590920_พุทธศาสนาตามภูมิ วิเคราะห์ผู้อวิชชาที่ไม่มีเลือดไทย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข6 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590920 พุทธศาสนาตามภูมิ วิเคราะห์ผู้อวิชชาที่ไม่มีเลือดไทย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...ที่บ้านราชฯ วันนี้วันอังคารที่ 20 กันยายน 2559 แรม 4 ค่ำเดือน 10 ปีวอก ก็มีงานศพของนายไหม ลักขณัติ งานศพของเราไม่มีการสวดอภิธรรม เรามีแต่การเทศนาหน้าศพ ซึ่งการเอาพระธรรมบทมาสวดพร้อมกัน 2 คนขึ้นไป ต่อหน้าคฤหัสถ์ต่อหน้าสาธารณะเป็นการสวดที่ผิดวินัย เป็นอาบัติ เขาก็ฟังไม่ขึ้น หาว่าอาตมาพูดไปเรื่อย ที่มันเสื่อมก็คือการได้รับค่าสวดนั้นหนึ่ง สองผู้ฟังก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอกภาษาบาลีนั้น ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เสียประโยชน์ตรงที่ว่าทำให้เข้าใจเป็นเทวนิยม สวดมนต์แล้วจะได้สวรรค์วิมาน เป็นเรื่องเข้าใจผิดเป็นภพเป็นชาติไป ว่าเป็นกุศลเป็นสิริมงคลต่างๆ นานา ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อพก เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องอุปาทานไร้สาระ เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรอย่างนั้นหรอก แต่ถ้าเผื่อว่าจะเอาพระธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ขยายความไม่ใช่มานั่งสวดกันเป็นหมู่คือตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปให้ฆาราวาสหรือคฤหัสถ์ฟังต่อหน้าธารกำนัล นั่นแหละคือพระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ทำ เพราะศาสนาอื่นๆ เขาก็ทำ ศาสนาที่เป็นเทวนิยมต่างๆ ทำทั้งนั้นแหละ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาของอเทวนิยม พูดอย่างไรเขาก็หาว่าอาตมาเข้าใจผิด เข้าใจเกินไป ถ้าจะสวดเป็นหมู่พร้อมกันต่อหน้าธารกำนัล ก็สวดได้แต่เพียงคำประณามคาถา สุดคำยกย่องเชิดชูบูชารำลึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นการเชิดชู เป็นคำแต่งร้อยกรองของคนรุ่นหลัง ไม่ใช่ธรรมบทของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาท่องอย่างนั้นถ้าทำอย่างนั้นทำได้ สวดเพื่อชักจูงใจให้ประชาชนศรัทธาเลื่อมใส โดยประณามคาถาก็คือ คาถาที่ยกย่องเชิดชูพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนั้นได้ สวดพร้อมกันก

อ่านต่อ

็ได้ ซึ่งธรรมบทกับประณามคาถานั้นคนละอย่างกัน ยิ่งถ้าเอาพระอภิธรรมมาสวดหน้าศพเลย กุสลาธัมมาอกุสลาธัมมาอะไรอย่างนั้นเป็นอาบัติเลย เป็นความเพี้ยนไปจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ อาตมาพูดไปก็อาจทำให้คนชังน้ำหน้า ว่ามาทำลายศาสนาทำลายธรรมะ ซึ่งอาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไง วันนี้ก็มีเจ้าภาพที่มาร่วมแสดงความเห็นใจด้วยเป็นผู้จ่ายค่าสวดอะไรในงานนั้นด้วย แต่ของเราไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรก็มาแสดงความเป็นเจ้าภาพก็ดี ขออนุโมทนาด้วยก็มีคณะครูผู้บริหารบ้านโพนทอง... ก็มาเป็นเจ้าภาพตามประเพณีก็ว่ากันไป

ต่อไปก็ขออ่านข้อความ…. _มีผู้ส่งข้อความเกี่ยวกับเรื่องศิษย์เก่า ใครถนัดอะไรหรือทำอะไรอยู่ก็มาเจอมาพบปะกันตอนนี้เราขอแรงมาร่วมบุญกันที่สันติอโศกก่อน ใครสนใจก็ติดต่อมา แต่อาที่ดูแลอยู่ก็คืออาตั๋ง ติดต่อเบอร์ 089 522 5732 ก็จะรู้ได้ว่าสมาคมศิษย์เก่าสัมมาสิกขานั้นจะมีน้ำยาแค่ไหนก็ดูได้ตรงนี้นะคะ ขอพ่อครูขยายความคำว่าสืบสานวิชชา เป็นภาษาบาลีหรือวิชาการทางโลกอื่นๆหรือไม่ ตอบ...ไม่ใช่สืบสานวิชชาไม่ใช่ทางโลกๆ วิชชาก็คือความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นอยู่ในกลุ่มของศาสนา ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา เป็นเรื่องของความรู้ธรรมะทั้งนั้น ไม่ใช่สืบสานความรู้ทางโลก ความหมายคำว่าสืบสาน ตัวเราจะได้เกิดผล หมู่กลุ่มก็เกิดผลเจริญขึ้นด้วย ก็ขอให้พวกเราที่มาร่วมมือกัน เขาเริ่มต้นที่สันติอโศกกัน สส.สอ. มีตั้งแต่ พ. ศ. 2534 ถึง 2558 มี 24 ปี ขอความร่วมมือจากศิษย์ เก่ารร.สส.สอ. ที่สำเร็จ กศ.ปี 2534-2558 มาร่วมประชุมระดมความคิดเห็น (focus group) เพื่อปรับทิศทาง การศึกษาแบบ บ้าน วัด โรงเรียน ในวันที่ 1,9,15 และ 22 ตุลาคม 2559 ที่ พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพมหานคร ศิษย์เก่าคนใดมีความประสงค์จะมาร่วมประชุมระดมความคิดเห็น สามารถโทร.ติดต่อได้ที่โทร. 089 522 5732 ตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2559 เวลา 08.00-18.00 น.

ก็มาเริ่มเข้าสู่บทเรียน เอาที่ sms ก่อน SMS วันที่ 19 กันยายน 2559 _ 0893867xxxนมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯพ่อครูบ่ ต้องอ่านทุกความเห็นก็ได้ผู้น้อยส่งหลังจอต้องการแสดงเจตนาว่ามีคนสนใจใฝ่ธ.อโศกด้วยความตั้งใจดับทุกข์สิ้นโศกจริงๆ!สื่อฟ้าศิลป์ _0893867xxxธ.พระพุทธเจ้าอันพ่อครูสอนให้รู้ว่าสวรรค์นรกล้วนคือทุกข์คือการสร้างภพชาติ! ไม่มีใครสอนให้ดับทุกข์ดับที่ภพชาติให้เข้าใจได้ดีเท่าพ่อครูจริงๆ!สกก. ตอบ...ศาสาพุทธเป็นศาสนาดับภพจบชาติ ไม่มีใครอยากได้นรก ทุกคนต้องการสวรรค์แต่คนจะได้นรกจากการปฏิบัติของตัวเองนี้แหละ ที่พาไปสู่นรก เพราะมุ่งแต่สั่งสมภพชาติ ภพมีสามภพ คือกามภพ รูปภพ อรูปภพ ที่เรียกว่าสวรรค์ 6 ชั้น ก็เป็นการสร้างภพชาติขึ้นมา แทนที่จะรู้กามภพแล้วดับกามภพ ดับรูปภพ อรูปภพต่อ แต่กลับเห็นผิดสร้างภพชาติ ตั้งแต่จตุมหาราช คือจอมยักษ์ จอมผี จอมมาร จอมเดรัจฉาน นั่นแหละ 4 ตัวนี้ เขาปั้นยักษ์จตุมหาราช คือยักษ์เขี้ยวยาวตาโปนถือง้าว แย่งชิงเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมาได้ก็เสร็จสมเป็นภพชาติหนาเข้าไปอีก เสพสุขได้อารมณ์สวรรค์เป็นดาวดึงส์แล้วอยากให้ยาวนานเป็นยามา สร้างอุปาทานในจิตสร้างภพชาติยาวนาน มันก็ต้องมีพักที่ดุสิตแต่กลับไม่ยอมหยุดไม่ยอมจบ จะดึงดันเอาใหม่ต่อให้ได้ เขาก็เก่งในการสร้างภพชาติกลายเป็นนิมมานรดี แล้วเก่งกาจสามารถสร้างบริวารมาช่วยเหลือให้ได้ยิ่งใหญ่เป็นปรนิมมิตวสวัตตี นั่นแหละคือแดนที่เขาทำกัน คนที่ประพฤติผิดก็เป็นนรกทั้ง 6 ชั้น ทุกวันนี้เขาไม่รู้จักโลกุตระ ไม่รู้จักภพชาติ ไม่รู้จักสอนแนะนำกัน ซึ่งท่านเดินดินก็หยิบเอาทานสูตรนี้มาให้ดู ในทานสูตรนี้ครบหมดเลย ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อ 49 ทุกวันนี้ไปวัดไปวาก็มีแต่ให้ตั้งภพชาติสั่งสมภพชาติ ก็เลยได้แต่นรกน่าเศร้าใจน่าสังเวชใจ แทนที่พระเจ้าจะสอนถูกให้ลดละหน่ายคลายจากกิเลสแต่กลับให้เพิ่มเติมภพชาติหนาหนัก หลงเลอะมากขึ้น มีอวิชชามากขึ้น โง่มากขึ้น ชาวพุทธกว่า 95 เปอร์เซ็นต์นี้ปฏิบัตินอกรีต แทนที่จะได้กุศลกลับได้อกุศลไป ได้บาปไปเพราะไม่เข้าใจบุญ เอาบุญไปค้าขายสร้างวิมานหลอกกัน บุญแท้จริงคืออาวุธชำระกิเลส เขาก็ไม่เข้าใจ จึงไม่มีการตัดกิเลส ไม่มีการชำระกิเลสกันเลย เพราะคำว่าบุญ คำที่เห็นชัดๆ คำที่ยิ่งใหญ่วิเศษคำนี้คำเดียว ซึ่งหมายถึงปหาน 5 แต่เขาไม่เข้าใจกันแล้ว กลับกลายเป็นสร้างภพชาติขึ้นไปอีก อาตมาพูดและแสดงออกท่าทางเหมือนโกรธ แต่ใจนั้นไม่ได้มีหรอก อาตมาเพียงทำท่าทางอย่างกับนักแสดง อาตมาเป็นดาราตุ๊กตาทอง ตัวโตกว่าตุ๊กตาทอง แสดงสื่อไปเฉยๆ แต่คนไม่เข้าใจก็หาว่าอาตมาไม่เรียบร้อยไม่สงบ เขาจาบจ้วงอาตมาก็ไม่ดีหรอก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรก็น่าเห็นใจ ให้ฟังด้วยดี ฟังด้วยปัญญา อย่าอ่านตามอาการ มาตีราคาว่าอาตมาแสดงอารมณ์ อาตมาไม่ได้มีอารมณ์เช่นนั้นแล้ว ประกาศไปแล้ว

_0847354xxx"ธรรมะย่อมชนะอธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม" ใจกายบำเพ็ญกุศล ทำให้จิตญาณสงบสุข ใจกายก่อกรรมทำชั่ว ทำให้จิตญาณต้องแบกรับทุกข์เวทนา (ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย อยู่คู่กับ ความบริสุทธิ์) _จากไลน์ เด็กสัมมาสิกขาปฐมอโศกให้ความสำคัญกับคะแนนมาก จะแสดงความเคารพ หรือให้ความสำคัญกับผู้ที่มีคะแนนให้ ถ้าผู้ใหญ่ที่ไม่มีคะแนนให้บอกให้ช่วยทำงานบ้างจะไม่ทำ เวลาพบกันจะแกล้งมองไม่เห็น จนผู้ใหญ่ต้องเจริญธรรมก่อน/ ตอบ...ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เสียชื่อมาอยู่โรงเรียนสัมมาสิกขา ถ้ามีพฤติกรรมอย่างนี้จริงๆ ชัดเจนก็ไล่ออก บอกตรงๆ นะว่าไล่ออก ถ้ามีความประพฤติที่ชัดเจนอย่างนี้เห็นแล้วก็ทำจนเป็นนิสัยอย่างนี้ให้ออกไปเลย เพราะว่าถ้าเรียนโรงเรียนนี้มีนิสัยอย่างนี้ มีความไม่ดีงามอย่างนี้ ไม่เอาหรอก เพราะเราตั้งโรงเรียนมาไม่ได้ตั้งโรงเรียนเพื่อค้าขาย ตั้งโรงเรียนเพื่อมาช่วยรัฐบาล สอนเด็กให้ได้รับความรู้เป็นเยาวชนเป็นประชาชนของประเทศ เจตนาทำอย่างนั้น พูดไปก็เหมือนทวงบุญคุณ เกรงใจที่จะต้องพูดแต่ก็ต้องพูดความจริงบ้าง เราตั้งโรงเรียนมา 20 กว่าปีได้ถึง 9 โรงเรียนแล้ว ผลิตเด็กออกไปทุกปีจบม.6 เป็นโรงเรียนจริงๆ ออกไปทำมาหากิน ต่อได้ปริญญาตรีโท เอกก็เยอะแยะ ก็เป็นเด็กดีกันทั้งนั้น เราสอนกันเหมือนลูกหลาน มีปัจจัย 4 ให้ครบ เลี้ยงดูกันลูกหลานกินนอนอยู่ในนี้ 6 ปี หรือมากกว่า จบแล้วก็ออกไปเป็นพลเมืองดีต่อสังคม คนที่ไม่ชัดเจนก็จะไม่รู้ว่าตั้งโรงเรียนมาเพื่ออะไร เราไม่ได้ตั้งโรงเรียนมาเหมือนเอกชนทั้งหลาย แต่ที่นี่สร้างเยาวชนให้ความรู้ ให้การศึกษาแก่เยาวชนของไทยช่วยเหลือประเทศชาติ ช่วยรัฐบาล ช่วยสังคม ที่ตั้งใจตั้งโรงเรียนก็เพราะว่าเห็นว่าการศึกษามันพร่องสอนแต่วิชาการการศึกษา สอนแต่อยู่ในกล่อง ตื่นเช้าเข้าโรงเรียนเข้ากล่อง เย็นก็กลับบ้านมาอาบน้ำอาบท่าเข้านอนเสร็จแล้วตื่นเช้าก็ไปโรงเรียนอีก ไม่ว่าจะชั้นประถมหรือชั้นมัธยมก็ตาม แม้แต่เรียนปริญญาก็ตาม ทำให้เป็นเด็กไม่รู้สังคม เพราะไปโรงเรียนแบบเข้ากล่อง ที่นี่จึงมีการเรียนแบบบ้านวัดโรงเรียน แบบไม่แยกส่วน เด็กเขาต้องรู้จักสังคม ต้องรู้จักความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ เขาอยู่ยังไงทำงานกันยังไง เกื้อกูลกันยังไง เป็นสังคมที่มีศีลธรรม ทำงานเป็นช่วยเหลือเกื้อกูลกันมีน้ำใจเป็นคนของสังคม บ้านวัดโรงเรียนเราทำอย่างนี้จริงๆ ได้มากหรือน้อยก็ตาม อาตมาเห็นว่าการศึกษามันขาด ทุกวันนี้มีแต่เอาความรู้ใส่หัวให้รู้เรื่องสังคม ให้รู้เรื่องการงานได้ปริญญาตรีโทเอกเข้าไปรับราชการ เป็นฝ่ายบริหาร ไปสอนอย่างที่เป็นกันสังคมถึงได้เสื่อม

_มีผู้อ้างว่าพระสารีบุตรนี้มีคำสอนที่ผิด กรณีให้ภิกษุที่ติดตามพระเทวทัตไป ต้องบวชใหม่ ไม่ทราบว่าพ่อครูวินิจฉัยหรืออย่างไร ตอบ...เรื่องนี้เคยอ่านว่า พระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรไปตามพระที่ตามพระเทวทัตไป เมื่อตามกลับมาก็ให้บวชใหม่ก่อนเข้าหมู่ เขาก็ว่าพระสารีบุตรทำผิด ซึ่งจริงๆ มันเป็นวิธีการปฏิบัติ ถือว่าทำผิดแล้ว พระพุทธเจ้าก็ต้องติง คนที่ไปถูกครอบงำความคิดออกนอกรีต แม้ผู้จะมาบวชใหม่ ถ้าเป็นผู้อยู่ศาสนาเดียรถีย์มา ก็ต้องมาล้างสมองก่อน จึงบวชได้ จะว่าผิดหรือไม่ผิด...ก็ถ้าผิดพระพุทธเจ้าก็เอาเรื่องแล้ว

ก็มาเข้าสู่บทเรียนที่เราต่อเชื่อมกันอยู่ จากข้อเขียนในคอลัมน์คนจะมีธรรมะได้อย่างไรต่อ... เพราะคนผู้นั้นจะไม่เบื่อหน่าย ไม่พึงคลายกำหนัด ไม่หลุดพ้น ในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย เพราะว่า “จิต” เป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นก็คือ “ตัณหา” และ “ทิฏฐิ” นี้เองที่ทำให้ “คน” ยึดถือ “จิต” ว่า เป็นของเรา เป็นเรา ตัณหา คือ ความอยาก ไม่ว่าอยากได้ หรืออยากทำลายทำร้าย ยึดมั่นต้องได้อย่างนั้น ยังไงๆ ก็ต้องได้ ผิดเลว ร้ายอำมหิต ก็ชั่ง ทิฏฐิ คือ ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ เป็นการยึดที่ตนเข้าใจอย่างนั้นรู้อย่างนั้น เมื่อ “ยึดมั่น” ในตัณหา หรือทิฏฐิ ก็เอาตามนั้น สุดฤทธิ์สุดแรง เอาจนได้ ร้ายเลว ฆ่าแกง แรงอำมหิตขนาดไหน ไม่แคร์ทั้งนั้น นี่คือ ต้องเป็นเรา ต้องเป็นของเรา ล่ะ! ปุถุชน ก็คือ คนทั่วไปทั้งหลายในโลก ทุกชาติทุกภาษา ทุกศาสนาลัทธิ ไม่ละเว้นว่าเป็นใครก็ตาม ที่เป็นปุถุชน ยัง “ไม่ใช่อาริยชน” หรือยัง “ไม่มีภูมิหยั่งรู้ความเป็นโลกุตรธรรม” ได้อย่างสัมมาทิฏฐิ ยังคือ “ปุถุชน” ทั้งสิ้น (อย่าไปกล่าวว่าศาสนาอื่นต่อหน้าคนศาสนาอื่นแต่ที่เราพูดนี้เพื่อการศึกษา) ดังนั้น ผู้จะ “พ้นจากปุถุชน” เจริญขึ้นสู่ “อาริยชน” จึงจะต้อง “ได้สดับ ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ” (อาริยสัจจะ) นั่นคือ ได้ฟังเรื่อง “ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ -มรรค” ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่สุดประเสริฐจริงๆ สำหรับความเป็น “คน” ผู้ “พ้นจากปุถุชน” เป็น “อาริยชน” นั้น คือ ผู้มี “ภูมิโลกุตระ” ได้แท้ ชื่อว่า ผู้เจริญ เป็น “อาริยะ” กันได้กันจริงๆ อย่างธรรมกายนี้ สอนให้คนไปรวยๆๆนี่ สวนทางกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนให้คนมาจน ตามกถาวัตถุ 10 คือคำพูดใดที่เป็นไปเพื่อ 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69) ตอนนี้พวกเราไปตั้งนามสกุลเกี่ยวกับความจนกันเยอะ ตั้งแต่นายตายแน่ มุ่งมาจน นายทะเบียนไม่ให้ตั้ง เขาก็ว่าไม่เป็นศิริมงคล พูดอย่างไรนายทะเบียนก็ไม่ยอม ก็ต้องต่อสู้ส่งเรื่องไปถึงกระทรวง ก็เลยได้ตั้งนามสกุลนี้ได้ เขาให้เป็นสิทธิส่วนบุคคล การตั้งนามสกุลมุ่งมาจน พอจากนั้นแล้ว กองทะเบียนก็ให้ได้ เราก็มีนามสกุลจนไม่รู้กี่จน เต็มใจจน ตั้งใจจน เป็นต้น ตอนหลังนายทะเบียนก็ไม่ท้วงแล้ว อาตมาตั้งชื่อให้อัจฉรา(พนารัตน์) ว่า ป่าแก้ว เขาก็ไปขอเปลี่ยน เขาก็ว่าเปลี่ยนไม่ได้ ไม่เป็นศิริมงคล เขาว่าในพจนานุกรมไม่มี เป็นแต่เพียงภาษาไทย แล้วคำว่าพนารัตน์เขาก็ให้ตั้งได้ แต่พอตั้งว่าป่าแก้ว ก็ความหมายเดียวกันเป็นภาษาไทยด้วย เขาก็ว่าไม่ได้ หลายคนไปตั้งไม่ให้ตั้ง กองทะเบียนว่าไม่ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อ แต่เดี๋ยวนี้คนตั้งชื่ออะไรเข้าใจยาก แต่ของเราเป็นไทยๆ เข้าใจง่าย ที่ว่า “เจริญ” นั้น ..วัดกันตรงไหน? วัดกันตรง “จิต” ลด-ละ-กิเลสได้ หรือไม่มีกิเลสเลย ก็จะไม่ทุจริต ไม่อกุศลใดๆ จริง ผู้มี “ภูมิโลกุตระ” คือ ผู้มี “จิตใจ” เปลี่ยนแปลงจาก “จิตใจ” เดิมของตนไปจริงๆ เริ่มต้นจาก “จิตใจ” ในชีวิตของตนยัง “ยึดภพอบาย” อยู่ แล้วปฏิบัติตน “หลุดพ้นจากภพอบาย” นี้ได้ นี้คือ ขั้นต้น คนโกงกันได้ถึงห้าแสนล้านบาทนี่ยอดอบายมุข แต่ก็ไม่รู้กัน แล้วศาสนาพุทธก็พากันทำแบบงมงายไป และที่ยากแท้ๆก็คือ มันไม่รู้ว่า อย่างนี้หนะเหรอ คือ อบาย คือความเลวความต่ำ เราบอกว่าอย่างนี้อบาย แต่เขาไม่เชื่อ เช่นรวมหัวกันโกงตั้งห้าแสนล้านบาท พากันทำนรกใส่หัวกัน เขาได้นรกแล้วแต่เขาไม่รู้สัจจะ เขามีการกระทำที่ได้นรกแล้วแต่เขาไม่รู้ เขาได้นรกใส่อัตภาพ จิตวิญญาณเขาเป็นแล้ว แต่ก็ทำหน้าสวยหน้าหล่อใส่คนอื่น แต่จิตเขาได้บาปอกุศลใส่จิตไปแล้ว ส่วนวิบากบาปจะออกฤทธิ์เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ แต่ตอนนี้กำลังมาแรง ให้เข้าคุกได้ในชาตินี้เลย แม้ว่าไม่ได้เข้าคุกชาตินี้นรกก็จะมีต่อไป อบายคือ อะไร? นี่แหละยากมาก ที่จะกำหนดตายตัว เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะตน มันไม่ยอมรับ หรือรับไม่ได้ว่าต่ำ ว่าเลว เช่น กินอาหารอร่อยนั่นแหละนรกแล้วนี่คือสัจธรรม อาตมาเอามาเปิดเผยยืนยันนั้นทวนกระแสใจ ยากมากเลย ที่พูดนี้ไม่ท้อนะ ยิ่งยากยิ่งต้องอยู่ให้นานเพื่ออธิบายให้เข้าใจได้ อาตมาต้องมาสืบสานศาสนานี้ เพราะว่าศาสนานั้นผิดเพี้ยนมานานแล้ว พูดไปเหมือนเราใหญ่ พระ เจ้าอื่นๆ เขาผิดหมด เขารับไม่ได้ ชังน้ำหน้า ก็ไม่ได้อยากให้ใครชัง แต่เลี่ยงไม่ออกที่ต้องพูดสัจธรรม เช่น โลภลาภ โลภยศ โลภสรรเสริญ โลภ “สุข” (เสพรส) ที่เกิดจาก “กาม” หรือจาก “อัตตา” พอได้ชื่นใจกับรสที่ได้สัมผัสกระทบเข้าก็นี่แหละ “สวรรค์” หรือ“สัคคะ” ซึ่งก็คือ “สว + อรรค”หรือ“ส + อัคค” นั่นคือ “เรา + เลิศ” หรือ “เรา +สูงสุด” ไปหลงสวรรค์แต่มันไม่ใช่สวรรค์หรอก แต่มันคืออาทีนวะ ตามในอนุปุพพิกถา ทาน การสละ การให้ ศีล การชำระขัดเกลา ด้วยเจตนางดเว้น สัคคะ (สวรรค์) กามานัง อาทีนวัง โอการัง สังกิเลสัง โทษของกาม ความต่ำทรามของกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เนกขัมมะ อานิสังสา อานิสงส์การออกจากกาม คนใดทำทานแล้วจิตมี 1. สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2. ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3. สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4. อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ ท่านบอกว่าทำทานนี้จะได้เป็น “จอมผี-จอมมารมายา-จอมเดรัจฉาน-จอมยักษ์” แล้วไปเรียกว่าเทวดาอีก จาตุมหาราช ถ้าอาตมาไม่มาเปิดเผย ก็จะจมกันในความผิดที่เสื่อมสุด นี่มันเสื่อมมามากแล้ว 2500 กว่าปี ไม่รู้จักสัจธรรม ดีที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกอยู่ไม่เช่นนั้นอาตมาพูดไปนี้ตายแล้ว เขาก็สอนกันว่า ไปทำทานก็ตั้งจิตว่าจะได้อะไร อิมินาสักกาเรนะฯ เป็นต้น อาตมาก็เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน ถ้าอาตมาผิดพระไตรปิฎกก็ผิดสิ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เท่ากับรื้อศาสนาทั้งศาสนาเลยนะ ศีลเขาก็ทำเป็นสีลัพพตุปาทาน เป็นภพสวรรค์วิมานกัน แล้วเขาก็ทำเพื่อให้ได้ภพสวรรค์ จึงต้องทำกามาทีนวะ คือเป็นกามานัง อาทีนวัง โอการัง สังกิเลสัง โทษของกาม ความต่ำทรามของกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เข้าไปในจิตตนเองให้หนามากขึ้น เพราะไม่เข้าใจการปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่ทั้งหมดต้องเนกขัมมมะ ต้องออกจากกาม ไม่ใช่เอาเข้า เนกขัมมะคือเอาออก การทำทาน ทำศีล ก็ต้องเอาออก แม้แต่สวรรค์คือสุขเท็จ สุขขัลลิกะก็ต้องเอาออก มันลวงให้อยากได้ ได้มาก็สั่งสมในอนุสัยอีก แม้อนุปุพพิกถา 5 นี้เทศน์ให้พระยสะฟัง เทศน์กัณฑ์แรกเป็นพระโสดาบันเลย คือที่ผ่านมาเข้าใจผิด ใครมาฟังอาตมานี่ เข้าใจแล้วจะได้เป็นโสดาบันในที่นั่งแห่งนี้ได้อย่างพระยสะได้ ว่าโลกนี้เขาสอนจะต้องให้ได้สวรรค์วิมาน แต่แท้จริงต้องเอาออก สวรรค์คือตัวหลอก เราต้องไม่ไปสร้างภพชาติสวรรค์ ยิ่งไปอยากได้ภพชาติสวรรค์วิมานเพิ่มยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ต้องเนกขัมมะ จึงมีอานิสงส์ ต้องเข้าใจโทษของจิตที่อยากได้ อยากเอา อยากมี เป็นกามาทีนวะ เป็นกามที่เป็นโทษ ที่อาตมาพูดนี้ยืนยันว่าไม่ผิด แล้วทวนกระแสกับที่พระต่างๆพูดกันด้วย ไม่ว่าจะเรียนตรีโทเอกสายศาสนาก็ไม่ได้เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดให้ละคลายออก แม้แต่คำว่าอย่าไปติดสวรรค์ก็ไม่รู้ แต่ให้ทำตามลำดับ ลดไปตามลำดับ นั้นถูกต้องไม่ใช่ไปไล่สวรรค์ออกหมดทันทีก็ไม่ไหว พระพุทธเจ้าให้เริ่มที่ศีล 5 ก่อน นอกนั้นละไว้ก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆ ศีลข้อ 3 มีกาม มีผัวมีเมียมีคู่ก็มีคนเดียว ถ้าถือศีล 8 ค่อยไม่แต่งงานเลย นี่คือขั้นต้นก็อนุโลมก่อน การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การเอาของ เอาทรัพย์ผู้อื่น แต่ทุกวันนี้มีวิธีการทางทุนนิยมที่ทำศีลข้อ 2 ให้ผิดอย่างตะกละตะกราม เอากำไรอย่างพวกขายตรงอันนี้บาปมหันต์ ไปหลอกครอบงำความคิด มีวิธีการพูดแบบการตลาด ให้เขาซื้อแล้วบวกกำไรอย่างเอาเปรียบ พวกขายเกินทุนนี้บาปทั้งนั้น ที่นี่ไม่สอนอย่างนั้น ที่นี่ให้มาค้าขายขาดทุน เอาอย่างเสียงที่ในหลวงท่านตรัส แบบคนจน แต่ผู้รู้ทั้งหลายไม่สอนแบบนี้ ในหลวงท่านตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐกิจได้ยินก็บอกว่าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร แต่ท่านก็ว่ามันเป็นอย่างนั้น ขาดทุนของเรานี่คือกำไรของเรา คนฟังก็หูหัก นักเศรษฐศาสตร์ก็หูหัก อะไรหนอ!ได้ขาดทุนแล้วจะคือกำไร อันนี้พูดภาษาไทยนะ ในหลวงก็เลยพูดเป็นภาษาฝรั่งว่า our loss is our gain. เป็นสัจจะที่ยากซึ่งในประเทศไทยมีพระโพธิสัตว์ที่มีโลกุตรธรรม แต่น่าสงสารประเทศที่คนไม่เข้าถึงท่านได้ อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเขาก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งจะเกี่ยวกับสันโดษมีความมีใจพอ แต่เขาแปลไปเลอะเทอะกันหมด ขัดกับกถาวัตถุที่ว่าต้องเป็นอัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา อย่างธรรมกายนี้สอนผิดไปเลยจากคำสอนพระพุทธเจ้า แล้วก็ยังไม่ทำตามคำสั่งศาลอีก คือไม่รับคำสั่งศาล ก็เท่ากับไม่รับพระปรมาภิไธย เพราะศาลดำเนินการตามพระปรมาภิไธย เขาเป็นคนใหญ่สุดในประเทศแล้ว ไม่เข้าข่ายผีบุญแล้วจะเข้าข่ายอะไร ทั้งซ่องสุมผู้คนด้วยไม่ทำตามกฏหมาย อาตมาเกิดมาอายุ 80 กว่าแล้ว ไม่เคยเห็นคนแบบนี้เลย กล่าวคือ ใครก็ตาม ตรวจตนเอง ให้ได้ ว่า ตนเองยังติดความชั่วใด ที่เราเข้าใจว่านี่คือชั่ว ..เอากายกรรม กับวจีกรรม หยาบๆ ก่อน และเริ่มด้วยเชิง “ผลัก” (โทสะ = ลบ) ก่อน นั่นคือ ผู้ยัง “ยึดแรง” ในการทำร้ายชีวิตผู้อื่น ถึงขั้นฆ่าก็ดี ทำร้ายก็ดี ให้เขาทุกข์ทรมานก็ดี แล้วสะใจ นี่คือ ศีลข้อ 1 ต้องหยุด แต่ทุกวันนี้พุทธศาสนิกชนศีลข้อ 1 ก็ไม่มีแล้ว ฆ่าสัตว์กันไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย แม้ไม่ฆ่าเองก็กินเนื้อสัตว์ ก็เป็นบาป ใครฆ่าก็บาป อาตมาก็พาทำ ถ้าจะว่าจริงๆ การไม่กินเนื้อสัตว์นี้เป็นอธิศีล การไม่ฆ่าสัตว์นั้นเป็นระเบิดลูกด้านไม่ออกผล ก็เลยขยับมาเพิ่มอธิศีล ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ทำให้เกิดผลต่อจิต แต่ก่อนนี้ฆ่าสัตว์ยุงกัดก็ตบ มดจะมากินน้ำตาลเราก็ฆ่าไม่เคยมีน้ำใจเลย สัตว์มันก็หากินของมัน มันจะไปรู้อะไร เราเป็นคนนะ แต่มดไม่รู้หรอก คุณไปติดป้ายว่าห้ามมดขึ้น มดก็ไม่รู้เรื่องหรอก คนเราต้องมีปัญญาไหวพริบ อาตมาพาไม่กินเนื้อสัตว์ได้เป็นผลสำเร็จ มากินมังสวิรัติปฏิบัติได้ขนาดนี้ก็มีผลต่อเนื่องมาไปถึงจิตของเราดีขึ้น มีความเอ็นดูมีเมตตาดีขึ้นเยอะหลายอย่าง นี่คือประเด็นที่ 1 เรื่องโทสะ ฆ่าชีวิตผู้อื่น ทีนี้ เชิง “ดูด” (โลภ = บวก) ผู้ยัง “มุ่งแย่ง” ของที่ไม่ใช่ของเรา ของที่เราไม่มีสิทธิ์ ก็แย่งถึงขั้นฆ่าก็ดี ทำร้ายก็ดี ให้เขาทุกข์ทรมานก็ดี แล้วเอามาเป็นเรา-เป็นของเราได้ ก็รู้สึกเป็นรสสุข (โลภะ)อยู่ อย่างนี้ “รสสุข” นี่คือ ศีลข้อ 2 ก็ต้องทำให้หมดไปจากใจ ทุกวันนี้ที่เป็นกันอยู่ชีวิตของคนทุกวันนี้ไม่ได้ไม่ผิดศีล มีความโลภอยากได้แล้วหาวิธีการเอาเปรียบไม่พอยังมีเล่ห์เหลี่ยม โกงเล็กโกงน้อย โกงใหญ่โกงมากก็บาปผิดทั้งนั้น ทำกันอย่างหน้าตาเฉย ตอนนี้ก็จะมาปราบคอรัปชั่นปราบปรามโกงที่หนาหนักจริง แทบจะหากรมกอง ที่ไม่มีคอรัปชั่นเลยไม่มี กองไหนก็คอรัปชั่นกันหมดพูดแล้วก็น่าเศร้า อาตมาว่ารัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังกว่านี้หน่อยเถอะ เอาให้เด็ดขาดจริงๆ นี่ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ ก็อนุโมทนาสาธุ พยายามปราบจริงๆ ก็ชำระพวกที่โกงได้โกงดี เชือดไก่ให้เสือกลัวบ้าง ศีลข้อ 3 ผู้ยัง “ยึดแรง” ในความรัก-ราคะในโฉมผู้อื่น ในร่างผู้อื่น มาให้ตนเสพสัมผัสต่างๆ (ราคะ) ก็เป็นรสสุข นี่คือ ศีลข้อ 3 ต้องทำให้หมดไปจากใจ ไม่เสพรสจากสัมผัสเสียดสีใด ทำได้จริง อย่างนี้ก็หมดไปได้จริงๆ หรือเลวร้ายกว่านั้น คือ ใช้เล่ห์ด้วยเชิงฉลาด หลอกซับซ้อนซ่อนลวงสารพัด เก่งฉกรรจ์ฉกาจ ให้เขาหลงผิดในสิ่งที่ผิดว่าถูก ซ้ำหลงเทิดทูนผู้หลอกว่ายอด ว่าเก่งเยี่ยมซึ่ง “ละเมิดของหวงผู้อื่น” สารพัดสิ่งหวง ก็หยุดละเมิด ทั้งทางกายกรรม ทางวจีกรรม นี่ศีลข้อ 3 ต้องทำให้หมดไปจากใจ ใครยัง “โกหก” ก็หยุดได้ นี่คือ ศีลข้อ 4 ทุกวันนี้แม้แต่พระ เจ้า ก็โกหกเยอะเลยพูดเอาใจญาติโยมให้คลายใจ ทั้งที่รู้ว่าโกหก อย่างธัมมชโยโกหก โกหกว่าตัวเองหยั่งรู้ภพชาติว่าคนตายไปอยู่ไหน เชิงพูดว่าคนนี้ทำบุญกับธรรมกายมายังไงแล้วไปอยู่สวรรค์ยังไง ก็พูดไปทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองโกหก แล้วโกหกในระดับอวดอุตริมนุสธรรม คือตัวเองมีคุณวิเศษหยั่งรู้เป็นพิเศษเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็มีคนตรวจสอบชัดเจนว่าทำผิด แล้วสมเด็จพระสังฆราชก็มีพระลิขิตว่าธัมมชโยปาราชิก แล้วปาราชิกข้อโกงเงินด้วย ส่วนข้อที่อวดอุตริมนุสธรรม ก็ปาราชิกด้วย อย่างที่มีคุณสมชาย ไปทดลอง แกล้งถามว่าคนตายไปไหน ธัมมชโยก็ทำนายว่าไปสวรรค์ชั้นไหนๆ สบายแล้วให้ลูกหลานทำบุญกับวัดสร้างบารมีต่อ หว่านล้อมให้มาทำทานต่ออีก แต่คุณชาติชายนี้ แกล้งเขียนเรื่องโกหกหรือมุขมาหลอกธัมมชโย ก็เลยจับผิดธัมมชโยได้ ธัมมชโยก็พูดออกอากาศไปอย่างเท่ห์เลย เสร็จแล้วก็มาเฉลยทีหลังว่าน้าเขายังไม่ตาย นี่ก็เห็นเลยว่าเถรสมาคมนั้นไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย อาตมาเลยต้องออกมา อาตมาบวช 13 ทนมาถึง 18 ก็เลยประกาศออกจากเถรสมาคม ขอแยกเป็น นานาสังวาสในวันที่ 6 ส.ค. 2518 ต่อหน้าพระคณะสงฆ์มหาเถรสมาคม เขาก็รับแล้วด้วย เพราะ กรมรถไฟ มีหนังสือไปถึงเถรสมาคม เราเองก็อยากให้ลดค่ารถไฟ แต่ถ้าไม่ใช่สงฆ์ของเถรสมาคมก็ไม่ลดราคาให้ เขาเลยส่งหนังสือถึงการรถไฟ โดยให้อธิบดีกรมการศาสนา ส่งหนังสือถึงการรถไฟว่า สงฆ์อโศกนี้ไม่ได้อยู่ในการปกครองของเถรสมาคมแล้ว ลาออกแล้ว ก็คือเขายอมรับแล้ว นั่นยังไม่ถึง พ.ศ.2532 แต่พอถึง พ.ศ.2532 ไม่รู้ไปกินตีหมีดีเสือที่ไหน ดึงเราเข้าไปในเถรสมาคมอีก ก็สั่งให้เราสึก เราก็ว่านานาสังวาสแล้วสั่งได้ที่ไหน ไม่เอาตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเลย มาอธิกรณ์กันไม่ได้ มาว่าความอธิกรณ์ตัดสินอาตมาด้วย แล้วทำการตัดสินลับหลังอาตมาด้วย เอาธรรมยุติกับมหานิกายรวมกันทำด้วย เป็นการผิด คณปูรกะด้วย พ่อท่านประกาศลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์เถรสมาคม เมื่อวันพุธ ที่ 6 สิงหาคม 2518 (แรม 14 ค่ำ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน