สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาวาจา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.99 KB
วันที่แก้ไข6 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาวาจา มาถึงข้อ 267 การงดเว้น การพูด [๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ พูดเท็จก็โกหก ให้เลิกเสียให้ได้ก่อน การพูดส่อเสียดเพ้อเจ้อ ก็ไม่กระไร แต่พูดเท็จนี้ โสดาบันเลิกได้แล้ว ใครยังพูดเท็จ หรือเลิกพูดเท็จไม่ได้ ก็ยังไม่เป็นพระโสดาบัน ต้องเลิกโกหก ไม่เอาโกหก พูดส่อเสียด คือพูดแล้วมีผลกระทบ พูดดีก็กระทบคนดี พูดชั่วก็กระทบคนชั่ว แต่ถ้ากระทบแล้วเขาเกิดปฏิกิริยาทะเลาะกัน หรือเอาความข้างหนึ่ง ไปพูดให้อีกข้างหนึ่งฟัง แล้วเกิดการทะเลาะกัน นั่นคือส่อเสียด พวกนักหนังสือพิมพ์ นักสื่อสาร มักจะสัมภาษณ์ปากนี้ แล้วสัมภาษณ์อีกปากหนึ่ง ทำให้เขาตีกัน นี่คือส่อเสียด แต่ถ้าพูดให้เขาประนีประนอม สามัคคีกัน อย่างนั้นไม่ส่อเสียด คนที่เจตนาไม่ดี หาคำให้เกิดการเถียงกัน จะได้เอาไปเขียนข่าวหากิน นี่ล่ะ พวกสื่อสารนี่แหละตัวดี คำหยาบ ถ้าจะพูดว่า ห่า ก็คือโรคร้ายแรงเร็ว ตายเร็ว ห่า ต่างจาก โหง นี่ไม่ได้พูดหยาบนะ พูดวิชาการ โหงคือตายสดๆด่วนๆ แต่ห่าคือเป็นโรคตายเร็วตายด่วน แต่โหงคืออุปัทวเหตุ เลือดนองตายเลย ห่าคือมีโรค ถ้าโรคแรงๆเรียกว่า ห่าจัด ทั้งจัดทั้งมาก ผู้ที่เลิกส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อคือพูดแล้วไม่มีผล ต่อให้พูดธรรมะลึกซึ้ง แต่พูดแล้วคนไม่รู้เรื่อง เหมือนกับพูดให้เสาฟัง พูดแล้วเขาฟังไม่รู้เรื่อง คือพูดเพ้อเจ้อ แต่อาตมาพูดให้คนรู้เรื่องนะ ฟังแล้วเป็นรสวิมุติรส ก็ยิ่งดี เราหลุดพ้นเลย ว่าจะไปเที่ยว พอฟังอันนี้หลุดเลย ไม่ไปแล้ว ว่าจะกินไก่ย่าง พอฟั

อ่านต่อ

งอันนี้แล้วเลิกกิน เลยไม่กินแล้วไก่ย่าง ไม่กินแล้วเนื้อสัตว์ นี่คือวิมุติหลุดพ้นแล้ว ถ้าเขาฟังไม่รู้เรื่อง ภาษาบ้าบอ เหมือนคนบ้า ต่างคนต่างมาช่วยกันฟัง มันอยู่ในภพของมันเอง คนอื่นไม่รู้เรื่อง อย่างนั้นให้ไปอโศก 2 ที่ศรีธัญญา หรือศรีมหาโพธิ์

มาข้อ 268 [๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด(อารติ) ความเว้น (วีรติ) ความเว้นขาด (ปฏิวีรติ) เจตนางดเว้น (ปฏิเวรมณี เด็ดขาด ขาดโดยไม่ต้องเด็ด) จะกระทบกระแทกกระเทือนอย่างไร ก็ไม่เจ็บ ปฏิวีรติ คนที่มากระแทกก็เจ็บเอง เขาอยู่เฉยๆ แต่เราเจ็บชะมัด เขามากระแทกเรา แล้วเขาเจ็บเอง เราไม่ได้ทำอะไรเขานะ นี่คือปฏินิสสัคคะ ไม่มีสวรรค์นั้นแล้ว มากระแทกกระทบเรา ก็มีแต่นรก คนที่เข้าใจแล้ว ก็ไม่ต้องมากระแทกหรอก ไม่ต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบ นั่งรับด้วยความเคารพเลย สุดท้าย นี่สูงสุด จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาวาจา ของพระอริยะที่เป็น อนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาวาจา ของภิกษุนั้น ฯ

[๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมากัมมันตะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ การกระทำใด ที่คุณยังได้บุญไม่ครบ ก็ได้เป็นส่วนแห่งบุญ คนล้างกิเลส สิบส่วนในร้อยส่วน ได้ความไม่มีในเรา เรียกว่าได้ส่วนแห่งบุญ เอาออกได้ เก้าสิบส่วนเหลืออีก สิบ ถ้าใครทำส่วนแห่งบุญออกไปแล้ว ไม่มีกลับมาหาเราอีกเลย นี่คือจบ แต่ถ้าทำแล้ว บุญยังมาหาเราอีกนี่คือ ซวย คนที่ยึดถือว่า บุญเป็นสิ่ง น่ามี น่าได้ น่าเป็น ก็งง บุญคือพลังงาน ที่มีสมรรถภาพ ไปสลายกิเลสได้ คือบุญ คุณรู้จักอาการของอาสวะ แล้วก็กำจัดอาสวะได้ จิตเราไม่มีอาสวะ อาการตั้งแต่ทุกข์ อาสวะตั้งแต่ใคร่ในกาม ก็มีกามดูด ปฏิฆะ ผลัก หมดกามพยาบาทเกี่ยวกับภายนอกแล้ว กระทบแล้วไม่มีอาการผลักหรือดูด เหลือแต่กามราคะ ปฏิฆะ เหลือแต่อาการข้างใน เป็น รูปราคะ อรูปราคะ ก็ล้างไปตามลำดับ แล้วยังตรวจสอบว่ามีถือดีมีมานะ อุทธัจจะ ไม่มีธุลีละอองเหลืออีกเลย จึงหมดความไม่รู้คือวิชชา อวิชชายังไปแถมมี อวิชชาสวะ กับ อวิชชานุสัยอีก ….จบ

600408_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน