590904_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ นิพพานคือจิตว่าง_.docx
เนื้อหาในไฟล์
590904 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ นิพพานคือจิตว่าง
สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2559 อีก 1 เดือนก็จะถึงเทศกาลงานกินเจ ที่บ้านราชฯ นี้เริ่มเทศกาลกินเจตั้งแต่วันที่ 29 กันยายนนี้ มีวันล้างท้องก่อน ที่นี่วันนี้ มีศพมาตั้งอยู่คือศพของหลานของหลวงปู่ผิว ชื่อนายชาญวิวัฒน์ จะเผาวันพุธ ให้พ่อแม่ทำใจก่อน เพราะตายกะทันหัน ทุกวันนี้คนเกิดอุบัติเหตุตายกันเยอะ ถ้าเป็นสายธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาสจะเรียนเรื่องจิตว่าง อาตมาก็เคยอ่านหนังสือของท่าน อ่านแล้วก็ทำจิตว่าง ท่านว่านุ่งกางเกงยีนส์ก็จิตว่างได้ ว่างนั้นแต่ก่อนคิดว่า คือการไม่ต้องคิดอะไร เฉยๆ ไม่ต้องมีอะไรมายุ่ง เข้าใจว่าอย่างนั้น ไม่ต้องมีอะไรมารบกวน ใครอย่ามายุ่งอะไรกับเรา แต่พอมาเรียนกับพ่อครูคนละเรื่องเลย พ่อครูบอกว่าคนที่จิตว่างมันจะไม่ว่าง แต่คนจิตไม่ว่างจะว่างๆ เป็นอย่างไง โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นจะชอบความสบาย พระพุทธเจ้าจะเร่งให้เกิดความเพียร ถ้าคนเราติดความสบายจะไม่อยากลำบากเพิ่ม พ่อครู หรือครูบาอาจารย์จะต้องเขียนให้เราลำบากขึ้นเพื่อสร้างบุญบารมี ไม่อย่างนั้นคงจะไปติดที่ความสบาย เพราะอยากอยู่ข้างๆ เพราะจิตไม่ว่างเลย อยากอยู่ว่างๆ พ่อครูนั้นก็ทำงานแทบตลอด ไม่งั้นก็ดูงานรอบบ้านราชฯ วันนี้เราจะมาฟังเรื่องจิตว่างแบบต่างๆ จากพ่อครู พ่อครูว่า...อย่างที่ท่านฟ้าไท ได้เกริ่นไปแล้วว่าคนเราพูดที่มีจิตว่างจะไม่อยู่ว่าง เพราะ คำว่า จิตว่างนี้คือคนมีปัญญา เป็นคนที่จิตว่างแบบพุทธเป็นคนมีปัญญา ส่วนคนที่จิตไม่ว่างจะมีเฉกา จัดเต็มไปด้วยความคิดฉลาดแกมโกง เฉกา ท่านแปลในพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถาน ว่าความฉลาดแกมโกง คือความฉลาดที่มีกิเลส กิเลสเป็นตัวฉลาดชั่ว ฉลาดแกมโกง ฉลาดเห็นแก่ตัว ฉลาดเลวร้าย นี่คือความฉลาดของคนที่จิตไม่ว่าง คือไ
อ่านต่อ
ม่ว่างจากกิเลสก็จะมีกิเลสเป็นเจ้าเรือน คนที่จิตไม่ว่างจะเป็นคนขี้โกง วุ่นวายหาสร้างเรื่องราวไม่หยุดหย่อน ส่วนคนที่จิตว่าง ก็คือว่างจากกิเลส ว่างจากความเฉโก เป็นคนที่มีปัญญา จิตว่างนั้นมีปัญญา จิตไม่ว่างมีแต่เฉกา จิตว่างจึงทำงานอย่างมีความเพียร มีความรู้งานเรียบร้อยเป็นระบบ มีแต่ความดี มีความประเสริฐไม่สูญเสีย นี่คือผู้ที่จิตว่างจากกิเลส ก็มีปัญญาเข้าไปทดแทน ส่วนจิตไม่ว่างนั้นเต็มไปด้วยกิเลส จึงมีแต่กิเลสทดแทนทำให้วุ่นวายเลวร้าย เพราะจิตไม่ว่าง สรุปแล้วคนที่มีจิตว่างเฉยเฉยๆ เด๋อๆ ไม่มีปัญญาไม่มีความรู้ แล้วเขาเข้าใจว่าจิตว่างนั้นจะต้องมีความเป็นเอก มีความเป็นหนึ่งเดียว สักแต่ว่ารู้ไม่มีการวินิจฉัยไม่รู้ดีรู้ชั่ว นั่นคือการคาดคะเน ตรรกะเอาตามความคิดของตัว ว่าความว่างน่าจะเป็นอย่างนี้ เป็นการด้นเดาผิดหมด เขาเข้าใจว่าจิตว่างคือว่างอย่างไม่คิดอะไร อาตมาจะอ่านบทความของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่ลงไว้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคมนี้
สื่อใจสมานสร้างสรรค์ โดยอริยาภรณ์ สิทธิธรรมพิชัย การวางขันธ์
การวางขันธ์'อัตตา' ตัวตน หรือ 'ตัวรู้' นี่แหละ ที่เป็นเหตุ เป็นต้นตอ ถ้าวางตัวรู้ได้ ทุกอย่างจะจบ'เพียงแค่รู้ สักแต่ว่ารู้ ไม่ปรุงแต่งต่อ' ทุกอย่างจะกลับสู่เดิมๆ ของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเลย
(พ่อครูแทรกว่า...ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ทำให้จิตว่างจากกิเลส โดยให้รู้สาระสัจจะต่างๆ แล้วรู้เหตุว่า มันมีสิ่งที่ทำให้เราไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จักไม่รู้จริงไม่รู้ถูกต้องยังไม่เป็นสัจจะทำให้ไขว้เขว ผิดเพี้ยนไป เรารู้เหตุตัวนี้ก็ดับตัวเหตุนี้ ดับอย่างถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็รู้ดับได้ชั่วคราว หรือดับได้ถาวรดับได้หมดเลย ก็จะมีตัวด้วยเหตุผลรู้จักจากของจริงอย่างละเอียดเลย นี้คือของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่ทำอย่างเด๋อๆ แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง มันไม่ใช่เลย มันจะรู้ทุกละเอียดลออทุกขั้นตอนการกระทำ ทำได้ก็รู้ว่าได้ ทำไม่ได้ก็รู้ว่าทำไม่ได้ ก็แก้ไขให้ถูกต้อง ให้ลดละ ให้จางคลาย เหลือน้อยแล้ว หรือหมดแล้วก็จะรู้ มันยังเวียนวนอยู่ก็รู้ จนกระทั่งมันไม่เวียนมาเลยอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ))
อ่านบทความต่อ
สื่อใจสมานสร้างสรรค์ ผู้จัดการรายวัน360องศา จ29/8/59 ครั้งที่ 420 วันนี้ มีประเด็นที่น่าพิจารณามาเสนอ คือ 'การเอาตัณหาไปหานิพพาน' หรือ ปฏิบัติด้วยความอยากต่างๆ เช่น อยากสงบ อยากบรรลุ อยากพ้นทุกข์ ฯลฯ ล้วนสนองความอยากล้วนๆ ไม่ใช่เพื่อละ เพื่อวาง พ่อแม่ครูอาจารย์ผู้รู้ จึงกล่าวเตือนว่า 'การจะเอาตัณหาไปหานิพพาน' นั้นยังไงก็ไม่พบเจอ !จนเมื่อจิตปล่อยวางทุกอย่าง จะกลายเป็น 'สูญญตา' นั่นเรียกว่า 'หลุดพ้นฉับพลัน' แหละตัวที่วางยากสุด คือ 'อัตตา' หรือ 'ตัวรู้' เพราะมันมี 'ตัวเรา' อยู่ตลอดเวลา...จึงเมื่อดับขันธ์ทั้งสี่แล้ว 'ขันธ์ที่5 คือ วิญญานขันธ์' ก็ให้ละวางด้วย คุณสมบัติของนักปฏิบัติธรรม จะไม่เพ่งโทษผู้อื่น แต่มักกลับมาดูใจตนเองแทน ผู้มี 'ธรรม' จะไม่ทำตนแปลกแยกจนดูขัดเขินด้วยทิฏฐิมานะ หรือ ด้วยการสร้างภาพ เพราะนั่น...มาจากใจที่ไม่เป็นอิสระ 'ใบบุญ' ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการศึกษา เรียนรู้สัจธรรม ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาว่า.."มนุษย์เรา เกิดมาเพื่อ 2 สิ่งคือ ชดใช้กรรมเก่ากับหลงสร้างกรรมใหม่" เรามักยึดติดในอัตตา เพราะคิดว่า 'ยังต้องมี' มัน..อันเป็นมานะอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคิดว่า 'ไม่มีมัน ก็..ไม่มี'คุรุผู้เปี่ยมด้วยมหาเมตตา มักเตือนลูกหลานในลานธรรมยามเช้าเสมอว่า.."เมื่อไม่มีตัวหลงยึดก็หมดตัวคอยยึดใดๆ"เพราะทุกอย่างมันเป็นไปเองของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพียงแต่เราหลงไปให้ความหมาย ให้ความสำคัญกับมันเอง ทุกอย่างล้วนอุปโลกน์ขึ้นใช้ชั่วคราวตามโลกสมมุติ ซึ่งจะเกิดขึ้นและดับไปเองโดยไม่ต้องไปพะวง หรือ ทำอะไรกับมัน ความหลง 'ไม่รู้ในสัจธรรม' เป็นเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอัตตา ไปยึดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ เป็น 'มานะ' ในการมีคติ หรือ อคติ' การใช้ชีวิตบนทางสายกลางที่แท้จริง คือสามารถอยู่ได้ 'ท่ามกลาง' ในทุกสภาวะโดยไม่ต้องยอมรับ และ ไม่ปฏิเสธ ไม่ดิ้นหนี ไม่ดิ้นสู้ เนื้อหาของนิพพานหรือความหลุดพ้นไม่ได้เนื่องด้วยสภาวะ หรือสิ่งสมมุติใดๆ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว, บาปหรือบุญ,ถูกหรือผิด, กุศลหรืออกุศล, ถูกจริตหรือไม่,ความว่าง หรือไม่ว่าง, ความเพียรมาก หรือเพียรน้อย จะลัทธินิกาย หรือ สายไหนๆ ก็ตาม เราล้วน 'สมมุติ' ปรุงแต่งขึ้นมาเอง จิตประภัสสรเดิมๆ 'ไม่มีอะไรอยู่แล้ว, ว่างอยู่แล้ว' เหมือนก้อนหินที่ไม่รู้สึก หรือหวั่นไหวกับอะไรที่มากระทบ เพราะ 'ไม่มีตัวรู้' ต่างที่เรามี 'วิญญานขันธ์ หรือ ตัวรู้' และ ถูกสอนตามธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือสืบต่อกันมาตั้งแต่เกิด จึงสั่งสมความต้องตั้ง(ใจ) มาตลอด เช่น ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องสงสัยซะก่อน ไม่งั้นก็ไม่ยอม 'วาง' (ใจ) ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเป็นธรรมชาติของจิต ที่ต้องมีการเกิด มีการดับ ตลอด.. คุรุผู้เมตตา จึงแนะนำให้โฟกัสไปที่ 'อัตตา' ตัวตน หรือ 'ตัวรู้' นี่แหละ ที่เป็นเหตุ เป็นต้นตอ ถ้าวางตัวรู้ได้ ทุกอย่างจะจบ 'เพียงแค่รู้ สักแต่ว่ารู้ ไม่ปรุงแต่งต่อ' ทุกอย่างจะกลับสู่เดิมๆ ของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเลย 'ขันธ์ 5' ในวงจร 'ปฏิจจสมุปบาท'มี รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ เมื่อ 'วิญญาณ' หรือ 'ตัวรู้' ดับขันธุ์ทั้ง 4 ที่เหลือ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร จะดับตามโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะขันธ์เหล่านี้ จะทำงานร่วมกับวิญญาณขันธ์ หรือ ตัวรู้เสมอ แล้วธรรมทั้งหลายที่เรียนรู้ และ เข้าใจมาจะเกิดขึ้นเองตามอัตโนมัติความหลุดพ้นที่แท้จริงจะต้องทิ้งทั้งทางโลก และทางธรรม ถ้าวางทางโลก แต่ยังเอาทางธรรมอีก ก็คือยึดอีก นั่นคือ 'ตัณหา' ตัวเดียวกันอะไรที่ขึ้นชื่อว่า 'ยึด' นั่นคือ 'ไม่ละวาง' นั่นเอง ส่วนความเพียรนั้น มีประโยชน์ในโลกสมมุติ แบบ 'โลกียะวิสัย' เพียง 'นำมาใช้ชั่วคราว แล้ววางไป' เช่นเดียวกับ 'สติ สมาธิ ปัญญา' หากนำมายึดถือไว้อยู่ตลอดเวลา ก็เป็นภาระ ลองทำใจให้ว่างๆ ไม่ต้องปรุงแต่งแต่อย่างใดให้ 'เกิดและดับไปเอง ตามอัตโนมัติ' อย่าผูกมัด ยึดติด หรือ คาดหวังใดๆ เมื่อถึงเวลาต้องการใช้ ค่อยดำริขึ้นมาใช้ชั่วคราว จะได้ไม่ต้องมีภาระในการ 'คงการรู้' อยู่มากขึ้น เพียงเท่านี้ ก็ได้ชื่อว่า'นิพพานฉับพลัน' แล้ว ไม่ต้องรอถึงชาติไหนๆ เพราะ 'สัจธรรมที่แท้จริง คือ การละวางจากทุกสิ่ง ไม่ยึดติด แม้แต่ธรรมะใดๆ' ความอยากสงบ อยากบรรลุ อยากพ้นทุกข์ ล้วนคืออาการของ 'ตัณหา' การตามสนองความอยากล้วนๆ ไม่ได้ละ ไม่ได้วาง จะ 'ว่าง' ได้อย่างไร... *** 'พระเจษฎา คุตฺตจิตฺโต' ได้แบ่งปันทัศนะ ไว้ใน Face Book ว่า..จะภาวนาอย่างไรก็แล้วแต่ จะสงบ ละเอียด ลึกซึ้ง อย่างไร จะคิดแยกแยะ 'ธาตุ-ขันธ์-อายตนะ' ได้มากเพียงไรหากยังไม่ 'รู้สึกตัว'ไม่สามารถตระหนักได้ถึงความจริงใน 'ปัจจุบัน' ของกายและใจ โดยพ้นจากความคิด ความปรุงแต่ง พ้นจากเจตนาจะรู้เมื่อนั้น..ก็ยังคงต้องว่ายวน อยู่ใน 'อ่าง แห่ง สังสารวัฏ' อยู่เช่นเดิม... ***(พ่อครูเสริมว่าคือลัทธินัตถิกทิฏฐิ) ขอนำเสนอบางส่วนจาก 'จุลธรรมนำใจ 26 กัณฑ์ที่ 427''พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต' กล่าวว่า...ร่างกายของเราประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่ อันนี้หลายคนก็รู้อยู่แล้ว เมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งในร่างกายของเราต้องดับลง ร่างกายหรือก้อนเนื้อก้อนนี้จะหาประโยชน์ได้ยากอย่างยิ่ง เราลองมาดูกระบวนการดับของธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย.. 1. เริ่มจากธาตุลม คือ ธาตุลมจะดับก่อนอันดับแรก เมื่อธาตุลมดับ ร่างกายทุกส่วนก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เพราะธาตุลมนี่เอง ที่เป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายนั้นเคลื่อนไหวได้สะดวกลองสังเกตคนที่เป็นอัมพฤต-อัมพาต เราจะเห็นได้ว่า สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะการเคลื่อนไหวของเลือดลมในร่างกาย ไหลเวียนไม่สะดวกเพราะฉะนั้น เมื่อธาตุลมดับ ชีวิตก็จบไปด้วย พร้อม ๆ กัน ร่างกายที่เคยเคลื่อนไหวได้ก็แข็งทื่อ ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่เกลื่อนอยู่ในป่า 2. เมื่อธาตุลมดับ ธาตุไฟก็ดับตามด้วย ธาตุไฟนี้ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ให้มีความอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป ช่วยให้อาหารที่รับประทานเข้าไปย่อยได้ง่ายเมื่อธาตุไฟนี้ดับเสียแล้ว กายที่เคยอบอุ่นกลับเย็นยะเยือก ผิวที่เคยมีสีแดงอมชมพูกลับกลายเป็นซีดจาง จนไม่น่าดูน่ามองเลย 3. เมื่อลมไฟดับไปแล้ว ธาตุน้ำในร่างกายก็จะเสีย ตั้งแต่น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำดี หรือสารพัดน้ำในร่างกายก็จะค่อย ๆ มีกลิ่นเหม็น ก่อให้เกิดเป็นแก๊สขึ้น ภายในร่างกาย ส่งผลให้ตัวพองขึ้นอืด เพราะแก๊สจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนมีอาการตึงไปทั้งตัว เมื่อตึงก็ต้องมีทางระบาย ถ้าไม่ระบายก็จะระเบิดเหมือนลูกโป่งแต่โชคดีที่ร่างกายของมนุษย์ได้ถูกออกแบบมาอย่างดี มีทางระบายถึงเก้าทางด้วยกัน หรือ ที่เรียกว่าทวารทั้งเก้า มี ตา หู จมูก ปาก เป็นต้น น้ำเหลืองหรือน้ำเสียก็ไหลทะลักออกทางทวารทั้งเก้านี้ จนหมดตัว 4. สุดท้ายก็จะเหลือแต่ธาตุดิน ที่มีแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น และ กระดูก เท่านั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ธาตุดินเหล่านี้ ก็จะย่อยสลายกลายเป็นดินตามชื่อของธาตุนั่นเอง เราจะเห็นได้ว่าร่างกายของเรานี้ ถ้ามองกันให้ชัด ๆ แล้ว ไม่มีอะไรเลย ที่น่าลุ่มหลง ไม่มีอะไรเลยที่น่ายินดี ไม่มีอะไรเลยที่น่ายึดติด ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงของชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายนี้ ไม่ใช่ของเรา เรามาแต่กายละเอียดเท่านั้นเพราะฉะนั้น หากปล่อยวาง ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง ก็นิ่งอย่างเดียว 'การวางขันธ์ห้า' นี้ ถ้าวางได้ ก็นิ่งได้ ถ้านิ่งได้ ก็หยุดได้ ถ้าหยุดได้ ก็เข้าถึงธรรมได้ ก็แค่นี้เอง ! หมายเหตุ : เรื่องที่จิตพระพุทธเจ้า จิตพระอรหันต์ สามารถมาบอกธรรม สอนธรรมแก่ศิษย์ผู้มีภูมิจิต ภูมิธรรม อันควรแก่ธรรม หลายๆ ท่าน ไม่เชื่อ เพราะเข้าใจว่า สภาวะแห่งนิพพาน คือ สภาวะที่ดับสูญ ไร้รูป ไร้นาม จึงไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ แต่ท่านอาจจะลืมไปว่า จิตของพระพุทธเจ้า จิตพระอรหันต์ ท่านมีฤทธิ์มีเดชต่างๆ นาๆ ประการ การมาปรากฏแห่งสภาวะรูปของ "นิมิต" เช่น ในเรื่องนิมิตของหลวงปู่มั่น ซึ่งท่านเห็นพระพุทธเจ้ามาโปรด เทศนากับท่าน เล่าโดย หลวงตามหาบัว และ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นต้น เป็นเรื่องอจินไตยที่เกินวิสัยปุถุชนจะหยั่งรู้ได้ จึงไม่ควรใช้ตรรกะทางโลกีย์ คิดหาเหตุหาผลตาม *หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านได้กล่าวไว้ว่า "พระพุทธเจ้าท่านมาในรูป "พุทธนิมิต" ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย และ เป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าพระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตา จะโปรดบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่สำคัญที่สุด คือ "คุณธรรมภายในจิต หรือ ภูมิจิตภูมิธรรมของนักปฏิบัติรายนั้นๆ คู่ควรแก่ธรรมที่ท่านจะมาโปรดหรือไม่ ?" มีบทความจากเพจ'ตะวันธรรมนำชีวิต'ที่รวบรวม 'ธรรมะจากพ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยะ' ไว้ ดังนี้... *สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี"นิพพาน คือ ว่างจากกิเลส จิตวิญญาณของพระอรหันต์ไม่สูญ ที่วิญญาณสูญ นั่นคือ วิญญาณในขันธ์ 5 เท่านั้น " *ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต ธมฺมวิตกฺโก"ตายแล้วจิตยังติดต่อกันได้ *หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา"นิพพานเป็นแดนแห่งความมั่น เที่ยง นิพพานแล้วเป็นสุข นิพพานมีสาระเป็นแก่นสาร นิพพานมีความเป็นสุขอย่างยิ่ง พระนิพพานไม่ใช่อัตตา พระนิพพานเป็นปัจจัตตัง" *หลวงพ่อฤาษีลิงดำ"องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึง กิเลสดับ และ ขันธ์ 5 ดับ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับ *หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระนิพพานเป็นของเที่ยง ไม่แปรผัน ยักย้าย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้น เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา" *พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ"สรณะทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือ เรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ" *หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม "พระนิพพาน มีอยู่ไม่เสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพานนั้นแล ถ้าเราเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันเมื่อไร เมื่อนั้นแหละ จึงจะเห็นจะรู้ที่อยู่พระพุทธเจ้า ที่อยู่ของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย" *หลวงปู่ดูลย์ อตุโล "นิพพานเป็นของว่าง ไม่มีตัวมีตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง *หลวงปู่บุดดา ถาวโร "นิพพานไม่สูญ เป็นแต่อาสวะกิเลสสูญ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม วิบาก มันสูญ แต่ สังคตะธรรม อสังคะธรรม วิราคะธรรม มันไม่ได้หมดไปด้วย *หลวงปู่ชอบ ฐานสโม"นิพพานไม่ได้สูญ ไม่ได้อยู่ตามที่โลกคาดคะเน หรือเดากัน ทำจริงจะได้เห็นของจริง รู้จริง และจะเห็นนิพพานเอง เห็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านบริสุทธิ์เอง และ หายสงสัยโดยประการทั้งปวง *ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม"โลกนิพพาน ไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งตาย กายเป็นของสูญ จิตเป็นของไม่สูญ ไม่ตาย จิตที่ดับจากกาย ย่อมหายไป เหมือนกับไฟที่ดับจากเทียน" *หลวงพ่อเกษม เขมโก "พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ท่านอยู่นอกโลก *หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"ดวงจิตนี้ไม่เคยสูญ แดนพระนิพพานมีจริง หลวงปู่มั่นเล่าว่า พระพุทธเจ้าหลายพระองค์ เสด็จมาเยี่ยมท่าน"
พ่อครูว่า….นิพพานคือจิตใจของเรา ขณะนี้ที่จิตใจเรามีความรับรู้ แล้วเรามีอาการอะไรอยู่ในจิต มันเป็นพลังงานจนบทบาทเป็นลีลาในจิต มีอิทธิพลอยู่ในจิตเลย แล้วรู้ว่ามันไม่ดี มันทำความชั่วนั่นแหละเป็นตัวกิเลส เป็นตัวที่เราจะต้องเรียนรู้ แล้วเราก็ทำให้มันหายไปจากจิตเรา อาการเช่นนี้แหละที่เราจะทำให้มันหายไปจากจิต พูดชัดๆ ง่ายๆ แค่นี้ เมื่อมันหายไปออกจากจิตกิเลสหรืออาการที่ว่า อาการที่เป็นอกุศลมันหายไปได้มันดับ สมมุติว่าเราปฏิบัติถูกต้อง มันก็จะไม่เกิดในจิตอีก ความไม่เกิดนี่คือจิตว่าง จิตเราก็มีตัวนี้ แล้วมันว่างจนกระทั่งมันไม่มีอีกเลย มันไม่มาอีกเลย เราเรียกว่าเที่ยง คนพูดว่านิพพานคือจิตว่าง ไม่ผิด คนพูดว่านิพพานเที่ยง ไม่ผิด แต่ถ้าคุณไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ ไม่ได้มาเรียนแบบนี้ คุณไม่รู้เองว่าจิตมันว่างจากกิเลสแล้ว คุณทำได้อย่างไร ในจิตใจ แล้วมันว่างอย่างไม่มีอีกเลย ไม่กลับมาเกิดในจิตใจเราอีกเลย มันตายลงอย่างพิสูจน์ได้ว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกิเลสเราก็สัมผัสอยู่ แต่ก่อนนี้มันกระทบสัมผัสกับเราๆ ก็เกิดกิเลส อาการกิเลสมันเกิดในจิต ต่อมาๆ มันก็น้อยลงๆ จนกระทั่งประสบสัมผัสแล้วกิเลสไม่เกิดอีกเลย สัมผัสอีกเมื่อไหร่ จะมายั่วยวนหลอกล่อ จะมาทีเผลออะไรก็แล้วแต่ กิเลสมันก็ไม่เกิดอีกเลย นั่นคือการพิสูจน์ของเราเองว่ามัน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เช่นความหมายง่ายๆ ชัดๆ แต่คุณต้องอ่านอาการออก อย่าง “สักกายะ” ที่เป็นองค์ประชุมของรูปนามของกิเลส แล้วทำให้มันหายไปได้อย่างสัมมาทิฏฐิแล้วทำอย่างสัมมาปฏิบัติ จึงเกิดผลเป็นสัมมาปฏิเวธ แม้เหตุปัจจัยกระทบสัมผัสอยู่ตลอดเวลาเมื่อใดก็แล้วแต่ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ถ้าคนเรามีความตั้งใจจะมีตัวต้าน แต่ถ้ามีตัวตั้งใจที่เผลอมันก็ไม่เกิด คือทำจนกระทั่งทุกทีถ้าที่มันมากระทบสัมผัสก็ไม่เกิดกิเลส ศาสนาพระพุทธเจ้าจิตว่างจิตใจมีนิพพานจริงๆ ได้แล้วตั้งแต่เริ่มปฏิบัติจนถึงบรรลุแล้วจะไม่พรากจากสัมผัส สัมผัสเป็นตัวยืนยันตั้งแต่เริ่มปฏิบัติจนมันดับตลอดการตายอย่างเที่ยง จิตว่างตลอดจากกิเลสไม่มีกิเลสตัวนี้เกิดอีกเลย เหตุปัจจัยที่เรากระทบสัมผัสอยู่จะมีลีลา ยั่วยวน กระแทกกระทั้นอย่างแรงอย่างมากอย่างหนักอะไรก็ตาม จิตใจเราก็ว่าง จิตใจเราก็เข้มแข็ง ไม่มีกิเลสอะไรเกิดอีกเลย ทำได้ไหมเอาของจริงพิสูจน์ให้ได้ ถ้ามาดูในพระไตรปิฎกสูตร ในล.16 นี้จะยืนยันได้ 2. ฉวิโสธนสูตร (112) [166] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกเศรษฐี (พ่อครูบอกว่าคำว่าสมัยหนึ่งนี้มีคนเอาไปใช้เป็นชื่อ แต่ไม่ค่อยมาฟังธรรม...ก็คิดถึงจึงพูดถึง คนเราควรเอาเวลามาเอาธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งวิเศษที่สุดสำหรับมนุษย์ คนไปหลงโลกธรรมงมงายกันทุกวันนี้ เมืองไทยมี 67 ล้านคนก็หลงอยู่สัก76 ล้านคน คือมันหลงซับซ้อนทบต้นน่ะ หลงเต็มบ้องแล้วแถมดอกเบี้ยอีกไง) เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ [167] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าเพ่อยินดี อย่าเพ่อคัดค้านคำกล่าวของภิกษุรูปนั้น ครั้นไม่ยินดีไม่คัดค้านแล้ว พึงถามปัญหาเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุโวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ นี้มี 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน คือ คำกล่าวว่า เห็นในอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว(ทิฏฐะ) คำกล่าวว่าได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว(สุตะ) คำกล่าวว่า ทราบในอารมณ์(มุตะ) ที่ตนทราบแล้ว คำกล่าวว่า รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว(วิญญาตะ) นี้แล โวหาร 4 ประการอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบ ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไรเล่าจึงหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้ ฯ [168] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้น สัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัยไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ข้าพเจ้า ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้รู้ชัด มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุ ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบ นี้มี 5 ประการแล 5 ประการเป็นไฉน คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้แลอุปาทานขันธ์ 5 ประการ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ฯ [169] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับสิ้นสัญโญชน์ในภพแล้วพ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะ พยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้แจ้งรูปแล้วแลว่า ไม่มีกำลังปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในรูป และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในรูปได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งเวทนาแล้วแลว่า ... จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในเวทนา และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในเวทนาได้ ข้าพเจ้ารู้จักแจ้งสัญญาแล้วแลว่า ... จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในสัญญา และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในสัญญาได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งสังขารแล้วแลว่า ... จิต ของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในสังขาร และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในสังขารได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจจึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในวิญญาณ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในวิญญาณได้ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาว่า สาธุครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ธาตุอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ นี้มี 6 ประการ 6 ประการเป็นไฉนคือปฐวี ธาตุ อาโปธาตุ เ ตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้แลธาตุ 6 ประการอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้น จากอาสวะไม่ยึดมั่นในธาตุ 6 นี้ ฯ [170] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับสิ้นสัญโญชน์ในภพแล้วพ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ จึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าครองปฐวีธาตุโดยความเป็นอนัตตา มิใช่ครองอัตตาอาศัยปฐวีธาตุเลย จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยปฐวีธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยปฐวีธาตุได้ ข้าพเจ้าครองอาโปธาตุโดยความเป็นอนัตตา ... เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นอาศัยเตโชธาตุ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นอาศัยเตโชธาตุได้ ข้าพเจ้าครองวาโยธาตุโดยความเป็นอนัตตา ... เพราะสิ