240501-3-059 ทางเอกภาค3-ตอน059(หน้า281)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์167 KB
วันที่แก้ไข14 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคมพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์และอบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกเมื่อก่อนจะเข้าบทเรียนเราจะขอคำศัพท์กัญชากันอีกเรื่องนึงคือมีผู้รับทุนและมีผู้พาหวังดีเป็นผู้หวังดีเรื่องๆก็คือเรื่องที่เราบรรยายโดยเฉพาะผม เฉพาะผมบรรยายและผมก็ได้วิเคราะห์วิจัยธรรมะไปจนกระทั่งถึงครั้งถึงคราวก็ต้องวิเคราะห์วิจัยธรรมะของผู้อื่นที่ท่านทำธรรมะของท่านแสดงลักษณะธรรมรายละเอียดที่แสดงแล้วผมก็วิจารณ์แล้วก็ระบุถึงชื่อพระอาจารย์องค์นั้นสำนักนั้นสำนักนี้ซึ่งเป็นธรรมะที่เขาก็กำลังทำจริงต่างคนก็ต่างเป็นศาสนาพุทธด้วยกันมีการและก็มีคนพูดหวังดีเป็นผู้ที่ห่วงกังวลไม่อยากให้ผม คำว่าไม่อยากให้ผมกระทำนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องแต่ผมกระทำก็เป็นความคิดที่ถูกต้องฟังดีๆคำว่าไม่อยากให้ผมก็ทำนั้นจริงใจผมก็ไม่ได้อยากจะทำและธรรมดาผมก็ไม่กระทำบ่อยๆไม่ได้กระทำอยู่เป็นนิตย์ไม่ใช่ไปไหนก็ติดปากซัดคนนั้นซัดคนนี้เขาเป็นนักจวกเขาไม่ใช่โดยเฉพาะนานๆจะวิเคราะห์สัจธรรมลึกๆสัจธรรมบางจุดสัจธรรมบางเรื่องอย่าว่าแต่ลึกเลยตื้นๆอย่างของบางสำนักของบางอาจารย์ที่เละๆก็ไม่ใช่ว่าจะไปจวกชื่อเขาไปบอกเขาเลยโดย ก็ไม่ใช่ไม่ใช่ว่าจวกเรื่อยไปอันนี้เป็นเรื่องจริงที่ผมเองระวังและผมเองก็ได้กระทำมาอยู่ว่าตัวเองรู้ตัวรู้เองก็พยายามอยู่ว่าตัวเองไม่ใช่นักเรียนไปจะได้ข่มใครเขาหรือว่าไปเธออยากจะว่าเขาอะไรไม่ใช่อยากจะว่ารู้ทุกทีจะว่าทีไรก็สังเกตได้เลยทุกทีใครๆที่ฟังก็สังเกตเอาว่ารู้ตัวมีสติแล้วไม่ได้อยากว่าเขาพยายามอยู่ที่สุดนำก่อนเกริ่นก่อนหรือว่าอะไรต่ออะไรกำกับทายกำกับกลางไว้เสมอว่าที่พูดนี่มีสติสัมปชัญญะที่พูดนี่เพราะถึงคราวถึงควรจำเป็นต้องพูดเพราะเงินในการที่จะกล่าวพาดพิงวิจัยวิจารณ์ธรรมะอย่างนั้นอย่างนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต่อไ

อ่านต่อ

ปอีกก็ต้องวิจารณ์วิจัยผมเห็นอย่างนั้นจริงๆพูดด้วยความจริงใจที่จะวิเคราะห์ของใครก็ตามยกอยู่ในส่วนดีของท่านและบอกคุณกำกับคุณผู้ใดที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบส่วนดีอย่างนั้นอย่างนี้อย่าไปลบหลู่ดูถูกอย่าไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ส่วนลูกศิษย์ลูกหาของท่านมีมากจริงและท่านจะโกรธเคืองก็โกรธจริงด้วยสำหรับผู้ผิวเผินผู้ที่ไม่มีปัญญาท่านก็ต้องโกรธเอาเคืองเอาลูกศิษย์ทั้งหลายเขาก็โกรธก็เคืองเอายิ่งเขาเผลอผิวเผินเท่าไหร่ยิ่งคนที่ไม่ค่อยมีปัญญาเท่าไหร่ยึดมั่นถือมั่นติดอาจารย์ประเภทหลงใหลก็ยิ่งจะโกรธเอาเร็วเป็นการช่วยไม่ได้และเราพูดเราก็ไม่ได้พูดต่อหน้าเขาไม่ได้ไปพูดที่โน่นที่นี่อะไรว่า พูดในกาลเทศะพูดกับหมู่กับกลุ่มที่เราควรพูดมีปริมาณยุทธตาผู้ในครั้งในคราวที่สมควรพูดแต่มันก็ช่วยได้ยากเพราะว่ามันมีเทปทุกวันนี้มันมีแถบเสียงมันก็ตกหล่นออกจากหมู่จากกลุ่มจบจากคราวไปมันก็ช่วยได้ยากมันไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าพูดแล้วมันก็ตกอยู่ที่นั่นถึงแม้กระนั้นก็ตามมันก็ยังต้องเล็ดลอดออกไปแหละหน้าต่างมีหูประตูมีตามันก็เล็ดลอดออกไปบ้างก็เอาเถอะไอ้อย่างนั้นมันเป็นธรรมดาแต่เดี๋ยวนี้มันยิ่งมีเทพมันยิ่งมีเสียงอัดไว้มีอะไรต่ออะไรไปมันก็ไปกันใหญ่มากเอาเองก็ได้บางทีนี่งานใหญ่ๆพูดในกลุ่มแม้จะเป็นพวกเราก็ตามเราพูดในส่วนไอ้สัตว์ที่เป็นข่าวพวกมันก็เป็นอย่างนั้น เพราะงั้นพูดที่ท้วงติงผมด้วยความหวังดีก็ตามในความหวังร้ายก็ตามท้วงติงว่าไม่ควรพูดอย่างนี้เป็นความเลวทรามแต่ความไม่ถูกต้องจะไปพูดวิเคราะห์คนอื่นไปว่าคนอื่นเขาว่าอย่างนั้นเขาก็ว่าถูกก็หวังดีเขากลัวจะต้องไปเป็นอะไรต่ออะไรลูกศิษย์ลูกหาก็จะมาเล่นงานเอาอะไรต่างๆพวกนี้ก็ถูกเป็นผู้ดีถูกแล้วและก็ขอให้พวกคุณระวังกำชับกัมพูชากันเสมอเพราะพวกคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาวิเคราะห์วิจารณ์อาจารย์คนนั้นคนนี้สูงๆใหญ่ๆโดยเฉพาะสูงๆใหญ่ๆไม่มีสิทธิ์ไปพูดคุณต้องดูตนให้มากมีศีลแล้วอย่าเอาศีลไปข่มผู้อื่นพระพุทธเจ้าเตือนเราไว้ในปฐพี จับอภินิหารปัจจะเวกขณะข้อ 1 บอกว่าท่านผู้รู้ใคร่ครวญพันธุ์ผู้รู้ใคร่ครวญไตร่ตรองดีแล้วติดเราด้วยศีลได้หรือไม่คำความหมายตรงนี้แปลไว้ดีถูกต้องผู้รู้มีสิทธิ์เรียนความหมายในคำประโยคนี้ผู้รู้มีสิทธิ์เรียนและผู้รู้นั้นต้องใคร่ครวญไตร่ตรองก่อนเสมอไปคำพูดที่กำกับไว้ละเอียดละออแม้เราจะเป็นผู้รู้เราต้องใคร่ครวญไตร่ตรองซะก่อนว่าเราควรจะติดแล้วหรือยังเราควรจะติดได้ไหมไม่ได้หมายความว่าและ ประโยคนี้ก็บอกได้ว่าผู้รู้ตำหนิได้ผู้รู้ตำหนิได้ไม่ได้หมายความว่าผู้รู้นั้นจะไม่ตำหนิผู้อื่นผู้รู้ต้องไม่ตำหนิผู้อื่นไม่มีคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นสอนว่าตำหนิผู้อื่นได้และผู้ที่ตำหนิเหล่านั้นเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้แก่เราจงคบหาพูดตำหนินั้นเถิดจะได้ถ่ายเดียวพระพุทธเจ้าสอนเราว่าอย่างนั้นจงคบหาผู้ที่คอยตำหนิชี้โทษเราอยู่เสมอนั่นเถิดเป็นสิ่งที่ได้ถ่ายเดียวนะคำตำหนิเป็นคำเพราะคำตำหนิเป็นวาจาอันน่ารักในสังค 4 กล่าวไว้ชัด 1 ธาร 2 ตำหนิแต่เขามาแปลกันปิยะวัชชะภาษาบาลีคำนี้มันแปลว่าคำตำหนิเป็นของที่น่าของที่น่าดื่มเป็นของที่หน้าลิ้มเป็นของที่น่าดอมไวยะแปลว่าของควรดื่มวัชชะแปลว่าคำตำหนิแปลว่าคำตำหนินั่นแหละแต่ว่าการตำหนิวัชระเนี่ยแต่ว่าโลกตำหนิพระแปลว่าคำตำหนิเป็นของที่น่าดื่มเพราะฉะนั้นเราจะต้องฟังคำตำหนิเป็นคำไพเราะเป็นคำที่น่ารักให้ได้ท่านจึงอธิบายความอาจารย์ท่านอธิบายความว่าคำตำหนินี่เป็น ระยะวาจาคำตำหนิเป็นของที่น่าดื่มทีนี้รุ่นหลังๆมาก็ไม่กล้าพูดคำว่าไม่อยากให้เกิดการตำหนิอาจารย์รุ่นหลังๆต่อไปไม่กล้าให้คนตำหนิตัวตัวทุกข์ตัวก็เลยไม่ค่อยใช้คำแปลวัชชะที่เป็นคำบาลีเดิมรากฐานเดิมในสังคหวัตถุทานปิยะวัชริยาแล้วก็สมานัตตตาไม่ใช้คำนั้นไม่ใช่คำว่าชาติมาใช้คำว่าคำว่าดีว่าปีละวาจาปิยะวาจาเป็นคำอธิบายเปรยวัดช้างอธิบายว่าคำตำหนินี่แหละเป็นของที่น่าดื่มเป็นวาจาที่น่ารักเป็นวาจาที่เราจะต้องรักเราจะต้องเป็นนักขโมยเราจะต้องเป็นผู้ที่ ต่อถ้อยคำได้วัจนะธัมโมผู้ใดไม่เป็นผู้ที่ทนต่อถ้อยคำผู้นั้นไม่ได้เจริญไม่มีความเจริญเพราะเราจะต้องเป็นผู้ที่มีวัจนะธัมโมเป็นผู้ติดทนอดทนต่อถ้อยคำนะแม้คำนั้นเป็นคำทำแรงขนาดใดเราก็อดทนได้อดทนและเราก็จะต้องเอามารู้ความหมายเอามาเรียนเอามาพิจารณาตนเอามาแก้ไขตนนั้นเป็นกำไรแต่ถ่ายเดียวพระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่าจงฟังพูดตำหนิเถิดจงเข้าหาผู้ตำหนิผู้ชี้โทษคือผู้ชี้กลุ่มทรัพย์การคบหาผู้ชี้โทษที่เป็นผู้รู้ผู้ชี้โทษที่เป็นผู้รู้ผู้หวังดีจะได้กำไรจะขายเดี๋ยว ได้ดีแต่ถ่ายเดียวนี่ยกทำอะไรต่ออะไรหลายๆอย่างมาประกอบอ้างให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราในลักษณะอย่างนั้นนะเราจะกลายเป็นคนอย่างนั้นจะกลายเป็นคนเข้าใจผิดว่าตำหนิไม่ได้และไม่ตำหนิกันเพราะโลกเข้าใจผิดเพราะโลกมิจฉาทิฏฐิเพราะคนส่วนมากมิจฉาทิฐิไม่กล้ากล่าวคำตำหนินั้นก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งคนจะไม่กล้ากล่าวคำตำหนิก่อนเพราะกล่าวคำตำหนิมันจะไปกระทบคนอื่นแล้วตัวเองจะได้รับภัยนี่เป็นธรรมชาติคนที่ป้องกันตัวรักษาภัยเป็นธรรมชาตินอกจากคนที่ห่ามๆคนบ้าบ้าบิ่นๆไม่รู้ไม่เข้าไม่เข้าใจก็ห่ามๆกล่าวคำที่ว่ากล่าวคนนั้นคนนี้แกก็ได้โทษด้วยไป แต่ผู้รู้ที่พูดหรือผู้ที่เข้าใจผู้ที่รู้ยิ่งกว่าจะตำหนิผู้อื่นนั้นยิ่งเป็นผู้รู้และยิ่งไม่อยากไม่กล้าตำหนิเพราะเป็นผู้รู้นี่มีปัญญารู้ว่าตำหนิคนอื่นแล้วเขาจะไม่ชอบเพราะงั้นพูดที่มีสามัญสำนึกธรรมดาธรรมดาก็จะชอบการสรรเสริญหรือว่าการไม่ให้คนอื่นเข้ามาเคืองมาโกรธนั้นจะชอบมากกว่าถ้าไปตำหนิเขาเขาก็เตือนแล้วเขาก็จะมาไม่ชอบใจเราใครจะไปอยากทำมันเป็นธรรมดาธรรมดาสามัญสำนึกทีนี้พูดจะตำหนิเขานี่ด้วยกล้าด้วยองอาจด้วยตำหนิเพราะ 1 ท่านไม่ติดสรรเสริญจริงๆถ้าไม่ได้อยากได้สรรเสริญจริงๆ เตะคนอื่นธรรมดาทั่วไปก็เป็นอย่างนั้นนอกจากจะไม่ชอบสรรเสริญแล้วท่านจะต้องเป็นคนกล้าพอองอาจเจ้ากล้าพอจึงจะตำหนิถึงจะกล้าตำหนิเพราะตำหนิแล้วมันจะได้ผลอย่างนั้นจริงๆได้ผลที่เขาไม่ชอบเขาไม่ได้ผลที่เขาไม่สรรเสริญมันก็ไม่สรรเสริญมันก็ไม่ชอบเขาก็ย้อนแย้งมามีมีผลสะท้อนตอบผลสะท้อนต่อมาท่านก็จะกระเทือนกลับสำหรับผู้ที่ตำหนิเขาแล้วถ้าไม่เหนียวพอก็จะหยุดตำหนิคนอื่นก็จะไม่กล้าต้องมีคนอื่นอีกเพราะว่าตัวก็ต้องกระเทือนก็ด่าย้อนแย้งมาหาท่านพุทธไม่ได้มันก็ต้องเจ็บแสบมันก็ต้องเข็ดขยาดแล้วมันก็ต้องหยุดจริงๆเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วพรุ่งนี้ยังจะตำหนิต่อไปได้อยู่ตามครั้งตามคราวตามควรแล้วก็จะปรับปรุงปรับปรุงให้เนียนมันอาจจะไม่งามด้วยภาษาคารมโวหารกาลเทศะบุคคลอะไรก็แล้วแต่มันอาจจะยังไม่ลงตัวยังไม่ดีนักยังไม่เรียบร้อยก็จะมาปรับปรุงก็จะปรับปรุงจริงๆเพิ่มเติมขึ้นทำให้ดีขึ้นก็ได้ประโยชน์แก่กันและกันเพราะงั้นผู้ใดที่จะท้วงติงผมมาผมก็รับฟังและขอบคุณอยู่ตลอดเวลาดีท้วงกันไว้ดีเสมออย่าให้เหลิงรอยผู้ใดที่เห็นว่าควรทวงก็ทวงไม่เป็นไรหรอกยิ่งพูดมากมายเสมอในเรื่องนี้ผู้ที่พบใหม่ๆจากทั่วเสมอและผมก็เคยพูดบ่อยๆพูดเตือนพวกเรานั่นแหละเตือนจริงๆ เตือนว่าอย่าไปท่าเรือตำหนิใครง่ายๆอย่าไปตำหนิใครง่ายๆมีศีลยาวสีเป็นของผู้อื่นให้มองตนให้ประมาณตนให้ดีไม่มีชื่อเสียงอย่าไปอยากได้ชื่อเสียงคือเวลาเราชักรู้เราชักมีศีลมีเนื้อมีหนังเราชักจะอยากอวดโอและชักจะไปข่มคนอื่นเพื่อจะได้ชื่อเสียงเพื่อจะได้เด่นได้ก่อใหญ่ๆมันเป็นลักษณะของกิเลสเพราะเราจะต้องพยายามระมัดระวังกิเลสตัวตนตรวจตนมองตนมองตนอย่าให้กิเลสมันดันมาโผล่อย่าให้กิเลสมันดันออกมาทำให้เกิดต้องบอกให้มองตนตัวตนอย่าไม่มีชื่อเสียงก็อย่าอยากมีชื่อเสียงไม่ได้แสดงธรรมวันนี้ไม่ได้อวดโอ้อันนี้ไม่ได้โชว์อันนี้ก็อยากโชว์ไม่ต้องไม่ต้องอยากโชว์ โชว์วันหนึ่งวันใดเพราะการที่ผมได้กล่าวพาดพิงวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ธรรมะต่างๆของผู้นั้นผู้นี้อย่างโน้นอย่างนี้นั้นผมก็ได้ยืนยันแล้วแต่ตนว่าผมก็ทำถูกผมขอยืนยันว่าผมได้ทำอย่างไตร่ตรองและถูกผมได้ใคร่ครวญและไตร่ตรองแล้วตำหนิด้วยศีลตำหนิด้วยหลักตำหนิด้วยธรรมไม่ใช่ตำหนิเฉยๆด่าเปล่าๆแต่ไม่เข้าเรื่องไม่ใช่จะด่าก็มีประเด็นจะกล่าวว่าก็มีประเด็นมีจุดมีมุมและก็วิเคราะห์ทุกทีไม่ใช่กล่าวๆเสียไม่ใช่ไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นเป็นคนที่มีรายละเอียดอยู่ไม่ใช่เป็นคนที่โกรธแค้นเคืองแล้วก็เลย กาดด้วยหาเหลี่ยมหามุมที่จะด่าเล่นเรื่อยๆเปล่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยจริงๆแม้แต่ผู้ที่หน้าด่าว่ากว่านี้ซึ่งไม่ได้พาดพิงถึงเลยเพราะทำสุ่มเสียทำเสียทำลำบากลำบนให้เรามีงานหนักทำยุ่งทำเลอะเทอะมีอยู่ซึ่งก็ไม่ได้กล่าวเท่าไหร่ด้วยซ้ำเพราะงั้นบางทีบางมุมบางอาจารย์ที่สอนดีท่านสอนไว้มากสอนไว้เยอะเมื่อสอนไม่มากสอนไว้เยอะแล้วมันก็บอกพร่องมันไม่ถูกเราจึงจำเป็นต้องเอามาวิเคราะห์วิจัยเพื่อเรียนท่านยิ่งสอนไม่มากชื่อท่านจึงจะต้องถูกกล่าวถึงเพราะมันมีจุดบกพร่องอาจจะมากหมดถ้าสอนไม่มากก็จะต้องมีจุดบกพร่องอาจจะมากเราก็ต้องเอามาวิเคราะห์พูดกล่าวถึงท่านมากเป็นธรรมดา มันก็ขอให้เข้าใจให้ลึกซึ้งเข้าใจให้สำคัญอย่าผิวเผินจุดนี้แล้วขอเตือนเราอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหยุดพูดเรื่องนี้ก็คือระวังตัวเราให้มากแม้เราจะเป็นผู้มีศีลแล้วดีแล้วบริสุทธิ์แล้วหรือเป็นผู้สูงและเป็นผู้รู้แล้วก็ต้องไตร่ตรองใคร่ครวญให้มากก่อนจะกล่าวตำหนิติเตียนใครต้องใคร่ครวญก่อนถึงจะมีสิทธิ์เรียนถ้าไม่สมควรจะติดเตียงยาวไปติดเตียงเลยแม้เราจะองอาจเจ้ากล้าเราจะกล้าเตะก็ตามก็ไม่ใช่สติเล่นติแล้วควรจะได้ผลมากกว่าเสียที่ผมติดผมก็ติดเพื่อที่จะได้ให้ผลกับพวกคุณส่งเสริมศาลอธิบายหรือว่าแยกอะไร เป็นธรรมะวิจัยที่เป็นธรรมะชี้จุดชี้แนวชี้ความรู้ให้ลึกซึ้งให้มากขึ้นเพื่อจะได้เห็นเด่นชัดก็ต้องยกเทียบเคียงอะไรก็แล้วแต่หรือต้องพูดถึงบุคคลธรรมะที่มีอยู่ในโลกยืนธรรมะสูงสูงธรรมะละเอียดหรือธรรมะที่เป็นนามธรรมแล้วมันยิ่งรู้ยากเพราะฉะนั้นได้ยกอุทาหรณ์ได้ยกตัวเลือกที่มีอยู่ไม่ใช่ไปยกนิทานอันไม่รู้เรื่องไกลๆห่างๆนะก็จำเป็นจะต้องยกนะเพราะงั้นก็ขอให้พวกเราได้ระมัดระวังในการกล่าวทวงกล่าวว่าการที่ผู้ใดผู้ใดส่วนผมนั้นก็ยังคงจะต้องกล่าวถึงและตำหนิติเตียนอยู่ในครั้งคราวที่จะดำเนินติเตียนและก็สำนึกอยู่ก็ไม่อยากจะทำเลยมาถึงสาวพวกคุณก็รู้ดี หมดแล้วหรือว่าอะไรๆมันก็ได้หมดประเด็นแล้วเราก็จะไม่กล่าวถึงเราก็จะไม่เปลี่ยนเราก็จะไม่ต้องพูดแต่มันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะไม่พูดตราบใดที่จะมีคนเรียนแล้วก็ไล่มาไล่มาแม้แต่พูดทวงจริงเนี่ยพูดจริงผมมาว่าไม่น่าเป็นตำหนิติดเตียงคนนั้นคนนี้อยู่เนี่ยถ้าเขามาใกล้เข้าไปอีกก็ยิ่งจะต้องได้รับคำติเตือนเพื่อเป็นเรื่องที่จะสอนจะบอกต่อไปในอนาคตมากเหมือนพวกคุณจนกระทั่งบางคนฟังผมติดเตียงคนนั้นคนนี้ที่เตรียมเรื่องนั้นเรื่องนี้คุณก็เฉยแล้วคุณก็รู้สึกแล้วว่าคุณได้ประโยชน์ด้วยซ้ำเป็นอย่างนั้นด้วยซ้ำไปในอนาคตนะอันนี้ก็ขอจบเอามาเข้าเรื่องของเราเราก็ได้แสดงธรรม เกิดกัมมะโยนิยังลึกละเอียดไปเรื่อยเรื่อยเรื่อยเรื่อยเรื่อยเรื่อยๆให้เห็นเด่นชัดถึงกรรมเพราะว่าตัวกรรมเป็นเรื่องสำคัญเหลือเกินบอกแล้วว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีจุดยอดอยู่ที่กรรมศาสนาอื่นก็มีจุดยอดอยู่ที่พระเจ้าฉันใดศาสนาพุทธได้ย่นย่อเอาพระเจ้ามาไว้ที่กรรมแล้วกรรมคือพระเจ้าพระเจ้าคือกรรมเพราะฉะนั้นศาสนาพุทธก็จะต้องมีจุดยอดอยู่ที่กรรมเช่นเดียวกันยุติธรรมเช่นเดียวกันเพราะได้สรุปแล้วยกคำพยัญชนะมาอ้างอิงหลักฐานให้ฟังว่ากรรมเป็นกำเนิดกรรมเป็นที่สุดของพุทธกัมมะโยนิกรรมเป็นกรรมมันโตเป็นที่สุดแล้วก็เป็นจุดเกิดเป็นจุดดับ กรรมเป็นต้นกำเป็นปลายท่านไม่ได้ให้ไปมองว่าที่สุดของโลกอยู่ที่ไหนที่ไหนเป็นที่ผู้ที่ก่อให้เกิดอันแรกอยู่ที่ไหนพระพุทธเจ้าท่านไม่อุตริแสดงสิ่งที่ไปค้นคว้าเอาอะไรมาบอกว่านี่ที่เกิดอยู่ที่นี่อันนี้เป็นต้นกำเนิดและก็ไม่รู้เรื่องทำไมอย่างนั้นนี่ต้นกำเนิดต้นกำเนิดอยู่พระเจ้าพระเจ้าอยู่ไหนไม่มีใครเห็นพระเจ้าท่านไม่พูดสิ่งที่ไม่เห็นแล้วจบอยู่ที่ไหนจบก็อยู่ที่พระเจ้าไปอยู่กับพระเจ้าสุดท้ายก็ไปอยู่กับพระเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าไม่รู้อีกว่าพระเจ้าบอกว่าแล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหนไม่มี พระเจ้านี่มันเป็นการซ่อนแล้วไม่เป็นการไม่รู้แล้วเป็นอวิชชาแล้วเพราะว่าเกิดอยู่ที่ไหนเกิดอยู่ที่พระเจ้าพระเจ้าเป็นผู้ต้นกำเนิดเป็นผู้สร้างสิ่งทุกอย่างและพระเจ้าอยู่ที่ไหนไม่มีใครเห็นพระเจ้าคำว่าไม่เห็นก็คือคำว่าอวิชชาแล้วพระเจ้าและสุดท้ายก็บอกว่าบรรลุสุดแล้วก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าไปอยู่กับพระเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าไปจบอยู่ที่พระเจ้าและพระเจ้าอยู่ที่ไหนไม่มีใครเห็นพระเจ้าอภิชัยอีกแล้วเพราะฉะนั้นการซ่อนหรือว่าสภาพที่ไม่รู้มันซ่อนอยู่อย่างนี้พระพุทธเจ้าทำไมพยากรณ์สิ่งที่เป็นพระไว้กับอวิชชาหรือพระไว้กับความไม่รู้ไม่เห็นพระพุทธเจ้าจึงสอนสิ่ง รู้สิ่งเห็นท่านจึงย่นย่อก็มาให้เห็นแล้วมันเกิดที่ใดเกิดที่เราเป็นเอดส์ทุกคนระมัดระวังแล้วกำหนดอยู่ที่เราทุกคนรับผิดชอบที่ตนโรคถ้าเขามีวิญญาณของโลกวิญญาณของโลกเขาจะรับผิดชอบโลกโลกโลกโลกโลกกลมๆนี่เขาจะรับผิดชอบจักรวาลถ้ามีจักรวาลถ้าจักรวาลเป็นชีวิตเขาก็จะรับผิดชอบชีวิตของจักรวาลตัวไหนเป็นเอกเป็นประธานเขาก็จะรับผิดชอบอันนั้นเรามีจิตวิญญาณเป็นเอกเป็นประธานพระพุทธเจ้าย่อมยอไว้แล้วว่าจิตวิญญาณมโนเป็นประธานของตัวเรามโนของเราเป็นประธานของตัวเราเพราะฉะนั้นเรารับผิดชอบจักรวาลของเราหรือ เส้นโคจรของเราพฤติกรรมของเราเรารับผิดชอบวันนี้พระพุทธเจ้าจึงย่นย่อว่าต้นกำเนิดอยู่ที่จิตวิญญาณต้นกำเนิดอยู่ที่จิตวิญญาณของเรานี่เองกรรมมาโยนนิและการกระทำนี่แหละเราจะต้องคำนึงตั้งแต่มโนกรรมตั้งแต่มโนกรรมไปทีเดียวเพราะมโนเป็นเอกมโนเป็นประธานเหมาแล้วมันจะออกมาก่อการจะออกมาก่อว่าจีก็มาจากมโนเกิดเองไม่ได้เราจะบอกว่าเราไม่รู้ตัวเราไม่มีสติเราหมดสติไปแล้วอันนี้มันก็ไปตีหัวเขาไม่รู้เรื่องเลยไม่รู้ตัวเลยจริงๆก็โปร่งไปแล้วตายแล้วมารู้สึกตัวแล้วก็ไปร้องไห้กอดศพร้องไห้เพราะไปยิงเอาแฟนเข้ามาโกรธเต็มที่หน้ามืดอย่างนี้ไม่ทำ พระพุทธเจ้าไม่นิยมไม่ให้เกิดเราจะต้องมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลามีเหตุมีผลไม่มีอารมณ์โกรธอารมณ์โลภอะไรมาบังคับจนกระทั่งกลายเป็นคนหน้ามืดตามัวอะไรไปอย่างนั้นไม่เอาอย่างนั้นเลวร้ายยังไม่เป็นมนุษย์ประเสริฐเลยเหมือนเราจะควบคุมกรรม 3 กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมพระพุทธเจ้าถึงย่นย่อมาการปฏิบัติกรรม 3 นี่แหละละนิวรณ์นิวรณ์ก็เป็นอาหารของอวิชชาเพราะฉะนั้นเมื่อละนิวรณ์ได้นิวรณ์หมดอาหารอวิชชาหมดเอาวิชาก็ต้องตายแหงๆจะไปเหลืออะไรตายแน่อวิชชาตายแน่มึงว่าวิชาการมีแต่วิชาเราก็เป็นผู้ที่บรรลุวิชาหมดอวิชชามันก็เป็นผู้คนเป็นผู้หลุดเป็นพระ หรือเป็นผู้หญิงนี่ไม่ใช่เอาตัวบัญญัติมาพูดเท่านั้นทฤษฎีของพระเจ้าท่านบัญญัติภาษาตัวสูตรตัวทำความเอาไว้อย่างนี้แล้วเราก็เอามันมาปฏิบัติให้มันเป็นตัวจริงของความหมายในภาษานั้นๆๆแล้วเรามักจะทำจริงๆว่าเราจะต้องมาเรียนรู้การแสดงออกการเป็นไปในกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของเราจริงๆแสดงจนกระทั่งเนียนนิ่งละเอียดท่านสอนไว้หลายในให้ควบคุมกายกายภายนอกกายภายในหรือแม้แต่จิตหรือแม้แต่ทำอารมณ์หรืออารมณ์ทำอารมณ์ก็คืออารมณ์ที่ทรงอยู่ที่เราทำมากแปลว่าสิ่งที่ทรงอยู่อารมณ์ เมื่อคืนที่มีอารมณ์ไม่มีตัวตนหรอกอารมณ์ไม่มีตัวตนสุดท้ายก็กำหนดจิตก็คือกำหนดอารมณ์รู้อารมณ์แม่นที่สุดอารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์นิพพานอารมณ์นิพพานนี้เป็นสภาพสูญญากาศอารมณ์ที่สูญอารมณ์ที่ว่างอารมณ์ที่ปลอดโปร่งอารมณ์ที่หมดตัวหมดต้นว่างจากตัวตนว่างจากกิเลสเป็นอารมณ์ที่ว่างที่สุดไม่มีอะไรสุดกว่านี้อีกเป็นที่สุดเป็นที่ยุติเป็นที่สุดที่สุดพระสุดเป็นที่สุดจริงๆถึงแม้กระนั้นก็ตามเราก็ยังเรียกว่าอารมณ์เรียกว่าอารมณ์นิพพานเป็นอารมณ์ที่จิตทรงสุดท้ายก็ทรงอารมณ์ทรงอารมณ์นิพพานเป็นธรรมารมณ์สุดท้ายแต่เรารู้ได้ไม่มีเราก็รู้ได้เป็น ที่ถูกรู้และสิ่งที่ถูกรู้ได้เป็นอาการเป็นอารมณ์เรารู้ได้เรามีจิตวิญญาณอีกตัวหนึ่งเป็นตัวญาณทัศนะวิเศษที่สามารถจะหยั่งรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอารมณ์นิพพานสิ่งนั้นทรงอยู่ที่เราอารมณ์นิพพานทรงอยู่ที่เราเรามีเราก็สามารถรู้ได้ถ้าในเรากำหนดรู้ถึงขนาดปานฉะนั้นเป็นปริญญาหมดทุกข์แล้วก็ให้รู้ว่านิโรธแล้วเป็นทุกข์นิโรธหรือว่าทุกข์อยู่ก็ให้รู้ว่าทุกข์รู้ว่ามันไม่ดีมันควรปรับปรุงมันควรลดคนละหรือสิ่งที่คุณทนได้แล้วโดยไม่ยากโดยไม่ลำบากก็ไม่รู้ไม่รู้จริงๆเพราะตัวใจนี่ฝึกจริงๆแล้วตัวกายตัวไม่ดีก็ปรับปรับจริงๆ ตัวกายตัววิธีปรับปรับปรับมันก็จะงามมันก็จะเป็นกัลยาณมิตรกัลยาณมิตรเชกัลยาณะปริโยสานกัลยาณเบื้องต้นเบื้องปลายเบื้องกลางเบื้องปลายรวบครอบครัวที่จริงประโยชน์สารไม่ได้แปลว่าปลายปริญญาสานะโดยภาษาในเมืองแปลว่ามันมันรอบปริบอกโอสถานเนี่ยแปลว่ามันรอบอย่างจบอวสานหรือโอสถานที่เราเอามาเรียกตัวจบนี่มันแปลว่าจบอวสานปริญญาศาลปกครองศาลบอกอวสานแปลว่าจบรอบจบรอบ กัลยาณังอันสุดท้ายปริญญาสานะกัลยาณังงามอย่างจบรอบทวนทั้งนอกทั้งในไม่ได้หมายความว่าปลาอย่างเดียวทั้งต้นทั้งกลางทั้งปลายประโยชน์ศาลมันงามทั้งต้นทั้งกลางทั้งปลายปริญญาศาลไม่ใช่งามแต่ปลายไม่ใช่ฟังดีๆประโยชน์สารแปลว่าโง่งามทั้งต้นทั้งกลางทั้งปลาจะซอยแหลกละเอียดอยู่ที่ไหนอีกก็งามรอบถ้วนให้งามอย่างนั้นแล้วมันก็จะขัดจะปรับไปปรับจริงๆเพราะเราจะต้องหัดรู้ความเกิดตั้งแต่หยาบเดี๋ยวเรานั่งอยู่นี่แล้วก็รู้กายเราเรานั่งกายกรรมเราอยู่ทรงอะไรทรงเรานั่งนี่ทรงไม่เรียบร้อยนั่งก็ยกก็ยิ่งพัดไปพัดมา ไม่สงบก็ภาษาหยาบๆภาษาง่ายๆก็รู้อยู่แล้วว่าเราจะส่งไว้ซึ่งความสงบพอควรไม่จำเป็นเราจะไม่กระดิกแต่ก็ไม่เกร็งให้มันลำบากใจนักก็ปวดก็เมื่อยเกินการสมควรกระดิกก็กระดิกนิดหน่อยยิ่งเก่งๆแนบเนียนและกระดิกโดยที่คนอื่นไม่รู้กระดิกอยู่ข้างในของเราเองเขยิบๆของเราเองอยู่โดยข้างนอกคนเห็นว่าเออยังทรงนิ่งอยู่เลยนะแต่ท่านขยับอาการของท่านอยู่ในตัวอย่างงี้อย่างแนบเนียนคนอื่นสังเกตไม่เห็นได้ง่ายมันก็ยิ่งรู้สึกสงบงามเนียนอยู่ในอย่างนี้เป็นต้นยกตัวอย่างให้ฟังแม้แต่ว่าจีก็เหมือนกันเมื่อกี้ที่ควรจะกล่าวได้จริงๆกล่าวแรงรุนแรงมันก็ไม่เคยดีก็เป็นสามัญสำนึกใครก็รู้กรุณามันก็ต้องหนัก พูดกับนักลงทุนก็หนักลงแรงก็หนักแต่มันก็จำเป็นถึงครั้งคราวควรจะใช้ให้เหมาะสมก็ต้องใช้ไม่ต้องใช้หนักไม่ต้องใช้แรงก็ไม่ต้องใช้ถ้าพูดกันดีๆได้หมดเลยใช้ภาษาหวานเป็นภาษาดอกไม้หมดไม่ต้องใช้ภาษาก้อนอิฐก้อนหินไม่ต้องใช้ภาษาลูกระเบิดลูกปืนเราก็ใช้ภาษาดอกไม้แต่ถ้าใช้ภาษาดอกไม้ได้หมดก็ต้องใช้ภาษาดอกไม้แต่เคยบอกแม่เชิงให้ฟังแล้วว่าภาษาดอกไม้หรือหวานเนี่ยเป็นลมหวานกินตายแล้วเขาเป็นคนได้ตายมาเพราะกินหวานเพราะหลงหวานมามากพอ มีคนเอาขมหรือเอาลูกระเบิดเอาลูกปืนออกมายิงปุ้งปั้งๆบ้างเกิดตกอกตกใจก็ก็จริงอยู่เค้าก็ควรจะตกอกตกใจเพราะก็ชินต่อหวานพอได้มาได้ยินเสียงได้ยินผ้าฟ้าผ่าได้ยินเสียงแรงได้ยินคำหนักได้ยินคำกล่าวก็เป็นคำกล่าวที่เป็นการรุนแรงซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จได้ตอบคำถามแล้วว่ารุนแรงคืออะไรมีคนถามพระพุทธเจ้าองค์ที่อยู่ในอภัยราชกุมารสวดมนต์ถามท่านว่าท่านจะกล่าววาจารุนแรงหรือไม่พระพุทธเจ้าก็บอกเรากล่าววาจารุนแรงเรากล่าวและท่านก็ขยายความวาจารุนแรง พระเจ้ารุนแรงก็คือการกล่าวชี้ทุจริตการกล่าวอกุศลเพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดสิ่งไม่ดีอกุศลหรือทุจริตมีความไม่ดีแล้วกล่าวถึงทุจริตและกล่าวถึงความเป็นอกุศลส่วนที่ไม่ดีขึ้นของใครหรือเมื่อใดตอนใดมันเป็นคำกล่าวที่รุนแรงเป็นการคำกล่าวที่ตำหนิติเตียนก็แน่นอนเพราะฉะนั้นการกล่าวตำหนิก็ต้องมีรับพระพุทธเจ้าท่านเกิดสรรเสริญคนกล่าวตำหนิสังคหวัตถุก็ได้บอกแล้วว่าคำตำหนินั่นแหละเป็นคำปิยวาจาทำตำหนินั่นแหละเป็นของที่ควรดื่มไประยะวัชรแปลว่าของคนเดิมถ้าเป็นน้ำระยะก็แปลว่าน้ำที่ควรดื่ม เป็นข้าวกับข้าวที่ควรเคี้ยวควรดอมเอาควันดำเอาคนน้อมเอาดื่มดมๆนี่มันหมายความว่าคนมันก็คงเอายากหน่อยแหละก็ควรเอามาให้ได้เปื่อยอ่ะมันเป็นของควรดื่มควรดอมเอามันก็เอายากหน่อยอยู่แต่ก็เป็นของควรเอาของควรดื่มของควรดอมวัชชะเป็นคำตำหนิเพราะฉะนั้นคำตำหนิเป็นของคนอื่นคนดอมจึงจะต้องเห็นให้ได้ว่าเป็นวาจาที่น่ารักมากแผ่นดินวาจาที่ไพเราะเป็นวาจาที่เราควรจะฟังให้ได้จริงๆโดยสัจจะมันก็ไม่ใช่ประจำไพเราะวาจาที่ตำหนิติเตียนว่าร้ายว่าแรงว่าความไม่ใช่ว่าร้ายคือไม่ได้มุ่งร้ายเขาแปลคำว่าอนู ปลาทูและอนุบาลโทรว่าการกล่าวร้ายถูกถ้าการกล่าวแล้วก็หมายให้ไปเป็นร้ายว่าเขาแล้วเราจะทำให้เขาตกต่ำว่าแล้วเราก็พูดไปแล้วแล้วทำให้เขาเสื่อมเสียให้เข้าสุดลงอย่างนั้นเป็นการว่าร้ายแต่การที่ไปบอกผู้ร้ายให้รู้ตัวแล้วให้ปรับปรุงตนเองขึ้นมานั้นเป็นการหวังดีเป็นการกล่าวดีชี้โทษชี้ภัยเพราะฉะนั้นผู้ใดมีชั่วหรือว่ามีไม่ดีที่ตนเองอย่างถูกต้องและคนอื่นเขากล่าวถึงสิ่งนั้นบอกสิ่งนั้นแล้วก็บอกว่ามันไม่ดีนะคนอื่นก็อย่าทำตัวผู้ทำก็ควรปรับปรุงการกล่าวนั้นไม่ใช่การกล่าวร้ายฟังให้ดีเพราะคำว่าการ ร้ายก็แปลถูกอนุบาลโทแต่คนเท่านั้นเองปัญญาไม่รอบปัญญาไม่ถ้วนปัญญาไม่ถึงก็ไปไปพูดคนที่กล่าวคำตำหนิคนที่กล่าวท้วงคนที่กล่าวโทษภัยที่มีจริงเป็นจริงนั้นว่าเขาไปว่าร้ายไม่ใช่นะเพราะว่าดีถ้าไปกล่าวคนนั้นเขาไม่มีความผิดเขาไม่มีความเลวเขาไม่มีความชั่วก็ไม่มีทุจริตอกุศลอะไรเราไปตู่เขาว่าเขาอย่างนี้คนนี้ร้ายไปว่าเขาร้ายไปว่าเขาเสียคนนี้ไปทำให้เขาเสื่อมแน่นอนเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเราไปว่าเขาเป็นอย่างนั้นเขาเสื่อมแน่นอนแต่เขามีความเสื่อมเขามีความเลวความร้ายอยู่แล้วมีคนไปกล่าวทวงนั้นพระพุทธเจ้าสรรเสริญคนกล่าวคำตำหนินั้นน่ะเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ปู่เจ้าท่านสรรเสริญคนกล่าวคำตำหนิด้วยซ้ำเป็นจริงนะเขากล่าวตำหนิอยู่จริงคนนี้ไม่ได้เป็นอนุบาลโทคนนี้ไม่ได้ไปกล่าวร้ายคนนี้กำลังไปตำหนิกำลังไปกล่าววัชระวัชชะกำลังเป็นปริยะวัชชะกำลังกล่าววาจาอันเป็นที่น่ารักกำลังกล่าววาจากำลังทำสังคหวัตถุกำลังแสดงธรรมที่เป็นสังคหวัตถุแท้กำลังแสดงธรรมทานแสดงธรรมเป็นทานกำลังทำวัตรสังคหวัตถุกำลังทานกำลังอริยะวัชระกำลังแสดงท่าทีกำลังแสดงพฤติกรรมทางวาจาก็ดีทางกายก็ตามเป็นอัตถะ หาแก่นสารอัจฉริยาแปลว่าพฤติกรรมที่เข้าหาแก่นสารกำลังเข้มข้นก็หาแก่นสารกำลังทำอัตถจริยากำลังแสดงอัตถจริยากำลังทำให้คนนั้นเป็นอัตถจริยามีอัตถจริยามีพฤติกรรมที่เป็นเป็นที่เขาหาแก่นเป็นที่ข้อหากันมีพฤติกรรมที่ดีงามกับการออกกำลังกระทำพฤติกรรมไม่เข้าหาความดีงามอย่างนี้ต่างหากเราถึงจะประสานเราถึงจะเป็นสมานัตตตาถึงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถึงจะสมานการติดที่จะสัมพันธ์กันได้เพราะเราจะต้องเอาความดีที่เป็นเอกลักษณ์ถูกต้องเข้าหากันอันนี้ก็อธิบายธรรมะประกอบเพื่อที่จะให้เห็นความจริง ความชัดเจนมันแม้แต่วาจาเราก็จะต้องรู้แล้วเราก็จะต้องปรับปรับปรับปรับปรับปรุงปรับกาย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน