580323_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก สุปฏิปันโนคืออย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580323_ รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่ปฐมอโศก เรื่องสุปฏิปันโนคืออย่างไร โดยพ่อครูโพธิรักษ์
_ อ.กฤษฎา … วันนี้วันที่ 23 มี.ค.2558 รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่ปฐมอโศก เรื่องประเด็นที่ผมอยากจะให้ทบทวนคือ การตามรอยพระอรหันต์คืออย่างไร แล้วพระสุปฏิปันโน คืออย่างไร แล้วผู้จบเปรียญ 9 เป็นอย่างไร คนปลุกเสกเลขยันต์คืออย่างไร แล้วสุปฏิปันโนคืออย่างไร พ่อครูว่า..สุปฏิปันโน คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามที่เขาท่องกันมาบทสวดสังฆคุณ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ นั้นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้
ก็นี่แหละคือสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า คือฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตามได้ผล ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป ผู้เร ิ่ มเป็นโสดาปัตติมรรค หรือว่าเป็นโสดาปัตติผล ก็คือถือว่าเป็นพุทธบริษัท อยู่ในสงฆ์สวกสังโฆที่แท้จริง ผู้ใดที่เห็นว่าสงฆ์ศาสนาพุทธเป็นแบบนี้อยากจะปฏิบัติตามก็มาขอนับถือ มาเรียน ขอเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่กล่าวเป็นคำหรือกล่าวก็ตาม ก็มาปฏิบัติตามแท้จริง แต่ทุกวันนี้พุทธศาสนิกชนคือผู้มียี่ห้อว่าพุทธ แต่ไม่ได้พากเพียรเรียนรู้ปฏิบัติพุทธเลย ถือตามโคตรตระกูล ตามทะเบียนบ้าน ไม่เอาใจใส่ แต่รักนะ รักศาสนาพุทธนะ แต่ผู้ที่ปฏิบัติแ
อ่านต่อ
ต่ว่าไม่ได้มรรคผลก็คือพุทธมามกะ ส่วนผู้ที่เป็นพุทธบริษัท คือผู้ที่ได้มรรคผลของพุทธตั้งแต่โสดาปัตติมรรคเป็นต้นไป ก็คือสาวกสังโฆ คือคู่แห่งบุรุษ 8 หรือบุรุษ 4 _ อ.กฤษฎา … วันนี้คนมักเข้าใจว่า ผู้ที่เป็นนักบวชเท่านั้นจึงเป็นสาวกสังโฆ พ่อครูว่า … สมัยพระพุทธเจ้าก็ตาม ผู้เป็นฆราวาสจะเป็นสาวกสังโฆมากกว่านักบวชด้วย เพราะมีจำนวนมากกว่า ฟังธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอาริยบุคคล เป็นฆราวาสก็มาก สรุปผู้สงฆ์สาวกสังโฆไม่ใช่ว่าเอาแต่เป็นนักบวช แล้วบวชมาทำผิดอีกก็มากต่อมาก จนแทบไม่เหลือแล้ว แม้ในวงการกระแสหลัก _ อ.กฤษฎา … มีกระแสของความต้องการปฏิรูป ฆราวาสต้องการปฏิรูป แต่ว่านักบวช แสดงอาการเหมือนว่าศาสนาเป็นของพระสงฆ์เท่านั้น มีความเป็นเจ้าของศาสนาพุทธแต่เพียงฝ่ายเดียว ตีฆราวาส พ่อครูว่า..คนที่พูดเช่นนั้นเขาประกาศตนว่าไม่ใช่สาวกสังโฆ คนนี้ดูถูกศาสนาพุทธด้วย ไปตีเป็นตัวเราของเรา ยกตนข่มท่านด้วย อาจเปล่งกล่าวขอเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ แต่ตนแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธเยอะมาก _ อ.กฤษฎา … ภาพของกงล้อธรรมจักร ก็จะมีทั้งผู้หญิง ชาย สมณะ ช่วยกันเข็นกงล้อ หมายถึงว่าทุกคนต้องช่วยพยุงศาสนา แล้วบทบาทของแต่ละฝ่ายควรทำอย่างไร?
พ่อครูว่า...คนที่จะช่วยพยุงต้องเป็นผู้มีพุทธธรรมก่อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องทำคุณอันสมควรก่อนจึงสอนคนอื่น แล้วบริหารคนอื่นจึงได้ผล แต่ทุกวันนี้มีแต่คนพูดได้ แต่ว่าไม่ปฏิบัติตนให้มีคุณอันสมควรก่อนแล้วไปสอนไปบริหารคนือื่นศาสนาจึงย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ ผู้มีศรัทธาจะต้องมีศีล ตาม ศรัทธาสูตร 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) . 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (สัทธา 10 จาก สัทธาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 8 )
คำว่า ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 นั้น มีนัยลึกซึ้ง คำว่าได้โดยยากโดยลำบากซึ่งฌาน 4 (โน นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี) เป็นแบบปฏิบัติผิด แต่ปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 (นิกามลาภี โหติ อกิจฺฉลาภี) แต่ถ้าผู้ใดไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ จะไม่เป็นลำดับ _ อ.กฤษฎา … บางครั้ง เกิดปีติ แล้วดูเหมือนอ่อนแอ หวานชื่น หลายคนปฏิบัติจะเหมือนไปติดปีติ พ่อครูว่า … ใช่ คนไม่ได้ปฏิบัติถูกต้องก็จะติด แต่ว่าถ้าเรียนรู้ก็จะรู้ว่าตนติด ก็จะค่อยๆวาง คนไม่ศึกษาจิตเจตสิก็ไม่รู้แน่ ต้องมีปรมัตถธรรมจึงรู้ได้ _ อ.กฤษฎา … ในศรัทธา 10 นี้ เราก็ค่อยๆขยับก้าวเข้าไป ที่ผ่านมาเจอสภาวะของที่ต้องต่อสู้ทำงาน ให้เกิดความสำเร็จของชิ้นงาน ได้ฟังพ่อครูพูดเรื่องอินทรีย์ 5 พละ 5 ได้ฟัง ต่อมาก็รู้ว่าบทจบก็คือต้องตนพึ่งตน ต้องอาศัยอินทรีย์พละของตน ต้องก่อจากภายในแล้วเกิดพลัง เพราะสังคมทุกวันนี้ติดแต่ภายนอก แล้วเสพติดความหวาน เสพปีติ ก็เลยเสพหวานปีติ หลงปีติ แต่ไม่ได้มองตามศรัทธา 10 แต่สุดท้ายเราต้องพึ่งตนเอง สร้างพลังภายในเอง ต้องกล้าเผชิญทุกอย่างด้วยตนเอง เพราะผมดูส ิ่ งที่พ่อครูนำเสนอต่อสังคมต้องกล้าหาญ และมีพลังในตนเอง พ่อครูว่า … ถ้าไปติดในปีติโลกีย์ ได้ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ซึ่งมีทั้งโลกียะและโลกุตระ อารมณ์ปีติยินดีในแบบโลกๆ ไม่มีความกล้าหรอก ไม่แข็งแรงจริงหรอก มันเสพปีติอย่างโลกียะ ไม่ได้เป็นปีติแบบธรรมะโลกุตระ ถ้าโลกุตระจะเป็นเนกขัมสิตะ เราลดกิเลสได้ เรามีปัญญารู้ว่ากิเลสลดได้ เราก็ดีใจ อันนี้จะมีกำลัง แต่ถ้าเราได้ผลอะไรขึ้นมา ผลนั้นได้เราก็ดีใจ แต่ผลนั้นเป็นโลกีย์จิตก็สมอยากจิตอ้วน หนาขึ้นปุถุ ไม่ใช่อาริยะไม่ใช่เจริญอย่างโลกุตระ ดังนั้นปีติโลกียะทำให้คนติด แม้ปีติในโลกุตระพระพุทธเจ้าก็เตือน แต่มันจะไม่เหมือนโลกีย์ เช่น เราทำศีลได้ จิตเราจะเกิด ไปตามลำดับขั้นตอน 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 )
ผู้ปฏิบัติถูกต้องจิตจึงแข็งแรง เป็นสัทธินทรีย์ คนที่มีอินทรีย์ 5 (มี 2 อย่าง) คืออินทรีย์ 5 หรือปฏิบัติแล้วจะมีความรู้อารมณ์ของกำลังกิเลส กิเลสมันลด อารมณ์เราจะดีขั้น ท่านเรียกว่า สุขินทรีย์ โสมนัสขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ เป็นต้น คนที่ปฏิบัติธรรมได้ผล แล้วเรารู้ผลที่ควรได้ คนโลกๆได้เพชรตามที่แสวงหาเขาก็ปีติยินดี แต่มันคนละเรื่องกันกับโลกุตระ เพราะโลกุตระอยากได้การลดกิเลส แล้วทำให้กิเลสลด เราเห็นว่าเราลดได้จิตก็ยินดี แต่จิตที่ยินดีอย่างนี้จะมีกำลัง แล้วจะยิ่งขวนขวายทำอีกเอาอีก มีกำลัง ฉันเดียวกับคนขุดพบเพชร คุณปฏิบัติได้มรรคผลก็จะได้กำลังเพ ิ่ มอีก ปฏิบัติเพ่ิมอีก มี โพธิปักขิยธรรม 37 แข็งแรงขึ้น มี ศรัทธา วิริยะ ปีติ สมาธิ ปัญญา จากการปฏิบัติถูก มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ(องค์แห่งมรรค) มัคคังคะ _ อ.กฤษฎา … ส่วนตัวผม มันมีอาการแทรกซ้อนคืออาการของขึ้น คือเรารู้บ้างแล้วได้แล้วก็อยากแสดง เจอใครก็อยากจะแสดง อยากบอกอยากอวด พ่อครูว่า... ก็ให้ระวัง _ อ.กฤษฎา … อาการนี้มันมีมา ของหยาบที่มันทำได้ของละเอียดมันก็แสดงออกมา บางทีออกมาแรงด้วย พ่อครูว่า...เป็นภาวะซับซ้อน ถ้าโลกุตรธรรมได้ผล ละกิเลสได้ ก็มีความฟุ้งมีปีติ พระพุทธเจ้าให้รู้ว่าคืออุปกิเลสซ้อน ยินดีในสิ่งที่เราได้ดี ท่านก็ว่า ถ้าไม่เข้าใจอันนี้จะคะนอง ต้องได้รสยินดีนี่จึงมีกำลัง แต่กิเลสนี่ทำให้คนมีกำลังมากนะ แต่เวลาลดกิเลสแล้ว กำลังแบบโลกๆจะลดลง แต่จะมีกำลังใหม่ เป็นวิริยินทรีย์ คือให้ทำแบบลดนี้ให้แข็งแรงสมบูรณ์ แต่ถ้าไปติดยินดี ปีติ ต้องได้ยินดีมากขึ้นๆ กลายเป็นอุพเพงคาปีติ อย่างที่พวกเชียร์กีฬาเป็นก็เป็นอุปกิเลสโลกีย์ นัยของโลกุตระก็จะมีปีติเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าว่าไม่ให้มาก แบบอุพเพงคาปีติ แต่ให้มีพอใช้ได้ เป็นผรณาปีติก็พอ ให้กระจายไปทั่วถึง มันจะทำให้มีวิริยะ มีกำลัง ไม่เช่นนั้นจะติดและชินชา เจริญยาก _ อ.กฤษฎาว่า...เมื่อทบทวนแล้วถึงรู้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ให้วิมังสาไว้ท้ายสุด พ่อครูว่า..วิมังสาคือเน้นเอาเนื้อที่วิเศษ อะไรที่เราไม่เอาซ้อนมาก็ไม่เอา ต้องเอาแต่เนื้อๆ อุปกิเลสคือคราบไคลที่ต้องล้างออก _ อ.กฤษฎาว่า … กระบวนการที่ทำให้คนไขว้เขว คือการปฏิบัติธรรมต้องเอาชุดขาวมาใส่ แต่ผมเป็นลูกศิษย์พ่อครู ทุกครั้งที่ผมระลึกได้ก็จะทำจิตใจแบบที่พ่อครูสอน แล้วการปฏิบัติธรรมคืออย่างไรกันแน่ พ่อครูว่า... ก็ต้องเอาหลักพระพุทธเจ้า ต้องมากำหนดสิ่งที่เราติด เราติดอะไร ที่ต้องล้างออก ต้องได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือวัตถุอะไร คุณรู้ว่าติดอะไรก็ต้องตั้งกฎให้เว้นให้ออก ตอนแรกต้องเหมือนพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำก่อน เราไม่แตะต้องแต่ก็จะมีส ิ่ งที่ผ่านมาให้สัมผัส แล้วเกิดกิเลส คุณต้องอ่านกิเลสให้ได้ ท่านเรียกว่าอ่านความเป็นกาย กายต้องมีข้างนอกและภายใน สัมผัสกันแล้วเกิดจิต เกิดวิญญาณ อ่านอารมณ์แรกที่สังขารมาเป็นเวทนา จะรวมลงเป็นเวทนา 1 เดียว ก็วิจัยมัน พอเราสัมผัส เกิดวิญญาณ อ่านอารมณ์ แล้วเราไม่ให้มัน มันจะดิ้น เห็นตัณหาดิ้น นี่คือตัวตน คือสักกายะ ของกิเลส จิตมันอยากได้ เป็นสราคะ เราก็อ่าน อาการ ลิงค นิมิต เราต้องจัดการมัน เราจะรู้ตัวที่ต้องจัดการคือสักกายะ เราก็ศึกษาว่ามันจะเกิดกายเมื่อไหร่ การอ่านใจก็วิจัยวิจารไปเรื่อยๆ คุณมีตากระทบรูป เกิดปรุงแต่ง มีปสาทรูป กับโคจรรูป กระทบสัมผัส เกิดวิญญาณ ถ้าอวิชชามันปรุงเป็นเรื่องนิทานทันที มันอร่อยทันที แต่คุณไม่ให้มันรับสัมผัสเต็มที่ ตากระทบรูป แต่มันอยากจะเอามาเสพสัมผัส มาแตะ ก็ไม่ให้มัน มีการห้ามการเว้นการขาด อรติ วิรติ เวรมณี พระพุทธเจ้าสอนให้มีการปหาน 5 ตั้งแต่กดข่มมัน เป็นธรรมชาติของคน แต่คนหน้าด้านจะอวดส่ิงที่ไม่ควร คนธรรมดาจะกดข่มได้ ขายหน้าเขา _ อ.กฤษฎาว่า...รู้ว่ามันทรมานดิ้นอยากจะกิน แต่เราทรมานก็เลยไปหยิบมาเสพ แล้วมันก็หายอยาก ? พ่อครูว่า..อย่างนั้นบำเรอกิเลสแล้ว มันมีสองหลัก คือสมถะ กับวิปัสสนา ต้องเห็นว่ามันไม่เที่ยง มีจริง มันเป็นภาระ เป็นทุกข์ ที่ต้องไปบำบัดเป็นทาสมัน พอได้เสพก็เป็นเรื่องเท็จ ต้องอ่านนิทาน สมุทัย ปัจจัยของโลก ที่ต้องเป็นไป ต้องไปแย่งชิงต้องเอามาเสพ หวงแหน ยึดถือ ต้องพิจารณาจนอาการมันหายไปเพราะพลังปัญญาสั่งสมเพ ิ่ มขึ้นเรื่อยๆ พลังปัญญาเป็นฌาน คุณต้องพยายามพิจาณาทุกที มันมีสองอย่างกดข่มกับใช้วิปัสสนา กับของจริงที่เกิดในปัจจุบันที่จะกำหนดรู้ในความเป็น อนิจจสัญญา มันเป็นทุกข์ ไม่พ้นความเป็นทาส ติดยึด รสสุขมันไม่จริงหรอก มันไม่มีตัวตน คุณทำต่อไป จนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก เพราะมีปัญญา มีอธิมุตโต อธฺิโมกโข โน้มสู่ความหลุดพ้นไปเรื่อยๆ ต้องพิจารณาเห็นสภาวะไม่ใช่แค่ตรรกะ ก็ต้องพิจารณาถึงความเป็นสิ่งไ่ม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็น เป็นอสุภะ ถ้าไม่ให้มัน ไม่ได้เสพ กิเลสมันก็ต้องอดทน แต่ย่ิงเห็นเลยว่ามันไม่จริงเลย ต้องเรียนรู้ กิเลสมี แต่มันเป็นแค่อาคันตุกะ มันไม่ใช่่เรา แต่เรากำหนดผิดสัญญาวิปลาสว่าเป็นเราเป็นของเรา _ อ.กฤษฎาว่า...เมื่ออยากกิน แต่ ไม่กินอันนี้ ไปกินน้ำแทน เป็นต้น พ่อครูว่า... มันมีที่ได้สารที่ทดแทนได้ หรือดีกว่านี้อีกได้ แต่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไปกินน้ำนี่ก็ไม่ตรงสิ ต้องให้เห็นด้วยปัญญาเลยว่า กิเลสมันลดลงๆ วิราคานุปัสสี แล้วมันดับเลยตามเห็นอาการ นิโรธานุปัสสีด้วยเลย ในปหาน 5 มีทั้งตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน จนปหานได้เสร็จก็เป็นสมุจเฉทปหาน เพราะทุกวันนี้คนเราก็จะกดข่มทิ้งโดยสัญชาติญาณอยู่แล้ว แต่เราต้องพยายาม ทำให้หายไปแบบจัดการมันได้เลย ไม่ปล่อยให้ขึ้นเครื่องบินไปแต่ต้องจัดการให้สำเร็จเลย พลังปัญญา คือไฟพิเศษ คือฌาน แต่กิเลสคือไฟราคะ โทสะ โมหะ แต่ไฟฌานนี่มีฤทธิ์สลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้ ถ้าไฟฌานเจริญได้ขีดหนึ่งจะทำให้กิเลสลดได้ ท่านบัญญัติเป็นวิปัสสนาญาณ 9 4. (1. ) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ 5 . ( 2. ) ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย มันจะมีความสลายมากกว่าความคงอยู่ 6 . ( 3. ) ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว. 7 . ( 4. ) อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย จะเห็นภัยมากขึ้นอีก 8 . ( 5. ) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9 . ( 6. ) มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษภัยเหล่านั้น(อตัมมยตา)
ฌานคือไฟปัญญา เป็นไฟแห่งความชุ่มชื่น หากเราทำมาก ก็จะไปดับไฟกิเลสได้ พ่อครูว่า … เราสร้างไฟฌาน จะมีกำลัง มีอินทรีย์ พอถึงยอดก็เป็นพละ ไล่ไปตามระดับ วิตกคือจิตดำริ ส่วนวิจัยคือ psychoanalysis แล้ววิจัยตัวไหนคือกิเลสก็ต้องลดกิเลสให้ได้ เป็นวิจาร คือบทบาทอาการจิตที่เราทำให้ตัวไม่ดีออกไป เราจะได้ทั้งตัววิตกตัวทำ สำเร็จก็ได้วิจาร รู้ว่าอันไหนคือผี แล้วปหาน ให้ได้ เป็นสมุจเฉทปหาน แล้วทำซ้ำทำทวน ให้แข็งแรงเป็นนิสรณปหาน เป็นอัตโนมัติเลย เป็นของปกติเลย เป็นสีลบุคคลเลย ไม่ต้องทำไม่ต้องฝึกไม่ต้องเอาใจใส่เลย มันมีฤทธิ์อำนาจเต็ม ถ้ากิเลสมาตามเหตุปัจจัยนี้ก็จะถอยเลย เหมือนเราเอายาหม่องทาขา เราลงน้ำ ปลิงมาแตะเข้าก็ร่วงผล็อยเลย อันสุดท้ายก็เป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน _ อ.กฤษฎาว่า... คนปฏิบัติมักเอาตรรกะ มาบอกว่าเป็นปัญญา ทำอย่างไรจะเตือนตัวเอง พ่อครูว่า … ต้องเข้าใจคำว่า ตรรกะ คือ จิตดำริ และแยกออกได้ มีเหตุมีผล ด้วยการขบคิด แต่ก็แค่ เห็นมันดำริ แล้วแยกมันออกได้ แค่เหตุผล ถ้าเหตุผลแค่ความรู้ คุณไปเน้นอย่างนี้ก็ตรรกะ จนถึงปรัชญาเลย แต่ถ้าแยกจิตเจตสิกออกจริง มันดำริ เป็นตรรกะ แล้วแยก (จาร) ออกได้ ทำได้จะเห็นว่าคุณแยกตัวกิเลส กับตัวปัญญาได้ จนรู้ว่ากิเลสลดได้ก็รู้ มีปัญญารู้ นี่คือการแยกที่เป็นตรรกะที่ไม่ใช่แค่ความคิด แต่เป็นตรรกะที่เป็นสภาวะด้วย เป็นปัญญา คุณลดได้จริงก็เป็นจริง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เช่น อารมณ์สุขทุกข์เกิด เราก็แยกเหตุที่ทำให้เกิด แล้วทำเนกขัมมสิตเวทนา คุณอ่านจิต แล้วทำได้ แม้ไม่รู้ภาษาที่อาตมาพูดแต่ว่าทำได้แยกกิเลสเป็น แล้วทำวิปัสสนาได้จริง ก็ได้ไม่จำเป็นต้องมีภาษาก็ได้ เป็นผลที่เรียกว่า วิตักกะ _ อ.กฤษฎาว่า...ฌานคือภูมิคุ้มกัน ถ้าไปเจอกิเลสอะไรก็ตาม เหมือนเราเตรียมน้ำไว้ดับไฟ ได้ดีกว่าการที่เราไปเจอไฟแล้วเราก็ไปหาน้ำไปดับ พ่อครูว่า … ถ้าผู้ปฏิบัติจะอ่านน้ำ อ่านไฟที่ว่าได้ ต้องแยกให้ได้ แยกกิเลสแล้วกำจัดได้ แต่ถ้าแยกไม่ได้มันก็จะรวมอยู่นี่แหละ ถ้าทำไม่ได้ก็ทำให้กิเลสได้สมใจก็เป็นเคหสิตเวทนา ทุกอย่างรวมเป็นเวทนา แล้วเราต้องแยกกิเลสออก ทำกิเลสตาย ก็กลายเป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกัคคตา ด้วยไฟฌาน ที่มีกำลังไปทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ เป็นพลังปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค มัคคังคะ นี่แหละ แต่ไม่ใช่ว่าปัญญาคือไปรู้โน่นนี่นั่นเต็มไปหมด
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _เมื่อดิฉันเห็นมะพร้าว แล้วอยากกิน แต่มันไม่ได้กิน ก็ทุกข์ เดินวนไปวนมา เราไปศรัทธามะพร้าวแต่เราไม่ไปศรัทธาที่จะอ่านอาการที่มันออกมาดิ้นแล้วจัดการมัน มันออกมาเยอะ แต่ทำไมเราไม่จัดการมันเสียที แต่พอต่อไป ตัวศรัทธามันมาที่จะแก้จิตมากขึ้น กว่าไปคิดเรื่องจะกินมะพร้าว เราแก้ที่จิตมันก็หลุดง่ายขึ้น _เคยอ่านหนังสือมาว่า ความยุติธรรมไม่มีในโลก จริงไหม? พ่อครูว่า … คนที่เขาว่า ก็คือคนท้อแท้ แต่ที่จริง มันก็ต้องมีสมมุติ ของความยุติธรรมสิ คือไม่โน้มเอียงไปหาข้างไหน แต่ถ้าเรามีแต่ว่า ไม่มีความยุติธรรมเลย คนนี้ก็เลยว่า ความยุติธรรมไม่มีในโลก ซึ่งคุณต้องทำความยุติธรรมเกิดแก่ตนเองได้ก่อน คือเมื่อใดที่ใจคุณไม่มีความลำเอียงใดๆได้เลยคือคนมีความยุติธรรม คือไม่มีอคติ 4 ได้เลย ไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง โกรธ หลง กลัว เลย นั่นคือคุณมีความยุติธรรม อยู่ในตัว ใครจิตไม่ลำเอียงถาวร คือผู้ยุติธรรมสูงสุด
_พระแท้ๆ ประกอบด้วยประการอะไรบ้าง พ่อครูว่า… คือผู้ที่มีคุณสมบัติจริง คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเรียงไว้ไม่กี่อย่างแต่แท้จริงคือพระโสดาบัน(ลดกิเลสได้หนึ่งในสี่ส่วน) สกิทาคามี(ลดกิเลสได้สองในสี่ส่วน) อนาคามี(ลดกิเลสได้สามในสี่ส่วน) อรหันต์ (ลดกิเลสได้หมดเลย) จะบวชหรือไม่ก็ได้ แม้มาบวชแล้วแต่ปฏิบัติไม่ได้บุคคลสี่นี้ก็คือสมมุติสงฆ์
_ทำไมหมอถึงรู้ว่า คนที่เป็นโรคจะเสียชีวิตภายในกี่วัน กี่เดือนคะ พ่อครูว่า… เขามีเหตุปัจจัย หลักการ เพื่อมาประมาณ คำนวณ รู้ว่าเหตุแรงขนาดนี้จะทำให้ร่างกายชีวิตอยู่ได้แค่นี้ หมอก็มีความรู้ทางวิศวะในการคำนวณ ตามประสพการณ์
_ อารมณ์เสียดาย ถ้าเราไม่ได้ทำเพื่อเสพ แต่ทำเพื่อประหยัดมัธยัสถ์ เกิดประโยชน์ไม่ทิ้งขว้าง เป็นการตักกะ วิตักกะที่ถูกต้องไหม? พ่อครูว่า… หากคุณเสียดายที่ไม่ได้เสพ คุณก็จะทำเพื่อเสพ แต่ถ้าทำเพื่อประหยัด เกิดประโยชน์ เป็นการตักกะ วิตักกะที่ถูกต้อง
_กฏอัยการศึก คสช.ให้อยู่อย่างเรียบร้อย เราก็ฟัง ก็เชื่อ เพราะเท่าที่คสช.ปฏิบัติการอยู่ก็ใช้ได้ แต่ตัวปฏิกิริยาที่ออกมามันมีตามธรรมชาติ เราก็มีโอกาสได้แนะนำช่วยเหลือ เราไม่ได้ไปร่วมก็แนะนำเสนอได้
_การติดยึดสิ่งที่เราเคยชินเป็นการติดยึด แบบดี หรือไม่ดีครับ พ่อครูว่า… ก็สิ่งที่เราทำเคยชินนั้นดีหรือไม่ ต้องถามอันนี้ก่อน ถ้าติดส ิ่ งที่ไม่ดี เคยชินสิ่งไม่ดีก็ติดแบบไม่ดี แต่ถ้าสิ่งที่เราทำได้ดีแล้วทำให้มากให้บ่อยให้ชิน(ชนะ) ชา เลย
_การติดยึดอยู่ในหัวข้อธรรมใด เรียกว่าอะไร? พ่อครูว่า . . .การติดยึดมี 4 ข้อ คือกามุปาทาน สีลัพพตุปาทาน ทิฏฐุปาทาน อัตวาทุปาทาน
_คนที่เกิดมาเป็นผู้ชาย มีบุญมากกว่าผู้หญิงหรือไม่? พ่อครูว่า. ..ถ้าอธิบาย ผู้หญิงหรือชายก็ตามมีความเสมอภาคที่สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกัน แต่ว่าส่วนอื่นไม่เท่ากันเลย เพราะผู้หญิงต้องตั้งท้อง ผู้ชายไม่ต้อง กระดูกผู้ชายโตกว่าหญิง ยกเว้นกระดูกเชิงกราน เคยมีฝรั่งมาต่อว่าอาตมาว่าทำไมผู้หญิงผู้ชายต้องไม่เท่ากัน อาตมาก็ว่าให้เขาไปบอกพระเจ้าเขาว่าทำไมต้องสร้างอีฟ จากซี่โครงของอดัมส์ แต่ของพุทธเท่าเทียมกันที่ ทั้งหญิงและชายสามารถเป็นอรหันต์ได้ จบ...