สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน องค์ 7 ของสังกัปปะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข6 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน องค์ 7 ของสังกัปปะ สาสวะ กับอนาสวะ ผู้เป็นสาสวะ เสขบุคคลต้องมีอัญญะ มีธาตุรู้โลกุตระ จนเป็นปัญญา แล้วทำงานได้ พอมีปัญญาจะมีสามเส้า แล้วทำงานได้เลย ต่อให้เป็นสามเส้าของ กัญญา สัญญา ปัญญา กัญญาคือธาตุดิ้น เคลื่อนที่ Dynamic สัญญาคือตัวกำหนดรู้ เอาตัวที่เคลื่อนที่ดิ้นได้ เอามาใช้งาน ตัวนิ่งมันสั่งสมตัวเราเอง จะมาเป็นลักษณะของธาตุ 2 ก็จะมีนิวเคลียร์ฟิวชั่น กับพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน ดิ้นๆตรงไปไกล isotope วิ่งไปจนจับไม่ได้เลย คว้าไม่ทัน ก็เอาเท่าที่ได้ ใครสามารถเก็บเอานิวเคลียร์ฟิชชัน มาใช้ได้ก็เอา เมื่อเอามาได้ ก็รวมกันเป็นนิวเคลียส เราสามารถมีอำนาจพลังงานที่จะควบคุมมันได้ จัดการมันได้ แม้จะกระจายออกไป ได้เท่าไหร่ ก็เอาเท่านั้น ที่จะสามารถรวมเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น เอาไปใช้ทำงาน ผู้สามารถเข้าใจและทำได้ เอาไปทำงาน ตามฐานะบารมีของแต่ละคน สรุปแล้ว ก็จะมีพลังงาน 2 คือ static กับ dynamic คือพลังงานแกนกับวิ่ง พลังงานอยู่นิ่ง กับพลังงานเคลื่อนที่ พลังงานกระแสตรงกับกระแสสลับ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แกนหลักมีสามเส้า ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แกนวิ่งมีสามเส้า แยกแยะออก ตั้งแต่พลังงาน เนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะ ถ้านิ่งจะแยกยาก มีแค่ 1 กับ 0 ก็จะเห็นตัวตนยาก แต่เมื่อเริ่มเคลื่อนเป็น 2 จึงแยกได้ ทำงานได้ หรือเป็นอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้ามี 1 กับ 0 ไปคูณก็ได้ 0 อย่าให้ 0 กับ1 มาทำงานก็ได้ 0 ทำงานไม่ได้ คือ นปุงสกลิงค์ กับปุงลิงค์ ทำงานไม่ได้ ต้องใช้ 2 คือ อิตถีลิงค์ เริ่มต้น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นความควบแน่นแข็งแรงขึ้นไปเพิ่มน้ำหนักเพิ่มดีกรี เพิ่มคุณภาพและปริมาณให้ยิ่งยิ่งขึ้น ของการทำให้นิ่งให้แกร่งให้แข็ง เกิดความคงทน ฐีติธาตุ

อ่านต่อ

ส่วนการเคลื่อนไหวนั้น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ธาตุที่เคลื่อนที่ ตักกะคือเริ่มดำริ เป็นความเคลื่อนไหวตัวแรก คือตักกะ แล้วมีบทบาท ลากหาง มีพลังงานเชื่อมต่อ 1 2 3 4 5 6 7 คุณก็เอาพลังงานเหล่านั้น ที่ได้มาสังเคราะห์สังขารกัน จะใช้พยัญชนะเรียกกัน เขาแปล ตักกะว่า แรกเริ่มนึกคิด ก็คือตริ หรือตรึก

วิตักกะ คือ ไตร่ตรอง ก็ผสมส่วนขึ้นมา ท่านเจ้าคุณนรฯ ชื่อว่า ตรึก อาตมายกให้เจ้าคุณนรฯ เป็นอาริยะระดับอนาคามี เท่าที่สัมผัสสัมพันธ์ ได้คุยได้พบกัน จริงๆพบกันครั้งเดียว ก็ขอเล่านิทานเรื่องนี้นิดนึง อาตมามีเพื่อคนหนึ่ง ชื่อสรวง อักษรานุเคราะห์ เป็นน้องของนพ.สันต์ อักษรานุเคราะห์ เป็นลูกศิษย์วัดเทพศิรินทร์ เป็นลูกศิษย์เจ้าคุณนร ก็อาสาพาอาตมาไปหาเจ้าคุณนร แต่ท่านเจ้าคุณ เข้ากุฏิแล้ว ปิดกุฏิใครจะมาเรียก ไม่ออกมาแล้ว เป็น static ไม่ยุ่งเกี่ยว เกี่ยวข้องกับใคร พอเราไป คุณสรวงก็รู้เวลา มาแล้วพอดีท่านสวดมนต์เสร็จ ท่านก็กลับเข้ากุฏิก่อนเลย เราไปถึง ท่านก็ปิดประตูหน้าต่างหมดเลย จะทำอย่างไร เราก็เล็ง คุณสรวงก็เดาเอา เพราะไม่มีใคร เข้าไปข้างในได้ อาตมาก็ใช้ประสาอาตมา อาตมาก็มีพลังงาน ส่งพลังจิตไปบอกว่า ผมมาขอคารวะอยากจะพูดคุยกับท่านบ้าง อาตมาก็ทำตามประสาอาตมา ส่งพลังจิตไป ยืนอยู่ที่ข้างหน้าต่างกุฏิท่าน พยายามทำ ท่านก็เปิดหน้าต่างโผล่ออกมา ทั้งที่ไม่ได้ไปเคาะเรียก อาตมาใช้พลังจิต ท่านก็เปิดหน้าต่าง ท่านถามว่ามาทำไม อาตมาก็ว่ามาขอคารวะ ท่านก็ว่า คารวะที่บ้านก็ได้ อาตมาก็ว่า อยากจะมาถามไถ่ปัญหาธรรมะ ท่านก็ว่า มีตำราเรียนรู้เอาก็ได้ เราก็เซ้าซี้กับท่าน ท่านก็มีเจโตปริยญาณเหมือนกัน ว่าใคร โพธิรักษ์ ท่านก็ว่า เดี๋ยวรอเดี๋ยว ท่านไม่ได้บอกให้เราเข้ากุฏิ ท่านอยู่ข้างใน เราก็อยู่ข้างนอก คุยกัน คุยกันอยู่ น่าจะประมาณ 1 ชม. ตามประสาผู้แสวงหา ตอนนั้น อาตมาเป็นหนุ่ม พบท่านเจ้าคุณนรฯครั้งเดียว ที่โอภาปราศรัยกัน สุดท้ายก่อนจะกลับ ท่านก็อวยพร ขออนุโมทนา ขอให้คุณบรรลุนิพพานเร็วๆ คุณสรวงได้ยินก็งง มาอวยพรให้นายรัก รักพงษ์ เป็นฆราวาส บรรลุนิพพานได้อย่างไร ถ้าเป็นพระ ก็ว่าไปอย่าง อาตมาเพิ่งอ่านเสฐียรพงษ์ วรรณปก เขียนว่า ถ้าจะไปนิพพาน ไม่มาบวชเป็นพระ ไม่ได้หรอก เพราะว่ามาบวชเป็นพระแล้ว เป็นทางที่ไม่มีธุลีเหมือนฆราวาส แปลว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า เป็นฆาราวาสแล้ว ก็บรรลุอรหันต์ไม่ได้ เพราะในสมัยพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นฆราวาส สามารถบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ได้มากกว่านักบวช จึงชุมนุมมาฆบูชาได้แค่ 1,250 แต่พระพุทธเจ้าบางพระองค์ มีพระอรหันต์เป็นล้านองค์ มาประชุมกัน สรุปคือ สามเส้าของ dynamic ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นฐาน dynamic จะมีความเร็ว มีประสิทธิภาพสูงสุดขึ้นเร็วๆ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เอามาสังกัปปะ คือปรุงแต่ง สังเคราะห์สังขาร ให้เกิดปฏิกิริยาสังเคราะห์สังขาร ปฏิสัมพันธ์กัน จนเกิดการสังเคราะห์ เอาสิ่งที่ต้องการสมบูรณ์สูงสุด ออกมาได้ เรียกว่า วิตักกะ เป็นความดำริยอด หรือเป็นความนึกคิดปรุงแต่งของ dynamic ขึ้นมาได้เป็นพลังงานปัญญา ส่วนพลังงานอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือพลังงานเจโต เจโตกับปัญญา ทำงานร่วมกัน เป็นทางแกนบวกและแกนลบ ทำงานร่วมกัน ทำได้อย่างมีสัดส่วนดีที่สุด ก็จะเกิดการทำงานร่วมกัน ได้เกิดพลังงานที่ดีที่สุด คนพยายามทำกันอย่างนี้ เรียนรู้ทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือมนสิการ ทำใจในใจ ให้เกิดพลังงานองค์รวม เมื่อเกิดพลังงานองค์รวมในใจ เรียกว่า วจีสังขาร วจีสังขาร คือธาตุที่มันสังขารในจิต อยู่ในสังกัปปะ 7 จนเป็นแน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น แล้วมีพลังงานเคลื่อน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มารวมกัน แล้วมีประธานเป็นผู้ใช้ สองเส้านี้ก็จะถูกใช้ I เป็นประธานใช้ ตัวประธานคือ นปุงสกลิงค์ ประธานนี้ไม่เคลื่อนที่ สั่งอย่างเดียว เหมือนท่านเปาฯ สั่งให้หวังเฉา กับมาฮั่นทำงาน เป็นลักษณะซับซ้อนที่เป็นสัจจะ พลังงานที่ยังไม่ตั้งชื่อ เรียกว่าวจีสังขาร คุณก็ใช้พลังงานได้ ใช้พลังงานที่ไม่มีชื่อได้ แต่ถ้าจะไปเกี่ยวข้องกับคนอื่น จะบอกให้คนอื่นไปใช้ คุณก็จะต้องมีชื่อเรียกกัน เพราะว่าต้องสื่อกัน ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป คนใบ้จะไม่ครบให้การเรียนรู้ได้แต่เพียงส่วนหนึ่ง จะเรียนรู้ธรรมะให้ถึงที่สุดไม่ได้ หูหนวก ตาบอด ก็เหมือนกัน จะไม่ได้สูงสุด แต่ก็ได้ส่วนหนึ่ง ไม่ต้องเสียกำลังใจ พากเพียรศึกษาไปได้ ไม่ได้เสียหายหรอก แต่มันไม่ได้ครบ ต้องรู้ความเป็นจริง ก็มีวิบากจะต้องตาบอด หรือหูหนวกก็ตามใจ เป็นอจินไตย ต้องยอมรับในความจริงของเรา ได้เท่าไหร่สูงสุดพากเพียรให้ได้ เมื่อตั้งชื่อ ก็เรียกว่า อธิวจนะ ก็จะเรียกชื่อบอกกันได้ อย่างถ้าไม่มีชื่อ ก็บอกวาลูกกลมๆแดงๆ มันก็มีเยอะแยะ ที่เป็นลูกกลมแดง เชอรี่ มะเขือเทศ ถ้าไม่มีชื่อคุณก็ต้องบอกว่า ไอ้ลูกกลมๆผิวเกลี้ยงๆ สีแดงๆแสดๆ ก็จะไปเหมือนกับผลไม้อีกหลายอย่าง ไม่รู้กันได้ง่าย แต่ถ้าเรียกว่า มะเขือเทศ ก็ตรงกันเลย ถ้านามธรรมนั้นมีชื่อแล้ว เรียกว่าเวทนา เรียกว่าสัญญา มันก็ต่างกัน มีความต่างเรียกว่า ลิงค หรือเพศ มันต่างกันอย่างไร คุณก็หยิบมาให้ดูไม่ได้ แต่เรารู้แล้วว่าสังขารมันต่างกัน เวทนาต่างจากสัญญาอย่างไร หรือจะแยกเจตสิก 52 หรือจิต 89 หรือ 121 อย่าง จะแยกแยะมากกว่านั้นก็ได้ แต่แยกขนาดนี้ ก็พอกินพอใช้แล้ว เอามาเรียนรู้ ได้เรื่อยๆขยายไปได้ จึงอาศัย อธิวจนะ แต่ละชาติ แต่ละภาษาเยอะแยะ สื่อกันรู้เรื่อง ชาตินี้อาตมา ไม่จำเป็นต้องรู้หลายภาษา แค่ภาษาเดียว ก็คัดเลือกคนรู้ภาษาไทย มาให้เป็นอรหันต์ ก็พอแล้ว ไม่มีเวลาไปอธิบายภาษาอื่น อธิบายภาษาเดียวนี่แหละ ถ้าใครอยากจะรู้ ก็มาเป็นภาษาไทย ท่านจำกัดให้อาตมาเก่งภาษาไทยอย่างเดียว ถ้าเกิดมีหลายภาษาแล้วเอาเวลาไม่ได้ เวลานาที 1 มันมีนาทีเดียว ได้เท่านี้ก็ใช้เท่านี้ อาตมาไม่สงสัย ดิ้นรนไปรู้ภาษาอื่นมาก ไม่อย่างนั้น มันจะเสียเวลา ดีนะ อาตมาไม่อาศัยภาษาลาว เพราะภาษาลาวภาษาไทย อธิบายภาษาไทย ก็คนลาวเข้าใจ เป็นที่เข้าใจกันได้ อาตมาไปเมืองลาวก็อธิบายได้ แต่อยู่เมืองไทย อธิบายภาษาไทย ถ้าคนลาวฟังอาตมาก็รู้เข้าใจได้ ไม่ต้องเสียเวลาพูดภาษาลาว ตกลงสามเส้าของเจโต และสามเส้าของปัญญาก็ผ่าน 600408_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน