230905-2-213 ทางเอกภาค2-ตอน213(หน้า469)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท054.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์166 KB
วันที่แก้ไข9 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันศุกร์ที่ 5 กันยายนพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมธรรมชาติที่พุทธสถานสันติอโศกอาการสวดเหล่านี้ก็คงใช้จังหวะหรือว่าใช้วรรคใช้ตอนเอาขนาดนี้ล่ะปรับขนาดนี้มันยังกระพริบนิดหน่อยที่เรายังเคยฝากข้าไปตั้งสติมันก็อย่างนั้นแหละตั้งสติหน่อยก็คงไม่มีปัญหาอะไรไม่มีเล็กน้อยก็จะได้รูปเป็นรอยรู้สึกว่าจะเป็นการสวดที่ ก็รักและชาวบ้านในแง่ศิลปะแล้วก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองนะเป็นการสวดอย่างอโศกสวดเป็นคำเป็นความให้มันชัดคำชัดว่าอะไรกันถ้ายิ่งเราคอยดูเสมออ่านดูตรวจดูเสมอคำความแล้วก็ดูถึงภาษาดึงความหมายอะไรต่ออะไรต่อไปอีกเราจะชัดเจนทีนี้เราท่องได้อย่างนี้แล้วเวลาเราเอาไปยกตัวอย่างเอาไปใช้อะไรในการบรรยายในการประกอบอ้างอิงอะไรๆต่างๆมันก็ยังขังๆยังดูใช้ประโยชน์ได้และมันก็ไม่ใช่ว่าของที่มันนอกเหนือกว่ามันเป็นอาคมเป็นภาษาที่เติมเข้ามาก็จริงแต่ว่าเติมเข้ามาก็อยู่ เรื่องในราวที่เราจะสื่อเป็นสิ่งที่จำได้ก็เป็นสิ่งที่จะใช้ประกอบในการที่จะนำไปเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ได้หรืออย่างน้อยการสวดดังกล่าวนี้มันก็มีอยู่ในโลกศาสนาทุกศาสนาหายากที่ศาสนาจะไม่มีการสวดเลยจะมีศาสนาพุทธที่ไม่สวดในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีส่วนร้องอย่างนี้แต่ก็มีสวดท่องทบทวนกันโดยธรรมบทเป็นสังคีติสังคายนาดังที่เล่าสู่ฟังนี่ก็บรรยายด้วยญาณของตนเองบอกยืนยันขอยืนยันด้วยตนเองว่าเป็นอย่างนี้ในสมัยพุทธกาล จะมาสวดกันแม้แต่พระนามว่าคาถาอย่างนี้ก็ยังไม่มีหรอกในสมัยพระพุทธเจ้าคาถาออกกันเป็นแบบนี้ก็ยังไม่มีที่มีก็มีแต่เป็นสวดกันไว้เพื่อรักษาหน้าที่อธิบายฟังแล้วอังกฤษที่หมู่ที่จะสวดพระสูตรไว้ก็ท่องจำกันไปพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ยังไงสอนยังไงก็มาท่องจำกันไว้เป็นหมู่หมู่เพื่อที่จะจำได้ไม่เอามาท่องเที่ยวใครกันไม่มีไม่อวดไม่ออกท่องสวดกันอยู่ในหมู่เท่าน

อ่านต่อ

ั้นเองไม่ว่าจะเป็นพระวินัยไม่ว่าจะเป็นพระสูตรก็ท่องจำกันไปแล้วก็สำคัญเป็นกิจจะลักษณะเหมือนจะสังคายนา LINE หรืออย่างน้อยที่สุดนี่ปัก 1 15 วันแล้วก็ถือว่าสังคายนากันทุกทีสำหรับพระปาฏิโมกข์เทศส่วนข้ออื่นๆบทอื่นๆก็สวดสวดกันไปน่าจะทำสังคายนากันเมื่อไหร่ก็สวดกันสวดกันการสวดสังคายนาสวดสังคายนาก็ต่างก็สวดกิตติมุ่งหมายสวดกันนำกันพากันไปให้จำได้เป็นโมโหหรือว่าทำให้พร้อมๆกันไปอย่างนั้นเองให้จำได้ตรงๆๆก็ไม่ต้องเก็บอะไรนักหนาให้มันได้อย่างหมู่ตามหมู่ส่วนสังคายนานั้นสวดเดี่ยวส่วนเดียวเพื่อเช็คอย่างนี้ถูกต้องไหมต่างคนก็ต่างช่วยกันฟังว่าอย่างนี้อยากให้คำผิดคำพลาดตกคำไหนหล่นคำไหนทวง ให้สวดใหม่ให้ถูกต้องอย่าให้ผิดแล้วก็เป็นที่รู้กันว่าอย่างนี้ถูกต้องสวดชัดๆเดี่ยวๆเอกๆเลยแล้วก็พูดนั่งฟังทุกคนเป็นพยานตรวจสอบด้วยแล้วก็ทำไม่ถูกต้องถ้าถูกต้องไปหมดก็ถือว่าอันนั้นแหละเป็นสิ่งที่ชอบแล้วใช่แล้วมีสังคายนาส่วนสวดพระนามว่าคาถานี้มาเกิดในหนหลังมันเกิดในระบบต่อมาซึ่งศาสนาอื่นๆที่เขามีเทวะเขามีการอ้อนวอนร้องขอกันเป็นแบบพระเจ้ามีอำนาจสิ่งที่ไม่รู้สิ่งหนึ่งที่เคยยกไว้เป็นเนื้อมีอำนาจและเขาก็ใช้กัน เพื่อที่จะต้องยึดถือเป็นศาสนาที่จะต้องใช้ศรัทธานำใช้ศรัทธาเป็นหลักจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างนั้นและเขาเคยอย่างนั้นกันมากันนานแล้วเขาก็ทำตามกันแล้วก็จะสวดอ้อนวอนกันขออำนาจต่ออำนาจพลังพิเศษแล้วก็ทำกันไปถือว่าพระเจ้าจะเป็นผู้บันดลบันดาลเป็นผู้ที่จะช่วยให้เป็นไปได้ก็อ่อนวอนกันไปทีนี้พอมาศาสนาพุทธมันอ่อนแรงลงมาก็แปรปรวนผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิหน่อยแล้วก็มีอำนาจในการปกครองหรือมีความรู้แต่ก็ยังมิจฉาทิฏฐิก็นึกว่าศาสนา ก็เหมือนศาสนาอื่นๆนะก็มีผู้มีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มีสิ่งบันดาลมันโดนเป็นพระเจ้ามีพรหมลิขิตมีเจ้ากรรมนายเวรมีอำนาจพิเศษบนดลบันดาลเหมือนอย่างเก่าๆอีกเข้าไปเข้าใจแบบนั้นอยู่ที่จริงก็เข้าใจแบบนั้นมาก่อนยังไม่ได้แปลความเห็นยังไม่ได้เปลี่ยนความเห็นยังเห็นไม่ได้ว่าศาสนานี้พึ่งกรรมทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วใครทำดีก็ดีเองใครทำชั่วก็ชั่วเองข้อสำคัญต้องมีปัญญาชัดเจนว่าเราจะรู้ชั่วรู้ดีที่ถูกต้องตามสัจธรรมได้อย่างไรและเชื่อมั่นในดีเชื่อมั่นในชั่วนั้นและก็ทำแต่ส่วนดีให้ได้ไม่เชื่อมั่นและก็ทำความเคยนั้นให้มันกลับมาเคยใหม่ให้มันกลับมาชินใหม่คุณภาพใหม่ ที่เป็นสัมภาษณ์ที่ถูกต้องเขายังทำไม่ได้ก็อยู่ที่ทำไม่ได้แต่รู้แล้วว่าศาสนาพุทธหมายเอาต้องมาซักซ้อมมาฝึกปรือตามศีลจนกระทั่งจิตเคยจิตเปลี่ยนไปตั้งมั่นอันใหม่จิตไปมีฐานใหม่ไปมีที่เตใหม่ไปมีความเคยใหม่เพราะเมื่อเรารู้แล้วเข้าใจแล้วเราก็มาตั้งหลักทำตนให้มันเกิดชาญอยู่เสมอให้มันเกิดความมีสติสัมปชัญญะแววไวจิตจะต้องอ่อนพรเพราะถูกดับได้หมดแต่วิญญาณจะต้องแววไวมีสติรู้ตัวแล้วก็ดับได้เลย เป็นไปตามที่เราต้องการเป็นไปตามที่เรารู้ทำได้ผู้ที่มีความสามารถในการที่จะทำจิตเป็นไปโน้มน้อมไปตามจิตตนได้อย่างนี้ก็เหมาะที่จะกระทำเสมอกระทำการงานอะไรก็ทำได้แล้วก็ดัดได้กายกรรมวจีกรรมก็จะพอเหมาะพอสมได้จะเข้าสัมมาอะระหังไม่ว่าการงานอะไรไม่ว่าเริ่มคิดไปว่าเริ่มพูดไม่ว่าเริ่มทำงานไม่ว่าจะทำอาชีพความพยายามและสติควบคุมต่อทิฐิทิฐิที่เป็นประธานเราเห็นอย่างนี้แล้วจะแจ้งอย่างนี้ต้องอย่างนี้เราก็ทำไปพรุ่งนี้ก็จะทำงานเป็นสติปัฏฐานได้เหมาะสมที่จะทำการทำงานนู่นมีอะไรต่ออะไรก็ได้ปรับปรุงตนเองไปมีสติควบคุมรู้สัมมา พระครูบทบาทที่จริงก็ทำฌานลืมตาไปเรื่อยๆก็จะสั่งสมเป็นที่เต้และอดีตเป็นชาญ 3 ฌาน 4 สู่ความว่างความหลุดความเบาเป็นสุขผู้รู้ท่านกล่าวว่ามีอุเบกขาแล้วแลอยู่เมื่อเริ่มต้นเข้าฌาน 3 ฌาน 4 ผู้รู้ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ที่มีอุเบกขาแล้วแลอยู่หมายความว่าเริ่มต้นเข้าฌาน 3 นี้มีความว่างความเบาความปลดปล่อยได้สบายรู้เท่าทันส่วนที่ทำเจตนาจะทำแล้วก็รู้ส่วนดีเรียกว่าได้ดีมีปิติมีสิ่งที่ชูกำลังสำหรับผู้ที่จะ ปิติชูกำลังส่วนผู้ที่ไม่ต้องใช้ปิติชูกำลังก็ลดปิติได้จะลดมิติได้ก็ไม่ว่าคำว่าปิติที่มันเป็นกิเลสเป็นอุปกิเลสนั่นก็ลดลงไม่ต้องไปตื่นเต้นดีใจซึ่งใครปฏิบัติมาแล้วก็จะรู้ว่าปิติมันก็ลดได้มันก็เบาจางลงได้แม้จะไม่ไปทำอะไรมันถ้ามันมากมากมายมายเกินไปแล้วพอดีจะเคยตัวถ้าไม่มีปิติแล้วก็ไม่อยากจะทำอะไรไม่มีปิติและก็ไม่อยากจะทำให้เป็นไปตามที่เราควรทำมันก็จะอ่อนแรงหรือมันก็จะไม่เข้าท่าตอนนั้นเราไม่ต้องอาศัยปิติจูงนำไม่ต้องอาศัยปิติมาช่วยชูเหมือนยาชูกำลังและเหมือนน้ำตาลเหมือนสีสวยล่ออยู่อะไรนี่ก็เราก็ไม่ต้องอาศัยอะไรเป็นเครื่องหล่อเลยหมด [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] ตนเป็นของตนมีความหมายภาษาหมายความว่าอย่างนี้แต่คำว่าตนอัตตาที่จะอธิบายละเอียดเข้าไปอีกก็พึงรู้เป็นสภาวะหมุนรอบเชิงซ้อนลึกซ้อนเข้าไปอีกแม้แต่ตนก็ไม่ต้องติดมันมาอีกอันนึงแต่เราต้องรู้ความหมายหยาบความหมายละเอียดเป็นรอบเป็นรอบให้ได้ตอนนี้เราเป็นอย่างนี้ก่อนเราเป็นอย่างนี้จริงๆเราเพิ่งกำพึ่งสิ่งที่เป็นไปได้ด้วยความรู้ความเห็นของตนไม่ใช่ไปอาศัยอำนาจเทวะที่ไหนมีศาสนาพุทธถ้าเราเข้าใจแก่นแท้ไม่ได้อย่างนี้มันก็เป็นศาสนามันไม่เป็นตัวของตัวเองแล้วมันไม่มั่นคงมันไม่เชื่อแน่มันเชื่อตัวเองตัวเองเป็นคนทำตัวเองเป็นคนรู้แม้รู้แล้วนี่เรายังต้องมาฝึกฝนด้วยหลักศีลสมาธิปัญญาด้วยหลักสัมมา มาร์คด้วยหลักโพชฌงค์ด้วยหลักสภาวะสังวรสูตรด้วยหลักอะไรแล้วแต่เมื่อตรวจสอบดีแล้วจะเห็นว่ามันลงกันหมดเลยว่าเราจะต้องรู้และฝึกตามที่รู้นั้นให้มั่นคงลงตัวแล้วกล้าองอาจเจ้ากล้าพอตัวทีเดียวประเด็นชอบปัจจัยไม่ไหวหวั่นไม่หวั่นไหวไม่ไหวไม่ไหวโลกเขาจะเป็นยังไงจะมีอำนาจมีแรงผลักแรงดูดมีแรงจะมาทุบมาถมมีแรงที่จะมาทำให้เราเอียงเราเสียยังไงมันก็ไม่เอียงไม่เสร็จจึงเรียกว่าแข็งกล้าแข็งกล้าองอาจพอตัวแล้วจึงเรียกว่าอันเนี้ยชอบปัจจัย แผงซ่าโอกาสพอตัวแล้วจริงแล้วเราก็ทำบุกเบิกไปสร้างประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเรื่อยไปเพลงนี้เป็นหลักการของพุทธซึ่งเราจะทำได้มีการจะสวดนี่ก็เราทุกวันนี้เราก็แหวกลงมาอยู่ในศาสนาที่อวัยวะในทางศาสนาตะวันออกและศาสนาทางตะวันตกก็เป็นศาสนาแบบเดิมอีกและมีก๊อตมีพระเจ้ามีเทวะอีกแหละแล้วก็ใช้อำนาจเทวะอย่างนั้นมาอีกอันนี้มันก็ช่วยไม่ได้เพราะว่าครูมาทำด้านนี้พระพุทธเจ้ายิ่งตรัสเอาไว้อย่างที่ว่าไม่เป็นฐานะที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดในอายุในวาระไล่เรียงกันหรือว่าซ้อนกัน 2 องค์ ทัดจริงๆที่พระพุทธเจ้าตรัสจึงยืนยันไม่ว่าจะเป็นฝั่งตะวันตกตะวันออกคนละฟากฟ้าฟากโลกอะไรกันก็ไม่ใช่ว่าจะมีได้ง่ายๆในโลกลูกหนึ่งที่จะมีสัมมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาอย่างนี้ 2 องค์พร้อมกันหรือในเวลาไล่เลี่ยกันไม่มีมันยิ่งเป็นข้อยืนยันชัดแจ้งว่าจริงเหลือเกินอย่างที่จะมีก้อนมีภาวะอย่างนั้นเราไม่มีปัญหาเราทำตัวเหมือนอย่างนั้นพรานนั้นอยู่ในนี้ด้วยศาสนาพุทธมีฐานที่มีก้อนมีพระเจ้าด้วยมีด้วยไม่ใช่ว่าเราไปรังเกียจแล้วก็ไม่เห็นความจริงไม่เห็นฐานอันสูงของเขาไม่ใช่นะทานอันสูงของเขามีจริงนะสูงไม่ใช่เล่นนะได้ขนาดนั้นก็ไปเปิดมนุษย์ไม่ใช่น้อย ประเสริฐแต่มันก็ยังไม่ตัดรอบอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ถึงขั้นของพุทธนี้มันเป็นซะเองพระเจ้าอยู่ที่เราเองเลยอย่างรู้อย่างเห็นแล้วเราก็ไม่สงสัยเราไม่ลบหลู่พระเจ้านะไม่ใช่ว่าเราลบหลู่พระเจ้านะเราไม่ลบหลู่พระเจ้าความเป็นพรหมความเป็นเทวะชั้นสูงสุดนี่เป็นเทวะซึ่งเราอธิบายกันอยู่เดี๋ยวนี้เราไล่ขึ้นมาถึงเทวะตั้งคำว่าพรหมและนี่กำลังอธิบายพรมสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนลงไปหาโมหาคติโมหาคติพรหมที่กรมหลงเป็นไปด้วยความหลงโมหะและก็เอามาแยกแยะเปรียบเทียบให้ฟังอยู่นี่ยาวมากมายไม่รู้กี่ชั้นกี่ตอนแล้วก็ได้พยายามอธิบายถึงสภาวะที่ถูกต้องสอนลงไปให้เห็นให้ อยู่ในตัวถ้าใครแยกไม่ออกฟังไม่ออกก็เลอะปนกันวุ่นไปหมดแต่ถ้าใครฟังออกจับได้แม่นได้ชัดก็จะเห็นกระจัดกระจ่างเห็นดีเห็นสมเหมาะสมควรยังชอบทีเดียวก็ขั้นเทวะขั้นสูงขั้นพรมเหมือนยังศาสนาพรพรหมซึ่งมีมาก่อนศาสนาคริสต์มีมาก่อนศาสนาอะไรต้องไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปีศาสนาแบบพระเจ้านี่เขามีอยู่แล้วเขามีอุปนิษัทก็มีคำสอนออกเยอะแยะมากก็ศาสนาคริสต์มากก็ศาสนาของตะวันออกกลางฝั่งตะวันตกเขาอีกตั้งเยอะตั้งแยะคำสอนต่างๆซึ่งเป็นปรัชญาที่ไม่ใช่ย่อยๆเลยมีมาเก่ามาแก่ดีนะมาก ถ้าเราสืบดูแล้วเราจะเห็นมีผู้ที่เคยเป็นโรคที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากล่าวประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากล่าวทางมันสมองทางความรู้อะไรนี่เขามีมาจริงๆเหมือนกันอย่างนั้นแต่ถึงกระนั้นก็ดีก็ยังมีอันเลิศอันยอดอันสามารถที่นำมาพิสูจน์เป็นปัจจุบันนั่นเคียวได้เดี๋ยวนี้เราก็รู้ว่าพระเจ้าเราก็สัมผัสอยู่เดี๋ยวนี้สภาพดีที่สุดของมนุษย์ประเสริฐสูงสุดไม่มีอะไรต่ออีกแล้วได้อย่างนี้พิเศษที่สุดแล้วอรหันต์เป็นอย่างนี้ใครจะต่อภูมิอรหันต์นี่ไปอีกเพื่อที่จะทำอย่างนี้ด้วยการหมุนเวียนรอบแล้วรอบๆเป็นโพธิสัตว์จะมาสั่งสมบูรณ์จะมาสู้กับทุกข์อีกจะมาสู้กับวิบากอีกก็เอาท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรเลยจะต่อ ปริญญาตรีหรือจะต่อโทโตจะต่อเอกอีกต่อเอกแล้วจะต่อไปจนกระทั่งไม่รู้จะนับอีกกี่ขั้นไปถึงสัมมาสัมพุทธเจ้าคุณจะต่อไปถึงสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เชิญเลยเป็นความรู้ยิ่งของผู้นั้นอย่างบริสุทธิ์ใจจิตใจซื่อสัตย์ซื่อตรงอย่างแท้จริงไม่ซ่อนไม่แฝงไม่เบี้ยวไม่พลางไม่รวมทำด้วยความอุตสาหะวิริยะเหน็ดเหนื่อยสู้กับโรคเขาโลกมันมากแล้วมันก็มีเหลี่ยมมีครูมีอะไรเยอะแยะที่เราจะต้องบากบั่นเพื่อจะทำให้เอาชนะที่จริงน่ะจะเอาชนะเขาเอาชนะให้เขาปรับเปลี่ยนยอมแพ้มาทำอย่างนี้นะอันนี้เป็นความสุขเย็นของโลกของมนุษยชาติไอ้อย่างโน้นน่ะมันเรื่องเอาเปรียบคุณฉลาดก็ฉลาด โกงโกงแอบแอบแช่งๆอยู่อย่างนั้นมันบาปมันทุกข์มันไม่เข้าเรื่องแล้วมันเสียสละอย่างนี้มาเป็นอย่างนี้ดีกว่าจะไปทำอย่างนั้นอยู่แล้วก็ทำกันอยู่ตลอดโลกใครๆมันก็ทำแฝงบ้างสอนมั่งอยู่อย่างนั้นน่ะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรหรอกเวียนวนใช้หนี้ใช้สินพระโพธิสัตว์ก็จะรู้รอบแห่งความบนจะรู้วัฏสงสารรู้จักวัตกรรมที่วัดก็กลับสังเวียนวัดต้องกลับรู้จักไม่รู้กี่รอบกี่วัดตะกันน่ะรู้เข้าใจชัดแจ้งเห็นจริงรู้ในวิบากแห่งวิบากแต่เราก็จะรู้ว่าพี่บ่าวมันก็เรื่องธรรมดาที่เราจะสู้กันด้วยปัญญาและการชดใช้มันไม่ใช่เรื่องหนักเรื่องหนา ใครมีอนันตริยกรรมยังต้องรับอนันตริยกรรมเลยรับไปแม้ที่สุดปลีกไม่ออกพ้นไม่ได้เป็นพระอรหันต์แล้วขนาดท่านอัครสาวกก็ต้องรับไปอนันตริยกรรมจะวิ่งหนีไปไหนเพราะฉะนั้นวิบากธรรมดาอย่าไปวิ่งหนีเลยไม่ต้องวิ่งหนีหรอกไม่บาปธรรมดามันไม่ใหญ่เล็กๆน้อยๆไม่ถึงตายไม่ถึงขั้นอะไรนักหนาวิบากธรรมดาอันนั้นก็ดีกรรมขนาดถึงเอาถึงตายก็ยังต้องรับต้องทำไม่ต้องไปห่วงมันคนเรานี่มันก็ต้องเวียนวนอยู่อย่างนี้เวียนวนกระทำไปเราเรียนรู้ถูกหลักถูกทางที่เราจะบำเพ็ญแล้วจะมาเห็นชัดเห็นเด่นความถูกต้องมันอยู่อย่างนี้เองแล้วเราก็อยู่อย่างคน ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างนี้แล้วจะไม่มีปัญหาอะไรสั่งสมจากกุศลยังกุศลให้ถึงพร้อมแม้มันจะหนักหนาเหน็ดเหนื่อยมันก็อยู่ที่อินทรีย์ภาระเราอยู่ที่ความสามารถเราเราไม่มีความสามารถเราไม่มีศิลปะเราไม่มีฝีมือเราไม่มีสมรรถนะเราก็ฝึกฝนเข้าไปสิถ้าบอกว่าที่นี่ก็ฝึกฝนอย่างนี้กันเขาไม่ฝึกฝนเอารถเอาลาบเอายศเอาเปรียบเอารักใครอื่นแล้วมาฝึกฝนการเสียสละโรงเรียนที่เขาเรียนจะฝึกฝนความรักเอาเปรียบเขามีมากมายในโลกแต่โรงเรียนที่จะฝึกฝนมีความเสียสละเสียเปรียบถ้าพูดอย่างชัดๆแล้วไม่สงสัยแม้จะบอกว่าเราจะเสียเปรียบเขาเราก็ไม่สงสัยแต่ก็มีนายะที่จะ ทำลายทำอยู่มีนัยยะไม่ทำลายทำไม่ดูให้ไม่ทำให้ดูว่าธรรมะนี้เป็นของต่ำต้อยถูกลบหลู่ได้เราไม่ทำแล้วจะไปที่ไหนเป็นยังไงเราก็จะยกย่องทำให้เขาเห็นว่าธรรมะได้เป็นของไม่ใช่ว่าของสุนัขชังเป็นของโลกกันเล่นๆไม่ใช่แต่เป็นของที่มีชั้นเชิงมีชั้นเชิงที่หน้าเคารพนับถือเป็นคุณงามความดีทำที่ไหนก็ให้เขารู้สึกได้อย่างนั้นแม้จะเป็นการอ่อนน้อมถ่อมตนก็อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่เขาเองเขาจะต้องเกรงใจแล้วยกย่องไม่ใช่ไปอ่อนน้อมถ่อมตนจนเขาเห็นว่าเออไอ้นี่กฎของไปเลยอันนี้เป็นคนใช้ไปเลย ใยในลักษณะนั้นแล้วเราก็จะต้องปรับปรุงใช้ศิลปะใช้ความสามารถในการจะไม่ให้เขาลบหลู่ทำไม่ให้กดให้ไม่ให้เขากดขี่ธรรมะที่เราทำนั้นด้วยใจดีด้วยคำกิริยาหรือด้วยความโน้มน้อมถ่อมตนไปอย่างจริงใจแต่ไม่ใช่ธรรมเพื่อที่จะให้ดูถูกเป็นความเสียสละที่มีค่าไม่ใช่สิ่งที่ต่ำต้อยอะไรอันนี้มันก็อธิบายเป็นภาษาไม่หมดพูดไม่ได้มันไม่รู้จะอธิบายยังไงยังพูดไม่เก่งสักวันหนึ่งในอนาคตอาจจะพูดเก่งบรรยายออกก็ได้แต่วันนี้ยังไม่สบายไม่ออกว่าจะพูดให้หมดได้อย่างไรก็ไม่ให้ดูถูกทำเราจะต้องรักษาธรรมแต่ การอ่อนน้อมถ่อมตนเนี่ยมันซ้อนๆอยู่ลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นถ้าคนอื่นเขามีองค์ประกอบแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นไปในสภาพที่จะคมดูถูกเราก็จะต้องมีศิลปะในการที่จะไม่ให้ไม่ให้เกิดการดูถูกแต่ก็จะถอนด้วยรูปไหนก็แล้วแต่บางคนอาจจะหยุดทำเลยหรือบางคนอาจจะทำต่อแต่ว่ามีเหลี่ยมควรที่จะให้คนเห็นได้รู้ได้ว่าคนที่มันข่มๆนี้เป็นคนผิดนะเป็นคนที่ทำไม่ถูกแล้วนะอย่างเงี้ยเป็นคนโง่แล้วนะไม่ใช่ฉลาดนะมาดูถูกทำมาข่มทำนี่เราจะทำยังไงให้เขาเห็นได้ให้เขารู้ได้คนนั้นจะมีศิลปะคนนั้นจะมีการแสดงออกได้คนนั้นจะมีวิธีการมี วิธีมีอิทธิวิธีที่จะสามารถกระทำซ้อนซ้อนลงไปได้อย่างเก่งนี่เรียกว่าเขาจะสามารถเหมือนการฝึกฝนการฝึกครูนี้ต้องรู้ความรู้ต้องรู้หลักเกณฑ์ในทฤษฎีดังกล่าวนี้แล้วก็ไปทำมันจะฝึกฝนไปตลอดชีวิตเมื่อเข้าใจแล้วชีวิตมันจะไปอยู่ไหนไม่มีอะไรหรอกเราเกิดมาก็เพื่อที่จะมีการงานเป็นที่สุดถ้าคุณเข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจแล้วกรรมมันตะคำเดียวนี่อาตมาเข้าใจแทงทะลุเลยว่าศาสนานี้อยู่ที่กรรมมันตะการงานเป็นที่สุดธรรมะบอกอันตะการงานเป็นปลายเพราะฉะนั้นยิ่งเอามาสอนร้อยกันกับคำว่าเราไม่พักเราไม่เพียร ผู้ข้ามฝั่งหรือเราข้ามออกข่าวช่อง 3 ได้เอามาสอนร้อยร่วมกันเท่ากับทฤษฎีนี้ยิ่งผนึกเลยชัดเด่นและอื่นๆก็ไปสอดร้อยก็กลับไปสัมมนาสอดร้อยเข้าไปกับอะไรอื่นๆก็มีวิริยารำพระอยู่กำกับอยู่ทั้งสิ้นวิริยารัมภะก็คือท่านหนึ่งของกัมมะคือการปรารภความเพียรก็อันหนึ่งของการของที่เราไม่พักเราไม่เพี้ยนอันหนึ่งของอายุอันหนึ่งของอายุแห่งธรรมของอิทธิบาทขยายไปอย่างนี้เกี่ยวข้องไปก็ยิ่งชัดเจนจะไปมีอะไรอยู่ในอิทธิบาท 4 คนเรามีอิทธิบาท 4 เป็นอายุแสดงตัวแสดงตนอยู่เป็นสมณะแล้วนี่แสดงว่าเรายังไม่ตายนี่คืออะไรเรายังมีอายุอยู่ คืออะไรก็แสดงอิทธิบาทใครเห็นก็บอกองค์นี้ยังไม่ตายมันต่างกันกับศาสนาฤาษีที่นั่งอยู่อย่างกับคนตายศาสนาพระพุทธเจ้ามันต่างกับเขาตรงนี้ศาสนาอื่นเอาแต่นั่งเฉยเรื่อยๆกลายเป็นคนตายพระพุทธเจ้าถึงพูดตัดซ้อนเอาไว้เพราะในสมัยโน้นก็มีมากสมัยพระพุทธเจ้ามีมากนั่งเป็นฤาษีชีไพรเอ่อเป็นฤาษีตาไฟอย่างที่ว่าเนี่ยเหมือนมากจะดูพระพุทธเจ้าก็ต้องยอมยอมต้องใช้ภาษาใช้ศิลปะในการที่จะกลับสอนใช้ทฤษฎีอะไรไว้อุปสรรคมันก็ต้องเข้าใจรู้ส่วนอนุบาลก็ไม่เคยเข้าใจนะไม่ค่อยรู้มันเป็นความฉลาดในการ สอนในการที่จะใช้โวหารภาษาใช้ทฤษฎีอะไรต่างๆซ้อนไว้พระพุทธเจ้าก็ยืนยันมีพิสูจน์ให้ฟังว่าหลักการมีหลักมีฐานอ้างอิงไม่ใช่ว่าไม่มีอายุของรัฐอายุของสมรรถนะผู้มีอายุอยู่ยืนยันว่ามีอายุก็คือผู้ที่มีอิทธิบาทมีความยินดีมีวิริยะมีจิตเอาใจใส่ไม่ใช่เป็นคนเหนื่อยไม่ใช่เป็นคนปล่อยแต่เป็นคนเอาจิตมาใส่ไม่ใช่เป็นคนปล่อยจิตหรือดับจิตมีจิตเท่าไรก็อยู่ในฐานะของธาตุรู้เต็มจิตฉันได้แปลว่าจิตตะในอิทธิบาทเคยแปลว่ามีจิตเท่าไหร่ก็เอามาถมลงไปในงาน เรียกว่าจิตตะเอาใจใส่คนจิตของเรานี่มาใส่ลงไปในสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่คุณเป็นอยู่ได้อะไรคุณกำลังเรียนหนังสือคุณกำลังเหนื่อยก็มาทำวัดเนี่ยมาเรียนหนังสือคุณก็เอาจิตมาทั้งหมดเลยมาพร้อมลงไปในการเรียนนี้มีคนอธิบายมีคนพยายามแสดงความรู้อยู่ต่อหน้าต่อตาแล้วก็โยนิโสมนสิการผู้ติดไว้กับงานนี้โยนิโสมนสิการผู้คิดไว้กับงานนี้มีมานะมีจิตเนี่ย 10 แปลว่าผูกกาละแปลว่างานก็เอาเข้าอยู่กันในงานนี้อย่าให้มันไปงานอื่นอย่าให้มันเป็นร่วงหล่นอย่าให้มันรอบมันแฟ๊บมันหล่นมันตกมันบอกมันพร่องไปอื่นเอาไว้นี่รวมไว้เต็มเรียกว่าเอาจิตใส่เอาใส่จิต จิตของเรามาเป็นอันนี้อยู่เต็มครบแม้แต่หรี่ลงไปก็ไม่รีฟุ้งไปก็ไม่ฟุ้งไม่ออกนอกเรื่องไหนอยู่ในเรื่องนี้โดยตรงเอาจิตมาใส่เราก็จะได้ประโยชน์ครบครันพัฒนาได้ปรับปรุงได้แม้เดี๋ยวนี้เราก็ได้ในการปฏิบัติบำเพ็ญไปด้วยพร้อมกันมันจะเกิดการปรับปรุงไปในตัวเมื่อมันมีฤทธิ์มีแรงเพียงพอมันจะเกิดปรับในตัวเดี๋ยวนี้เลยเพราะฉะนั้นนั่งฟังธรรมจึงบรรลุธรรมได้นั่งฟังธรรมเนี่ยแหละก็คือการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวบรรลุธรรมได้มีอำนาจมีฤทธิ์มีแรงผสมกระแสจนถึงขั้นบรรลุธรรมได้อิทธิบาท 4 ก็คือการงานมีความยินดีอยู่เสมอ มีฉันทะในงานใดๆก็ตามใจเราจะมีวิริยะใสมีจิตสายมีการพัฒนาอยู่เสมออิทธิบาทก็คือการทำงานโดยตรงอิทธิบาทไม่ใช่เรื่องอื่นจากการเรียนการงานการโน้นการหนี้อะไรอิทธิบาทนี่เป็นตัวแสดงความเป็นมนุษย์ไชยชาติมนุษย์ไม่มีอิทธิบาทมนุษย์มีแต่นิวรณ์ไปปรุงจะตามไปปรุงแต่พยาบาทไปเอาแต่หลับๆหลายๆไปเอาแต่ฟุ้งซ่านอะไรอยู่ไม่เข้าเรื่องราวมันจะเป็นมนุษย์อะไรนะเป็นทางแห่งความเสื่อมนิวรณ์เป็นทางแห่งความเสื่อมแท้ๆเข้าใจแล้วพูดกันซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำอีกยืนยันแล้วยืนยันอีกรู้เนื้อรู้ตัวรู้น่ารู้ตาของผีอารมณ์ผีแต่เราก็ยังคบผีอยู่เรื่อยพูดอยู่ต่อหน้าพระแท้ๆขนาดพระโพธิรักษ์ อยู่นี่ก็ยังเล่นกับผีอยู่ต่อหน้าเราดุ๊กดิ๊กดุ๊กดิ๊กก็สาวเย้าแหย่กับผีพาผีมาชวนมาหยอกมาล่อมันเล่นกันต่อหน้าต่อตาอย่างงั้นน่ะมันถูกต้องแบบนี้เขาเรียกว่าลิงหลอกเจ้าเขาเรียกลิงหลอกเจ้าอย่าเอาผีมาหลอกมาหลอกมาเล่นกับผีอยู่ต่อหน้าต่อตาพระลิงหลอกเจ้าเจ้าไม่จริงมันเป็นลิงหรอกจ้าไม่ชัดเพราะอำนาจของเรายังไม่แข็งแรงในจิตใจหนึ่งซึ่งเราก็ยอมรับมันจะโดนว่าโดนด่ายังไงก็ยอมรับเพราะเรายังไม่แต่งยังไม่เก่งอำนาจยังไม่แข็งแรง นั่นก็ยอมรับกูยอมรับอย่างนี้ก็ไม่มีการแหนงหน่ายจะถูกด่าถูกว่ายังไงก็ไม่มีการถดถอยเพราะว่ามันจริงเรายังไม่แข็งแรงส่วนผู้ที่แข็งแรงแล้วก็ทำเลยสิทำทันทีถ้าจะหลบจะเลี่ยงอย่างโน้นอย่างนี้มันก็เป็นจอมโจรบัณฑิตอำพรางทำแฝงทำเลขทำเลขทำชั้นทำเชิงฉันทำอันโน้นอันนี้เป็นการแฝงการพรางก็ตื่นก็ตื่นสิก็รู้ก็รู้ก็ทำให้มันรู้ให้มันเข้ารูปเข้าร่องเข้ารอยกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมให้มันตรงกันถ้าทำไม่ตรงกันอยู่ตัวเองก็ทำสำเร็จทำเชิงฉลาดแฝงๆสั้นๆพลางๆลงๆทำอย่างโน้นอย่างนี้ถ้างั้นทีอย่างงี้ประดิษฐ์ภาพประดิษฐ์ทางประดิษฐ์รูปประดิษฐ์อย่างโน้นอย่างนี้แฟนๆปนๆเอาไว้มันก็เป็นเล่นๆ อุทธัจจะชนิดหนึ่งมานะชนิดหนึ่งอยู่ในตัวของผู้มีปัญญานั้นปัญญาแบบนี้กับปัญญาเลี่ยงๆหลบๆไปสั้นๆแพงๆทำรูปทำรอยของตัวเองไปแสงรูปแสงรอยซ่อนรูปซ่อนรอยไปเท่านั้นเองแต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่มีอะไรแฝงรูปแสงโดยไม่มีซ่อนรูปซ่อนรอยเจตนาจริงใจอาจจะทำให้เงินในภาวะอย่างนั้นอย่างนี้ก็ทำตรงๆแล้วมันก็จะเห็นรูปนี้ชัดรูปนี้ไม่แสงไม่พ้นไม่มีซ่อนไม่มีอะไรปนชัดเจนนั่งเห็นว่าสนใจดีจริงทุกอย่างถูกลูกถูกนามมันจะชัดน่ะแล้วเราก็จะมาแข่งนิวรณ์ 5 นี่แหละเป็นหลักการใหญ่ๆนิวรณ์ 8 ก็เป็นเครื่องยืนยันซับซ้อนสนับสนุน ว่าเราเป็นผู้มีวิชาที่แท้จริงเป็นผู้ที่มีประมุขชาติที่จริงเป็นผู้มีความยินดีจริงไม่ใช่ยังมีซ่อนความไม่ยินดีอยู่ในตัวเล็กๆน้อยๆอะไรไม่ใช่ยินดีอย่างซื่อตรงเป็นสัญชาติในคนตรงยินดีพอใจอย่างนี้พอใจยินดีอย่างแท้เลยเต็มใจไม่มีเราไม่มีแรงประมูลพระกุศลรู้ว่าแม้จะทำสิ่งนี้เป็นสมมติฐานก็ยินดีที่จะทำตามกฎตามระเบียบตามรูปตามรอยเป็นกุศลอย่างกุศลให้ถึงพร้อมรูปนี้นามนี้สอดคล้องยินดีด้วยเห็นด้วยแล้วทำพร้อมทั้งรูปทั้งนามเป็นไปเป็นหมวดเป็นหมู่เป็นกำลังนะเป็น ตัวที่อุปการะให้ขึ้นสู่สภาพเสริมส่งสูงขึ้นนิวรณ์อีก 3 ข้อนี้ละเอียดลออขึ้นไปอีกเก็บละเอียดจากนิวรณ์ 5 ที่จริงแล้วเราก็พูดที่พ้นในนิวรณ์ 5 นั่นน่ะสบายตัวแล้วยิ่งนิวรณ์ 8 เนี่ยเก็บละเอียดเป็นพระอริยะถ้าพระอรหันต์ก็ 85% สอบได้แล้วนิวรณ์ 5 อีก 15% จะเก็บละเอียดอันนี้เป็นการเป็นธาตุอาหารบริสุทธิ์บริบูรณ์สูงสุดตรวจอ่านในเรื่องของวิชาความรู้ชัดแจ้งยิ่งจะสอดร้อยความรู้ความเห็นนี้ยิ่งจะเป็นชัดไม่มีเศษเสี้ยวอะไรหลุดหล่นและเป็นไม่ใช่อันติเป็นประมุข ภารกิจแปลว่าความไม่ยินดีต่อเมื่อเช้าแปลว่าความยินดีปรีดาปราโมทย์ปราโมทย์ที่นามสกุลปราโมทย์เป็นความยินดีเป็นความพอใจความร่าเริงเบิกบานคือจะแปลพุทธะนี่ก็คืออันนี้แหละคือความปราโมทย์เป็นความยินดีเป็นความเบิกบานร่าเริงในความของเบิกบานร่าเริงสดใสแจ่มใสอยู่ที่เดียวเราจะมีอันนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นพุทธไม่ใช่ห่อๆไม่ใช่แต่ไม่ใช่บานล่าซ่าก็เคยกำหนดจำกัดความลงไปให้ชัดเจนอยู่แล้ว สัญลักษณ์อย่างนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งสมมติสัจจะอันชัดเจนเมื่อเรารู้เป็นปรมัตถ์รู้ความจริงถึงที่สุดใจของเราเราเองสามารถให้เป็นไปได้ยังจิตให้เป็นไปได้ตามตามอำนาจอำนาจก็คือเรามีเรี่ยวแรงเพียงพอมีเจโตว่า 10 ประตูให้มันเป็นอย่างนี้ได้เป็นได้เมื่อไหร่เมื่อไหร่ก็เป็นได้ไม่ตกไม่หล่นนั่นแหละเรียกว่าเป็นผู้ที่มั่นคงสถิตเสถียรถาวรหรือชี้แจงขี้แตกเสถียรยืนยันอยู่ยั่งยืนอยู่เป็นภาษาที่มีความหมายย้อนแย้งกันกับคำว่าอนิจจังอนิจจังไม่เที่ยงแท้ไม่ยั่งยืน แต่อันนี้เป็นความหมายที่ย้อนแย้งแต่ไม่ใช่ลักษณะเดียวกันไม่ใช่ลักษณะเดียวกันอันนี้เป็นลักษณะที่ทำให้ยั่งยืนเพราะเราเห็นว่าเป็นกุศลเป็นอนุกรเป็นอุปการะหรือเป็นนิวตรอนสุดท้ายเพราะฉะนั้นอันสุดท้ายอันปลายสุดแห่งอุปการะนิวรณ์นี้ก็คือกุศลหรืออกุศลเรารู้แล้วนี่ก็ยังกุศลให้ถึงพร้อมเป็นกุศลให้ถึงพร้อมที่เราจะทำวันนี้ใครจะตู่ว่าอย่างไรก็ตามดูว่ายึดก็ตามเรายึดศีลยุติธรรมเรายึดรูปยึดนามนี้ยึดแต่สมมติที่สัจจะการวางการปล่อยนั้นเป็นอัตโนมัติของคนผู้นั้นเองผู้นั้นจะวางจะปล่อยเมื่อไหร่จะยึดติดไม่ยึดติดอะไรเรื่องของเขา สิ่งที่เขาจะประกอบให้มันเกิดความประชุมนำไปในเขาเป็นคนนำของเขาเองเจ้าตัวเป็นผู้ที่กระทำเองไปจนถึงที่สุดในที่สุดแล้วก็ปล่อยวางเป็นสุดท้ายนั่นมันเรื่องของเขาเขาย่อมรู้ในตัวเขาเองพระอรหันต์เจ้าท่านไม่มีความสงสัยในเรื่องนี้ถ้าจะปล่อยเมื่อไหร่ปล่อยได้จริงๆแล้วท่านไม่ปล่อยถ้าจะยึดไปให้แก่เขานี่ฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรฉันรู้ว่าท่านไม่ติดใจฉันไม่ได้เสพฉันไม่ได้ติดหมดความอยากสิ้นความเสพอาจจะอยากเป็นวิศวะตัณหาอยากจะทำอย่างนี้เพื่อคนอื่นไม่ใช่อยากไว้ตัวเองไม่ใช่อยากไว้เพื่อของตัวอะไรเลยไม่ใช่ยาไว้เพื่อของตัว เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าอันสุดท้ายบอกว่าหมดความอยากนั้นก็อาจจะมีความอยากได้เป็นภาษาอธิบายซ้อนแต่เป็นวิภวตัณหาดังที่เคยยกตัวอย่างต้องอ่านคนคืออะไรแม้แต่พระพุทธเจ้าอยากจะใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน