580624_เทศน์ก่อนฉัน ที่ร้านเกศตะวันทองมังสวิรัติ จ.ขอนแก่น.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580624_เทศน์ก่อนฉัน ที่ร้านเกศตะวันทองมังสวิรัติ จ.ขอนแก่น

๐๙.๕๑ น. พ่อครูเริ่มเทศน์ก่อนฉัน ที่ร้านเกศตะวันทองมังสวิรัติ จ.ขอนแก่น ...นานแล้วไม่ได้มาขอนแก่น วันนี้ฤกษ์งามยามดี พระสุริยาท่านก็ไม่จัดจ้าน ฝนฟ้าท่านก็ไม่ตก ท่านประนีประนอมดีมาก แสดงว่าทุกอย่างลงตัวดีมาก มาเป็นครั้งแรกเลย มังสวิรัติตะวันทอง ก็ขอบคุณที่เก็บตะวันไว้ให้ อาตมามาตั้งแต่ตีสี่ มาถึงก็ ๙ โมงแล้ว เห็นหน้าอาตมาทางโทรทัศน์ไหม

ใครก็ตามได้ทำงานถึงขั้นนี้ แจกอาริยทรัพย์ แจกฟรี นั่นแหละเป็นที่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีงานไหนดีเท่า

อาริยทรัพย์คืออะไร คือคุณสมบัติของมนุษย์พึงเป็นพึงได้ ควรเป็นควรได้ น่าเป็นน่าได้ ไม่มีสมบัติอะไรดีเท่าอาริยทรัพย์ แม้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เป็นสุขเท็จ สุขไม่จริง สุขโกหก หลอกลวงกันจนคนเห็นว่าจริง มันยากมากที่จะรู้ว่าสุขไม่จริง คนใดที่สามารถอ่านอาการสุขออก ว่านี่คืออาการสุข เหตุแท้ที่เป็นอาริยสัจของสุขคือทุกข์

สุขคืออัลลิกะ คือของเท็จ ส่วนทุกข์คืออาริยสัจ คือผู้มีปัญญารู้ยิ่งรู้จริง จะรู้ว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วทุกข์นี้คือจอม หลอกลวงว่า นี่คือของจริงนะ ใครยังติดยึดอารมณ์ เวทนา สุขเมื่อได้รับตากระทบรูป สวย หูกระทบเสียงนี้ กลิ่นได้กลิ่นอย่างนี้สุข ได้กระทบลิ้นรสสัมผัสเช่นนี้ก็สุข สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็งก็ว่าสุข สุขสุดยอด ซึ่งเป็นเท็จ เป็นอัลลิกะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงว่าเป็นอุปาทานของมนุษย์ หลงเป็นเหตุปัจจัย เลยสร้างเหตุนิทานสมุทัยปัจจัย เป็นนิยาย ชาดก มานานนับไม่ถ้วนไม่รู้กี่ล้านๆๆๆชาติ มีทั้งบู๊หั่นแหละ มีทั้งรักสุดซึ้ง แย่งชิงฆ่าแกง มีทั้งช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีสองบทบาทใหญ่ มีนิทานนิยาย แล้วมาสร้างนวนิยายให้สมใจ พวกขอบซาดิสม์ก็ชอบหนังบู๊ พวก

อ่านต่อ

โรแมนติกก็ชอบนิยายรัก

ถ้าได้รสอย่างที่ถูกหลอกว่าจริงก็สมใจเป็นสุข แท้จริงมันหมดอารมณ์เช่นนี้อย่างนี้ไปจากใจได้ เมื่อเช้าอาตมาคุยกันในรถก็พูดกันว่า เมื่อก่อนเราก็หลงรสอร่อย แต่ก่อนนี้อาตมาชอบกินเผ็ด ข้าวคำ พริกคำนี่อร่อย แซบ ติดยึดจริง แต่เดี๋ยวนี้แตะรสเผ็ดไม่ได้เลย ไอทันที สำลักร้อนไม่ไหว แต่อารมณ์ที่เมื่อก่อนอร่อยว่ากินพริกมันอร่อยแซบอย่างไร ตอนนี้นึกไม่ออกเลย ไม่ว่าจะรสพริกหรือรสอื่นๆมันลดลงไป ตอนนี้ไม่มี มีแต่รสจริงของมัน พริกก็เผ็ด น้ำตาลคนไทยว่ารสหวาน ฝรั่งว่า sweet รสก็เช่นนั้นใครก็ตามรับรสก็ได้เหมือนกันหมด

นี่มีภาพแจก มีโศลกธรรมอยู่ข้างหลัก ให้ไปปฏิบัติให้ได้ตามนี้ แต่ภาพนี้ใครเห็นภาพก็จะเห็นเหมือนกันหมด แต่ว่าคนไทยอาจเรียกอย่างหนึ่ง ต่างชาติก็เรียกอีกอย่าง ใครประสาทตาไม่เสียก็เห็นเหมือนกัน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คนสัมผัสแล้วมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน เป็นเอกธัมโม แค่คนไปโง่ อย่างหนึ่งเป็นความจริง อีกอย่างเห็นเป็นความชอบไม่ชอบ นั่นแหละคือกิเลส

ความจริงคือเห็นเป็นสิ่งเดียว เป็นเอโกธัมโม ไม่ว่าชาติไหนเห็นเหมือนกันหมด แต่ว่าคนไปชอบไปชังก็เกิดการดูดผลัก ถ้าชังมากก็จะทำลายให้หายไปจากโลกเลย นั่นแหละคือตัวทำลาย ไม่จริง

อารมณ์คนมันแปรปรวน ไม่ใช่สิ่งภายนอกคือเหตุ แต่ว่ามันอยู่ที่ใจเราต่างหากที่มันเกิดชอบไม่ชอบ การเห็นว่ามันดีไม่ดี มีประโยชน์ไหมก็เห็นได้ทุกคน แต่ว่าที่ต้องไม่ให้มีคือความชอบไม่ชอบ ตามแต่อุปาทานที่มันฝังลึกอยู่ในใจ แต่ว่าพอมันได้สัมผัสก็เคลื่อนออกมาทำงานเป็นตัณหา ความอยาก อยากได้มากๆก็ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา หวงแหนกัน ไม่ได้ก็อาจฆ่าได้หมดไม่เหลือ พวกไม่เห็นด้วยก็ปราบให้เกลี้ยง อำมหิต เป็นเช่นนั้นโดยอวิชชา พอมารู้แล้วก็มาลดกิเลส ที่มันเป็นของหลง โมหะ

ผู้ใดเห็นสุขเป็นจริง คนนั้นอวิชชา คนไหนเห็นทุกข์เป็นอาริยสัจ คนนั้นเป็นคนประเสริฐ

ผู้อ่านอาการอารมณ์ได้ คนนั้นจับจุดเพื่อไปนิพพานได้ ตัวเวทนาเป็นตัวหลักที่ไขสู่ทุกอย่าง เดี๋ยวนี้อาตมาใช้ภาษาวิทยาศาสตร์มาไขด้วย เป็นพลังงานและสสาร

ถ้ามันมีธาตุสองอย่าง ก็มีแนวระนาบ วิ่งอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ถ้าเป็นธาตุที่วิ่งโค้งก็เร่ิมไม่ตรงมีองศา จนมีธาตุ สามหน่วยก็จะเป็นวงวน แต่ถ้ามีแค่สองจะไม่มีธาตุโค้งไม่โกง พีชนิยามไม่มีธาตุโค้งมีแต่ตรง พอเป็นจิตนิยามจะเป็นความโค้งมีสามจุด แล้วจะเกิดวงวน มีการหมุนจะเกิดพลังงานเข้าหาแกนกลาง

พลังงานของจิตก็เกิดต้นแบบมาจากอุตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม จับตัวกัน จากนิ่งแล้วมีการเคลื่อนมีวงโคจร เกิดเส้นวงโคจร รวมกันหลายอันเป็นจักรวาล พลังงานเหล่านั้นพัฒนามาเป็นชีวะ สะสมตนเองมากเข้าจนกระทั่งมันมากได้ขีดหนึ่งก็จะเกิดตัวเอง

ในระดับพีชะก็เกิดตัวเองได้ระดับหนึ่ง เหมือนเขาสร้างหุ่นยนต์ ก็ให้สัญญามัน ปรุงแต่งตัวเองได้ ออกมาเป็นรูปร่าง พีชะก็มี รูป สัญญา สังขาร สามจุดเกิดเป็นตัวตน เป็นสัญญา มีชีวะก่อรูปร่าง จนเกิดตระกูลของพีชะต่างๆ พัฒนามาเรื่อย จนเกิดลักษณะ โค้งขึ้นมา มีรัศมีแตกมา จนกระทั่งเป็น ๔ เป็น ๕ เป็น๖ เป็น ๗ เป็น ๘ เป็น ๙ จนมีพลังงานพัฒนาที่ยึดตัวตนก็เป็น เวทนาขึ้นมา

ถ้าเป็นพีชะไม่ออกจากถิ่นที่ของมัน มันจะไปก็ด้วยตามสิ่งแวดล้อมพามันไป ลม น้ำ สัตว์พาไป แต่พอมาเป็นชีวะก็เป็นสัตว์หลายเซลล์มากขึ้น เป็นจิตนิยามก็เคลื่อนที่ได้ หมุนโคจรไปสารพัด เป็นอุกกาบาต ถูกพลังงานดูดรวมตัวกันเข้า นั่นคือพลังงานของตั้งแต่จุดเล็กขนาดไหน มหาปรมาณูเล็กขนาดไหนก็คือจิตนิยาม ที่มีเวทนา ที่เป็นธาตุรู้

จริงๆสัญญาก็เร่ิมรู้สภาวะว่าอันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ ที่จะเอามาปรุงแต่งสังเคราะห์กัน มันรู้ว่าธาตุนี้จะเอาธาตุนี้ไม่เอา พอมาเป็นจิตนิยาม เป็นตัวเองที่จัดจ้านแล้ว ผลักแรงกว่าพีชะ

พีชะนี่ดูดเป็นหลัก ผลักเป็นรอง จะไม่มีพลังงานไปแรงกับภายนอกไม่เป็นพิษภัยกับภายนอก แรงออกไปก็เป็นพลังงานฟิชชั่น(นิวเคลียร์) กระจายไปไม่มีแรงมาก มีแต่ชรตาไป เป็นพลังงานที่ค่อยๆเสื่อม ทางวิทยาศาสตร์เขาก็ตั้งเป็น half life

ธาตุจิตวิญญาณเรียกว่า มี genome แล้วพัฒนาตนมาเป็น gene เป็น DNA ในสายโครโมโซม นี่คือจิตนิยามที่มีพลังงานสูงกว่าพีชะ มันเร่ิมยึดตัวตน แล้วพัฒนามาหลงตัวตน หลงว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็น เป็นยอด creator เลย เป็นยอดนักสร้างสรรค์ จนบานปลายออกมาหลอกกัน คนก็หลงไปหมด ติดรูปอย่างนี้สวย อย่างนี้ดีวิเศษ พวกศิลปินขี้หลอกก็หลอกว่ารูป เทคนิค ลีลา สีสันเช่นนี้จะดี ตอนนี้เขาพบรูป ปีกัสโซ่ รูปสุดท้ายขายกันจะได้เป็นร้อยล้านแล้ว เป็นรูปที่ดูไม่ออกกัน เอาไปติดบ้านโก้ กินก็ไม่ได้ แล้วหลอกว่าของหายาก เป็นศิลปินเอกทำมาก แต่ถ้ามันให้ประโยชน์ใครดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนานี่คือศิลปะโลกุตระ แต่ถ้ายิ่งดูยิ่งกิเลสขึ้นนี่คืออนาจาร เป็นข้าศึกแก่กุศล ได้แต่ความหลงติดไป

ทุกวันนี้ศิลปินหลอกคนเยอะ แม้แต่ศิลปินร้านอาหาร ปรุงหลอกคนเยอะก็เป็นบาป ไม่ต้องหลงติดกันหรอก อาหารก็กินกัน ทุกวันนี้อาตมากินอาหารอย่างสบาย กินอาหารที่มีธาตุเลี้ยงร่างกาย ถ้าเราหมดติดหมดยึดก็กินสบาย ไม่ดูดไม่ผลัก แต่ถ้าติดยึดมันจะมีแรงดูดผลัก ถ้าล้างได้ก็จะไม่ติดยึด แต่รู้ว่าอันนี้ควรอาศัยได้ก็กิน อาศัยเพื่อยังชีพ อาศัยออกกำลังกายให้ร่างกายหมุนเวียน เกิดให้ร่างกายเราดีก็ทำไป แล้วเราก็รู้ประโยชน์ที่จะอยู่กับสังคม ว่าเราจะทำอะไร

ถ้าเราเอามาเป็นของเรานี่ เราชั่ว ถ้าเราทำแล้วเราก็อาศัยกินใช้กับสิ่งนั้นด้วย แล้วยิ่งเราล้างกิเลสก็กินใช้เฉพาะส่ิงสาระ สิ่งเฟ้อไม่เอาก็เลยกินไม่มาก เหลือก็เผื่อแผ่กัน มันไม่เปลืองไม่ผลาญ เหมือนกับที่คานธีบอกว่าทรัพยากรในโลกนี้มีเหลือพอให้คนทุกคนในโลก แต่มันไม่มากพอสำหรับคนขี้โกงขี้โลภ เพียงคนเดียว

เกิดจากอาการอวิชชา โง่ นั่นแหละ หากเรามาเข้าใจว่า ส่ิงใดจำเป็นต้องใช้ในชีวิตเราก็อาศัยใช้ ไม่ต้องสะสมหรอก เรามีแรงงาน เดรัจฉานมันยังเลี้ยงตนรอด แต่ว่าคนพึ่งตนเลี้ยงตนไม่รอดได้อย่างไร คนนี่สร้างสรรได้เก่งกว่าเดรัจฉานเยอะ เราก็ทำปัจจัยจำเป็นต่อชีวิตมาใช้ อะไรเป็นพิษภัยเราก็เข้าใจแล้วลดลง อันไหนเราอยากได้มาสัมผัสเสียดสีตน พอได้มาก็สัมผัสเสียดสี ปฏิฆสัมผัสโส แล้วชอบใจ นี่คือกามราคะ แต่ถ้ายึดมาไว้กับตนโดยหวงแหนมาเป็นของกู นี่คืออาการโลภะ

ความเป็นของตนนี่ไม่ต้องไปยึดไว้กับตนหรอก อย่างชาวอโศกมีทรัพย์สินส่วนกลาง ทุกคนก็ทำผลผลิต ทำงานแล้วเอาไปรวมกันกับกองกลาง แล้วแต่ละคนลดความโลภ ความโกรธ กินเพียงพออาศัยใช้สอยก็เลยมีส่วนเหลือมาก แต่ทุกวันนี้คนพัฒนาสมองให้ตนกินแรงคนอื่น ใช้คนอื่นทำให้ตน บำเรอทั้งโลภ และกามราคะของตน ใช้คนอื่นทำให้ตนหาให้ตน ยึดมาเป็นของตนแล้วสัมผัสเสียดสีให้ตนบำเรอกามกับโลภ โดยใช้ความฉลาดเฉกาของตน คนทุกวันนี้พัฒนาฉลาดเฉโกทั้งนั้นไม่ได้พัฒนาฉลาดปัญญาที่ลดความเห็นแก่ตัว คำว่าเฉกา กับคำว่าปัญญานั้นต่างกัน

คนที่ไม่ฉลาดจริงๆก็เอาไปใช้ในทางผิดแล้วหลงว่าใช้ปัญญา ที่จริงเป็นการเฉกาที่เอาเปรียบเอารัด ขี้โกง ทุจริต เล่ห์เหลี่ยม ไปเรียนสูงๆ จบดร.มา ๑๐ ใบก็เรียนเอาเฉกาทั้งนั้นไม่ได้สอนให้เกิดปัญญาเลย ไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนๆ แต่ไม่เอาอย่างมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยของพุทธศาสนาที่สอนให้มีปัญญาลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัวได้จริง จนหมดตัวหมดตน เป็นอรหันต์ก็เป็นผู้ลดกิเลสหมด แต่ก็รู้ทุกอย่าง อาศัยสิ่งควรอาศัย สร้างสิ่งควรสร้าง ขยัน สร้างสรร ไม่พักไม่เพียร ควรพักก็พัก ชีวิตควรเพียรให้มาก แต่อย่างให้สุขภาพเสีย เป็นความรู้สมบูรณ์แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมาสอน ให้ละกิเลส แล้วจะเป็นคนไม่เป็นภัยแก่ใคร มีแต่ประโยชน์คุณค่าแก่โลกแก่สังคม นี่คือการสอนของมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้า

เดี๋ยวนี้ยังเหลือความรู้โลกุตระหรืออาริยะนี้อยู่ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นการเพี้ยนเป็น อารยะ (หลงวัตถุ)หรืออริยะ(หลงอัตตาเห็นแก่ตัวเต็มบ้อง) เขาเข้าใจผิดว่า ปฏิบัติธรรมต้องออกไปอยู่แต่ผู้เดียว แต่แท้จริงคำว่าเอกา ที่ว่านี้คือไม่มีเพื่อนสองคืออยู่แต่ผู้เดียว แม้จะอยู่กับโลกท่ามกลางผู้คน ทุกฐานะแต่ก็ไม่มีกิเลสเลยนี่คืออยู่แต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง ศาสนาพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปเป็นศาสนาฤาษีดาบสของเก่า

หรือมาเรียนรู้ให้เป็นเอโกธัมโม ล้างกิเลสที่เป็นเพื่อนสองจากจิตให้หมด ก็เป็นเอกบุรุษ เป็นพลังงานระดับหนึ่งเดียว เป็นปุงลิงค์(เพศชาย) ถ้ามีพลังงานอื่นก็เป็นอิตถีลิงค์

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้เดี๋ยวนี้คนไม่เข้าใจได้ เป็นคนโง่ต่อความฉลาด คือโง่ตือฉฬายตนะ (เพี้ยนมาเป็นคำว่าฉลาด) คำว่าฉฬายตนะคือความฉลาดทาง ๖ ทวาร คือฉลาดต่อความจริง กระทบรูป มะพร้าวก็รู้ว่า รูปเช่นนี้ ถ้าผ่าออกก็จะมีเนื้อเช่นนี้ไม่มีรสชอบหรือชัง แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่า น้ำนี่หอมดี รสอร่อยดีก็คือโง่ทางอายตนะ ๖ แล้ว เกิดหวงแหน ของข้าใครอย่าแตะนี่คือโง่ในฉฬายตนะ

เป็นพลังงานอวิชชา เฉกตา แทนที่จะเป็นพลังงานซื่อๆชัดๆไม่หลงก็กลายเป็นโง่หลงหมด คำว่าฉลาดในภาษาไทยคือคำกลางๆที่แปลว่ารู้เท่าทันในอายตนะทั้ง ๖ แล้วคนที่เรียนรู้อาริยธรรมไม่ได้ก็คือพวกอเวไนยสัตว์ เรียนรู้ลดกิเลสไม่ได้ แม้จะรู้ภาษาบัญญัติได้ฉลาดรู้หมด แต่ปฏิบัติไม่ได้ก็มีเยอะแยะเลย หอบหวงสมบัติไว้กับตน จนตายไป แต่สร้างจิตตนให้มีวิบากบาปติดไปนานเท่านาน

สรุปแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้านี่ ต้องการสอนสัจธรรมที่ครองโลก จะกี่กัป กี่กัลป์ ก็ทันสมัยใหม่เสมอ แม้เก่าก็เก่าสมัยใหม่เสมอ ไม่มีคร่ำคร่า ยิ่งหายากตามหลักเศรษฐศาสตร์ยิ่งมีค่ามาก แพงมาก ทุกวันนี้ยิ่งแพงมากค่าสูงมาก อาตมาสร้างโรงเรียน พุทธชีวศิลป์เพื่อให้คนมาได้รับความรู้อันนี้ ได้มาสักคนหนึ่งนี่ราคาแพงมาก มีค่ามาก เพราะเป็นคนลดกิเลสเห็นแก่ได้ เป็นคนไม่มีพิษภัยต่อสังคม ช่วยสังคมได้ เป็นโสดาฯสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ได้นี่คือมนุษย์ประเสริฐแล้วช่วยโลกได้

แต่เดี๋ยวนี้เมืองไทยเมืองพุทธถูกโลกีย์ครอบงำไปหมด แม้อาตมาเอาธรรมะมาประกาศเขาก็นึกว่า เป็นคนเพี้ยน แรกๆจะปราบอาตมาให้ตายเลย แต่อาตมาก็ใช้ ธรรมที่รักษาผู้ประพฤติธรรมได้ ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง อยู่มาได้ แต่ถ้าอาตมาไม่ได้อยู่ในเมืองพุทธนะก็เผยแพร่ไม่ได้ เพราะคนศาสนานั้นยึดมาก สมัยโบราณ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าไม่ถูกศาสนาที่ตนเชื่อนะก็ฆ่าได้เลย อย่างสมัยก่อนเขาเชื่อว่า โลกแบน พอกาลิเลโอบอกว่าโลกกลมเขาฆ่ากาลิเลโอเลยนะ

ดีที่อาตมาอยู่ในเมืองไทยที่เป็นเมืองพุทธ และดีที่มีพระไตรปิฎก ที่เขายึดถือเคารพกัน อาตมาก็เอาอันนี้มาเป็นหลักฐานยืนยันเลย ใครมาเถียงอาตมาก็เอาพระไตรปิฎกยัน เขาก็เถียงไม่ค่อยออก จึงเป็น ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง และอาตมาก็อธิบายสัจจะตามที่อาตมาเข้าใจ แล้วพิสูจน์มา ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยก็เริ่มเข้าใจ ได้มาปฏิบัติได้หมู่มวล ที่มีจิตลึกๆที่ฝังรากลงไปในจิตแล้ว ท่านเรียกว่าแก่นของอาริยธรรมจุดแรก เหมือนโกณทัญญะที่มีปัญญาอันนี้ฝังเข้าไปได้ พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าอัญญาสิวัตโพโกญทัญโญ แม้แต่ข้างนอกจะไม่ได้แต่ว่ามีแกนจิตที่หยั่งลึกแล้ว นี่คือแกนจิตโสดาบัน แล้วค่อยพัฒนาตนไป ผู้ใดพากเพียรปฏิบัติก็จะได้เร็ว แต่ผู้ใดผลัดผ่อนก็จะช้า ไม่ใช่ช้าชาติเดียวนะ จะช้าไปหลายชาติ

แต่ละชาติคนมีศัตรู คู่รักคู่ชังมหาศาล แต่ละชาติๆกว่าจะผ่านด่านมาก็ไม่น้อย ถ้าใส่ใจธรรมก็จะเอียงมาทางธรรมแต่ถ้าออกนอกธรรม จะเจอคู่รักคู่ชังที่พาออกไป แล้วจะแค้นกับไปต่อๆ หรือดูดดึงรักกันไปต่อๆ แล้วไม่มีคู่เดียว ว่ากันไปเรื่อย นิยายของคุณจะไม่จบ เหตุ นิทาน ปัจจัยจะมากขึ้น มันต้องมาหยุดอาฆาต หยุดรักไปเรื่อยๆ เกิดมาแต่ละชาติมีอยู่แล้ว คู่วิบาก ของเก่าก็ยังไม่หมดแต่ก็ไปทำของใหม่เพ่ิมไปอีก โง่ไม่เสร็จ สร้างคู่รักคู่ชังตลอดกาล แล้วหาพวกหาคนเชียร์คนทำร่วมอีก ไปร่วมเบียดเบียนเขาอีก ใครหาพวกเก่งแล้วร่วมกันเป็นคณะใหญ่ ทำร้ายทำเลวไปเป็น นปช.

ขนาดตั้งใจหยุดมันยังไม่ง่ายต้องมาล้างพลังรัก/ชังไปเรื่อยๆ ลดคู่วิบากไปเรื่อยๆ ถ้าเราลดแล้ว เราหมดแล้ว แต่คู่รักมันยังไม่หยุดก็ยังมีวิบากเลย แต่ก็ดีกว่าเป็นการตบมือข้างเดียว แต่ถ้าไม่หยุดก็เป็นฉิ่งอัตโนมัติที่ตีกันไปตลอดกาล

คนจะมาได้ฟังธรรมะอาตมา เป็นธรรมะโลกุตระ ต้องมีบารมี ถ้าไม่มีบารมีฟังธรรมะอาตมาไม่เข้าหูหรอก ไม่ต้องพูดถึงเข้าใจเลย ยิ่งจะเข้าถึงการบรรลุอันนั้นไม่ต้องหวังเลย เขาผ่านมาไม่เข้าหูหรอก เขารำคาญด้วย โกรธ ไม่ชอบด้วย

แต่ถ้าคุณเข้าหู ก็จะเข้าใจ ปฏิบัติตามจนบรรลุเป็นสัมปัตติเลย คนจะมีบารมีฟังเข้าหูฟังเข้าใจยาก อาตมาตั้งโทรทัศน์มา ๘ ปีแล้ว เช็คดูว่าดูกันเท่าไหร่? คนดูเรือนหมื่นอย่างเก่ง ธรรมดาประจำเรือนพัน แต่ทางโลกเขาดูกันหลายล้าน อัตราก้าวหน้าโลกียะมันเร็วกว่ามาก แม้พระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนาคนก็เข้าใจได้แค่นั้น แล้วมายุคอาตมานี่มาเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านแล้ว เป็นยุคปลายศาสนาแล้ว

พระโพธิสัตว์มีลูกเป็นพันเป็นเอนก อาตมาก็มาเก็บตกมาตามหาญาติ เรื่องของต้นแบบต้นทุน ต้นเชื้อมีจริงในทางจิตวิญญาณ

ทางจิตวิญญาณที่เป็นต้นทาง จิตนิยามเป็นพลังงานชีวะ พอเกิดแล้วก็ปักมั่น ญาติธรรมที่เป็นอาริยะของพระพุทธเจ้านี่ อย่างที่อาตมาอธิบายโสดาปัตติมรรค มีเชื้อแล้ว ก็จะได้เพิ่มจากอุตสาหพากเพียร แต่ถ้าไม่พากเพียรก็จะเนิ่นช้า แต่ผู้ใดเอาใจใส่ก็จะได้เร็ว จุดเชื้อจุดนี้เป็นจุดก่อเกิด เรียกว่าเชื้ออริยธรรมหรือโลกุตรธรรม ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรก สืบเชื้อมาจนบัดนี้ก็ไม่หมด อาตมานี่เชื้อพระพุทธเจ้านะ เพราะอาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ คนฟังแล้วหลงเชื่อนะ ถ้าหลงเชื่อในสิ่งเลวก็บาป แต่ถ้าเชื่อในสิ่งดีนั้นไม่หลงหลอก เพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้านี้ยาก คนจะเชื่อจึงต้องมีปัญญาจริงว่าอย่างนี้ใช่ ถูกต้อง จะเป็นเชื้อจริง เร่ิมก่อหวอด

เมื่อขยายตัวขึ้นมา ตั้งแต่อยู่ในส่ิงที่คนไม่รู้เรียกว่านิวตรอน ก็มีธรรมะสอง นิวตรอนถ้าใครกระทบก็จะแตกเป็นสองเพศ ทางฟิสิกส์รู้ว่าใครทำให้นิวตรอนแตกตัวก็จะกลายเป็น isotope แตกไปกระทบกันไปเรื่อยๆ ส่วนที่จับตัวกันก็มี ถ้าพากเพียรจะแตกตัวเรียนรู้นิวเคลียร์ฟิชชั่น กลายเป็นธาตุเบา แต่อีกอย่างก็เป็นฟิวชั่นรวมตัวกันเป็นธาตุหนัก เป็น ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) รวมพลังงานให้เป็น โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ทำได้ถึงจริงเป็นจริงได้

อาตมามีเชื้อนั้นข้ามชาติ อาศัยดินน้ำ ไฟลม ร่างกายข้ามชาติมาเรื่อยๆจนมาเป็นโพธิรักษ์ในชาตินี้ แล้วอาตมาชาตินี้ไม่ได้เรียนจากใครเลย เอาของเก่ามาสอน พาพวกเราปฏิบัติได้ผลจนเกิดสังคมสาธารณโภคี มีสาราณียธรรม ๖ พุทธพจน์ ๗ ทุกคนไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ถือศีล ๕ อย่างต่ำ ตอนนี้พัฒนามีมวลมากระดับหนึ่ง ตอนแรกจะตั้งแผ่นดินพุทธที่ปฐมอโศก แต่ว่าไม่เกิดมวลมากพอ ก็ไม่เกิด แต่ว่าตอนนี้มีที่ราชธานีโศก ก็มีองค์ประกอบพอ เลยประกาศว่า เป็นแผ่นดินพุทธ

ใครฟังธรรมแล้วรู้ว่าดี ก็เอาไปทำให้ดี อย่าเอาไปทิ้ง แล้วนี่เป็นแก่นอโศกนะ เหลือแก่นไหม หรือว่าทิ้งแก่นไปหมดหรือผุพังไปหมดแล้ว....ก็พยายามรวมตัวกันขึ้น แก่นอโศก เป็นโรงสีแรกของชาวอโศก ตอนนี้เหลือซากอยู่ไหม? ...กลายเป็นโรงปุ๋ยไปแล้ว ปุ๋ยนี่อีสายเรียกว่า ฝุ่นนะ คือจากแก่น นี่ กลายเป็นฝุ่นเลย มันไม่ควบแน่นเลยนะ

อะไรที่ดีแล้วทำได้ให้ทำอย่าช้า เพราะสนามแม่เหล็กโลกีย์มันแรงมาก ....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน