661127 พ่อครูไปเปิดงานบุญลอมข้าว ที่ บวรศีรษะอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
661127 เทศน์เปิดงานบุญลอมข้าว ที่ บวรศีรษะอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ https://youtu.be/EELAPHPr91o พ่อครูว่า… อาตมาตั้งใจจริงๆ ตั้งใจพยายามใช้อิทธิบาท ใช้พลังงานตามที่พระพุทธเจ้าสอนมา ที่เข้าใจจริงๆ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีพระพุทธเจ้าด้วย พิสูจน์ความจริงด้วยว่ามันจริงหรือ พิสูจน์โดยเอาตัวเองเข้ามาพิสูจน์ ถ้าจริงเราก็จะได้มีกําลังวังชา มีอะไรที่มันยืนยัน ตอนนี้มีอะไรยืนยันอย่างหนึ่งแล้วก็คือว่า เอ๊ะ!ทําไมเราเนื้อมันแน่นขึ้น มันไม่หย่อน ไม่ยานเลยนะนี่ (พ่อครูโชว์กล้ามเนื้อแขนให้ดู เป็นกล้ามเนื้อแน่น ท้องแขนไม่หย่อนยาน) นี่หมอมานวดแล้วเขาก็บอก โอ้โหกล้ามเนื้อแน่นขึ้นๆ เขาก็ยอมรับว่าเนื้อหนังกล้ามเนื้อแน่น แน่นขึ้น มันไม่ใช่ว่ามันจะหย่อนยานไป แต่มันแน่นขึ้น เขาก็ยืนยันรับรองอยู่แล้ว ก็เราก็เห็นจริงว่า เอ๊ะ! มันก็ไม่ใช่มันจะหย่อนยาน เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องรูปธรรมหรือสรีระ มันก็บอก มันยืนยันไง เราก็ต้องยอมรับสิ ทางปัญญา ทางธาตุรู้ เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า เออ…มันจริงนะ ปฏิเสธไม่ได้รูปนาม นามมันก็ต้องมายืนยันเห็นจริง รูปมันเป็นจริงแล้ว นามมันก็ต้องยอมรับว่าเป็นจริง ของจริง นามก็ต้องเป็นธาตุรู้ที่ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันก็จะไปด้วยกัน นามอาตมาไม่ทันรูป รูปมันเสร็จก่อน รูปมันหนุ่มก่อนนาม ตอนนี้นามจะตามรูปแล้ว นี่นามธรรมจะหนุ่มแล้ว คอยสังเกต คอยอ่านดูตามเถอะ ทีนี้ตามให้ทันนะ พวกเรานี่เป็นพวกนําโลก ไม่ใช่นําง่ายๆนะ ไม่ใช่นําตื้นๆนะ นําลึกซึ้ง นําอย่างสูงส่งวิจิตรพิสดาร มันเป็นเรื่องยังไม่เคยมีขึ้นในโลก มันเป็นความพิเศษ มันเป็นความวิเศษที่แปลกประหลาด โลกเขายังเกิดไม่ได้ ทําไม่ได้ มีไม่ได้ แต่เรากําลังมีขึ้นมานําโลกเขา และมันก็ย้อนแย้งความรู้ความเห็นของเขา มันย้อ
อ่านต่อ
น มันตรงกันข้ามกับที่เขาเป็นกันมา เขาเชื่อกันมา เขาก็เชื่อที่เขาเป็นไป-มา เดี๋ยวนี้เขาก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ นี้อาตมากําลังอธิบายเป็นภาษา แล้วก็ยืนยันตามลักษณะจริงว่า โลกมันหมุนไปตามซ้ายไปขวา ซ้ายไปขวา หมุนอย่างนี้ทั้งจักรวาลเลย เอกภพ จักรวาล ดวงอาทิตย์ โลกมันหมุนอย่างงี้ทั้งนั้นน่ะ แต่พวกทวน ไปทวนเอาวัตถุ เขาทวนก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถทําได้ ไปเอาธรรมชาติเขานี่ทวน ทวนธรรมชาติเขานี่ไม่ได้ ได้แต่นามธรรมส่วนบุคคล ของใครของมัน ของแต่ละคน ทวนได้ ของใครของมัน ทวนได้ เมื่อทวนไป มันก็จะกลับมารู้ของเก่า คนที่ทวนกลับมา มันก็ย้อนมารู้ของเก่า จนกระทั่งมารู้ของเก่า โอ้ เรามันเคยโง่ เรามันเคยเป็น เรามันเคยมีอะไรต่ออะไรอย่างไร มันก็รู้รอบรู้ของเก่า รู้ของใหม่ เราเป็นไปได้มาตามระยะๆ ตามอาริยะ เราเจริญ หรือว่าเจริญมั่ง ตกต่ำมั่ง เจริญมั่ง ตกต่ำมั่ง จนกระทั่งมาถึงของพุทธนี่ ท่านพาแต่เจริญ เจริญ ไม่มีหมุนเวียนกลับไปตกต่ำเลย เราก็จะรู้ว่า อ้อ เราเป็นเช่นนี้จริง เราเป็นอย่างนี้จริงๆ มันจะรู้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณที่ย้อนสัจจะกลับไปรู้ความจริง มันจะเห็นจริง และการย้อนที่คนจะต้องมารวย มาๆๆๆ มาเอาเปรียบ มาชนะ มาอะไรต่ออะไรพวกนี้ แต่ของเรากลับไม่ กลับตรงกันข้ามกัน ตรงข้ามกันย้อนมา มันก็จะรู้เองของจริงนะ ของจริงเรามีจริง เป็นจริงกัน ตั้งแต่ตัวส่วนตัวเรา ตั้งแต่นามธรรมของในตัวเรา จนถึงรูปธรรมของในตัวเรา จนถึงนามธรรมของคนที่ไปด้วยกัน แบบเดียวกัน คนอื่นไปด้วยกัน จนกระทั่งเป็นรูปธรรมก็ไปด้วยกัน จนกระทั่งเป็นมวลหมู่ เป็นก้อนไปด้วยกัน จนสรุปด้วยภาษาว่า เป็นสังคมของคนจน สังคมของคนที่สร้างสรรค์ สังคมที่สร้างสรรค์และก็มีเหลือพอกิน มีเหลืออยู่ เหลือกิน เกินอยู่ เกินกิน แล้วก็เอามาแจกคนอื่น เสียสละให้คนอื่น ไม่ใช่เอามา ยิ่งเอามา เอามาค้ามาคืนเอากําไร ไม่มี มีแต่ขาดทุนอีก ยิ่งให้ก็ยิ่งขาดทุนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งให้หมดเลย ให้ศูนย์เลย ให้ศูนย์เราก็ยังอยู่รอด เราก็ยังอุดมสมบูรณ์ เราก็ยังเกื้อกูลคนอื่นได้อีก เป็นสภาพที่เกิดพลังงานยืนยันว่า เราก็ยังมีมากมีเกิน แล้วก็เอามาช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้อีก ใช้ระบบพระพุทธเจ้านี่แหละ ใช้ทฤษฎีพระพุทธเจ้านี่แหละ พิสูจน์ทฤษฎีพระพุทธเจ้านี่จริงเลย อาตมานี่ถึงร้อยแน่ๆอีกสิบปีถึงร้อยแน่ๆ (โยมว่า...ขออาราธนา) อาราธนา ก็รับอาราธนาอยู่แล้ว แต่มันจะเป็นไปได้ ไม่ได้ แล้วแต่เลยเนาะ แต่อยู่กับความพยายาม พยายามแล้วก็อยู่กับเหตุปัจจัยที่เป็นไปตามความพยายาม ที่เป็นไปได้ตามความพยายาม ก็พากเพียรไป ไม่ได้เป็นไปเพื่ออยู่แบบกินข้าวเขา ใช้เหงื่อใช้แรงผู้อื่น เป็นภาระกับคนอื่น ก็ไม่ใช่ ก็มีคุณค่าประโยชน์อยู่ด้วย อย่างน้อยที่สุดก็คือ ยังพอมีความเฉลียวฉลาด พอมีธรรมะที่มันพอที่จะอธิบายให้เพิ่มให้ตื่นขึ้นมาปฏิบัติ มันยังมีตัวเพิ่มตัวเติมอยู่นะ ละเอียดลึกขึ้นๆ ยังมีอยู่ จะยังเป็นไปอยู่ ทั้งเขียน ทั้งบอก ทั้งพูด ทั้งประกาศ มีตัวนี้ล่ะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เอามาปันกัน เอากายกรรมมาปันกัน เอาวจีกรรมปันกัน เอามโนกรรมเป็นประธาน เอามาทำ แจกกันปันกัน แล้วก็ไปปฏิบัติเอา ก็เชื่อว่ามันมีอัตราการก้าวหน้า มันมีผลเจริญ ไม่ใช่ว่าพูดแต่ปาก บอกซื่อๆ พูดเปล่าๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีผล มันก็มีผลอยู่ แต่ผลมันก็ไม่เร็วไว ผลได้นี่มันเป็นผลแน่นอน เป็นผลที่ไม่กลับกรอก ไม่ยึกยักไปๆ มาๆ ผลมันแน่น ผลมันมั่งคง มันก้าวหน้าไปเรื่อยๆ คึดฮอดบิ๊กตู่ ยังชอบเบิ่งอยู่ว่า เอ้อ ก่อยังมีเฮี่ยวมีแฮง ยังมีเสียงเฮียกฮ้องของประชาชน แฮงเห็นเลยนะ ผู้อื่นสิเห็นนั่มดึบ่ ก็แล้วแต่ อาตมาแฮงเห็นเลย นายกฯผู้ใหม่ แฮงเบิ่ง แฮงเห็นพวกขี้ฮ้ายเล่า นอกจากขี้ฮ้ายแล้ว ยังตึงตดเหม็นอีก เฮาก็บ่ฮู้โตเอง เฮากะเฮ็ดไปตามประสาเรา ปานเด็กน้อย เฮ็ดไป ปานบ่ฮู้โตคือเด็กน้อย เฮ็ดไปก่อแฮงสำมะปี ดีไม่ดีก่อเสียของ เสียโตเอง ที่จริงโตเอง นึกว่าเป็นผู้ใหญ่ บัดใดแท้เฮ็ดกะคือเด็กน้อยเฮ็ด มันกะเป็นตาสิโตน ฟังฮู้เรื่องบ่ละนี่ เออ แปลให้ฟังแน แฮงเว้าอีสาน ภาษาอีสานอีหลี อีสานกระเทย อีสานไทยๆ เอาสำนวนอีสานมา เว้าสำนวนภาษาเก่าๆ คืออาตมาเว้า .. มันกะแฮงยาก เอาละ เว้าภาคกลางดีกว่าจังสั้น มันสิได้ฟังคู่กันทั้งเหมิดเลย ทั้งคนใต้ คนเหนือ คนภาคกลาง คนอีสาน ได้ฟังได้เหมิดซุคน ก็เลยเอาภาษาภาคกลาง เอาเรื่องนี้ เศรษฐกิจของมนุษย์สามัญในโลก หมายความว่า เป็นของสามัญสากล ของทั่วไปของโลก คือ”เศรษฐะ” แปลว่าความประเสริฐ เศรษฐกิจแปลว่า กิจที่ดี กิจประเสริฐ เป็นกิจที่คนต้องการ แล้วมันเป็นอย่างไร กิจที่ดี ที่ประเสริฐ ที่คนต้องการ คือ อยู่ดีกินดี อยู่อย่างไม่เป็นพิษเป็นภัย เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ และอยู่ดีกินดีอย่างอุดมสมบูรณ์ ความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์เป็นสามัญปกติ ไม่เสื่อม หมุนเวียนใช่ได้ สร้างสรร พอกินพอใช้ เหลือกินเหลือใช้ อุดมบูรณ์นี่เหลือกินเหลือใช้และมีส่วนเกินที่แบ่งแจก ส่วนตน สิ่งที่ดีที่ประเสริฐนั้นต้องการน้อยๆ มาให้แก่ตน แต่สร้างสรรได้มากๆ และไม่ขี้เหนียว ไม่เอาไปออกดอกออกผล จ่ายแจก เพราะฉะนั้น จะเป็นชาติไหน จะเป็นคติความคิดแบบไหนก็ตาม ก็แล้วแต่ ตรงกันหมดนะ สอดคล้องกันหมด ไม่ขัดแย้งกับเขาหรอก ไม่มีใครขัดแย้งในความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตน เอื้อเฟื้อเจือจาน เผื่อแผ่ผู้อื่น สร้างสรร ขยันเพียร ไม่ไปเอาของใครมาแจก เอาสิ่งที่เป็นสิทธิส่วนตนออกแจกออกให้ ออกเผื่อคนอื่น โลกียะเป็นลักษณะตรงกันข้ามกับโลกุตระ เป็นพวกที่ยังเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มีกิเลสมักมาก ไม่รู้จักพอ ต้องการเกินพอด้วย กอบโกยเอามาเป็นของตนของกู ตะกละตะกราม กอบโกยไม่หยุดไม่หย่อน เหล่านี้เป็นลักษณะของคนโลกีย์ แบบที่เขาเป็นกัน ผู้ที่มีลักษณะที่ไม่เป็นแล้วอย่างนั้น ก็รู้ตัว เห็นที่ตัวเอง อย่าตรวจตัวเองผิด ตรวจตัวเองให้ถูกต้อง ว่า เอ้อ เราไม่ใช่แล้วอย่างที่โลกียะเขาเป็น และคนอย่างนี้อย่างที่เป็นเหมือนกัน มันก็มาทำร่วมกันเป็นมวล เป็นทั้งปริมาณและเป็นน้ำหนัก เป็นรูปธรรมและมีปรากฏการณ์ออกมายืนยันต่อโลก คนโลกุตระลดกิเลสจนถึงไม่มีกิเลส ลดไป ลดลงไปได้มากขึ้นจนหมดกิเลส ไม่มีกิเลสแล้วจะชัดเจนเลยในความพอ ความน้อย มักน้อย ไม่ต้องการเอามาก ไม่ตะกละ ไม่กอบโกยอะไร และก็เห็นการเสียสละ การได้เอื้อเฟื้อผู้อื่น การได้ช่วย ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น พากเพียร ศึกษา ทำงาน เป็นคนเสียสละ สละด้วยความตั้งใจ ด้วยความเต็มใจ เรารู้ว่าเราตั้งใจและก็ทำไป มันดีๆๆ เต็มใจในการให้ ในการเป็นผู้ให้ มันจริง มันชัดเจน มันยืนยันความจริง มันเป็นจริงไหม พิสูจน์สัจจะความจริงพวกนี้ทั้งรูปธรรมนามธรรม มันยิ่งยอดเลยชีวิต แต่คนโลกีย์นั้น ตั้งแต่ตัวแรกคือ สำนึก เขาก็ไม่มี ไม่สำนึก เขาก็ยังเห็นแก่ตัว ไม่สำนึกว่าตัวเองผิด ตัวเองต่ำ ตัวเองโง่ ตัวเองไม่ได้ทำดีอะไร เห็นแก่ตัว กอบโกย ยืนหยัดยืนยันข่มเบ่งผู้อื่น อะไรๆ ไม่รู้ตัว ไม่สำนึก เพราะฉะนั้น เมื่อไม่สำนึก ตัวนี้ตัวคำว่าไม่สำนึก เขาไม่สำนึกเขาก็ไม่ลด ไม่ละ สิ่งที่เขามีอยู่เขาเป็นอยู่ และเขาก็ไม่ศึกษา การลดละ กิเลสก็ยิ่งมีมากขึ้นๆ แล้วก็ไม่รู้ตัวอีกต่างหากว่ากิเลสตัวเองมันอ้วนขึ้น โตขึ้น หนาขึ้น มากขึ้น ทับทวีขึ้น เขาโง่จริงๆ เขาไม่รู้ตัว ดีไม่ดีเห็นผิดอีก คนกิเลสโตขึ้น มักมากขึ้น ได้เปรียบมากขึ้น ขี้โกงได้มากขึ้น เหมือนทักษิณนี้ เอาเปรียบ มีพลังที่จะสรรหาคนเมาส่งเสริมเขา เขาจะมีการได้เปรียบทับทวีแบบไหน มีอภิสิทธิ์สูงขึ้นอย่างไร เขาก็นึกว่าเขาเจริญ ตนเองเป็นใหญ่ แหม! อย่างทักษิณนี้เป็นตัวอย่างทั้งรูปธรรมนามธรรมที่ชัดเหลือเกิน โอ้โห เป็นคนซับซ้อนในการสร้างอาชญากรรม เป็นคนที่จบด๊อกเตอร์วิชาในทางอาชญวิทยามา แล้วก็ใช้วิชาอาชญวิทยามาแสดงความจริง จนกระทั่งกลายเป็นนักโทษเด็ดขาด แล้วก็ได้รับพระราชบัญชาว่า ให้ต้องติดคุก 1 ปี เด็ดขาดด้วย ก็ยังพยายามดันทุรังที่จะไม่เข้าคุก แม้ลดโทษให้เหลือ 1 ปีแล้วก็ยังไม่ยอมจะเข้าคุกสักวัน โอ้โห! เจ้าประคุณ ไม่ใช่ เจ้าประคุณทูลหัวนะ แต่ เจ้าประคุณทูลตีน ทูลเท้า โถๆๆ เจ้าประคุณทูลเท้า ที่จริงต้องพูดให้ถูกว่า เจ้าประคุณใต้เท้า คำว่าใต้เท้านี้ เขาเป็นคนใต้เท้าจริงๆ ไม่ใช้ใต้เท้าที่เป็นภาษาว่ายกย่อง ไม่ใช่ เป็นใต้เท้าจริงๆ ขออภัยนี้อธิบายธรรมะให้เป็นรุปธรรมนามธรรมให้เห็นชัดเจน ไม่ได้ไปลบหลู่หรือดูถูกอะไรเขาหรอก แต่เขาเป็นตัวอย่างของความจริงที่มันมีความสุดเลว ความจริงของความสุดเลว โอ้โห เขายิ่งทำได้ เขาก็ยิ่งหลงผิด เขานึกว่าเขาเองเขาได้ เขาชนะ เขามีอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่ เดี๋ยวนี้เขาก็นึกว่าเขาสำเร็จผล เพราะมีอภิสทิธิ์ เขาได้อภิสิทธิ์ พวกลิ่วล้อบริวารก็ส่งเสริมตีม้าล่อ ล่อโก๊ะ เอาเลย! เอาเข้าไป ทักษิณเอาเข้าไป ทำเข้าไปให้ยิ่งๆ ยิ่งเข้าไป ก็ยิ่งกันส่งเสริมไปลงต่ำ โง่กันไปทั้งพวก สนับสนุนให้ชั่วหนักเข้าไปทั้งพวก ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ไปทับถมอะไรเขานะ มันเป็นความจริงที่เขาทำ มันก็ยิ่งเป็นความจริงที่สุดพิศดาร สุดวิตถาร หนัก ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นอีก ส่วนผู้ที่เป็นโลกุตระนั้นมีสำนึกและพากเพียร แล้วจะเกิดความฉลาด เป็นปัญญา เรียกว่าทิฐิหรือสัมมาทิฏฐิ ที่เจริญขึ้น เจริญขึ้นเจริญขึ้น เป็นความสำนึก เป็นความรู้ว่า โอ้ แต่ก่อนเราก็หลงผิด เดี๋ยวนี้เราเข้าใจได้ถูกถ้วน ก็จะมาปฏิบัติถูก ถูกต้องขึ้นสัมมาปฏิเวธบรรลุผล สูงขึ้นไปสู่ความจบกิจเป็นอรหันต์ จบกิจแต่ละกิจ แต่ละกิจ รอบจบครบกิจ อาตมากำลังอธิบายธรรมะเรื่องจบกิจ จบกิจแรกคือจบกิจในการทำความดี ไม่ทำความชั่ว อย่างโลกีย์ก็เข้าใจ สมมุติตามโลกีย์ด้วย เขาสมมุติอันใดว่าดี อันใดว่าชั่วก็ทำดีตามโลกีย์ไปหมด ถูกต้องหมดทุกกาลเทศะฐานะ ไม่ต้องบอกมีปัญญาปฏิภาณ รู้ตามเขาแล้วก็ทำสำเร็จ เป็นกิจแรกคือทำดี ไม่ทำชั่วอีก แม้ตายเกิดอีกกี่ชาติกี่ชาติก็มีปฏิภาณรู้สมมุติ รู้ตามโลกทุกกาละเทศะนะ ก็เป็นคนดีอยู่ในสังคมนั้นแหละ ไม่ขัดแย้งใคร อันนั้นจบกิจที่สมบูรณ์ละ ทีนี้กาละ กาละเปลี่ยนไป มันอาจจะขัดแย้งทางสมมุติ สมมุติก่อนนี้ มาคราวนี้มาทวนอย่างนี้ กาละใหม่ มันก็ยาก คนที่เข้าสมมุติไปทางนู้นก็เข้าใจไม่ได้ แต่คนที่เข้าใจได้ว่าอันนี้สมมุติไม่ได้ค้านแย้งเขานะ เราก็ตามโลก เราไม่ได้ขัดแย้งกับสังคมโลกเขานะ เพราะโลกเขาต้องการรวย เป็นต้น เขารวยๆๆ เราก็ไม่ไปขัดแย้งความรวยกับเขา คุณจะรวยก็รวยไปเถอะ แล้วเราก็ไม่ขัดแย้งกับความรวยเพราะเราจะจน เพราะเราจะจน เราลด เราเอาน้อย หรือเสียสละออกให้มาก มันก็ง่ายที่คุณจะได้มากขึ้นรวยขึ้น ใช่ไหม มันไม่ได้ขัดแย้งเลยในความจริง คุณไปรวย เอารวยๆ เราเอาจนลง จนลง คุณจะเอารวยขึ้น รวยขึ้น เราจนลง จนลง มันไม่ขัดแย้งกันเลย มันไม่ทะเลาะกันตรงไหนเลย เจริญกันทั้งคู่ คุณเจริญโลกีย์ คนรวยไปเลย รวยไปให้เข็ด แต่ไม่เคยเข็ด แต่เราเข็ดแล้วเราไม่เอาแล้วรวย เราเอาจน เรามาจนได้สำเร็จเราก็ชื่นชมกับความจนของเราอีก ไม่เข็ด จนมาขนาดนี้ไม่เข็ด จะจนลงไปอีกไม่เข็ด จะลงไปอีก จนลงถึงศูนย์ คนจนลงถึงศูนย์แล้ว ไม่มีที่ไปแล้ว ถ้าขืนจนลงกว่า 0 มันก็จะกลายเป็นลบหรือเปล่า หรือมันก็จะกลายไปเป็นพวกทางโน้นหรือเปล่า ไม่ ไม่ไป มันก็วนอยู่วังวนอยู่ในความศูนย์ วงวนอยู่ในความสูง แล้วมันจะเจริญยังไง มันก็ยิ่งเร็วขึ้นศูนย์เร็วขึ้น ยิ่งเร็วขึ้น เร็วขึ้นเร็วขึ้น ศูนย์เร็วขึ้นเห็นไหม ศูนย์เร็วขึ้นคืออะไร สร้างสรรค์ให้ได้มากขึ้น ได้เร็วขึ้น เร็วขึ้น แล้วสลัดออกให้ได้มากขึ้น เร็วขึ้น มากขึ้น เร็วขึ้น นี่คือเศรษฐศาสตร์บุญนิยม สรุปตรงนี้เข้าใจไหม นี่คือลักษณะ่เศรษฐศาสตร์บุญนิยม โอ้โห ศรีษะอโศกได้ฟังก่อนเพื่อน การอธิบายเศรษฐศาสตร์ในรายละเอียด สาธยายรายละเอียดนี้ร่างไว้แล้ว เอามาบรรยายวันนี้ บรรยายเป็นครั้งแรก ศีรษะอโศกจะได้อย่างนี้บ่อยๆ จำได้หลายครั้งแล้วศีรษะอโศกนี่หัวกะทิเสมอเลย ได้อันนี้แล้วโปรดติดตามตอนต่อไป จะได้ขยายผลอันนี้ต่อไป สรุปผลอีกทีนึงนะว่า โลกิยะจะมีแต่หลอก ไม่จริง ไม่จบ โลกิยะฟังไว้โลกิยะนี้จะมีแต่หลอก ไม่จริง ไม่จบ ส่วนโลกุตะระนั้นจึงมีจริง ไม่มีหรอก มีจบ เทศน์จบละวันนี้ ตามเวลาที่กำหนด ให้ 35 นาที พอดีเลย …. สมณะว่า มีใครจะถามอะไรพ่อครุไหมครับ?
คุณดาวเดิม จันทิมา : กราบนมัสการค่ะท่าน ดิฉันได้เกี่ยวข้าว จะเล่าบรรยากาศที่ไปตามรถเกี่ยวข้าวไม่ได้ มันมีความสุขมาก มันได้ลึกซึ้งมีสมาธิอยู่กับการเกี่ยวข้าวอยู่คนเดียว ดิฉันก็เลยว่า อ๋อ อยู่มาตั้ง 20 กว่าปี ตั้งแต่ปี 2538 เพิ่งเข้าใจวันนี้นะคะท่าน ที่ได้เกี่ยวข้าวคนเดียว แล้วก็ได้อยู่กับพระแม่โพสพ เข้าใจซับซาบในรายละเอียดที่พ่อท่านบอกว่า ความลำบากสร้างคน ความจนสร้างบัณฑิต ความผิดสร้างปัญญา ป๊าดโธ่! เมื่อก่อนคิดว่ามันจะลำบาก มันไม่ใช่ค่ะท่าน กล้ามเนื้อขึ้น(ยกกล้ามแขนโชว์) ร่างกายแข็งแรง ทำกับข้าวมาวัดได้เกือบทุกวัน แล้วก็มีความสุขอยู่กับการที่ได้ทำกสิกรรม ทำเกษตรพอเพียง แล้วก็มีสาหร่ายแดง เขาเรียกเแหนแดง มีผำ มีสายบัว มีอะไรๆ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ตั้งใจวันนั้น นะคะท่าน จากที่ได้ฟังพ่อท่านชัดๆ วันนั้น โอ้โห ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้ว ตอนนี้ทำให้เป็นที่พึ่งให้ตัวเองได้และทำให้เป็นที่พึ่งของสังคมได้ ดิฉันก็เลยคิดว่า อ๋อ ตัวเล็กตัวน้อย น็อตตัวเล็กๆ ไส้เดือนตัวเล็กๆที่อยู่ใต้ดิน ก็ทำได้ พ่อครูว่า เป็นความตั้งใจเข้าไปหาจุดสำคัญสาระแท้แก่นสารแท้ด้วย แล้วก็เกิดปฏิกานปัญญาว่า อ๋ออย่างนี้เองเหรอ อาตมาขอย้ำอีกทีหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อาหารเป็นหนึ่งในโลก ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง มันเป็นสุดยอดแห่งความรู้ ที่ท่านแปลมาเป็นภาษาไทยแล้วก็เข้าใจ ไม่ยากเข้าใจชัดเจนได้อยู่ มันเป็นจริงมันไม่อะไรเลิศยอดได้เท่านั้นหรอก นอกจากจะเป็นข้าวแล้ว อาหารเราก็มีพืชผักผลไม้ เป็นกสิกรรมรวม ลองใช้ปฏิภาณว่า ข้าวนี้ ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่งและอาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลกก็รวมพืชพันธุ์ธัญญาหารผลหมากรากไม้อะไรอะไรด้วย รวมกันเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วว่า ชีวิตมนุษย์นี้นะ ถ้ามันสามารถเป็นผู้ผลิตข้าว ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผลหมากรากไม้ต่างๆ ให้มันอุดมสมบูรณ์ ให้มันขึ้นมาเหลือเฟือ ให้มันเกิดขึ้นมาจนกระทั่งคนมีกินมีใช้ ได้สะพัด ยิ่งทุกวันนี้ทางภาคการขนส่ง ทั้งโลจิสติกส์เดี๋ยวนี้ยิ่งเร็วยิ่งเก่งขึ้น ทางการขนส่ง การถ่ายเท การออกไปสะพัด ได้เก่งได้ดีได้เร็ว ไม่เสื่อมค่า ยังสดใหม่อะไรต่างๆนานานี่ ได้ทำการทันเวลา เราเป็นผู้รับผิดชอบการผลิตก็แล้วกัน ถ้าเป็นผู้ผลิตแท้ๆนี่เป็นเจ้าของสิทธิ์นะ ผู้นำขนส่งโลจิสติกส์เป็นรองนะ รองผู้ผลิตนะ ยิ่งผู้รับประทานปลายมือนี่ หวังพึ่งผู้อื่นไม่สร้าง ถ้าไม่ส่งไปให้กินตายลูกเดียวเหมือนกัน ตายลูกเดียวเหมือนเด็กแบเบาะ ไม่มีใครให้กิน ให้นอนอยู่ในเบาะนั่นน่ะ ตายลูกเดียว นอนดิ้นอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งหมดแรงดิ้น แล้วก็หมดลมหายใจตาย นี่เป็นธรรมดาธรรมชาติที่เราเรียนรู้จากธรรมชาติได้เลย อาตมาได้พยายามให้เมืองไทยเข้าใจอันนี้ ผู้บริหารก็ดี เมืองไทยยังมีเนื้อที่แผ่นดินที่สามารถที่จะทำกสิกรรมธัญญาหารให้ได้อีกเยอะ ถ้าเข้าใจแล้วพัฒนาอันนี้ ดีแล้วที่ไม่ไปหลงพัฒนาในการทางที่จะสร้างอาวุธแข่งกับเขานั้นน่ะ เมืองไทยไม่เคยคิดที่จะสร้างอาวุธแข่งกับโลกหรอก อันนี้ถูกต้องแล้ว ก็ไม่ต้องไปคิด มันเป็นการเข้าใจถูกแล้ว มาสร้างสิ่งที่เป็นอาหาร มาสร้างข้าว มาสร้างสิ่งที่ทุกคนในโลกต้องกินต้องอาศัย อันนี้นะมันทำให้เจริญได้ ยังมีความเจริญยังมีองค์ประกอบ มีสิ่งที่มันจะมาเป็นเหตุปัจจัยในการที่จะมาร่วมสร้าง ทำให้ได้สร้างสิ่งที่ว่านี้ขึ้นไปอีกได้มากจริงๆเลย เพราะการผลิตที่เราจะทำได้อย่างที่ว่านี้ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร สร้างข้าว สร้างขึ้นมาให้มาก แล้วสะพัดไป เอาไปไล่แจกเลย ให้ประเทศยากประเทศจน กลุ่มที่ยากจนเราก็แจก ไม่ต้องไปให้เขาซื้อ เพราะเขายากจน เกื้อกูลไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ เห็นจริงหน่อย คนมีสตางค์ก็เอามาบ้าง คนรวยๆขายแพงๆขึ้น ตามฐานะเขา ไม่ได้โก่งราคาเขานะ เราช่วยให้เขาลดกิเลสลง เขาจะได้เป็นคนเจริญ ไอ้กิเลสมันหนาขึ้นมากขึ้น พอกพูนกิเลสให้หนาขึ้นมันเจริญที่ไหนเล่า มันเสื่อม ใช่ไหม เราไม่ได้ไปทำความเสื่อมให้แก่คน แก่วัตถุอะไร แต่อาศัยวัตถุไปสร้างความเจริญ นี้เราเข้าใจอย่างนี้ ทำอย่างนี้กันจริงๆ ไม่ต้องไปหวังใครจะมายกย่องนิยมชมชอบ ไม่ต้องไปหวังว่าใครจะมายกย่องเชิดชู ไม่ต้องเลบ เราทำตรงๆเท่านี้ ให้สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ เท่านั้นแหละ เมืองไทยรอดแล้ว เราทำเหมือนกับว่าเราจะรักษาตัวเรารอด แต่ที่จริงเรารอดแล้วล่ะ เรารอดอย่างเด็ดขาด รอดอย่างแท้จริง รอดยิ่งรอดเลย
โยมถาม : เศรษฐศาสตร์บุญนิยม จนแล้วก็เป็นศูนย์อีก ก็เลยอยากถามหลวงปู่ว่า จะเหลือหยังบ่ค่ะ? พ่อครูว่า มันศูนย์แล้ว ก็เข้าใจรู้จักความเจริญของศูนย์อีก ความเจริญของศูนย์คืออะไร คือพลังงานที่สร้างสรรค์ เมื่อเรามีฐานของจิต ของชีวิต การดำเนินชีวิตของหมู่มวล ชีวิตของเราอยู่ในฐานสูง ฐานสูงมีความหมายว่า 1. ไม่มี, 2. เต็ม ศูนย์นี้ความหมายของมันคือ 1. ไม่มี, 2. เต็ม เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่มี เราคือมี เราเต็มก็เหมือนกับว่าเราก็ล้น ลงไปให้เขา ล้นออกไปให้คนอื่น นี่ใช้พยัญชนะใช้ภาษาอธิบายสภาวะ เห็นไหม เราก็กลายเป็นคนที่ตัวเองก็อุดมสมบูรณ์เต็มที่อยู่ แล้วก็ยังได้ล้น ได้เผื่อ ได้ไหลออกให้คนอื่นได้ โดยที่เราไม่ต้องทำให้คนอื่นมาเสียเวลากับเรา มาช่วยเรา จะหาว่าเราเป็นปลิง เป็นทาส เป็นอะไรที่เรียกว่าเป็นภาระของคนอื่นในโลก เรามีแต่ประโยชน์ เรามีแต่คุณค่าให้กับคนอื่นได้ นี่เราพูดไม่ได้หมายความว่า เราพูดเก๋ๆ โก้ๆ แต่เราทำได้จริงๆ ไม่ต้องเอาแต่เก๋ๆ โก้ๆ โยมว่า นิมนต์พ่อครู ไปทำพิธีขวัญข้าว พ่อครูว่า เอาไป ทำพิธี
พิธีกรว่า ตอนนี้ เราจะย้ายเวทีไปที่ ตุ้มข้าวใหญ่ …… ฯลฯ
เวทีที่ ตุ้มข้าวใหญ่ พิธีกร ญ. : ปีนี้เราจะประกาศความยิ่งใหญ่ของการสร้างอาหารนะคะ ซึ่งต้องบอกเลยค่ะว่า ปีนี้ได้ข้าวมากกว่าทุกปี ก็มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
พิธีกร ช. : ขอกราบรายงานให้พ่อครูทราบครับ ที่นาบ้านก่อก็มี ที่อุบลราชธานีก็ไปทำครับ รวมแล้วมีอยู่ 5 6 แปลงครับ รวมแล้วทั้งหมดได้ข้าว 37 ตันกว่าครับ ชุมชนเองก็บริโภคประมาณ 25 ตันครับ ก็บริจาคให้กับที่ต่างๆ รวมทั้งที่อำเภอเพื่อให้อำเภอนำไปมอบให้กับคนยากจนในอำเภอกันทรลักษ์ ครับก็กราบถวายรายงานครับ
พ่อครูว่า เอา ดี คือพวกเราเองนี่ ถ้าได้สะพัดได้เสียสละ เราได้ให้แก่ผู้อื่น และเราก็ไม่ได้ไปเดือดร้อน ไม่ได้กระเบียดกระเสียรอะไร เราก็สบายๆ พออยู่พอกิน ก็เหลืออยู่เหลือกินอยู่ แล้วก็ได้เกื้อกูลผู้อื่นอยู่นี้ มันก็อยู่ในฐานะที่สมบูรณ์แบบแล้วในความเป็นคน ไม่ว่าจะสังคมไหนมนุษย์ไหน ถ้าทำได้ขนาดนี้ถือว่าสุดยอดแล้ว ทำให้มันได้อย่างนี้อย่าให้มันบกพร่อง แต่ละปีแต่ละปี แต่ละเดือน แต่ละวันไป มันก็คงที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรมากกว่าของกินของอยู่ มีใช้มีกิน เหตุปัจจัยในการที่จะเป็นเครื่องอาศัย เครื่องใช้ เหตุปัจจัยในการที่จะเป็นเครื่องอาศัยเครื่องใช้ มันก็เป็นเครื่องเหตุปัจจัยที่รอง ข้าว-ผ้า-ยา-บ้าน อย่างนี้เป็นต้น คนเราก็ใช้ข้าวเป็นอาหารที่หนึ่งเลย ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไม่งั้นก็กลายเป็นคนไม่เจริญเป็นคนเปลือย ไม่มีผ้านุ่งผ้าห่มเลยก็ไม่ดี ถ้าเผื่อว่าเจ็บป่วยก็ใช้ยา แล้วก็มีที่พักที่พิงมีบ้านมีเรือน ไม่งั้นก็จะกลายเป็นผีตองเหลือง ไม่มีบ้านไม่มีเรือนมันก็จะกลายเป็นผีตองเหลือง ไม่เจริญ ก็มีบ้านมีเรือนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ยึดเป็นเราของเราเท่านั้น เป็นที่อาศัย เราไม่อาศัยคนอื่นก็อาศัยอยู่ได้ ไม่ได้ยึดอะไรเป็นเราเป็นของเรา อย่างนี้เป็นต้น อาตมาเห็นความจริงอันนี้ ที่เป็นต้นแบบอย่างราชธานีอโศกนี้ จะเป็นอาหาร แม้จะเป็นที่ที่ถูกน้ำท่วม ทำอาหารทำกินทำใช้ได้ไม่ครบ 12 เดือน น้ำท่วมไปซะทีละ 2 เดือน 3 เดือน กว่าจะเจริญกันอีกก็อีก 3 เดือน 5 เดือนกว่าจะได้กินขึ้นมา หมุนเวียนกันอยู่ในกรอบ ระหว่าง 12 เดือน แต่ละรอบปีรอบปี มันก็พอหมุนเวียน มันก็พออาศัย และเรามีสาธารณะโภคีนี้ ยิ่งพิสูจน์เลยว่า โอ้มันไม่มีความเดือดร้อน มันเอื้อเฟื้อเจือจานเกื้อกูล ไม่อดไม่อยาก ไม่ตาย รอด ยิ่งพิสูจน์นานวันนานปีอาตมายิ่งเห็นเป็นความรอดของมนุษยชาติ ไม่มีหลักอะไรเกินกว่าสาธารณโภคี ซึ่งคนเขาก็ยังไม่เข้าใจได้ง่าย เทวนิยมหรือพวกชาวโลกีย์ ยังยากที่เขาจะเข้าใจเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์บุญนิยม หรือเศรษฐศาสตร์ขั้นสาธารณะโภคีนี้ ความรู้อันนี้เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านพิสูจน์ของท่านในยุคของท่าน ท่านพิสูจน์ในหมู่ของสงฆ์ แต่ในเรื่องของฆราวาสนั้นท่านยังทำไม่ได้ อาตมาก็ขยายความมาหมดแล้ว มันมีข้อจำกัด ยุคนั้นมันเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส มีทาสมีนายทาส เป็นยุคที่ยังไม่มีความรู้สิทธิมนุษยชน มันก็เลยขยายผลไม่ออกไปจากหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าท่านทำได้ในหมู่สงฆ์ จะมาให้ฆราวาสทำมันไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินก็เป็นฆราวาส เจ้าทาสนายทาสก็เป็นฆราวาส เจ้าทาสนายทาสก็ไม่ยอมให้ทาสมีสิทธิ์อะไร มันก็เลยเป็นไปไม่ได้ในยุคโน้น แต่ยุคนี้มันปลดปล่อยหมดแล้ว ทาสก็ไม่เป็น สมบูรณาญาสิทธิราชก็ไม่เป็น เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนก็ยังเป็นใหญ่อยู่นั่นเอง ซึ่งมันก็สมบูรณ์แบบแล้วยุคนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เปิดเผย และเราก็ทำได้สำเร็จมาแล้ว ซึ่งอาตมาก็มั่นใจว่าพวกเราชาวอโศกนี้จะยิ่งทำเป็นรูปธรรม เป็นมวลที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ จะยิ่งเจริญเป็นปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆ ให้คุณฟ้าร่มเย็นไปทำวิทยานิพนธ์ด็อกเตอร์ในมุมนี้ขึ้นมา ให้ชัดๆหน่อยเถอะน่า เอาเลยเอาหัวข้อนี้เลย
คุณฟ้าร่มเย็นว่า เสนอหัวข้อไปแล้วค่ะท่าน มันเปลี่ยนไม่ได้แล้วค่ะท่าน มีหัวข้อไปแล้วค่ะ พ่อครู : อ้อ มีแล้วเหรอ หัวข้อว่าไง คุณฟ้าร่มเย็น : เกี่ยวกับด้านสุขภาพค่ะท่าน พ่อครู : อ้าวอันนี้มันด้านเศรษฐศาสตร์ อันนั้นมันด้านสุขภาพ สุขภาพก็ได้ เอาเถอะไม่เป็นไร อาตมามีคนจะทำดอกเตอร์อีกเยอะ หัวข้อนี้มันไม่มีปัญหาหรอก เดี๋ยวก็มีคนทำ เขาก็ทำบ้างอยู่แล้วแหละ แต่มันยังไม่เต็มที่สมบูรณ์แบบ แต่มันค่อยๆ เข้าใจ พูดก็พูดเถอะ อาจารย์ดอกเตอร์ที่จะมา approve Ph.D ให้พวกเราขึ้นมานี้ อาจารย์ก็ไม่รู้เท่าพวกเราหรอก คุณฟ้าร่มเย็น : นี่แหละค่ะ ที่ไม่อยากไปทะเลาะกับอาจารย์
พ่อครู : นี่แหละเป็นปัญหาเป็นประเด็นอยู่ทุกวันนี้ มันช้าตรงนี้ มันช้าตรงนี้ตรงที่อาจารย์คนที่จะอนุมัติ Ph D. ให้พวกเรา เขาก็ยังไม่มีภูมิปัญญาทางโลกุตระอย่างนี้กันทีเดียว เขาก็ยังแย้งๆ ขัดแย้งอยู่ในอะไรๆ แล้วเขาก็มีอัตตา มานะ อำนาจ เขาก็นึกว่าตัวเองถูก ตัวเองน่าจะเข้าใจ อันนี้แหละยังยาก ก็ไม่มีปัญหาหร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive