230709-3-031 ทางเอกภาค3-ตอน031(หน้า270)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์197 KB
วันที่แก้ไข14 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 9 กรกฎาคมพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเย็นบรรยายทางเอกที่พุทธสถานสันติอโศกอ่ะเรามาเรียนทางเอกกันต่อถึงหน้า 271 ณตอนนี้เราก็กำลังอธิบายให้เห็นความละเอียดลึกซึ้งเข้าไปถึงคำว่าเกิดวันดับแล้วก็จะไปทางกระทั่งปานนี้แล้วเราก็ได้สรุปลงไปอีกชั้นหนึ่งว่าความเกิดนั้นคือความลับสภาพไว้ความ คือความไม่รับสภาพไว้หรือว่าเรื่องความเกิดคือความยังไม่เปลี่ยนสภาพไปสู่ความดับคือความเปลี่ยนสภาพไปนี่เป็นความหมายความหมายของภาษาที่ง่ายๆขึ้นและเราก็กำหนดลงไปตามความรู้ของเราว่าเรารู้ความหมายในภาษาที่บอกว่าอย่างนี้นี่แหละมันหมายเอาอะไรอย่างไรความลับสภาพไว้แล้วเรารับสภาพนั้นไว้อยู่หรือสภาพนั้นไม่มีอยู่ที่เรากับทำไม่สภาพนั้นหายไปหรือว่าไม่มีสภาพนั้นอยู่ที่เราคำว่า ภาพนี้แหละคือสภาวธรรมจะได้ซ้ำอีกอันนึงว่าสภาวะธรรมหรือสภาพที่เราหมายเอาที่จิตของเราที่จิตเรามีอาการอะไรพิเศษแทรกซ้อนอยู่เราจะให้สภาพนั้นมันอยู่ที่จิตหรือไม่สภาพนั้นเราอ่านอาการกิริยามันออกหรือไม่ว่าไอ้อย่างนี้มันไม่ควรอยู่เราก็ให้มันหยุดหายไปไม่ให้มันมีไม่รับไว้ดับไปหรือเปลี่ยนสภาพไปเสียเป็นอีกสภาพหนึ่งที่เราเห็นว่าเออสภาพนี้เอาล่ะขนาดนี้เป็นสภาพที่อยู่ควรอยู่ควรเป็นควรไปเราก็ทำได้ตามที่เราเองประมาณแล้วดีแล้วถ้ามันมีลักษณะอย่างนั้นจริงๆมีลักษณะ เปล่านี่จริงๆแล้วเราก็ต้องมีจริงเข้าถึงเราจะได้เห็นชัดเจนถ้ายังไม่เข้าใจก็ยังไม่ถึงจุดละเอียดละออนักก็อ่านจุดที่เรามีขนาดใดขนาดใดเรามีอยู่ขนาดไหนเราก็ลองสังเกตดูอ่านเอาอย่างหยาบที่เราเคยเห็นเด่นชัดอย่างไรมีลักษณะดังกล่าวนี้เป็นอย่างไรเราก็เอาให้ชัดตอนแรกมันจะมีอธิปัญญาเพิ่มพูนเข้าไปรู้ย้อนเพิ่มภูมิแห่งเจโตปริยญาณและละเอียดลึกซึ้งชัดเจนถึงแก่นของกิเลสวิปัสสนูปกติหรืออุปกิเลสต่างๆ ได

อ่านต่อ

้มากขึ้นยิ่งๆขึ้นว่าสภาวะอย่างนี้เป็นกิเลสขนาดเท่านี้เท่านี้สภาวะอย่างนั้นเป็นกิเลสขนาดเท่านั้นเท่านั้นสภาวะอย่างนี้ในการลาดอย่างนี้ในหมู่ชนขนาดนี้เป็นสิ่งไม่ควรสภาวะอย่างนั้นในการะอย่างนั้นในหมู่ชนขนาดนั้นเป็นสิ่งควรเราจะรู้ลึกรู้ซึ้งขึ้นจริงๆและแล้วเราก็จะเป็นคนรู้จักสัมมาอริยมรรคองค์ 8 จำใจยิ่งยิ่งขึ้นพร้อมทั้งเราจะมีสัมมาทิฏฐิแท้ๆสัมมาสัมพุทโธสัมมาวาจาสัมมากัม โปรสมัครอาชีวะสมายวายาโมสัมมาสติสัมมาสมาธิจริงๆอ่ะที่ยืนยันว่าเมื่อเรามีอธิปัญญาเพิ่มพูนเข้าไปเข้าใจภูมิแห่งเจโตปริยญาณซึ่งเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ตั้งแต่เราได้เรียนกันมาแล้วว่าท่านแบ่งแบ่งขนาดแบ่งขีดแบ่งเขตเอาไว้แต่ลักษณะราคะโทสะโมหะมูลสูงขึ้นสูงขึ้นหาละเอียดละออขึ้นไปจนกระทั่งถึงวิชิตนางที่เราได้แจกแจงตามที่มีมาใน หลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วและแม้แต่กิเลสต่างๆวิปัสสนูปกิเลสอุปกิเลสอุปกิเลสอะไรก็ตามเราเองเราไม่เข้าใจความหมายแล้วเราก็จะรู้ละเอียดซ้อนเข้าไปความรู้เหล่านั้นเราเรียกว่าปัญญาความรู้เหล่านั้นเราเรียกว่าปัญญาอาทิตยาญาณทัศนะมันไม่ใช่รู้แต่ภาษามันตรวจกับภาษาแล้วมันก็มีสภาวะรองรับแล้วมันจะเข้าใจมันจะเห็นอย่างแท้จริงขนาดไหนดีขนาดไหนเหมาะขนาดไหนควรในภาวะที่มีปัจจัยประกอบหมู่ชนอย่างมีการ หลังนี้หรือบุคคลอย่างนี้เราควรจะให้มีให้เป็นอะไรขนาดไหนเราจะเข้าใจคำว่าสัมมายิ่งยิ่งขึ้นเราจะรู้จักสัมมาอะริยะมรรคองค์ 8 ได้มากขึ้นคำว่าสัมมาคำนี้แปลว่าเหมาะแปลว่าควรคำว่าสัมมนาแปลว่าพอเหมาะพอควรพอเหมาะพอดีพอเหมาะพอควรพอเหมาะพอดีสัมมามันจะมีจริงๆมันจะเห็นว่าไอ้ที่เราเคยเข้าใจแต่ก่อนแต่ไรที่เรายังไม่มีปัญญาอธิปัญญาขนาดนี้เราก็จะเข้าใจว่าเฮ้ยสัมมาเนี่ยมันก็สัมมาไม่เกินไม่ขาดอะไรของเราเราก็เข้าใจ สัมมาหยาบๆแต่เราเรียนเรามีปัญญาเรารู้เข้ามาถึงขั้นนี้แล้วคำว่าสัมมาของเราเนี่ยเราจะเห็นเลยว่าสัมมนาไม่มีความลึกซึ้งแค่ไหนสมามีความลึกซึ้งแค่ไหนมันเลื่อนชั้นขึ้นมาเลื่อนชั้นขึ้นมารู้เห็นความเป็นสัมมามีในนี้บอกเอาไว้ว่าแล้วเราจะเป็นคนรู้จักสัมมาอริยมรรคองค์ 8 จำใจยิ่งยิ่งขึ้นพร้อมทั้งที่เราจะมีสัมมาทิฏฐิแท้ๆเราจะเห็นสัมมาทิฏฐินี้ไม่ใช่ของตื้นง่ายและไม่ใช่ของที่เราเข้าใจอย่างลูกโลกเขาเข้าใจง่ายๆไม่ใช่แต่ถ้าเราจะอธิบายสมาธิถือว่าเป็นความเห็นถูกต้องจับหยาบมันก็มี มีความเห็นที่หยาบๆแล้วเราก็มาปฏิบัติจนกระทั่งจิตใจของเราเป็นสัมมาสมาธิสูงละเอียดขึ้นมาเราจะเห็นได้ว่าเมื่อจิตของเราตั้งมั่นเมื่อจิตของเราสูงขึ้นมีฐานมีฐานะอันยิ่งขึ้นแล้วสัมมาทิฏฐิของเราเป็นอธิปัญญาที่แท้เลยสัมมาทิฏฐิเป็นอธิปัญญาเมื่อมันถึงสัมมาสมาธิตั้งมั่นแล้วจะเห็นว่ามันเป็นอธิปัญญาตั้งแต่ตอนก่อนนี้เห็นเพียงปริยัติเห็นเพียงความเห็นเห็นเพียงความเข้าใจตอนนี้ความเห็นไม่ใช่เห็นแต่เพียงความเข้าใจไม่ได้เป็นความเห็นเพียงเอ่อความรู้บัญญัติเหตุผลเท่านั้นแต่เป็น ความเห็นที่จิตมันเป็นแล้วจิตมันมีแล้วจิตมันได้แล้วเห็นข่าวนี้มันไม่ใช่เห็นเข้าใจคำนี้ไม่ใช่เข้าใจเฉยๆน่ะมันเสียบใจเลยนะใจมันเป็นอยู่เลยนะเข้าถึงเลยนะถึงใจเลยไม่ใช่เข้าใจแบบภาษาโลกที่พูดว่าเข้าใจเข้าใจนี่คือปัญญาเท่านั้นปัญญาเข้าใจเข้าใจความหมายแต่ตัวนี้มันสิงอยู่ในใจเลยเห็นแหงๆอยู่ที่ใจของเราเลยสัมมาสมาธิตัวนี้มันเป็นสัมมาสมาธิแล้วสัมมาทิฏฐิตัวนี้เป็นสภาพเห็นนี่จึงเข้าใจอันนี้จึงไม่ใช่ตื่นๆเขินๆเลยลองตามดูดีๆฟังดูดีๆมันจะเลื่อนลึกขึ้น อย่างนั้นจริงๆเพราะงั้นแม้แต่คำว่าสัมมาสติมันก็เป็นสติที่แข็งแรงตื่นโพรงเป็นสภาพสว่างไสวจริงๆสติตื่นคำว่าตื่นเนี่ยคำว่าสติคำว่าชาสุริยะนี่เป็นตัวที่อธิบายเป็นตัวไวพจน์ท่านเรียกไวพจน์เป็นตัวที่ขยายซึ่งกันและกันอยู่ใกล้ๆอธิบายกันตัวสติหรือศัตรูตัวฉากคือยาเนี่ยมันเป็นความตื่นแต่ความมีสติเป็นความระลึกรู้เรื่องทั่วพร้อมในความที่มีความแววไวในตัวอีกด้วยอย่างนี้เป็นต้นเพราะงั้นสัมมาสัมกับปอที่เราจะ นึกคิดมันก็เป็นความนึกคิดที่ต่างกันกับเมื่อก่อนที่เรามีแค่สัมมาทิฏฐิเรายังไม่ถึงสัมมาสมาธิมันก็จะต่างกันเมื่อจิตของเราเรื่อยมาจนถึงสัมมาสมาธิกลับไปย้อนไปถึงสัมมาทิฏฐิก็จะเห็นบอกแล้วว่าเห็นอย่างเป็นอธิปัญญาเห็นอย่างมีเนื้อมีหนังมีชิ้นมีอันเดียวเห็นอย่างสัมผัสอยู่ทีเดียวไม่ใช่เห็นแต่เหตุผลเท่านั้นไม่เห็นแต่เพียงความเข้าใจเท่านั้นสัมมาสังกัปปะโปกก็จะดำริได้อย่างลึกซึ้งนึกคิดดำริริเริ่มอะไรได้ลึกซึ้งสัมมาวาจาเราจะพูดไม่เหมือนเก่าแล้วน้ำหนักแน่นน้ำหนักของเราแน่นหนามั่นคงจริงจังจริงใจสัมมาวาจา อมตะการกระทำของเราที่นี้ก็จริงจังจริงใจเด็ดเดี่ยวองอาจกล้าสัมมาอาชีวะที่เราจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนอาชีพไปเปลี่ยนไปตั้งแต่มีเงินเดือนถูกจนเงินเดือนแพงจนเงินเดือนแพงก็ไม่เอาเงินเดือนจนกระทั่งไม่เอาเลยเงินเดือนเลิกไม่ต้องเอาแล้วเงินเดือนสมาชิกมันตลกนะมันแปลกเลยเออมันไม่เอาเงินเดือนก็ได้ด้วยนะคนเนี่ยมันยิ่งมองอยู่ทางโลกก็บอกเออมาเรียนทางธรรมยิ่งเรียนยิ่งโง่เว้ยยิ่งเรียนยิ่งเงินเดือนรายได้ยิ่งไม่เอาซะด้วยยิ่งเป็นคนธาตุเป็นทาสรับใช้เขาฟรีๆซะด้วยเอ่อยิ่งเรียนไหนบอกว่ายิ่งดีในบอกว่ายิ่ง ไม่รู้จักเอาแฮะขาดทุนเข้าผ่ายแพ้เขาก็เป็นด้วยคนมองในสายตาลูกเขาก็มองอย่างนั้นได้แต่คนมองในสายตาทางธรรมเราจะรู้ไอ้ตัวอธิปัญญาตัวญาณทัศนะวิเศษตัวรู้ยิ่งไอ้ตัวรู้ตัวนี้มันไม่ใช่ภาษามันเป็นการรู้ที่มันรู้ของเราจริงๆเลยเราไม่มีปัญหาใครจะมาว่าประชดประชันมาว่าแดกดันมาว่าเสียดสีมาว่าเย้าแหย่จี้ไม่บ้าจี้แล้วใครจะมาเย้ามาแหย่มาเสียบมันสีมาประชันแดกดันอย่างโน้นอย่างนี้ใช้เรียกว่าไม่หวั่นไหวไม่สะทกสะท้านสะเทือนมันเข้าใจ เขาจะพูดแหย่หรือพูดเอาจริงพูดอย่างเขาเห็นจริงๆเลยว่าเราโง่ก็มีเขารู้ว่าเราเองฉลาดอยู่แต่เขาก็เป็นเชิงยุแหย่เราให้กลับไปก็มีถึงอย่างไรเราก็ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่สะทกสะท้านไม่หวั่นไหวไม่สะเทือนเลยสัมมาอาชีพก็จะเปลี่ยนได้สัมมาวายามะคือความพยายามมันจะมีความพยายามที่ยิ่งขึ้นจริงๆมีสัมมาวายามะมีความพยายามที่เป็นความพยายามจะเพิ่มภูมิเพิ่มฐานมีความพยายามที่จะกระทำอะไรต่ออะไรยิ่งยิ่งขึ้นมันมีจริงๆของมันทีเดียวมันมีสัมมาสติ สัมมาสติก็ผ่านบ้าไปแล้วแนะนำไปแล้วมันอยู่ในตัวใจฐานใจคือสัมมาสัมมาทิฏฐิสัมมาสติสัมมาสมาธิพวกนี้อยู่ในฐานของพวกปัญญาซึ่งเป็นฐานของที่จริงสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสติในฐานปัญญาและสัมมาสิงคโปร์เขาก็ไล่ออกไปทางปัญญาเพราะวาจาพวกกรรมการอาชีวะอะไรนี่เค้าถือว่าเป็นศีลเอาเรื่องของสัมมาที่เอามาประกอบเข้าในขณะที่เราได้เรียนรู้ความยิ่งยิ่งขึ้นของสัจธรรม ไล่กันมาถึงขั้นวิชาอย่างนี้คุณก็จะรู้เลยว่าสัมมาคำว่าสัมมารามองค์ 8 นี้ไม่ใช่ของตื้นๆเขินๆไม่ใช่ของพูดเล่นพูดหัวสัมมารามองค์ 8 นี้เป็นอุตริมนุษยธรรมนะไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเล่นเป็นผลนะเป็นอริยสัจ 4 อริยสัจ 4 เป็นอุตริมนุษยธรรมนะเป็นยอดของศาสนาพุทธเชียวนะอริยสัจ 4 รู้ทุกข์รู้จริงๆผู้รู้ทุกข์จริงๆเอาทุกข์มาพูดออกได้เอามาแจกแจงเอามาชี้ให้คนอื่นเห็นทุกข์ได้ตามนี่คุณไปนั่งกินของเปรี้ยวของหวานนะเด็ดอร่อยหลงอยู่นั่นแหละตัวนั้นตัวทุกข์นะตัว เป็นตัวโมหะเป็นตัวอวิชชาคุณไปหลงของอร่อยและคุณก็นึกว่าเป็นของจริงเป็นของดีแล้วก็ติดยึดมันอยู่ที่จริงมันเป็นตัวทุกข์น่ะมันเป็นตัวผีหลอกคุณอยู่เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์เป็นสมุทัยแท้เป็นความหลงผิดนะเพราะโมหะคุณจึงเกิดปัญหาเพราะอวิชชาหรือโมหะโมหะคืออวิชชาชนิดหนึ่งโมหะคืออวิชชาชนิดหนึ่งเพราะความหลงผิดของคุณน่ะเพราะเอาวิชาความโง่เข้าใจไม่ถูกต้องที่แท้จริงตามสัจธรรมคุณจึงไปมีตัณหาคนจึงไปอยากได้ของอร่อยแล้วคุณก็เสียของอร่อยนึกว่าได้ของอร่อยมาเสพติดอย่างนี้เป็นต้น เรารู้ว่าตัวนี้เป็นตัวทุกตัวสมุนไพรแห่งทุกข์เราชี้คนอื่นเขาฟังชี้คนอื่นเขาได้เพราะเราเห็นทุกข์จริงๆแล้วเราเลิกทุกข์นี่มันได้จริงแล้วเราจะมีความละเอียดละอออธิปัญญาจะเกิดแง่โน้นแง่นี้เราจะชี้ก็ฟังเราจะฉีกออกมาเห็นเหตุเห็นปัจจัยเห็นเมื่อครานั้นครานี้ที่คุณจะต้องมาเป็นทาสมันจะต้องมาเป็นฆ่ามันทั้งๆที่มันจำเป็นจะต้องไปได้สิ่งนี้เสพสิ่งนี้หลงมาเป็นสิ่งที่สุดคุณก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างบริบูรณ์ได้ไม่ต้องไปเฟอร์เลยไม่ต้องไปหลงมันเลยคุณรู้ทุกข์คุณรู้เหตุแห่งทุกข์และคุณสามารถนิโรธทุกข์เป็นทุกข์นิโรธนิโรธได้แล้วเรียบร้อยจริงคุณ จะมีสัมมาอริยมรรคองค์ 8 บริบูรณ์เป็นตัวอริยสัจองค์ที่ 4 ข้อที่ 4 เพราะฉะนั้นคนอื่นทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาคามินีคือชาวบ้านของเขาปฏิปทาของชาวบ้านเขาก็สุขแต่เราเห็นว่ามันเป็นทุกข์แล้วเราดับทุกข์นี้ได้จึงเรียกว่าทุกข์นี้เราทักหาไม่มีปฏิปทาหรือมีสัมมนาอริยมรรคองค์ 8 พร้อมครบครันถึงที่เรียกว่าสัมมาถึงที่ด้วยสัมมาถึงที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดจริงมีจริงเป็นจริงผู้ได้แล้วถึงจะยืนยันเขาเรียก มักแต่ที่จริงเป็นผลนะเขาเรียกว่ามาร์คเนี่ยแต่แท้จริงเป็นผลของผู้ที่ได้ถึงนั้นมาอธิบายกันตื้นๆง่ายๆเป็นแบบเชิงมรรคเป็นแบบเชิงทางปฏิบัติก็ได้ที่จริงนั่นน่ะเอามาอธิบายตัวเดียวสัมมาทิฏฐิเอาอธิบายตัวเดียวสบายดีมากองค์ 8 น่ะเอามาอธิบายตัวสัมมาทิฏฐิเมื่อคุณมีสัมมาทิฏฐิแล้วอย่างเก่งคุณก็จะต้องมีวิริยะหรือคุณจะเอาสัมมาวายามะเข้ามาอธิบายมันก็คล้ายๆกันกับสัมมากับไอ้สัมมาวายามะกับตัววิริยะคล้ายๆกันและคุณก็จะต้องมีสติปัฏฐานเพราะฉะนั้นพร้อมกันคุณก็มีสัมมาสติแต่องค์แห่งการปฏิบัติพระพุทธเจ้าท่านอธิบาย องค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตรท่านก็อธิบายในเชิงมรรคสัมมาทิฏฐิเป็นประธานต้องเป็นต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อนอื่นและมีสัมมาวายามะสัมมาสติเค้าห่อมล้อมห้อมล้อมสัมมาทิฏฐิคำว่าเข้ามาเป็นตัวงานเลยผนึกกันทำงานร่วมกันเลยไม่เห็นอย่างนี้แล้วเป็นประธานนำแล้วเราก็เพียรพยายามมีสติสัมปชัญญะกระทำประพฤติปฏิบัติอบรมมันเริ่มต้นจะมีการสัมผัสจะมีการนึกคิดจะมีการเกิดที่จิตจิตเราเกิดขึ้นมาจะดำริเริ่มเลยอ่ารับปริญญารับประทานมีอารัมพระธาตุมีอารับพระธาตุ มีธาตุที่เริ่มริขึ้นมาเริ่มขึ้นมาขนาดไหนก็ตามตั้งแต่ถ้าตัวที่มันยังนิ่งสนิทพอเริ่มจากนิ่งสนิทแล้วมันก็มีตัวริเริ่มขึ้นมามีตัวปรารภเริ่มขึ้นมาเราเรียกอารับพระธาตุมันเริ่มค่อยๆถ้าสัมมาทิฏฐิเป็นตัวประธานอยู่มันก็จะควบคุมเรื่อยไปถ้าถึงบอกว่าเมื่อสัมมาทิฏฐิเป็นประธานสัมมาวายามะสัมมาสติข้าห้อมล้อมเดินบทบาทไปสัมมาสัมพุทโธก็จะพอเหมาะได้สัมมาวาจาก็จะพอเหมาะได้สัมมากัมมันตะก็จะพอเหมาะได้ สัมมาอาชีวะสมาชิกก็จะพอเหมาะได้มันจะจัดแจงของมันขึ้นไปแรงขึ้นแรงขึ้นตั้งแต่เริ่มนึกคิดจิตแล้วก็จะมีแม้แต่ควบคุมวาจามันก็จะเป็นวาจาที่พอเหมาะพอดีคอยรู้สึกเราปรับปรุงตนอยู่ทุกวันนี้พวกเราสังเกตเราจะเปลี่ยนความคิดว่าจะตั้งเรามีการปฏิบัติสติปัฏฐานสติทำมาวิจัยวิริยะมันจะทำงานอยู่หรือว่ามีสัมมาวายามะสัมมาสติห้อมล้อมสัมมาทิฏฐิความเห็นของเราเป็นความเป็นความหมายรวมในความเห็นนั้นเรารู้แล้วเราเข้าใจแล้วเหตุผลอะไรต่างๆพอเวลาเราปฏิบัติธรรมโพชฌงค์มันจะเดินเครื่องเลยมันสามารถองค์ 8 กับ โพชฌงค์ 7 จะควบคู่กันเข้าไปด้วยมีสติรู้ตัวทำมาวิจัยมีวิริยะเข้าทำงานด้วยไปแล้วเราก็จะได้ดีเรียกว่าปิติแล้วเราก็สงบปัสสัทธิมันจะเกิดปิติเกิดปัสสัทธิเกิดได้ดีตัวดีจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆตามขั้นตามตอนขึ้นไปเป็นปิติแล้วก็จะมีอุปสรรคที่มีความสงบมีความระงับมันจะระงับมันจะทำให้กิเลสน่ะมันหยุดเล่นหรือกิเลสเปลี่ยนแปลงมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆๆๆไปทีเดียวจริงๆเพราะจงเดินเครื่องไปเรื่อยเลยองคตช่วงนี้เป็นส่วนเดินๆๆเราปฏิบัติธรรมเรามีโพชฌงค์มันทำงานอยู่ด้วยสั่งสมลงเป็นสมาธิสั่งสมณเป็นอุเบกขา เป็นโพชฌงค์เป็นสมาธิโพชฌงค์เป็นอุเบกขาโพชฌงค์เราจะเห็นเด่นชัดเลยว่าหลักธรรมของพระพุทธเจ้านี่ไม่ใช่มีแต่ภาษานะแล้วถ้าปฏิบัติถูกตรงเนี่ยเอาหลักเหล่านี้มาเทียบมาจับมีเป้เป้เป้เป้ไปเลยแล้วก็เดินเครื่องด้วยไปสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิโพชฌงค์ 7 ก็อยู่ในโพชฌงค์สัมมาสมาธิสูงขึ้นก็เป็นองค์ของฌานวิตกวิจารณ์ควบคุมตั้งแต่เราคอยระมัดระวังสังวรสำรวมเนี่ยคอยระมัดระวังแต่ถ้าอย่างเดียววิตกวิจารหรือสังวรหรือสำรวมอะไรเนี่ยเป็นความหมายคล้ายกันระหว่างเราวัยพยายามควบคุมพยายามกระทำกันอยู่ทีเดียวถ้ามันยังหนักวิตกวิจารณ์อย่างหนักหรือสังวรหนัก รวมหนักเคร่งอยู่หมายความอย่างมากแล้วก็ชาน 1 อาการของฌาน 1 นี่มันยังเพิ่งจะเป็นทานได้ต้นๆตื้นๆมันก็อย่างนั้นแหละระวังกุญแจอยู่ที่เดียววิตกวิจารณ์มากจนเราก็ค่อยๆทำได้เก่งขึ้นเชี่ยวชาญขึ้นไม่ต้องวิจารณ์ก็ลดลงไม่ต้องคอยคุมแจงไม่ต้องคอยซ้ำรวมสังวรกันแจเลยเนี่ยมันคล้ายๆกันเพราะมันก็จะแนบเนียนขึ้นเก่งขึ้นเก่งขึ้นมีปิติดีปิติแปลว่าได้ดีไปติดแล้วก็เห็นดีปิติแปลว่ารู้ดีเราจะมีปัญญาอธิปัญญาสอดส่องยาทัศนะวิเศษรู้ยิ่งเห็นยิ่งของเราเองอยู่เป็นชานนาโตเป็นชาวนาโตผัดสะตอ เป็นการรู้อยู่เห็นอยู่ในสภาวะธรรมที่เราปฏิบัติไปอ่านไปรู้ไปจริงมีของจริงไม่ใช่ปฏิบัติธรรมแล้วก็ไม่มีของจริงรู้จับอะไรก็ไม่รู้ได้แต่นั่งโดนนั่งเดานั่งคิดนั่งคบเอาไปอย่างนั้นไม่ใช่แต่เราทำไปมันมีให้เราได้อ่านได้รู้ได้เห็นจริงรู้อยู่เห็นอยู่เป็นวิหารสติรู้อยู่เห็นอยู่เป็นฌานน่ะโตปัด Store วิหะระติรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเที่ยวมันสัมมาสมาธิก็สั่งสมลงสั่งสมลงเป็นปิติเป็นสุขเป็นอุเบกขานี่เป็นองค์ชายองค์ชาย 4 อุเบกขาสมโภชนก็ไปตรงกันอีกสัมมาคารวะ เป็นสัมมาสมาธิอธิบายแทรกในสัมมาสมาธิก็มีองค์ฌานองค์ชายก็ตรงกันกับโพชฌงค์เอามาตรวจมาสอบกันบทไหนข้อไหนตรงกันชาติอุเบกขามันก็เป็นตัวสภาพธรรมที่เป็นฐานของนิพพานเป็นฐานของนิพพานสิ่งที่จะเลื่อนไหลเข้าไปหาแม้กระทั่งเป็นฌานเป็นอรูปฌานเข้าไปอีกเราก็ได้อธิบายกันแล้วมันจะว่างไปเลยอุเบกขาแล้วก็จะมีลักษณะว่างแล้วก็มีลักษณะที่อ่านทวนเข้าไปอีกมีความหมายมีเงื่อนไขหรือมีความละเอียดละออให้เห็นอาสาวิญญาณอาจินจรรยาที่เป็นความหมายอาสาก็หมายอย่างนั้น วางโปร่งโล่งตลอดสบายเบาวิญญาณนันจารู้ชัดรู้แจ้งเป็นวิญญาณนิทัศน์สะมังอนันตังปะภภัสสรอยู่ที่เดียวสว่างแจ้งอากินจรรยาสงบสงัดดับสนิทไม่มีนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มีไอ้ตัวผีร้ายเศษเสี้ยวธุลีของกิเลสอุปกิเลสไม่มีสะอาดๆพ้นในวัดสัญญาณนาสัญญาเย็ดกันนะผลการเรียนรู้ที่มันไม่ชัดแจ้งรู้อย่างเป็นการรู้อย่างชัดแจ้งถึงได้ว่าคนในวัดสัญญาณน่ะสัญญาจะชนะมันรู้อย่างไม่ใช่ลำดับเรื่องเจ้าบ่รู้ก็ไม่ใช่จะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่อะไรไม่ใช่แล้วมันรู้จริงๆ เบลล่าเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสูงสุดนิโรธอย่างสัญญาเวทยิตนิโรธจากสัญญาสมาธิอย่างนี้เป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะเอาหัวข้อธรรมอื่นๆมาอธิบายอย่างไรมันก็ไม่ขัดแย้งกันสอดคล้องกันส่งเสริมการสนับสนุนกันจะเรียกว่าอันหนึ่งอันเดียวกันก็ยังได้ถ้าเข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้วอธิบายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้เลยเราจะรู้ทุกข์อันเป็นความทนได้ยากอันนี้ก็อธิบายย้อนมาหาอย่าไปคิดอธิบายไปบ้างแล้วเราจะรู้ทุกอันเป็นความทนได้ยากและจะรู้สภาพที่เราทนได้โดยไม่ หญ้าทนได้โดยไม่ลำบากชัดขึ้นแล้วเราก็จะยินดีให้ความทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากนั้นเกิดอยู่ดำเนินไปอยู่แม้จะต้องมีข่มฝืนในวงเล็บธรรมะต้องอดต้องทนในวงเล็บขันติก็รู้อยู่เมื่อเรากระทำตนหรือตั้งตนอยู่ในความลำบากอยู่อย่างนี้กุศลธรรมก็จะเจริญยิ่งจริงตามพระพุทธพจน์ไม่ผิดเลยเรารู้ในกุศลธรรมนั้นเห็นกุศลธรรมนั้นเจริญอยู่เจริญอยู่จริงๆด้วยมิใช่งมงายมิใช่ไม่รู้ทั้งเป็นกุศลต่อผู้อื่นและทั้งเป็น สนต่อตนเองด้วยเพราะในขณะที่เราทำเราปฏิบัติในเราก็ได้ดีคนอื่นก็ได้ดีนะเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเมื่อมันสอดคล้องลงตัวที่สุดแล้วศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปเบียดเบียนใครไม่ได้ไปขัดงานใครยกตัวอย่างง่ายๆเช่นเราเองเนี่ยเราไม่กินเนื้อสัตว์เราไม่กินเนื้อสัตว์และเราไม่ไปที่จะไปเบียดเบียนใครเลยไม่เบียดเบียนสัตว์และแม้เราไม่กินเนื้อสัตว์อยู่ต่อหน้าต่อตาเขาคนอื่นเขาเอาเนื้อสัตว์มาให้เรากินแล้วเราก็ไม่กินเราไม่ได้ไปเบียดเบียนใจเขานะไม่ได้เบียดเบียนจ่ายยิ่งจ่ายเลยกายอ้าวก็ฉันไม่กินคุณก็สวาปามเข้าไปเลยสิคุณกินเลยก็ฉันไม่กินน่ะมันก็ไม่เบียดเบียนอะไร คุณก็กินให้เต็มอิ่มไปเลยนี่ด้านกายถ้าบอกว่าไม่เบียดเบียนใจเขาแล้วเขาอยากให้เรากินแล้วเราไม่กินเนี่ยไม่ได้เบียดเบียนใจเขาดูตรงๆง่ายๆตื้นๆเหมือนกับเราไปเบียดเบียนใจเขาเขาจะต้องการให้เรากินไก่ย่างเราไม่กินไก่ย่างแล้วเบียดเบียนเขาหรือเบียดเบียนน้ำใจเขาหรือเปล่าเราไม่ได้เบียดเบียนน้ำใจเขาเลยที่ว่าไม่เบียดเบียนเพราะอะไรไม่เบียดเบียนก็เพราะว่าในความต้องการของคนที่มีอวิชชาความต้องการของคนโมหะเขาก็ต้องการอย่างที่เขาเห็นว่าเขาหวังดีแต่แท้จริงเขาไม่รู้ว่าเขาได้เบียดเบียนเราเขาได้ทำให้แก่เรานี่ไปเป็นคน ที่จะตกต่ำหรือคนที่จะร้ายหรือคนที่จะมีบาปมีภัยมีเวรมีความสูญเสียอะไรแล้วแต่เขาไม่รู้เขาจึงพยายามที่จะมาทำให้เราไปเป็นอย่างเขาแต่เรารู้ยิ่งรู้จริงเราเป็นผู้ที่เป็นที่พึ่งเป็นผู้ที่รู้ไฟเป็นผู้ที่รู้ร้อนเป็นผู้ที่รู้เสียรู้หายเป็นผู้ที่รู้โทษรู้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเราเองเป็นหลักเขาจะเดินตกเหวแล้วเราเองเราก็บอกยืนเป็นหลักอย่างนี้เราไม่ไปกับเขาอ่ะดีไม่ดีเราก็ดึงกระชากเขาร้องตะโกนบอกว่าอย่าไปมาด้วยซ้ำไปแต่เขาก็จะดึงเราไปเหวเหมือนกันเราก็จะดึงเราลงเหวเหมือนกันเราไม่ไปเนี่ย เขาก็ตกเหวคนเดียวเขาก็ทุกข์ร้อนเจ็บปวดเป็นบาปเป็นนรกของเขาอยู่คนเดียวเราไม่ได้ไปเป็นบาปเป็นนรกกับเขาแล้วเราก็ไม่ได้เบียดเบียนเขาเพราะเรามีจุดมุมที่จะให้เขาดีขึ้นสูงขึ้นเจริญขึ้นแต่ในความเห็นมันค้านแย้งกันมันไม่สมใจในความยึดถือเขายึดถืออย่างโน้นเรายึดถืออย่างนี้เราหยุดทำแต่เขายึดหลักธรรมเขาจะลากให้เราไปเป็นปากทำเราไม่ยอมเราก็หยุดทำเราไม่ได้เบียดเบียนเขาเมื่อเราต้องการให้เขามาเป็นธรรมไม่ใช่ความผิดเบียนแม่เขาจะร้องไห้ เขาจะเสียใจแม้เขาจะหนักหนาอย่างไรเพราะฉะนั้นอย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความบาปพระพุทธเจ้ามาบวชเอาลูกมาบวชนางพิมพาร้องไห้โทรออกมาบวชพระพุทธเจ้าออกมาบวชพ่อแม่ร้องไห้ใครใครร้องไห้การร้องไห้ของพ่อแม่การร้องไห้ของอย่างที่เป็นอยู่เนี่ยเอาลูกมาบวชพระนางพิมพาร้องไห้การร้องไห้เหล่านั้นไม่ใช่ไปเบียดเบียนน้ำใจเขาไม่ใช่บาปไม่ใช่เวรไม่ใช่กรรมอะไรคนโลกโลกก็ตู่เอาตู่เอาทำไมพ่อแม่น้ำตาตกบาปเอ้พระพุทธเจ้าท่านทำบาปพระพุทธเจ้าทำไมทำบาปนะท่านทำทั้งๆที่ตั้งแต่ท่านยังไม่ ตรัสรู้จนกระทั่งตรัสรู้แล้วท่านก็ยังมาทำอย่างนี้อีกท่านจะมาทำอย่างนี้อีกถ้ามันจะทำให้พ่อแม่ร้องไห้มาทำให้มีลูกอะไรร้องไห้อีกท่านไม่ได้ทำบาปนะคำว่าเบียดเบียนถ้าไม่รู้โดยปัญญาอันยิ่งก็เถียงกันก็ไม่เข้าใจกันเพราะฉะนั้นการจะอธิบายให้คนอื่นเขาเข้าใจในนัยยะธรรมะชั้นสูงคนที่มีจริงคนที่เป็นสัมมาสมาธิจริงแล้วจะอธิบายได้ยังไงยังไงก็อธิบายได้และยิ่งมีปฏิภาณมีหลักยึดอยู่แล้วเป็นของจริงของ มันไม่มีทางเสียล่ะที่จะอธิบายไม่ได้แล้วอย่างน้อยที่สุดเราก็ไม่ไปตามเขาแล้วก็จะยืนหยัดอยู่อย่างนั้นแหละตามเมื่อผู้ใดยังปฏิบัติอยู่ปฏิบัติไปมันยังไม่ร่อนมันยังไม่เกลี้ยงผู้นั้นก็จะต้องทนลำบากอยู่บ้างแต่ว่าทนได้โดยไม่ยากขึ้นเรื่อยๆตอนแรกก็อาจจะยากควบคุมระวังสังวรอะไรหนักพอทำไปทำไปมันก็ขัดก็กล่าวไปได้ดิบได้ดีขึ้นความทนได้ยากก็ยิ่งง่ายขึ้นง่ายขึ้นหรือทนได้ไม่ค่อยลำบากทนได้ไม่ค่อยยากขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายไม่ทนไม่ทนอะไรเลยว่างโล่งสบายเบา ไม่ต้องทนไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องร้อนจึงเรียกว่าหมดทุกข์หมดร้อนตรงที่ไม่ต้องทนเลยมันยิ่งทนได้โดยยากทนได้โดยลำบากนั่นแหละคือตัวทุกข์เขายิ่งแปลทุกข์ว่าเป็นความทนได้ยากเป็นความทนได้โดยลำบากด้วยเป็นของจริงเอาผู้ที่เป็นได้แล้วเป็นผู้ที่กระทำโดยการค่อยๆรู้ค่อยๆเห็นค่อยๆประพฤติมาเมื่อตั้งตนอยู่ในความลำบากดังกล่าวนี้ไม่ใช่ไปลำบากแบบอัตนิยมไม่ใช่ไปลำบากแบบอัตลักษณ์แบบเราฝึกเพียรอบรมอยู่ถูกต้องตามสัมมารามองค์ 8 และได้พากเพียรวิริยะอุตสาหะอยู่การตั้งตนอยู่ในความลำบากอย่างนี้เป็นการตั้งตนอยู่ในความลำบาก อย่างเป็นสิบขาหรือเป็นการตั้งตนอยู่ในความลำบากอย่างนักศึกษาไม่ใช่ตั้งตนอยู่ในความลำบากแบบฤาษีชีไพรไสยศาสตร์เดียรถีย์ที่ไปทรมานตนแล้วก็ไร้ผลบางทีก็ว่าเป็นตบะทำอย่างยิ่งอย่างเกินอะไรอย่างนั้นไม่ใช่แต่การตั้งตนอยู่ในความลำบากดังกล่าวนี้พยายามเข้าใจให้ดีที่เห็นได้ชัดไม่ใช่ความงมงายไม่ใช่ไม่รู้และก็เป็นกุศลต่อผู้อื่นด้วยเป็นกุศลต่อตนเองด้วยเกื้อกูลผู้อื่นเกื้อกูลตนก็มีอยู่ชัดๆไปพร้อมกันหรือแม้ประโยชน์ตนจะไม่เห็นชัดก็จะเห็นประโยชน์ผู้อื่นชัดๆไปพร้อมกันการกระทำของเราเนี่ยหยาบๆง่ายๆนี่เห็นชัดเลยว่าเราเป็นประโยชน์ผู้อื่นอยู่ตรงๆหรือ ประโยชน์ตนจะไม่เห็นชัดก็จะเห็นประโยชน์ผู้อื่นชัดๆเป็นคุณเป็นข้าเป็นการเสียสละเป็นการให้แก่ผู้อื่นชัดๆอยู่ทีเดียวในวงเล็บเมื่อเราไม่มีความต้องการแล้วจริงเหมือนเมื่อเราไม่ต้องการอะไรแล้วนี่เราทำอะไรแล้วให้เขาหมดหรือเราไม่เอาเราก็จะให้เขาทั้งนั้นของที่จะให้บางทีเป็นของที่เขาหลงอยู่เขาก็ต้องเอาของลงไปเราเองเราไม่หลงแล้วเราก็ไม่เอาหรือแม้แต่ของดีที่เขาว่าดีโลกเขาก็ว่าดีเขาก็ยังให้ได้เลยแล้วก็เป็นแต่เพียงอาศัยอยู่พอเลี้ยงขันไปมีปัจจัย 4 มีของพอใช้พอจ่ายไม่โลภไม่สะสมไม่กักตุนมันก็เป็นสิ่งเป็นคนที่จะ ให้เขาอยู่เจือจานเขาอยู่เสมอหรือแม่น้ำมาทำจะไม่เห็นชัดก็เห็นรูปธรรมอยู่ตรงๆชัดๆอยู่ทีเดียววันในฐานะคนที่รู้ถ้าคนที่รู้ด้วยละเอียดก็เห็นนามธรรมทีเดียวว่าเราให้เป็นการวางลงเป็นนัยยะชั้นสูงแต่ถ้าเผื่อว่ายังเห็นนางมาทำให้ฉันรู้ว่าทำก็ไม่คลานแย้งอะไรเราให้เขาอยู่เห็นๆและเราจะหยุดเมื่อไหร่ก็ทำได้เพราะเราไม่ได้ทำด้วยยาและหรือไม่อยากแต่เราทำด้วยรู้ว่าดีหรือไม่ดีควรหรือไม่ควรเพราะในขณะที่เราทำงานทำการเราทำอะไรต่ออะไรอยู่เนี่ยเราจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรเมื่อเราถึงที่สุดเราสร้าง ให้คนอื่นเราจะหยุดเมื่อไหร่เราก็หยุดได้ไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยไม่ลำบากเลยแต่ผู้ที่ยังไม่รู้อย่างเหล่านี้จะหยุดลำบากจะหยุดลำบากเพราะว่ามันเป็นหลงเสพอย่างเราเสพอร่อยอย่างนี้ถ้าจะให้หยุดอร่อยหยุดกินอร่อยหยุดสนุกกำลังเต้นดิสโก้มันๆแล้วจะให้หยุดเต้นดิสโก้นี่หว่ามันทุกข์ละลำบากแล้วก็อยากได้เงินแม้คนกำลังจะเอาเงินมาให้เป็นรั้วเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนแล้วจะให้เราหยุดไม่เอานะอย่ารับนะยากมากยากมากนี่นานแล้วพูด ไม่หลุดไม่ขาดผู้ที่หลุดที่ขาดแล้วจะรับเงินจะรับก็รับได้อนุโลมให้รับรับได้แต่จะหยุดรับอ่ะหวานเลยหยุดรับเลยสบายดีก็ไม่ต้องไปทำอะไรใจมันไม่ได้อยากได้นี่ที่รักไม่ได้ก็รับไปอย่างนั้นเองเอารูปสวยๆของเปรี้ยวของหวานเอาของอร่อยอะไรมาให้เราก็รับไปอย่างนั้นแหละแต่หยุดหยุดเมื่อไหร่ก็หยุดได้หยุดได้จริงๆผู้ที่ถึงขั้นหยุดได้สนิทจริงมึงก็สบายจะหยุดเมื่อไหร่ก็อยู่ได้แต่ถ้าเราไม่หยุดเราจะอนุโลมปฏิโลมไปตามขั้นตามตอนอะไรเราก็ทำไปจริงๆตามขั้นตอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน