สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ [276] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง 1 สัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง 1 ฯ แม้แต่ทำงานเอาค่าแรง ลาภแลกลาภ ยังไม่พ้นมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 พวกเรามาอยู่ในนี้ ทำงานประจำ ไม่มีรายได้อะไร ให้แก่ตัวเองเลย เอาเข้ากองกลางทั้งหมด นั่นคือ พ้นมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 เมื่อเริ่มรู้ทางปฏิบัติในศีล 5 เริ่มต้น แต่ก็ละเมิดศีล 8 ก็ยังมีบาป แต่ถ้าศีล 8 มาเป็นศีล 10 นี้ปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นบาป ในการดำเนินชีวิต [277] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ เป็นสาสวะคือผู้นี้มีภูมิปัญญาแล้ว ปฏิบัติอาชีพในประจำวัน ไม่ทำแล้ว กุหนา แต่ไม่สิ้นอาสวะ อยู่ในฐานะของเสขบุคคล กำลังเลิกทำบาป มาเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ศีล 5 งานอาชีพที่ยังได้เงิน ที่ไม่ใช่สิทธิของเราเป็นต้น เช่นว่า เราทำอาชีพข้าราชการ ก็ได้เงินเดือนเป็นงานเลี้ยงชีพ เสร็จแล้วก็ไปหาทาง มีลำไพ่เพื่อจะได้เปอร์เซ็นต์เพิ่ม อันนี้แหละคือ นอกอาชีพแล้ว เปอร์เซ็นต์ นี้ คุณเป็นเจ้าหน้าที่ ไปทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ ทำเป็นการแฝง จะซื้ออันนั้นอันนี้ก็หาทาง อย่างจะซื้ออาวุธ ก็ถูกเพ่งเล็งแล้ว พวกนักค้ามันรู้ดี ถ้าผู้ใหญ่ที่มีสิทธิมากๆ เป็นคนตัดสินว่าซื้อหรือไม่ซื้อ มันก็ให้เปอร์เซ็นต์ แต่ที่จริง มันได้กำไรอยู่แล้ว มันรู้แสนรู้ พูดไปก็รู้ๆกันท
อ่านต่อ
ั้งนั้น สาสวะ คือ เสขบุคคล มีปัญญารู้แล้วว่า เราจะทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะเลิกมิจฉาอาชีวะ 5 หลายคนอยู่ในชุมชน ก็เลิกทำ แต่เมื่อออกไปข้างนอกก็ยังทำ ยังแลกเปลี่ยนเอารายได้ ซื้อขายอยู่ก็ยังเห็นใจ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มาอยู่ในนี้แล้ว อย่างน้อย คนมาอยู่ในชุมชนชาวอโศก เป็นคนหมดบาป ในเรื่องมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 บอกไว้นี่ใครรู้ตัวก็รีบมา มันเป็นแดนที่ปราศจากมิจฉาชีพ นะจ๊ะ เป็นสาสวะ เหลือกิเลสที่มีก็เป็นสาสวะ ก็ล้างต่อไป แต่คุณปราศจากมิจฉาชีพแล้ว อยู่ในชุมชนชาวอโศก ทุกแห่งไม่ได้ทำบาป เป็นผลแก่ขันธ์ ชีวิตของคนมีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีบาป เป็นผลแก่ขันธ์ อุปธิเวปักกา ไม่ต้องคิดอ่าน สัมผัสสำคัญคือรูป ไม่ต้องใช้สัญญากำหนดรู้เลยว่า เรื่องนี้มันจะได้กี่เปอร์เซนต์เลิกเลย ก็ปลอดภัย เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ส่วนแห่งบุญคือ การทำใจในใจ บุญนี้เป็นกิริยา บุญมีแค่กิริยา ไม่มีตัวตนรูปร่าง เป็นแค่กิริยาที่ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัว ผู้ใดกระทำบุญ ต้องอ่านจิตเป็น รู้เข้าไปถึงจิตตน ว่าจิตเราจะทำงานอะไรก็แล้วแต่ จะทำอาชีพ กัมมันตะ การพูด วาจา จะคิด สังกัปปะ คุณก็รู้ไปถึงจิตเลย สังกัปปะ หากคุณเอง ดำริกามผสมในจิต ยิ่งหยาบถึงมิจฉา 4 ของวาจา ก็เลิกเลย อย่างน้อยเลิก มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉา 4 ของวาจา คุณไม่พูดโกหกจากใครส่อเสียด เพ้อเจ้อ ก็พ้นบาปมาเรื่อยๆ ถ้ามีกาม พยาบาทเป็นมิจฉาก็เลิกก่อน ส่วนวิหิงสาเป็นรายละเอียด ก็อย่าให้มีกาม พยาบาทในจิต ก็พ้นบาปมาเรื่อยๆ ตามลำดับ แม้แต่เป็นสาสวะ คุณก็รู้จิตของคุณ แล้วอย่าให้จิตมีขั้นแรก ก็กดข่มไว้ทางกาย พยายามอดทน ไม่ให้มีอาชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะ ให้อย่างนี้แล้ว ก็ยังยาก ต้องแลกลาภ ก็ต้องกดข่ม จะต้องมอบตนในทางผิด ก็ข่มไว้ก่อน เช่นเป็นนายทุน ไม่มีนายทุนคนไหน ที่ไม่เอาเปรียบคน ทำงานอยู่ในโลก เป็นทางผิดทั้งนั้น ถ้าจะค้าขาย ให้ได้ส่วนเกินมาพอเลี้ยงตน ใครได้เปรียบมาก เกินราคาทุนนิดหน่อย น้อยเท่าไหร่ คุณก็ยังมีส่วน ไม่บาปไม่เป็นหนี้ แต่ถ้าทำเกินทุนเท่าไหร่ ก็บาปเท่านั้น ถ้าเท่าทุนก็ไม่เป็นหนี้ มันจึงยากมาก ที่จะไม่เป็นหนี้ เราจึงพามาทำค้าขาย เราคิดค่าแรงค่าตัวด้วย เราจะเป็นเจ้าของ หรือหัวหน้า ก็มีค่าตัว ทีนี้เราจะไม่เป็นหนี้ ก็คุณสมมุติค่าตัวคุณ100 ก็อย่าเอาเต็มร้อย ค่าอื่นๆก็คิดไป การค้าขายบุญนิยมมี หนึ่งต่ำกว่าราคาตลาด สองเท่าทุน ขายขาดทุน ราคาตลาดเขาขายเฉลี่ยเท่าไหร่ เอาค่าเฉลี่ยไม่เอาที่แพงสุดของตลาดนะ แล้วเราก็ขาย ราคาต่ำกว่าราคาตลาด ถ้ายิ่งไม่เอาค่าตัวเลย ไม่แลกคืนมาเลยสูงสุดเป็นต้น ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ง่าย แต่เราทำได้ในยุคนี้ ชาวอโศก ถ้าประเทศชาติมีแนวคิด การทำธุรกิจอย่างนี้ อยู่ในกฎเกณฑ์ของศาสนาพุทธ เมืองไทยจะเจริญ ล้ำหน้าเขา ชาวอโศกเรา สินค้าหลายอย่าง เรามาลดราคาต่ำกว่าตลาด เราทำไม่ได้หมด เราทำได้แค่นี้ แล้วเราทำได้หลายอย่าง ไร้สารพิษน่ากิน น่าใช้ แต่เราก็ขายอย่างราคาถูก บางอย่างเราก็ทำได้ไม่เก่ง ในพวกอุตสาหกรรม เราทำทางกสิกรรมได้ดี แต่ไม่ได้เป็นฟาร์มใหญ่ หากกิจการหาเงินอย่างทางโลก เราไม่ได้ทำอย่างสะสม ก็เลยมีเงินทุนไม่มาก คนจะมาร่วมก็ไม่มาก จะทำกิจการใหญ่ได้ไม่มาก แต่ถ้ารัฐบาลทำเลย เอาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ของพระพุทธเจ้าไปประยุกต์ทำ ทำให้เป็นกิจการ เอาชาวอโศกเป็นแกน ทั้งค้าขาย ทั้งผลิตเลย พวกเราก็จะนำให้ลด อย่างน้อย ลดค่าตัวค่าแรงงาน การทำเศรษฐศาสตร์ ให้เจริญได้ ค่าแรงงานยิ่งถูกเท่าไร สังคมนั้นเจริญมาก ถ้าสังคมใดก็แล้วแต่ มีค่าแรงงานที่แพง สังคมนั้นจะเดือดร้อนวุ่นวาย เจ๊ง พืชเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ สังคมชาวอโศก มีค่าแรงเป็น 0 เป็นสังคมที่เจริญ ถ้าจะเป็นรัฐ เป็นประเทศก็เจริญมาก สร้างสรรค์ได้ ทำอย่างขยันหมั่นเพียรด้วย ไม่ต้องมีเงิน หรือว่ายศชั้นมาบังคับ อะไรขาดแคลน ก็ไปช่วยกันทำ เกิดจากปฏิภาณปัญญาสำนึก ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร มาบังคับมากมาย คือความอิสระเสรีภาพ เป็นปัญญากับความสำเร็จของมนุษย์ เราจะอยู่กันอย่างมีปัญญา และมีความสำนึกว่า งานนี้ควรจะทำ เขามีงานอะไรด่วน ที่เราควรจะไปช่วย ก็ไปช่วยกันไป ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ หากบริหารและเข้าใจอย่างที่ว่า ให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ มีปัญญามีสำนึก ไม่ต้องมาแย่งชิงเอาเปรียบเอารัด ใช้เล่ห์เหลี่ยม หรือทำการทุจริต ซึ่งมันเป็นทุกข์ นอกจากเป็นทุกข์แล้ว ก็เสื่อมทรามด้วย นี่เป็นการพัฒนาสังคม
สาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ บุญคือการลดกิเลสในใจได้ การได้บุญ คือการได้เสียกิเลสไป ไม่ได้เสียหาย อะไรเสีย ก็เสียกิเลส
600407_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน2