้ซาก จิตเราก็เกิดใหม่ปุ๊บ ผุดเกิดเลย ก็เกิดจากกรรมที่คุณทำ ไม่มีใครทำให้เรา ต้องทำเอง

0894536xxx… กราบนมัสการพ่อครู ลูกขอกราบเรียนถาม ขอหลักคิดเรื่องการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถึงแม้จะเข้าใจเรื่องอนิจจัง เรื่องคนคือธาตุที่ประกอบขึ้นเท่านั้นย่อมต้องตั้งอยู่ไม่ได้เมื่อถึงการเสื่อม เข้าใจเรื่องการไม่ควรยึดอะไรเป็นเราเป็นของเรา แต่เหมือนความเข้าใจนี้มันไม่หยั่งลึกลงในใจ บ่อยครั้งเกิดความเศร้า คิดถึงและร้องไห้ เมื่อรู้ตัว ก็พยายามกำจัดความรู้สึกเพศหญิง แล้วสอนตัวเองด้วยข้อธรรมต่างๆ แล้ว มันดีขึ้นแค่เฉพาะตอนนั้น แล้วความรู้สึกเศร้ามันก็จะกลับมาอีกในวันหรือคราวต่อไป เป็นความวน หนูจึงอยากขอโอกาสพ่อครู ช่วยสอนหลักคิด ให้หนูได้หยุดจิตเศร้าหมอง หยุดอาการวน หยุดกิเลสนี้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า ...พากเพียรทำไปให้ถูกลำดับ ทำ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา นี่แหละ ก็มีหลักสองอย่างคือ ทานกับศีลที่เป็นตัวปฏิบัติ แล้วทำให้กิเลสหลุดออกให้ได้ เป็นเนกขัมมะ เป็นวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานต่อไป ก็จบที่ เมตตา อุเบกขา นี่แหละ อาศัยทำงานแบบพรหม อบายของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน อบายของอาตมา ก็ไม่เหมือนพวกคุณ อย่างอบายมุขหยาบๆ ยุคนี้มันมีเกินกว่ายุคอดีตมากมายเลย 0890529xxx… คนไม่รู้จักธรรมญาณของตนเองและมีความเห็นอย่างโง่เขลาว่า การบรรลุพุทธธรรม มีได้ด้วยศาสนพิธีต่างๆ ที่ประพฤติทางกายภายนอก มิได้เกี่ยวข้องกับจิต คนพวกนี้เข้าใจอะไรได้ยาก จึงชอบทำบุญมากกว่าบำเพ็ญจิต พ่อครูว่า...ใช่แล้ว 0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมะ โอปปาติกะจากพ่อครู เป็นจิตที่ ชำระอกุศลจิตโดย โยนิโสมนสิการผุดจิตเกิดใหม่ คือโอปปาติกะ! เจริญธรรม พ่อครูว่า ... โยนิโสมนสิการ คือ ถึงที่เกิดเลย และมีคำว่า หทยรูป ที่ไม่ได้หมายถึงสถานที่ อยู่ที่จิตเรากำหนดรู้ขึ้นมา ที่มีพฤติเคลื่อนไหว ของ มโนวิญญัติ คุณจับอาการจิตตรงไหนได้ ตรงนั้นคือ ที่เกิด แดนเกิด ต้องรู้ว่านี่คือ อาการจิต เจตสิก มันเป็นอย่างไร วิจัยมันได้ 0896405xxx…พ่อครูคะเรื่องจิตวิญญานคนไม่ค่อยคิดถึง คิดแต่เรื่องวัตถุ จึงทำใหัหลงไหลไปกับกีฬา พ่อครูว่า ...เขาไม่รู้ว่า ชีวิตเราอยู่ที่จิต ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ คุณไม่อยากทุกข์หรอก แต่ก็ต้องทุกข์ ไม่อยากเศร้า แต่ก็ต้องเศร้า เพราะจิตมันเป็น คุณก็ไปหลงเพลิดเพลินในสุขขัลลิกะ เป็นสุขเท็จ ก็ไปยินดีเอาสิ่งเหล่านั้น เป็นจุดหมาย ว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น ก็เลยไม่ได้ไปเรียนรู้ลดมันบ้าง มันไม่ใช่วัตถุ เป็นจิต แต่วัตถุเป็นองค์ประกอบมัน เมื่อไม่รู้ ก็เลยกลายเป็นขิฑฑาปโทสิกะ คำว่าขิฑฑาแปลว่านรก แต่ท่านเรียกว่า ขิฑฑาปโทสนิกเทวดา อีกชื่อหนึ่งเรียกว่านรกปหานะ คือ นรกที่รื่นเริง ที่จริงมันเป็นสุขเท็จ เป็นเทวดาโง่ คนที่มีปฏิภาณปัญญาไหวตัว ตอนนี้ประเทศไทย มีอาตมามาสืบสาน ฉุดดึงธรรมะพระพุทธเจ้าที่จมเสื่อมลงไปมากเอามาประกาศยืนยันแล้ว หลักฐานคือ พระไตรปิฏก ยืนยันอธิบาย แต่คนก็หูหนาตาเร่อ ไม่ค่อยเอาถ่าน ก็เป็นขี้เถ้าก็ยังดี เอาเสียบ้างก็เลยไม่ค่อยสนใจ ผู้สนใจก็อนุโมทนาสาธุ

มาเข้าสู่เรื่องสำคัญเลย คนที่มิจฉาคือไม่รู้สัมมา ใน ทิฏฐิ ทั้ง 10 เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) 1. ทาน ที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย (เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบาก ของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 - 281) เมื่อทำได้ผลลดกิเลสก็จะเป็น วิชชา 8 มี เจโตปริยญาณ 16 ที่มี คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 135) นี่คือ เจโตปริยญาณ 16 ที่เป็นมาตรวัดความเจริญของจิต 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุ ขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) . . ดู พระไตรปิฎก 9/133 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดา เขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) นี่เป็นวิชชา 8 ที่ทำได้อย่างไม่ใช่แบบอิทธิปาฏิหาริย์ที่ประหลาดอะไร

อาตมาทำ pattern มาอธิบาย ถึงความเจริญ และความเสื่อม มีสองทิศทาง ด้านบวก ด้านเจริญ หรือด้านลบ ที่เป็น อนาคามี นี่ สภาพลงข้างล่างนี้ไม่ได้ อนาคามีดีกว่า สกิทาคามี สกิทาคามีดีกว่า โสดาบัน อาตมาก็เก่งเท่านี้แหละ ที่ได้ทำขึ้นมาอธิบายพวกเรา ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ไม่ได้ทำเพื่อจะได้รางวัลอะไร ในชีวิตมีคนให้รางวัลอยู่คณะเดียว แต่ที่พูดนี้ไม่ได้ต้องการจะให้ใครมาให้อะไรนะ หรือว่าจะให้ แถมเงินก็ส่งมา โล่ห์นี้ไม่เอา ใบอะไรก็ไม่เอา ถ้าแถมเงินก็เอาให้ ส่งมาได้ แล้วอาตมาจะได้เอามาใช้ประโยชน์ เอามาให้ใครต่อใครทำอะไรได้อีกเยอะนะ มาอ่านบทความใน เปิดยุคบุญนิยม เรากำลังสาธยายเรื่อง“ทาน” ว่า จะต้องทำ“ความเห็น”(ทิฏฐิ) ให้“สัมมาทิฏฐิ”ให้ได้ ซึ่ง“สัมมาทิฏฐิ”นั้น มีถึง 10 ข้อ ที่จะต้องทำความเข้าใจให้ครบทั้ง“ สัมมาทิฏฐิ 10 ” ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถจะปฏิบัติเกิด “ประโยชน์”(อานิสงส์) อันเป็นจุดประสงค์ของศาสนาพุทธได้เลย ซึ่งทิศทางหรือจุดหมายแท้ของศาสนาพุทธนั้น เราต้องพยายามทำ“กรรม”ใด ก็ควรให้มี “อานิสงส์”(ประโยชน์) ถึงขั้น“โลกุตระ” อธิบายไปบ้างแล้ว ทั้ง“การทาน” ที่ได้“ผล” และการทานที่ได้“อานิสงส์” แต่ก็แค่เล็กน้อย คร่าวๆ ไม่ลึกซึ้งลับซ้อนอะไรนักหนา ทีนี้ “ทาน” นี่แหละ ที่คนชั่วฉลาดเฉโก ก็จะหลอกด้วยเล่ห์ฉลาดของตนที่ซับซ้อน ยิ่งนัก สร้างวิมานขึ้นมาหลอกให้คนทำทาน แต่“ความฉลาดที่ก่อวิชชา”(เฉโก) ทำให้ตนมี“หนี้เวร-หนี้วิบาก” ซับซ้อนขั้นปฏิภาคทวียิ่งๆขึ้นตาม“สัจจะ” ด้วยอวิชชาของตน จึง“วน”เป็นโลกีย์ อยู่ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ เป็น “โทษหนัก” แก่ตนด้วยความโง่อันตนไม่รู้ ตาม“สัจจะ” ที่ตนเอง“กระทำ”(กรรม)จริงเอง เช่น ผีมารยักษ์เดรัจฉาน( จาตุมหาราช = ผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ ที่หลงยึดตนเป็นเทวดาอยู่ แต่แท้จริง ตนคือ จอมภูต-จอมกุมภัณฑ์-จอมนาค-จอมยักษ์ ) หลงว่า“ตนได้มา”ด้วย“อำนาจของตน” ซึ่งตนแย่งมาได้ ตนก็ได้“สมบัติ”ที่ได้นั้นๆมายึด คนผู้นี้ยัง “ไม่ยอมพลีความยึดนั้น” ไม่ยอมเจริญ“วิบัติ”(หมดสิ้นสูญสลายความเป็นภูตผี-กุมภัณฑ์-นาค-ยักษ์ไปในตัวตน) คนผู้นี้ก็จะยัง“วนเวียน” เกิดในภพในชาติ ที่เป็น“ผีมารยักษ์เดรัจฉาน(จาตุมหาราช) อยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน เพราะยังมิจฉาทิฏฐิ ยัง“ตั้งจิตไว้ผิด”(มิจฉาปณิหิตตัง จิตตัง ขออภัยขอยกตัวอย่าง เช่น คุณไชยบูลย์ หรือธัมมชโยนั่นแหละ) ซึ่งการ “ตั้งจิตไว้ผิด”(มิจฉาปณิหิตตัง จิตตัง) นี้ เป็นความลึกซึ้งที่ละเอียดประณีต อย่างสำคัญมาก เพราะ“จิต”นั้น เป็นพลังงานที่ลึกซึ้ง( คัมภีรา )-เห็นตามได้ยาก( ทุททสา )-รู้ตามได้ยาก( ทุรนุโพธา )-สงบชนิดวิเศษ( สันตา )-สุขุมประณีตยิ่ง( ปณีตา )-รู้ไม่ได้ด้วยตรรกะ( อตักกาวจรา )-ละเอียดยิ่งสุด( นิปุณา )-บัณฑิตจริงเท่านั้น จึงจะรู้ได้( ปัณฑิตเวทนียา )จริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 92 ว่า “ โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหาย หรือความทุกข์ให้(แก่ตน แก่ผู้อื่น แก่โลก) หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหาย หรือความทุกข์ให้(แก่ตน แก่ผู้อื่น แก่โลก) ผู้ที่‘ตั้งจิตไว้ผิด’ (มิจฉาปณิหิตัง จิตตัง) พึงทำเขา(พวกนั้น)ให้‘เลว’กว่า นั้น” [ทิโส ทิสัง ยันตัง กยิรา เวรี วา ปนะ เวรินังมิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง ปาปิโย นัง ตโต กเรติฯ ตติยัง ฯ] ความหมายอันลึกล้ำที่ซึ้งสุดของคำตรัสพระพุทธเจ้านี้ ขยายให้ชัดก็คือ โจรหัวโจกคือ คนเลวระดับ“หัว”ที่เก่งที่ฉลาด เมื่อเห็นกันและกัน และเข้าใจผิดไปในทางเดียวกัน ก็รวมกันร่วมมือกันเกิดพลังรวมได้มาก จึงเกิดพลังร่วมที่ร้ายแรง ทำเลวทำชั่วได้หนักหนาสาหัสด้วยกัน หรือคนที่มีเวรคือ คนอวิชชามืดหนักหนายิ่งปานกัน เมื่อเห็นกันและกัน และเข้าใจผิดไปในทางเดียวกัน ก็รวมกันร่วมมือกัน เกิดพลังรวมได้มาก จึงเกิดพลังร่วมที่ร้ายแรง ทำเลวทำชั่วได้หนักหนาสาหัสด้วยกัน ผนึกกันแน่น เข้าเป็นพลังฤทธิ์ที่มี“ความเลว”มากยิ่ง จึงทำ“เลว”สาหัสร้ายกาจ “เลว”กว่าอย่างอื่น ดังตัวอย่างคนไทยที่เห็นได้ ทั้งมวลชนบางกลุ่ม แย่งอำนาจทางการเมืองกัน และทั้งมวลชนบางกลุ่ม ที่แย่งอำนาจทางศาสนา ล้วนคือ โจรหัวโจก กับโจรหัวโจกเห็นกันและกัน ก็ร่วมกัน และคือคนมีเวรกับคนมีเวรเห็นกันและกัน ทำเลวเป็นปรากฏการณ์จริง อยู่ในเมืองไทยปัจจุบันนี้นั้นแหละ ซึ่งล้วนแต่เพราะ“อวิชชา”ของเขาทั้งหลาย ถึงอย่างนั้น “ความเลว”ของโจรหัวโจกกับของคนมีเวร จะเลวปานใด คนที่“ตั้งจิตไว้ผิด”นั้นจะทำ“ความเลว”ได้ยิ่งกว่า นั้น เพราะเขายังไม่รู้วิธี“การทำใจในใจ”(มนสิการ)ของตน “ทำใจในใจ”ของตนไม่เป็น ตัวอย่างเช่น “ทำทาน”ชนิดที่ไม่มีหวัง ให้ทาน”(น สาเปกโข ทานัง เทติ) ไม่มีจิตผูกพันในผล ให้ทาน”(น ปฏิพัทธจิตโต ทานัง เทติ) ไม่มุ่งการสั่งสม ให้ทาน”(น สันนิธิเปกฺโข ทานัง เทติ) ไม่คิดว่า ตายไปแล้ว จักได้เสวยทานนี้ จึงให้ทาน(น อิมัง เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ทานัง เทติ) ผู้ยังยึด“ภพ” ยึด“ชาติ” ในความเป็น “ เทวภพ ”(เทวนิยม) อยู่ ด้วยอวิชชา โดยไม่รู้ หรือไม่ยอม“ตัดภพจาตุมหาราช” อันเป็นตัวร้ายต้นตอ จึงมีแต่นรกทับทวีสุดซับซ้อน เมื่อ“ภพ”ของ จาตุมหาราช (ถ้าเพศหญิงก็เรียก“จาตุมหาราชิกา”) ซึ่งเป็น“ภพ”แรก เป็น“ต้นตอ” ในความเป็น “ภพทั้ง 6” (ภพนั้นไม่มีอยู่จริงเลย : อนัตตา) ที่คนทั้งหลายหลงกัน“จริงๆ”ว่า เป็น“ภพ”ที่เจริญ เป็นคนยิ่งใหญ่ เพราะมีอำนาจเหนือใครๆ เหนือคนทั้งหลาย เป็นหัวหน้าคนทั้งหลาย หลงว่านี่คือ“ความเจริญ” คือ“เทพเจ้า” คือ“เทวดา” ดังนั้น เมื่อเป็นได้ จะด้วย“ร้าย”ด้วย“เลว”อย่างไร? แค่ไหน? แต่เพราะเขายังหลงมีอวิชชาอยู่ จึงทำร้ายทำเลวนั้นให้ได้ จนได้กุศล กับ บุญ ถ้าหลงผิดจะตกต่ำถึงบัดซบ ในยุคที่ไม่มีพุทธศาสนา หรือในยุคที่คนเสื่อมไปจากพุทธศาสนา เช่นยุคนี้ ก็จะมีทิฏฐิหลงภพหลงชาติกันเช่นว่านี้ จึงสร้างภพสร้างชาติได้ซับซ้อนตกต่ำทับทวี ดังที่เห็นและเป็นกันอยู่ในชาวพุทธไทยทุกวันนี้เต็มสังคมไทย อยู่ในวงการพุทธที่รับนับถือกันว่า เป็นพุทธกระแสหลัก(เถรสมาคม)ก็ดี พุทธกลุ่มเด่นยิ่งใหญ่(ธรรมกาย)ก็ด้วย นั่นคือ ผู้ยังหลงติด “ภพจาตุมหาราช” ไม่ยอมปลดปล่อย เป็นต้นจิต ปักหลักอยู่ ไม่ได้ปลดปล่อยไปก่อน แต่ เป็นตัวหลักที่ 1 “ภพ”ต่อมาก็หลงว่า เป็น“ความเสพรส” เป็นภพที่ 2 และหลงจริงๆว่า “ความสุข”เป็น“ความเจริญ”ที่ได้เสพ“สุข”(สุขัลลิกะ) ได้เสวย“ความดีงาม” อันเป็น“อุปาทานโลกีย์”เต็มๆซึ่ง“ภพสุข-ภพยิ่งใหญ่”นั้นก็คือ ดาวดึงส์ “สุข”คือ กาม ส่วน“ยิ่งใหญ่”คือ อัตตา “จาตุมหาราช”นี้เองที่อวิชชา หลงว่า ตนจะต้องได้“ความสุข-ความยิ่งใหญ่”มาเสพ เพราะอวิชชาไม่รู้ภพชาติ จาตุมหาราชจึงตัดภพชาติไม่เป็น และหลงสุขหลงยิ่งใหญ่ต้องได้สุข(กาม) ได้ยิ่งใหญ่(อัตตา) จึงทั้งโลภซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน ทั้งราคะ ทั้งรุนแรง ทั้งร้ายกาจ ทั้งอำมหิต เพราะไม่ลดไม่วางความเป็น“จาตุมหาราช” เป็น“เหตุ”ใหญ่ “จาตุมหาราช”จึงเป็น“ต้นเชื้อเลวร้าย”ที่ไป“ขยายเหตุ-ขยายผลเชื้อร้ายเลว” ซึ่งทำให้เลวให้ร้ายทับทวียิ่งใหญ่มากมาย ยิ่ง“ฉลาด”(เฉโก)จึงยิ่งเลวร้ายทับทวีซับซ้อน“ซ่อนเชิง”ด้วยเล่ห์ หลอกได้เก่งยิ่งๆ“ความเลว”จึงทวียิ่ง ทับท่วมมากสุดๆ ทีนี้ ผู้ปล่อยวาง“จาตุมหาราช”เป็น แต่ยังติด“สุข” จะ“สุขด้วยกาม” หรือ“สุขเพราะสมใจที่ได้บำเรออัตตา” ก็หลงว่า“สุข” ทั้งๆที่ “สุข” คืออลิกะ คือเท็จ มันไม่มีจริง มันแค่“ชาติ” แค่“ภพ” ซึ่ง“อนัตตา”ทั้งนั้น เป็นอารมณ์ที่“เท็จ”(อลิกะ)แท้ๆ คนผู้ยังมีอุปาทานใน“ภพกาม-ภพใจ” ก็ยึดจริงๆ“ได้แล้ว” ก็ “เสพเป็นสุข”(ดาวดึงส์) ตนเสพก็เป็น“เทพสุข”(เทวดาดาวดึงส์) ก็ยังมี“ภพ”มี“ชาติ”อยู่ เพราะยังมี“ตนเสพ”ชาติเจริญ “ภพสุข-ชาติสุข” ที่ตน เป็นเทวดาเสพ นี้แหละ คือ ผลวิบากที่“เป็นหนี้” อยู่ มันก็สะสมทับซ้อน หนาขึ้น แน่นหนักยิ่งขึ้นจึง ต้องวนเวียน“ใช้หนี้บาป” นี้ไปนาน เพราะเมื่อ“หลง”ว่าอร่อย ว่าสนุก ว่าเพลิดเพลิน ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น(สุภ) จึงยิ่งยึดไว้ให้“เป็นตนนานๆ” “กาลเวลาที่ตน‘ยืด’ให้ตน เป็นตัวตนต่อไปนี้แหละคือ ภพ“ยามา” ซึ่งอะไรก็ตาม แม้จะ“มี” ก็ต้องเสื่อม ถึงจุด“พัก”หรือจุด“เย็น”จนได้อยู่นั่นเอง ในเวลาหนึ่ง แต่ถ้ายังเป็น“อาคามี” ก็จะวนกลับมาอยู่ ยัง“ไม่จบ” “ความวน”จึงยาวนานต้องมี ภูมิ“อนาคามี”จึงจะไม่วนกลับ ดังนั้น แม้จะพัก จะหยุด ก็ยัง“วน”ไปใหม่ แต่เพราะตน“ติดจัด” แม้จะถึงจุดพัก จุดหยุด(ดุสิต) ก็ไม่ยอมให้มันพัก จึงต่อ และต่อไปไม่มีจุดใดขาด มีแต่“มีกับมี”ตลอดกาล คนผู้ติดยึด จึงมีแต่“มีกับมี” จึงมีแต่ร้ายกับเลวทับทวี ไม่มีจบ นับประมาณมิได้ กล่าวคือ เมื่อแย่งได้ หลอกสะกดเอา หรือใช้เล่ห์โกงได้ ก็ชื่นใจ สุขใจ ปิติ-ปลื้มใจ “ความสุขใจ-ปิติใจ-ปลื้มใจ (อัตตมนตา โสมมนัสสา)” นี้คือ ลมๆแล้งๆ “อาการหลอก” แท้ๆ แต่พิษมันร้ายมาก คนโง่จะยิ่งหลง ยิ่งยัดเยียดใส่ใจคน เพราะหลงว่ามันเป็นแรง เป็นพลัง แรงบ้านี้ จึงเกิดแท้“มี”แท้จนได้ “ความไม่มี”(สูญ) ที่ยึดมั่นว่า“มี” กระทั่งตนเอง“มี”ขึ้นสำเร็จในใจตนจนได้ ฉะนี้แลคือ “อุปาทาน” ที่“สำเร็จโดยหลอกตนเองสำเร็จ เป็น “อัตตาหรือรูปที่สำเร็จด้วยจิต” ( มโนมยอัตตา ) อันผู้อวิชชาทั้งหลายหลงยึดกัน “อาการ”ลมๆแล้งๆเช่นนี้เอง คือ “ ภพที่ 33 ”(ตาวติงส) ภพด้านร้ายก็“จาตุมหาราช” เป็น“ต้นตอแห่งความบ้า” และภพด้านดีก็ “ ดาวดึงส์ ” คือ ต้นตอแห่ง“ความมี” ซึ่งเป็น “ภพเก๊” เป็น “วิมานลวง” เป็น“แดนเพ้อพกทั้งงก ทั้งร้าย ทั้งแรง ทั้งสนุก ทั้งปลื้ม จึงเพลิน จึงเพลิด เตลิดไปๆ ไม่รู้จบ” ซึ่งมันไม่ใช่“ของจริง” เป็นอุปาทาน ความยึดติดใน“มโนมยอัตตา” คือ “อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต” มันเป็น มันมีขึ้นมาในจิต เมื่อได้ เสพเสวย“ภพเก๊” (จาตุมหาราช)นั้น-“ สวรรค์เก๊ ”(ดาวดึงส์)นั้นไปๆๆ จน “สิ้นวิบาก”นั้นแล้ว (โส ตํ กัมมํ เขเปตฺวา) “สิ้นฤทธิ์”(ตํอิทธํ) “สิ้นยศ”(ตํ ยสํ) “หมดความเป็นใหญ่แล้ว”(ตํ อาธิปเตยยํ) ก็จะ เป็น“ผู้กลับมา” (อาคามี) กลับมาสู่ความเป็นคนเช่นนี้แหละอีก” แล้วๆเล่าๆ (อาคามี โหติ อาคันตา อิตฺถัตตํ)ตามเดิม วนแล้ววนเล่า เป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนี้เอง ความเป็น“โลก”(วน) ฉะนี้ คือ“ผล”อยู่ในคนปุถุชน ธรรมดา คนที่ติดดาวดึงส์ คุณก็เสพความดีความเนียน แต่นึกว่าดีก็เลยเสพ นึกว่าตนชั้นสูงขึ้นมาแล้วนะ ก็เลยไม่ปล่อยวาง ก็เลยยิ่งติดลึกหนักเข้าไปอีก …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน