240331-3-042 ทางเอกภาค3-ตอน042(หน้า285)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 31 มีนาคมพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าบรรยายทางเอกภาค 3 ที่พุทธสถานสันติอโศกอรเรียนกันอีกนะรัฐต้องวันนี้ไปอีกหลายวันจะได้พูดถึงเรื่องถิรธรรมเรื่องการนอนเรื่อง มีพระด้วยเรื่องการนอนนี้แล้วมันเป็นเรื่องที่เหมือนกันแต่เรื่องเมถุนเหมือนกันกับเรื่องที่รวมทั้งหมดเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้คือเรื่องมัจฉะเรื่องความเมาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้คนเราติดเสพและติดก็เพราะว่ามันไม่ชัดแจ้งมันไม่เข้าใจอย่างรู้อย่างถึงอย่างแท้เลยว่าไอ้นี่มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนมันไม่ใช่ของมีจริงมันเป็นทุกข์มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่แจ้งจริงๆไม่แจ้งแล้วมันก็ถูกอำนาจอันนี้มาครอบงำมายั่วยวนมาชวนเรามาเรียกหาแล้วมันมีอาการดังที่กล่าวมาแล้วยังไม่หมดทุกลักษณะเพราะว่ามันมีภาษาเรียกเยอะแม้แต่กล่าวเพียงเท่านี้พวกเราก็คงจะนึกออกแล้วเรียกมันว่ากิเลสน่าจะจัดเอาไว้อยู่ 3 ตัววันนี้ทานคือการนอนผ่า การนอน 1 เมถุน 1 มัชชะซึ่งเขาแปลกันเกจิอาจารย์เก่าแปลกันจำเพาะแปลเป็นของหยาบว่าน้ำสุราแปลเป็นวัตถุตัวตนบุคคลเราเขาแปลเป็นแปลเป็นโลกแปลเป็นโลกิยะไม่ได้แปลเป็นธรรมะไม่ได้แปลเป็นธรรมาธิการแปลเป็นเรื่องของคนโลกโลกเอามาใช้เป็นชิ้นเป็นอันมีชิ้นมีส่วนมีตัวมีตนก็ถูกด้วยแต่มันหยาบมันคับแคบมันจำเพาะอยู่แต่สิ่งหนึ่งบุคคลตัวตนอันหนึ่งชิ้นหนึ่งชิ้นหนึ่งเป็น แท้จริงแล้วมันมีความหมายถึงขั้นปรมัตถ์หรือขั้นอนัตตาท่านไม่ได้หมายเอาตัวเอาตนบุคคลเราเขาสิ่งนั้นสิ่งนี้มันเป็นอาการเท่านั้นมันเป็นอาการเป็นรูปนามของอาการไม่ใช่รูปนามของตัวตนเพราะถ้าเราแปลเป็นตัวตนมันก็แค่ตัวตนถ้าเราแปลเป็นอาการแล้วก็จะรู้ง่ายขึ้นเพราะท่านปรมัตถ์นั้นจิตใจจะสึกลูกนิพพานมันเป็นเรื่องของอนัตตาไม่ใช่เรื่องของตัวตนมันเรื่องของอาการที่เกิดการประชุมกั
อ่านต่อ
นขึ้นมามีบทบาทเราจึงรู้ถ้ามันนิ่งๆสนิทสนิทมันไม่เขยิบขยับ ไม่รู้ถ้ายิ่งมันขยับมีบทบาทแรงมีบทบาทจัดจ้านถ้ามันเขยิบเขยิบบทบาทแรงๆจะจัดจ้านๆขึ้นเราก็ยิ่งจะรู้มันง่ายอาการต่างๆเหล่านั้นมันมีลักษณะของมันมันมีการแตกต่างกันแม้แต่มันเบาแต่มันแรงมันก็มีอาการที่ต่างกันเราจะรู้ได้โดยการเรียนการศึกษาการจับติดเฉพาะเป็นอาการหรือเข้าไปถึงจิตก็เป็นอารมณ์เราเรียกว่าทำมันอยู่ที่ตัวเรามันยังมียังเป็นเราเรียกมันว่าทำอารมณ์ธรรมะแปลว่า อยู่มันยังทรงอยู่มันยังมีอยู่มันยังไม่สูญหายไปมันยังไม่พรากจากเรามันยังประชุมกันอยู่มันยังสัมผัสกันอยู่มันยังเกิดอยู่นั่นเองมันยังมียังเป็นอยู่กับเราหรือว่าธรรมะธรรมารมณ์ก็คือสิ่งที่มันเกิดให้เป็นให้เห็นอยู่ได้เป็นอารมณ์เป็นอารมณ์อารมณ์เหล่านั้นเราสัมผัสได้เห็นอาการของอารมณ์ไม่มีอารมณ์ที่ให้เรียนได้เพราะฉะนั้นอารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์โลภะอารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์โทสะอารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์แห่งความบอกมันไม่ถูกบอกมันผิดเรียกว่าโมหะคือบอกมัน แทนที่จะไปเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งถูกหรือเข้าใจเป็นสิ่งผิดสิแทนที่จะเข้าใจว่าเป็นสิ่งหัวเข้าใจมันเป็นสิ่งหางสิเข้าใจมันไม่ถูกตรงไม่ตรงกันข้ามกันกับหัวกับหางหรือผิดกับถูกก็เข้าใจยังไม่ลงตัวเข้าใจยังไม่สวมเป๊ะลงไปเลยยังไม่คมชัดถูกเป็นอันหนึ่งอันเดียวมันยังมีเบลอมันยังพลับพลามันยังมีซ้อนยังมีเหลื่อมยังไม่ตรงหมดเขาเรียกว่าหลงหลงนิดๆหน่อยๆยังปลาร้าสับยางปลาร้าสับอยู่ยังจะ ยังไม่แม่นยังไม่ถูกตรงถ้าเรารู้จักอาการหรืออารมณ์เราจะเรียกว่าอารมณ์เป็นอย่างนี้อาการที่จากนั้นอย่างนั้นแสดงให้เรารู้อาการก็คืองานของมันบทบาทของมันพลังงานของมันกิริยาของมันมันแสดงให้เรารู้ได้แล้วเราก็รู้ทีนี้พอมีอารมณ์ของกามอารมณ์ของสิ่งที่มันอยากมันใคร่มันต้องการหรืออารมณ์ของพยาบาลสิ่งที่มัน โกรธเคืองไม่ชอบใจไม่พอใจโทรศัพท์การไม่พอพอใจแล้วมันอยากจะผลักไสหรืออยากจะทำลายในลักษณะใดๆก็มีอีกเยอะแยะแต่มันยังเกี่ยวข้องอยู่แม้ว่ามันจะเป็นการต้องการผลักออกนะก็ผลักไปแล้วเลิกไปแล้วไล่ออกไปแล้วจากอารมณ์ของจิตมันก็น่าจะขาดไปจะไม่หรอกมันยังเป็นพยาบาลมันยังเป็นความยังไม่ยังไม่สิ้นจากใจยังไม่หนำใจยังจะต้องมีอารมณ์ขุ่นๆเคืองโกรธเคืองแค้นยังมีอาการอะไรที่มันยังเป็นลูกศิษย์ลูกต่อเป็นสภาพที่เกิดเนื่องมาแต่ความไม่ชอบใจ นี้อยู่อีกการมีลูกเกิดอยู่ในจิตมีอาการที่เกิดบทบาทอื่นที่เนื่องมาแต่อันนี้อยู่ในจิตอยู่เราเรียกว่าพยาบาลถ้ามันแรงๆมันมีบทบาทอาการเราก็จะรู้ว่าถ้าอารมณ์กามารมณ์พยาบาลเกิดแล้วมันเป็นอย่างนี้อย่างนี้มันต่างกันนะอาการกามราคะกับอาการของพยาบาทมันต่างกันเราก็รู้จักรู้ได้มีเครื่องรู้ได้มีสภาพรู้ได้มีสภาวะให้รู้ได้เรียกว่านิมิตมีเครื่องรู้เครื่องให้หยั่งรู้ถ้ามีสิ่งให้อย่างรู้ สภาวะให้หยั่งรู้มันไม่มีตัวตนมันไม่มีสีมันไม่มีกลิ่นมันไม่มีรถแต่มันมีอาการเราจึงรู้นามรูปด้วยอาการด้วยลิ้นชักด้วยการแตกต่างกันมันต่างกันว่ากาวมาฉันทะกับพยาบาทมันต่างกันอย่างไรแล้วต้องจับรู้จับสิ่งรู้สภาวะรู้เครื่องรู้นั้นให้ถูกตัวมันมันเป็นสิ่งมีอยู่เป็นธรรมะในคนทุกคนมีเรียนรู้ที่เราเองอย่าไปเรียนรู้ที่คนอื่นเรารับสัมผัสมาแล้วเราจะเกิดอาการอารมณ์รู้ไอ้ตัวรู้นั่นแหละเป็นจิตวิญญาณหรือเป็นธาตุรู้ที่มันจะรู้แล้วก็เป็นอารมณ์อย่าง อย่างนี้มีความแตกต่างกันอารมณ์ต่างๆพวกนี้มันจะมีตั้งแต่อารมณ์ที่มันยังไม่เป็นอาการที่เราชี้เราเรียกได้เรามีความรู้สามารถที่จะสื่อจะบอกจะอธิบายมีชื่อตั้งประกอบด้วยมีสภาพอย่างนั้นสภาพอย่างนี้ทั้งที่ไม่มีชื่อที่เรียกเลยก็ไม่เป็นไรแต่เราก็จะเข้าใจเรียนรู้ได้ด้วยความจริงที่มันเกิดจริงมีจริงทรงอยู่จริงจนกระทั่งเราเรียกว่านิพพานเป็นอารมณ์นิพพานเราก็จะรู้ว่ามันแตกต่างกันกับอารมณ์กามถ้าเมื่อเราเข้าใจแล้วอ๋ออารมณ์นิพพานเป็นอย่างนี้ เราจึงพยายามมาเรียนรู้ว่าในจิตวิญญาณเนี่ยมันเป็นสิ่งเกิดสิ่งตั้งอยู่แล้วก็ดับไปถ้าไม่มีเชื้ออะไรต้องถูกต้องพันต้องไม่รู้จะตายสนิทเกิดมันมีอาวรณ์มีอะไรยังไม่รู้จักแม้พรากจากกันแล้วแล้วก็ยังมีลูกศิษย์ลูกต่อเรียกว่าปริเทวดากาลแต่ว่าเราเองเราก็ดับมันไม่ได้มันปฏิเสธว่าอาการมันก็มีปฏิทินเราไม่สามารถวางปล่อยได้จริงๆเลิกหยุดไม่ได้เราก็จะรู้ว่าเราเลิกเราหยุดไม่ได้เราปล่อยไม่ได้ถ้าปล่อยได้เลิกหยุดได้เราก็จะรู้ว่านี่เราปล่อยได้เราเลิกจุดได้เราหมดอะไรหมดอาวรณ์หมดลูกต่อหมด ดับสูญพากย์จากกันตายจากกันเราจะพิสูจน์สิ่งอย่างนี้ได้โดยมีปัจจัยหรือว่ามีเรื่องมีสิ่งที่เป็นสิ่งที่เรารู้ง่ายๆมากระทบสัมผัสเราแล้วหรือว่าไม่กระทบสัมผัสก็ตามเราก็ยังมีลูกศิษย์ลูกต่อมีเรื่องอะไรอาวรณ์อยู่เราก็เอาอันนั้นเรามาเรียนเอาอารมณ์มาการที่เกี่ยวกับอันนี้เรียกว่าปัจจัยเอามาเรียนลองเลิกร้องพลาดดูสิเราแน่ใจว่าสิ่งนี้มันขาดจากกันได้นะชีวิตเราโง่ๆชีวิตเราเป็นหลงวันนี้มาเป็นเรื่องเสพศพมาเป็นเรื่องต้องเกี่ยวสัมพันธ์ต้องคลุกคลีนึกว่าเป็นสวรรค์ซึ่งเป็นสวรรค์แบบรกๆ นึกว่ามันจะต้องเป็นคณะเป็นคณะเป็นสิ่งที่ต้องรวมกันอยู่เรียกว่าคณะเป็นสิ่งที่จะต้องมีต้องเป็นอยู่ด้วยกันต้องเกี่ยวข้องกันต้องทุกข์ต้องเคลียร์กันต้องติดต้องต่อกันอยู่เราไม่เอาแล้วจะไม่ติดจะไม่ต่อละเราแน่ใจเลยด้วยปัญญาใช่ว่าเราจะติดสิ่งอบายมุขดังกล่าวแล้วยกตัวอย่างของหยาบที่สุดให้เห็นเด่นชัดเราแน่ใจว่านี่ไม่ต้องเอาชีวิตไม่ต้องเกี่ยวข้องกันเลยไม่ต้องคลุกคลีไม่ต้องเป็นเพื่อนกันไม่ต้องอยู่ในหมู่ในกลุ่มเราไม่ต้องอยู่ในหมู่ในกลุ่มของคนสะอาดไม่ต้องมาเป็นคณะไม่ต้องเป็นคณะไม่ต้องเป็นสวรรค์เป็นนรกเรียนรู้ว่าเราหลงว่าเป็นสวรรค์คือมันเป็นสิ่งที่หลอกว่าเป็นสุขสังขะสังฆะเราก็มาให้มันมีส่วนมาเป็น องค์ประกอบและวสันต์สังขะยังจะประกอบมาประกอบๆสวรรค์มาสร้างสวรรค์อย่างนี้อยู่หรือมาสร้างเป็นคณะเป็นคณะเป็นหมู่กลุ่มแล้วก็แปลสังฆกรรมว่ายังคลุกคลีด้วยหมู่กลุ่มไม้เอาโมกลุ่มวันนี้ไม่ได้เป็นไม้เอาหมู่กลุ่มตัวตนบุคคลเราเขาจะไปแปลว่าพวกครีมหมู่กลุ่มตัวตนบุคคลเราเขาให้อย่าไปเหมือนอย่างมัชชะแปลว่าน้ำสุราก็แปลได้ไม่ผิดเพี้ยนแต่เราต้องรู้ว่าเราเป็นนักเรียนปรมัตถธรรมถ้าเราไปเรียนแต่ว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่กลุ่มอันนั้นเป็นของหยาบเราเรียนรู้ให้ชัดว่าเป็นของอยากเป็นตัวตนบุคคลเราเขาอยู่อย่างนั้นถ้าเรามีความจำเป็น มีครั้งมีคราวที่เราจะหลีกเล่นจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกันจะต้องพรากห่างกันในชั่วระยะอย่างนั้นเพราะเหตุอย่างนั้นเพราะความมุ่งหมายอย่างนั้นอย่างนั้นเราก็ทำแต่เมื่อทำแล้วพิสูจน์แล้วได้สมความมุ่งหมายได้คำตอบได้ความสำเร็จแล้วก็จบกันไปชีวิตก็เป็นธรรมดาไม่ต้องไปยึดเอาอย่างนั้นเป็นสวรรค์อีกคือเป็นสวรรค์เมื่อได้พรากจากกันแล้วเป็นสวรรค์ได้ไม่เกี่ยวไม่คล่องกับคนเป็นสวรรค์ศาสนานี้ก็เลยไม่ใช่ศาสนาแห่งคนไม่ใช่ศาสนาแห่งสังคมไม่ใช่ศาสนาแห่งมนุษยชาติหรือพหุชนเป็นศาสนาปัจจัย ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ได้ไปหลงใหลอย่างนั้นศาสนาพุทธเจ้านั้นรู้แจ้งเข้าใจจริงแล้วว่าเป็นศาสนาที่เป็นผู้ชนะเหตุตายะเป็นศาสนาที่เกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่ชนของมวลมนุษยชาติเป็นศาสนาที่พาให้คนเป็นสุขเป็นพหูชนะสุขายะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนหรือของมวลมนุษยชาติเป็นพหูชนะอัจฉริยะโดยแก่นสารโดยสารแล้วเป็นศาสนาเพื่อผู้ชนะผู้ชนะอัดฉายาโดยแก่นสารเนื้อหาและมั่นหมายเพื่อคนไม่ได้เพื่ออื่นศาสนานี้เพื่อคนชนะ ถายะนี้เป็นตัวยืนยันเป็นตัวกล่าวบ่งบอกเฉพาะเลยว่าเป็นศาสนาเพื่อมนุษยชาติเพิ่มมวลมนุษยชาติไม่ใช่ศาสนาปัจจัยที่เทวทัตจะไปเป็นหัวหน้าใหญ่ที่เราก็ตั้งไว้ว่าถ้ามีค่ายสองค่ายในโลกก็ขายเทวทัตก็ขายพุทธะเพราะฉะนั้นใครจะอยู่ค่ายเทวทัตก็ไปปัจจัยกะใครจะอยู่ค่ายพุทธะก็ต้องมาอย่างสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าไปอยู่ค่ายเทวทัตก็ไปค่ายปัจเจกพระพุทธเจ้ามี 2 ค่ายทหารค่ายใหญ่ของพระพุทธเจ้านี้จึงยืนยันยืนหยัดเลยถ้าใครเข้าใจพูดแค่นี้แล้วจะเห็นเลยว่าอ้อศาสนานี้จึงมี การใหญ่ว่าเป็นสัมมาอริยมรรคองค์ 8 เป็นศาสนาที่มีความเป็นอยู่โดยธรรมดาธรรมชาติเกี่ยวข้องกันกับมนุษย์ไม่ใช่ศาสนาเกลียดมนุษย์ชังมนุษย์ปลีกเดียวเอาตัวตนไปเท่านั้นแล้วก็ไม่เกี่ยวข้องไม่ส่งเสริมไม่สนับสนุนหรือไม่เป็นตัวอย่างไม่นำพาโดยมีปัญญาลึกซึ้งที่เราจะรู้ธาตุแท้ของมนุษย์ว่ามนุษย์นั้นมีระดับต้นกลางปลายมีธุลีในดวงตาน้อยมีธุลีในดวงตามากมีอยู่อีกเยอะเป็นหลายระดับหลายชั้นเชิงเหลือเกินสลับซับซ้อนคำพิลาว่าพาโซ่ซับซ้อนมากมีปัญญารู้เท่าทันเข้าใจแล้วช่วยเขาได้เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบ้านปลาย เป็นระดับระดับจึงมีสมณะหลายเหล่าหลายชั้นมีขั้นตอนผู้นี้สำเร็จเป็นระดับนี้เร็วโสดาผู้นี้สำเร็จระดับนี้เรียกว่าศักดิ์ศรีธาโพนี่สำเร็จระดับนี้เรียกว่าอนาคาผู้นี้สำเร็จระดับนี้เรียกว่าอรหันต์ยันต์อรหันต์ก็ยังมีอีกหลายระดับทหารที่จะเรียกเป็นในความหมายต่างๆนานามีอภิญญาไปในเชิงนั้นเชิงนี้หรือมีปฏิสัมภิทาญาณไปในเชิงนั้นเชิงนี้ย่อมมีอีกหลายอรหันต์หลายระดับอีกแล้วก็ยังมีความอภิญญาที่เก่งกว่ากันมีปฏิสัมภิทาญาณที่เก่งกว่ากันเป็นชั้นเชิงอีกหลายชั้นอีกเป็นคัมภีร์ราวๆเป็นจริงมีจริงแล้วก็มีประสิทธิภาพหรือ คีตประโยชน์ต่อมนุษยชาติช่วยรื้อขนสัตว์ช่วยสั่งช่วยสอนช่วยกอบกู้ให้มนุษย์สัตว์โลกได้ข้ามพ้นออกก็สงสารมาได้จริงๆนี่เป็นทิศทางหรือว่าเป็นจุดหลักใหญ่ๆที่เราจะเข้าใจโครงสร้างรูปนอกนิกรเป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อรู้แล้วเราก็มาเรียนจริงๆเข้าปรมัตถ์จนถึงขั้นสภาพที่บอกแล้วว่าถ้าแปลแม้แต่สังคมแม้จะแปลสังสรรค์เป็นตัวตนบุคคลเราเขาอยู่เราก็เข้าใจเขาให้ได้ว่าชั้นเชิงคนนี้เหล่านี้แปลแค่หมู่คณะเป็นหมู่คณะคนในคุกคลีนด้วยหมู่ คำว่าหมู่เนี่ยคณะแปลว่าหมุนถูกคราวนี้กลับแปลว่าหมู่น่ะถูกแต่หมู่เป็นหมู่กลุ่มของอะไรถ้าเป็นหมู่กลุ่มของปรมัตถ์ก็คือตัวสภาพอัตภาพของสิ่งที่เป็นจิตเจตสิกเป็นรูปจิตเป็นอรูปปัจจุบันเราจับอันนี้ได้ด้วยอากาศด้วยนิมิตด้วยอุเทศที่คำกล่าวที่ชี้ขึ้นกล่าวถึงขึ้นมีผู้ชี้นิรุตติภาษาถึงขึ้นให้เรารู้ได้เราเรียกว่าอุเทศให้รู้ความแตกต่างของสิ่งที่รู้ยากแบ่งแยกดีก็ชั่วให้เรารู้ได้แบ่งแยก ทำกับข้าวให้เรารู้ได้แบ่งแยกตามกับพยาบาลให้เรารู้ได้แบ่งแยกถีนมิทธะอุทธัจจะให้เรารู้ได้แบ่งแยกอะไรอะไรที่เป็นสิ่งที่มันเกิดมันเป็นมันมีอยู่ในโลกเรียกว่าอัตราหรืออัตภาพอย่างละเอียดอัตราหรืออัตภาพนี่เป็นสภาพที่หยาบกว่าสักกายะด้วยซ้ำสักกายะมันแปลเป็นไทยว่าตัวตนตัวถูกตัวตนอย่างใหญ่อัตราก็แปลว่าตัวตนถูกแต่มันมีสภาพหยาบกับละเอียดผิดกันตัวตนก็อัตรานั้นชั้นละเอียดเราจะต้องเห็นต้องรู้ได้ด้วยตนมีผัสสะเป็นปัจจัยดังมิจฉาทิฐิสุดสัปดาห์ที่ 4 สูตรอัตตานุทิฏฐิสูตร เสร็จแล้วเราก็เห็นจนกระทั่งครบครันว่ามันไม่จริงมันเป็นอนิจจังมันเป็นทุกข์แล้วมันก็เป็นอนัตตาคือสิ่งเหล่านี้เมื่อผัสสะเป็นปัจจัยแล้วจนไม่มีอารมณ์ที่จะเป็นสุขเป็นทุกข์เรียกว่าเวทนาหรือเปล่าวิจาระอยู่ในจิตใจของมโนประวิตรเห็นอารมณ์จนกระทั่งอ่านเวทนาในเวทนาถูกส่วนสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจิตทั้งสิ้นเวทนาในเวทนาจนมันไม่มีเวทนาในตัวจิตมันเป็นสภาพเวทนาที่บริสุทธิ์เวทนาที่ไม่มีเวทนาที่ไม่ควรมีสะอาดเบาบางแตกต่างกันจนกระทั่งถึงเวทนาที่เป็นสุขนั้นก็เป็นอาการอย่างหนึ่ง เวทนาที่เป็นทุกข์ก็เป็นอาการอย่างหนึ่งมีสภาพลิ้นชักมีสภาพเพศหรือต่างกันเราก็อ่านออกชัดจนกระทั่งถึงไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุขเป็นอาการอุเบกขาไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุขแต่มีอาการที่รู้ชัดไม่ใช่ว่าอาการนั้นไม่รู้ชัดเป็นอาการที่เบิกบานแจ่มใสสดชื่นจัดชัดด้วยไม่ใช่ลินลีไม่ใช่เบลอๆไม่ใช่รู้บ้างไม่รู้บ้างไม่ใช่รู้ชัดๆเลยไม่ใช่ของอำพรางเป็นของที่รู้แล้วว่าถึงที่สุดก็ลงตัวอย่างนี้มีเวทนานี้เวทนาคือเวทนานี่สัญญากับสัญญานี่สังขารคือสังขารนี่วิญญาณคือวิญญาณเป็นเจ ชัดๆเพราะฉะนั้นถ้าวิญญาณหรือธาตุจิตนั้นประกอบไปด้วยเจตสิก 3 ประกอบไปด้วยเวทนาอาการของเวทนาอาการของสัญญาอาการของสังขารรู้มันเกิดเมื่อไหร่มันก็คือจิตคือวิญญาณนั่นแหละจะมีอาการที่ต่างกันได้รู้เวทนาต่างจากสัญญาต่างจากสังขารมีลิงฆ่ากันเรียนรู้จริงๆถึงความต่างมีเครื่องรู้มีสิ่งรู้มีสภาวะรู้ซึ่งไม่ใช่ตัวตนเวทนาก็อนัตตาเวทนาก็อัสนีไม่มีลูกไม่มีโฉมสัญญาก็อนัตตาสัญญาสังขารก็เหมือนกันอนัตตารีรันเพราะ ตัวใหญ่เลยแม้ขนาดรวมแล้วว่าเป็นวิญญาณมันก็ยังอนัตตามันก็ยังอัจฉริยะไม่ใช่ของมีรูปมีโฉมเราต้องเข้าใจว่าจิตไม่ใช่เครื่องไปปั่นเป็นสิ่งมีลูกมีโฉมเป็นมโนอัตราปั้นสำเร็จลงด้วยจิตจงเป็นสิ่งที่สำเร็จลงด้วยจิตสัมผัสโดยว่าเราจะปั้นสิ่งนั้นเป็นสื่อแทนขึ้นมาเป็นเครื่องหมายแทนแล้วเราก็จะต้องไปแปลเครื่องหมายแทนนั้นมาเป็นสิ่งนี้สิ่งนี้ที่จริงน่ะได้แต่มันเป็นการแปลอีกชั้นหนึ่งเป็นมายาการแปลนี่คือการที่จริงมันไม่มีตัวตนแต่เราไปตั้งไปสมมุติสร้างกันให้เป็นสิ่งสมมุติที่สัจจะอันนึงสมมุติอันนี้เป็นสมมติที่จริงด้วยนะเรียกว่าสมมติ พยัญชนะเมื่อปั้นขึ้นเป็นรูปเป็นโฉมแทนเป็นนิมิตหมายเครื่องหมายเป็นตัวตนจนสำเร็จปั้นได้ถ้าผู้นั้นเข้าใจว่าเลขที่จริงน่ะมันปั้นมันสมมุติมันให้เป็นตัวตนขึ้นมาตั้งแต่เป็นรูปในรูปในภาพในจิตจิตในจิตของเราปั้นขึ้นจนกระทั่งใช้แทนเหมือนกับชื่อสมมุติในภาษาเราเรียกเราเรียกว่าจิตมีเราเราสมมุติแล้วเป็นภาษาบาลีก็ตามเป็นภาษาไทยก็มาจากรากเขาเดียวกันและเราก็เรียกมันว่าจิตที่จริงคำว่าจิตคำนี้เป็นภาษาเป็นเสียงเรียกเป็นเสียงกล่าวเสียงเรียกมันไม่มีหรอกมันเป็นสภาวะธรรมอันหนึ่งอย่างหนึ่งมันไม่มีคำว่าจิต เราจะไปเรียกชื่ออื่นโดยการสมมติตั้งด้วยภาษามีสำเนียงเสียงอย่างอื่นอีกก็ได้จิตไปเรียกอะไรอื่นอีกก็ได้มันเป็นการสมมติมันเป็นการรู้กันด้วยมติสมติเป็นการรู้ร่วมกันนะถ้ารู้คนเดียวก็เราสมมุติอยู่คนเดียวเราก็เป็นคนเดียวรู้แต่ถ้าเรารู้สมมุติว่าแล้วมีคนอื่นมารู้ร่วมอันนี้มันก็จะเกิดสมมุติถ้ามันรู้ร่วมกันหมดเลยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่ต้องไปผิดผิดหมดไปไม่ไปเข้าใจไปอื่นเป็นเข้าใจตรงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภาษานั้นก็เป็นภาษาสากลที่รู้กันได้มากหรือ เป็นนิมิตสื่อที่รู้ได้สากลพระแม้แต่เราจะไปปั้นเป็นภาษาเสียงสำเนียงไปปั้นเป็นรูปปัจฉิมข้างในจิตที่จริงได้และมีรูปปั้นเหล่านั้นเป็นสิ่งแทนได้แต่ต้องแปลมาอีกทีนึงแปลมาให้รู้ความจริงความหมายที่เป็นปรมัตถ์อีกทีหนึ่งจากสมมติสัจจะมาเป็นปรมัตถ์เราจึงเรียนถึง 2 ชั้นทีนี้ถ้าเรารู้ตรงเลยทีเดียวเป็นปรมัตถ์ไม่ต้องไปแปลถึง 2 ชั้นไม่ต้องไปวุ่นวายอีกแล้วตัดไปเลยก็ได้เร็วด้วยเพราะไม่ต้องไปเที่ยวด้วยคนไหนไม่ปั่นจิตเป็นตัวเป็นตนไม่ปั้นจิตเป็นรูปเป็นร่าง ก็ไม่ต้องไปปั้นไม่ต้องรู้สภาวะจริงเลยภาษาเรียกมีแล้วก็ไปสมมุติอยู่แล้วภาษาเรียกว่าจิตภาษาเรียกว่าเจตสิกภาษาเรียกว่าอะไรก็ได้มันก็เป็นสิ่งแทนแต่มีอาการข้อสำคัญจับรูปนามจับนามรูปให้เป็นให้รู้ได้ว่าอาการอารมณ์เพราะมันเป็นอย่างนี้อย่างนี้นะมันต่างกันนะที่ยกตัวอย่างมาบ้างแล้วที่จริงอาการของจิตอารมณ์ของจิตมีมากหลายแม้แต่ข้าวหาคำว่าถีนมิทธะก็ต่างจากกามจางตาต่างจากพยาบาทมีอาการมีอารมณ์มีการทรงอยู่เรามีเราก็ต้องรู้ว่ามันมีที่เรามันมีคนที่ได้ปฏิบัติธรรม เด่นล่างสิ่งที่หยาบๆต่ำๆออกมาแล้วเพราะว่าชีวิตนี้เราเกิดมาเสพเป็นสัตว์ก็เกิดมาเสพกว่าจะมาเป็นคนนี่ก็เกิดมาเสพเสพอารมณ์เสพสังขะหลงมาเป็นสุขลงมาเป็นสวรรค์ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานมาจนกระทั่งมาเป็นมนุษย์ยิ่งมาเป็นมนุษย์ยิ่งหลอกกันว่าเป็นสิ่งที่น่าปรุงเยอะเลยหน้าเป็นสุขแล้วก็ยึดติดเป็นสังฆังไม่ยอมจากไม่ยอมพรากเป็นคณะเป็นหมู่เป็นกลุ่มเป็นความที่จะต้องยึดเกาะกันเอาไว้อยู่เรียกว่าเป็นคณิกาไม่แตกตีไม่แตกเหมือนกับ h2 กับโอมนี่เป็นต้นเมื่อมันมารวมกันแล้วมันก็ตีไม่แต่มันเป็นอณูเป็นธาตุของน้ำนั่นแหละ เป็นทาสของกิเลสเป็นทาสของวิญญาณเหมือนมันเป็นวิญญาณเป็นตัวตนร่วมกันอยู่ในจิตนี่แหละจิตมันเป็นวิญญาณมันเป็นธาตุรู้แต่มันไม่รู้เท่านั้นมันไปดันผ่าไอ้สิ่งที่มันไม่เป็นของเที่ยงของแท้ของรวมของเกาะเอามาเกาะเหมือนกับธาตุ h2 กับโอเอามาเกาะกันเข้าเอามาผสมผสมร่วมติดแต่กุญแจแตกไม่ออกเมื่อไหร่มันก็เป็นธาตุน้ำอยู่อย่างนั้นตลอดกาลอันนี้เอาภาษาของวิทยาศาสตร์มาเรียกนิดนึงถ้าเรียกให้หยาบลงมาอีกก็เหมือนกันก็เอาดินน้ำไฟลมเอามารวมกันธาตุดินน้ำไฟลมแล้วก็มารวมกันเอามารวมกันปั้น พระปั้นขึ้นให้เหมือนอย่างเนี่ยยังเหมือนอย่างที่นั่งๆอยู่อย่างนี้ให้มีหัวหยักๆมีคอมีแขนมีขาปั้นขึ้นมาแม่ยังไม่เอาธาตุวิญญาณประจุเข้าไปเขาก็บอกว่ารูปคนก็ป้ารวมกันไว้ถ้าไม่ตีแต่มันก็จะเป็นเพราะแท่งก่อนของลูกคนอยู่อย่างนั้นแหละมันก็ไม่มีสูญญตามันก็ไม่มีสุภาพของคนมันก็จะถ้าไม่มีพลังงานใครไปแยกออกมันก็ดูดกันขับเข้ามาหาอีกใครไปเอามันออกไปถึงมันออกไปกระจายมันออกไปมันก็จะดูดกลับมาหาอีกมันก็จะมารวมเป็นคนอยู่นั่นแหละสมประกอบบ้างไม่สมประกอบบ้างมีรูปร่างเต็มไม่มีรูปร่างเต็มตามแต่มันจะเป็นไปได้ถ้าได้เต็มมันก็จะเป็นอันนั้นแล้วมันก็จะเอาเต็มๆ ตามที่มันอุปทานมันยึดถือว่าไอ้นี่เป็นกลิ่นไอ้นี่เป็นรถไอ้นี่เป็นอาการเป็นอารมณ์อย่างนี้ฉันจะต้องให้ได้อารมณ์อย่างนี้อย่างนี้แหละมันก็จะเอาอยู่จนน่าจะปรับปรุงปรับปรุงปรับปรุงปรับปรุงมาจุดที่เราต้องการนี้จนได้พัฒนามาให้เป็นอย่างนั้นจนสูงสุดถ้ายังไม่ได้สูงสุดจะแสวงหาซอกซอนเพราะเจอเมื่อไหร่โอ๊ยเยอะแล้วสิ่งที่สูงสุดที่ฉันได้บางทีมันไม่ได้ถึงขั้นสูงสุดที่ตัวเองต้องการแค่นี้แหละก็ยังจำยอมเอาสุดก็สุดมันได้แค่นี้แต่ก็ยังจะไม่สนใจกว่านี้ยังจะต้องแสวงหายังจะต้องดิ้นรนเดือดร้อนไม่ยอมดับสิ้นไม่ยอมตายคนที่มีอารมณ์มีอาการอย่างนี้ของจิตนี่เป็น ภาวะแม่เหล็กยิ่งกว่าแม่เหล็กไฟฟ้ายิ่งกว่าไฟฟ้าที่ใช้ภาษาโลกแทนใช้ภาษาโลกแทนวิ่งเร็ววิ่งรอบยิ่งกว่าแม่เหล็กยิ่งกว่าไฟฟ้าเพราะฉะนั้นจะเป็นแม่เหล็กหรือไฟฟ้าที่เขาอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์เป็นภาพลงไปในถ้ำถึงโปรตอนอิเล็กตรอนที่จะต้องดูวนวิ่งกันอยู่อย่างนั้นแตกไม่ออกธาตุไฟฟ้าแตกกันออกจากบวกและลบไปจากกันยากยากยิ่งกว่า S2 กับโปรอีกให้มันแตกกันยาวยิ่งกว่าดินน้ำไฟลมที่เอามาปั้นเป็นหุ่นคนดังกล่าวเมื่อกี้นี้และแรงดูดของดินน้ำไฟลมมันดูดกันมันก็ดูดกันน้อยกว่าพอมาเป็นน้ำ ดูดกันแรงกว่าเล็กกว่าละเอียดกว่าไปตีมันแตกได้ยากกว่าดินน้ำไฟลมดังกล่าวพอไปเป็นธาตุที่เล็กลงไปถึงขั้นอณูของน้ำหยาบแล้วอนุเคราะห์ไฟฟ้าหยาบกว่านั้นอีกก็ไม่ใช่ยาอภัยก็ละเอียดกว่านั้นอีกอันนึงของน้ำละเอียดกว่าดินน้ำไฟลมของไฟฟ้าละเอียดกว่าน้ำลงไปอีกแตกตัวมันยากอีกแยกมันออกจากกันยิ่งยากเป็น Proton electron จะต้องเจาะใจกันอยู่แค่นั้นเองละเอียดจึงเป็นสภาวะพลังงานที่ลึกที่เล็กที่ละเอียดยิ่งเร็วยิ่งแนบเนียนไม่เอาวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบอธิบายให้ฟังจะได้เห็นเด่นชัดเข้าใจได้ถ้าใครตีแตกใครหยุดสภาวะอันนั้นได้พวกนั้นก็หยุด ที่นี่แค่ภาพวิทยาศาสตร์หรือธาตุที่เราเรียกชื่อมันนี่แทนเนี่ยจิตวิญญาณเป็นธาตุที่ยิ่งกว่าอย่างที่กล่าวนี้อีกเราก็จะต้องเรียนรู้มันก็มาจากตัวอย่างที่จะจับได้แล้วก็ไล่มันเข้าไปหาละเอียดละเอียดเพราะฉะนั้นอาการที่อย่าไปจัดจ้างเราจึงรู้ได้แล้วก็อาศัยสิ่งที่เป็นอาการที่เราจับได้จากหยาบอย่างก็ไปถึงละเอียดบางเบาอ่อนสุดคุ้มกว่านี้ก็ไปๆมันก็ยังมีอาการอยู่เราก็จะจับไล่เข้าไปได้แต่มันเป็นสายที่แบ่งแยกใหญ่ๆ 2 สายว่าสาย 1 ผลักซ้ายหนึ่งดูดผลักออกกันอยู่ก็เป็นทุกข์ดูดกันอยู่ก็เป็นทุกข์ หรือก็ยังเกิดเป็นโรคจะหมุนเวียนยังมีวัฏฏะเมื่อเรารู้ว่าการอย่างนี้ละเอียดหมดเลยจนกระทั่งเรารู้ถึงสภาพอารมณ์อาการที่มันไม่ควรตั้งอยู่ในเราไม่ว่ายังหยาบหรืออย่างละเอียดแล้วเราก็หยุดอาการเหล่านั้นได้หยุดอารมณ์เหล่านั้นได้จริงๆโดยตัวเราเป็นผู้หยุดเองหยุดอาการหยุดอารมณ์เหล่านั้นได้ในจิตไม่ให้มันไม่มีฤทธิ์โดยที่เราเองเราไม่เหลือมันไม่สามารถที่จะตัดจะต่อหรือจะหยุดจะดับแล้วไม่มีความสามารถแสดงว่าเรายังแพ้อยู่เรียนรู้อาการอารมณ์อันนี้ในจิตนี่แม้เราจะเป็นทุกข์เป็นสุขก็เกี่ยวข้องกับ เกี่ยวข้องกับอารมณ์อาการที่สัมผัสๆอยู่ในโลกแล้วเราก็อยู่เหนือมันเมื่ออยู่เหนือมันแล้วเด็ดขาดแล้วก็จะรู้ละเอียดไปจนกระทั่งในฐานะของพระอนาคามีจะรู้ว่าอาการอารมณ์หรือโรคที่เป็นรูปบนโลกอรูปบนโลกเป็นโลกที่ยังเป็นโรคอยู่นั้นเป็นรูปโลกอย่างโลกนอกที่เป็นโรคแห่งการสัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายทวารทั้ง 5 ข้างนอกเนี่ยไม่ว่าจะเป็นวัตถุอย่างเป็นแท่งก่อนจนกระทั่งถึงสิ่งจำเป็นสุขุมประณีตอะไรแบบโลกๆเล่าเกี่ยวข้องเราจะต้องเป็นต้องมีต้องได้แล้วเราก็ไม่เป็นไม่มีไม่ได้เราก็ทุกข์อยู่ถ้าเราก็มาอย่างนี้ไม่ต้องเป็นไม่ต้องมีก็ได้หรือเป็นมามีมาแล้วก็ ห้องสัมผัสสัมผัสพอจะสังเคราะห์ชีวิตร่างกายเราไม่ได้ต้องการเราไม่ได้โหยหาเราไม่ได้อะไรอาวรณ์แต่เราต้องรู้ความจริงว่าธาตุสังเคราะห์มันเป็นธาตุที่ต้องสังเคราะห์ดินน้ำไฟลมเท่านี้สังเคราะห์มันไว้ด้วยวัตถุโดยปัจจัย 4 ก็สังเคราะห์มันไว้แค่นี้ตามที่มันพอเป็นไปแล้วเราก็ไม่ได้โลภโมโทสันอะไรไม่ได้เหน็ดเหนื่อยหนักหนาไม่ได้ทุกข์เพราะสิ่งอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ทุกข์เพราะโรคแห่งกามคุณ 5 แล้วที่จะเหลืออารมณ์เหลือเศษเหลืออะไรนิดๆหน่อยๆหรือมีอารมณ์ทางจิตก่อเกิดในรูปปัจจุบันมากมายจนเป็นมโนอัตราก็ดีรู้ป่ะไม่ใช่อัตราใดๆก็ดีเอารูปปากว่าจะอัตตาก็คืออัตราที่มันเป็นสิ่ง รายละเอียดซ่อนลงไปอีกที่เรายังไม่รู้มันก็ต้องเรียนให้รู้ไม่มีภาษาตั้งไม่มีภาษาเรียกก็ต้องเข้าใจเข้าไปอีกแม้สักอย่างเหล่านั้นเราก็ไม่ได้ไปเป็นทาสอะไรมันเรารู้ความจริงตามความเป็นจริงเรามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ต้นมันเป็นสิ่งที่เกิดที่มีเพราะเราเองถ้าเกี่ยวข้องอยู่อาศัยที่เป็นประโยชน์เป็นประโยชน์เราไม่ได้ทุกข์ร้อนเราก็อาศัยถ้าเราไม่ต้องอาศัยเลยเราก็ไม่ต้องไปมีไม่เกี่ยวข้องเลยได้ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องถ้าอยากจะเกี่ยวข้องอยู่เพราะจะต้องอาศัยเป็นประโยชน์สังเคราะห์ธาตุสังเคราะห์ชีวิตไว้ก็สังเคราะห์ธาตุสังเคราะห์ชีวิตไปถ้าไม่ต้องสังเคราะห์เลยเบาไปอีกเรารู้ว่าการปล่อยเบาการเลิกไปว่าการเลิกไปสบาย มีประโยชน์ยิ่งกว่าได้ยิ่งเลิกยิ่งมีประโยชน์แล้วก็เราก็จะต้องไปเกี่ยวมันทำไมเช่นเราจะต้องเอาแบ่งเวลาจำนวนหนึ่งไปเสพอบายมุขแล้วเราก็ไปผาระบายน้ำวัตถุเสพเป็นอารมณ์เป็นความสุขเราจึงปฏิเสธแล้วเราก็จะต้องเปลืองทั้งเวลาและแรงงานแล้วก็วัสดุหรือวัตถุต่างๆเมื่อเรารู้ว่าชีวิตไม่ต้องหรอกไม่ต้องเลยไม่ได้ตั้งอยู่ได้หรือว่าไม่จำเป็นจะต้องไปเกี่ยวข้องเราก็หยุดเซฟได้สนิทแล้วเราเห็นความดีในวันว่างเบาง่ายสบายและยังแถมเราเป็นคนประเสริฐด้วยว่างจากสิ่งนั้นว่างจากการกระทำอันนั้นว่างจากบทบาทอันนั้น เรากลับเป็นผู้ที่แข็งแรงเป็นผู้ดีทำจิตทำการอะไรได้มากขึ้นเพราะไม่ต้องไปเอาเวลาส่วนหนึ่งแบ่งเป็นเศษไปเกี่ยวข้องไม่ต้อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive