580322_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง ปฏิกโกสนาเร่งปฏิกิริยาแตกตัว.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข2 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580322_ รายการ วิถีอาริยธรรม ที่สันติอโศก เรื่อง ปฏิกโกสนาเร่งปฏิกิริยาแตกตัว โดย พ่อครูโพธิรักษ์

ส มณะ เพาะพุทธ … วันนี้มีผู้เข้าร่วมฟังเป็น ผู้เข้าค่ายอุโบสถศีล มาฆฤกษ์เบิกบานใจ มีว่าที่มารดาท้อง 7 เดือนมาเข้าค่ายนี้ด้วย ก็ขออนุโมทนาสาธุ ช่วงที่ผ่านมาพ่อครูมีโศลกธรรม เรื่องความบริสุทธิ์ และมีโศลกสำทับ ที่เป็นเหตุให้นำไปสู่ความบริสุทธิ์อีกโศลก ประเด็นเรื่องความสงบที่พ่อครูได้เน้น นั้น แตกต่างจากสงบทั่วไป ซึ่งเป็นความสงบจากการดับที่ต้นเหตุของความไม่สงบคือตัณหา อุปาทาน พ่อครูยังเน้นถึงเวทนา กาย ที่มีความหมายต่างไปจากทั่วๆไป เข้าใจกัน และเรื่อง นาม 5 อย่างที่เราต้องเรียนรู้ (เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) นักบวช จริงๆคือผู้ที่แยก เนกขัมสิตเวทนา และเคหสิตเวทนา และทำให้จิตดับเคหสิตเวทนา มีแต่เนกขัมสิตเวทนา และฆาราวาสจะมีความเป็นอาริยธรรม มากกว่านักบวชด้วย วันนี้พ่อครูจะมานำเสนอประเด็นความล้มเหลวของพุทธในเมืองไทย พ่อครูว่า … ตอนนี้ประเทศไทยเกิด Big bang ก็หมายถึงว่า มวลสารของเอกภพ ก้อนใหญ่ เกิดแตกตัว ระเบิดออกมา เป็น Nebula ใหญ่ เป็น Galaxy ส่วนนั้นส่วนนี้มา จริงๆแล้วการแตกคือการจะจัดสรรระเบียบที่จะให้ระบบมีการโคจร อยู่ในเอกภพได้ ซึ่งก็มีการแตกตัวมามากมาย มีทั้งแตกออกไปถูกทำร้ายจนบรรลัยจักรก็มี แต่ที่แตกตัวมาเกิดเป็นส ิ่ งใหม่ จากส ิ่ งเดิมที่หมักหมม ที่จับตัวแน่น มันสะสมสิ่งที่ร้อนเร่ารุนแรงแล้วระเบิดออก ก็จะเกิดแยกกลุ่มต่างๆเป็นกลุ่มย่อย แล้วกลุ่มย่อยจะจัดสรรได้ง่าย กลุ่มเหล่านั้นจะมาร่วมกันเป็นวงจร เป็นระบบต่อไป นี่คือธรรมดาธรรมชาติ ในเมืองไทยไม่ว่าจะด้านการเมืองหรือองค์รวมรูปธรรม ทุกอย่างวัตถุธรรม รูปธรรม ที่เป็นรูป ไม่ใช่นาม มันก็จะมีการจัดสรร ตามพลังงานความเป็น

อ่านต่อ

จริงในธรรมชาติ จะจัดสรรให้อยู่ด้วยกันได้ แล้วหมุนเวียนอยู่ในมหาจักรวาล ทั้งหมุนด้วยตนเองและรวมตัวกันหมุน เป็นจักรวาลน้อยใหญ่ สานกันทั่วเอกภพนี้ จะจัดสรรให้สมดุลเสมอๆ มันพยายามปรับตัวมันเองตามธรรมชาติ ส่วนชีวะที่เกิดก็จะพยายามจัดสรรกัน แล้วมีตัวกวนคือกิเลสที่เป็นชีวะที่มากวน วุ่นวายทำร้ายมาก จิตวิญญาณที่เป็นตัวเหมือนธรรมชาติต้องรู้ธรรมชาติ แล้วจัดการตัวกวนที่มาวุ่นวายคือกิเลส เช่น วงจรประเทศไทยมีการเชื่อมโยงกัน เกิดบทบาทพฤติกรรมสังคม ที่เหลวเละมาก จนมันจัดระบบไม่ได้ ไม่เป็นระเบียบ มีแต่ chaos ทำร้ายทำลายกันวุ่นหมด จนสุดทนสุดที่ เรียกว่าสุกเต็มที่ มีมวลแน่นเต็มที่ก็เลยระเบิด ทั้งกระแสสังคมฆราวาสและทางศาสนา สองด้านเลย จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏทั้งกระแสสังคม การบริหารบ้านเมือง ผู้ทำหน้าที่ข้าราชก าร ทั้งการเมืองและประจำ ทำรับใช้สังคมอยู่ มีหน้าที่จัดการ ที่จริงการจัดการฟังเหมือนเป็นนาย แต่ที่จริงการกระทำคือทำอย่างผู้รับใช้ รับใช้ส ิ่ งที่เราจะช่วยจัดการ เป็นผู้รับผิดชอบ สมัครตัวมา ประกาศตัวมา เป็นผู้รับใช้ เมื่อได้เข้ามาก็มารับใช้ เป็นรายได้ ให้ทำงานนี้ สุดท้ายจะว่าตนเป็นนายประชาชนไม่ได้ เพราะผู้รับเงินประชาชนคือผู้รับใช้ประชาช น ความเสื่อมของศาสนามันมาถึงเป็นพระแล้วก็ยังไปรับเงินเดือนจากประชาชน มีตำแหน่งหน้าที่ให้รับผิดชอบ แล้วไม่รับผิดชอบหรือทำทุจริต ก็เลยวุ่นวาย ซึ่งเป็นพระนี่ พระพุทธเจ้าว่าให้มาญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายยะ ท่านให้ตัดจากญาติแล้วมามีญาติธรรม ผู้บริหารประเทศคือผู้รับใช้สังคม เป็นผู้มีบุญคุณต่อสังคมในมุมกลับ เราต้องให้เกียรติแก่ผู้รับใช้เรา ต้องเคารพนับถือ เป็นนัยที่ผู้รับใช้นี่เราต้องเคารพ แต่พฤติสัจจะนั้นผิดไป กลายเป็นผู้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่รับใช้ไม่คุ้มกับความควรเป็นก็ผิดสัจจะ ผิดธรรมดาก็ไม่เท่าไหร่ แต่ผิดทำร้ายกบถ ทั้งที่รู้ยังตั้งใจทำร้าย เอาเปรียบ จริงๆแล้วไม่ควรมีใครเอาเปรียบสังคม ควรให้ส่วนรวมได้เปรียบ ส่วนตัวเป็นผู้เสียเปรียบ เสียสละให้ส่วนรวม สัจจะอยู่ตรงนี้ แม้เผด็จการคอมมิวนิสต์ก็คือผู้ที่เป็นคณะเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรให้แก่คนในชาติอย่างยุติธรรม เหตุการณ์คราวนี้แจ้งชัด มีผู้เสียหายออกมายืนยันชัดเจน มีหลักฐานเอกสารต่างๆ ถ้าเป็นผู้พิพากษาก็หลับตาพิพากษาได้ เพราะหลักฐานมันครบทุกอย่างเลย หลักกฎหมายก็มีทำตามเลยรับรองว่า ได้ผิดกันไม่รู้จะผิดอย่างไร ผิดแล้วก็ดันทุรัง ดื้อด้าน ดิ้นด๊อกแด๊ก ทั้งที่มันน่าจะยอมจำนน ตอนนี้อาตมาในฐานะเป็นพลเมืองหน่วยหนึ่งของสังคม อาตมาก็มีความบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อประชาชนก็จะพูดความเห็นของอาตมา ผิดหรือถูกก็ขอรับผิดชอบที่จะต้องพูดคัดค้าน ปฏิกโกสนา จะคัดค้านอย่างจัง คัดค้านอย่างไม่ไว้หน้า คัดค้านอย่างเต็มแรงเลย แต่ไม่ได้โกรธเคือง ไม่เจตนาเอาเรื่อง แต่ว่าตำหนิเท่านั้น อย่างแรงๆ ตามภูมิตน ที่มั่นใจว่าถูกต้อง ถ้าผิดก็บาปเวรเป็นของอาตมา ไม่ต้องมีใครพิพากษา ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร แต่ละคนมีหน้าที่จัดการกิเลส พวกอเวไนยสัตว์เขาไม่สามารถรู้กิเลสได้ และไม่สามารถกำจัดกิเลสได้ จึงเรียกว่าอเวไนยสัตว์ เสียเวลาอย่างไรเขาก็เรียนรู้ไม่ได้ คนที่จะเรียนรู้แล้วลดกิเลสได้คืออาริยะ คือเจริญ การเจริญตัดกรอบที่กิเลสภาระ ในภาระของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์คือการลดกิเลส ที่ยึดไว้เหนียวแน่นมากในอัตภาพ ยุคนี้โลกียะจัดจ้านมาก เกิดมาก็ถูกครอบงำทันที ต่อให้มีโมเลกุลของอำนาจความถูกต้อง แต่มีแค่ 1 อณู แล้วโยนเข้าไปในสนามแม่เหล็กโลกีย์ที่หนาแน่น คุณจะรักษาความดีของตนไม่ง่าย ต้องมีพลังมาก คนที่จะชำระจัดการกิเลสตนเองคืออภิสังขาร คนที่มีเชื้อเข้ากระแสโลกุตระคือ โสดาปัตติมรรค เจริญไปสู่โลกใหม่ ปโรโลโก ที่ไม่ใช่โลกโลกีย์ที่ไม่ได้เจริญที่จิต ถ้าจับจิตที่เป็นตัวการโลกีย์อยู่ เป็นโสดาบัน เร ิ่ มต้นทำเป็นส่วนๆไป เป็นปริตตัง มีขนาดจำกัดเหมาะแก่ตนเอง อย่าไปเอาอนันตัง ที่ไม่มีขนาดจำกัดไม่ได้ อย่าเพิ่งไปบ้า ต้องกำหนดให้เหมาะกับตนเอง เราทำแค่นี้ เช่น ศีล 5 เอาแค่นี้ก่อน เก่งแล้วค่อยเพิ่มศีล ศาสนาที่ไม่ใช่พุทธมีกุศลความดีงาม แต่ไม่มีบุญ คำว่าปุญญะหรือบุญนี่เป็นภาษาของศาสนาพุทธ แต่คนใช้ผิดเข้าใจว่าบุญคือกุศล น่าได้น่ามีน่าเป็น แท้จริงบุญคือมีด คืออาวุธไว้ตัดกิเลสอย่างเดียว คือสิ่งประเสริฐที่สุดที่มนุษย์ควรทำ แต่ไม่ใช่ของได้ ตัดเสร็จก็จบ เลิกบุญ บุญก็หายไป ไม่ใช่ส ิ่ งที่จะได้เลยนะ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่ง ศิวิไลเซชั่น ของคนเจริญที่เรียกว่าอาริยะ ถ้าไม่เขาเขตโลกุตระไม่ใช่พุทธ จะบอกว่าพุทธก็สอนโลกียะ ก็สอนแบบอนุโลม ไม่ใช่ของหลักของศาสนาพุทธ ผู้มาบวชมาหานิพพานเข้ากระแสโลกุตระ แต่สมัยนี้เขาบวชกันไม่ได้มาหานิพพานแล้วแต่เดิมต้องมาบวชไปนิพพาน ผู้มาบวชแล้ว อย่ามาพูดนะว่าเราจะไปสอนโลกีย์ เพราะหน้าที่สอนโลกีย์เขาสอนกันทั้งโลก ศาสดาทั่วโลกก็สอนกันแต่ไม่รู้จุดเร ิ่ มโลกุตระที่รู้กายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นโลกุตระ 37 เมื่อเข้าใจกายไม่ได้ บุญก็เข้าใจไม่ได้ก็ปฏิบัติบรรลุไม่ได้ ขอบอกว่าถ้ามาบวชในศาสนาพุทธแล้วไม่แน่ใจว่าจะไปนิพพานก็สึกไปเถอะ มันบาป วันนี้ขอใช้คำว่า มหาปฏิกโกสนาเลย ขอคัดค้านอย่างมหา อภิมหาปฏิกโกสนาเลย เพราะว่ามันต้องผ่าตัดอย่างแรง มันด้านสุดด้าน แข็งสุดแข็งแล้ว เพราะว่าผู้มาบวชในศาสนานี้ แต่ทำมาหากิน เอาความรู้ไปหาโลกธรรม เสพสุข จบดร.มีเมียหลายคน จบดร.ทางมหาวิทยาลัยศาสนานะ ตนเองมีความรู้แค่ไม่ถึงครึ่งหางอึ่ง แล้วทำมาพูดเถียงเหมือนตนรู้ศาสนาพุทธ มันน่าสังเวชใจ แม้บวชเป็นดร.ก็สมณสารูปน่าสังเวชใจ ศาสนาพุทธทุกวันนี้แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธเกือบหมดสิ้นแล้ว ที่บอกว่าเกือบนี้เกรงใจมากแล้ว ถ้าจะพูดไปก็หมดแล้ว เหลือที่ไหนที่อาตมากับหมู่กลุ่มอาตมา ที่ขอแยกเป็นนานาสังวาสกับหมู่ใหญ่แต่ปี 2518 อาตมาอยู่ในฐานะสมมุติสัจจะ ถ้าอยู่ในหมู่ก็ต้องทำตามเขา จึงต้องใช้นานาสังวาส แต่ไม่ใช่อสังวาสกันนะ อาตมาเป็นพุทธไม่ปาราชิก ไม่มีสังฆาทิเสส หรือถุลลัจจัยก็ไม่มี มีแต่ทุกฏ ซึ่งเป็นที่ยกไว้ อาตมาอยู่ในฐานะที่ยกไว้ได้ มีเจตนาและมุ่งมั่นจริง เมื่อเห็นว่าไม่ได้อาตมาก็ลาออกมาแต่ปี 2518 บัดนี้ได้ถึง 40 ปีแล้ว เมื่อลาออกมามหาเถรสมาคมก็รับรู้แล้วมีหลักฐานอ้างอิงตลอด ที่ผู้อำนวยการรถไฟ ปรึกษาไปที่มหาเถรสมาคมว่าอโศกอยู่ในการปกครองของท่านไหม? ท่านก็ตอบมาว่าไม่ใช่แล้ว แต่สุดท้ายก็ดึงอาตมาไปอีก มาตีอาตมา แต่ที่สุดอาตมาก็ไม่น่วม ตีอาตมาไม่ได้ เพราะเป็น invisible man เมื่อเห็นต่างถึงที่สุดก็ต้องแยก นานาสังวาส แต่ว่าอาตมาทำได้แค่ปฏิกโกสนา แต่ไปฟ้องร้อง อธิกรณ์ไม่ได้ ไม่เหมือนท่านพุทธอิสระท่านทำได้ อาตมาได้แต่ใช้หอกปาก ไม่ได้ทำผิดที่พระพุทธเจ้าสอนนะ มาถึงวันนี้ชัดเจนเลยว่ามันผิดมา ยิ่งเดี๋ยวนี้ย ิ่ งผิดหนัก อุ้มปาราชิกอีก แล้วตอนนี้ทำทีลาออกจากตำแหน่งแล้วนะ ยังเหลือตำแหน่งอยู่อีก ก็ยังรับนิตภัต แม้แต่ตำแหน่งนั้นก็ผิดกฎหมาย ม. 157 นะ ถ้าทำผิดก็ปาราชิกหรือว่าเข้าคุกได้นะ อาตมาไม่ได้ตู่ใคร อาตมาจึงขอออกมาวิพากษ์ ว่าศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาในพระไตร ปิฎกเล่มที่ 9 ที่มีธรรมนูญศาสนาพุทธ ถ้าอ่านให้ดีตั้งแต่พรหมชาลสูตร ท่านอธิบายความรู้ความเห็นความเข้าใจของคนไว้ในทิฏฐิ 62 นี้ ไม่มีมากกว่านี้ แล้วมาเป็นสามัญผลสูตร ที่แต่ ล ะคนจะจัดสรรอยู่กับสังคม แล้วต่อมาอีก 13 สูตร มีธรรมนูญเดียวคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นธรรมนูญของพุทธ เป็นหลักที่จะเอามาใช้ อย่าไปเลิกธรรมนูญของพุทธนี้นะ อินเดียก็มีรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่เอ็มเบ็ดการ์เขียน ใช้มาตลอด แต่เมืองไทยฉีกมาไม่รู้กี่ฉบับแล้ว ที่จริงเอาธรรมนูญของพุทธนี่แหละมาใช้ได้ ตั้งแต่ศีล 5 นี่เป็นธรรมนูญหลักแรกเลย ไม่ต้องเรียนดร.อะไรหรอก ศาสนาพุทธมีธรรมนูญเช่นนี้ เช่น ในมหาศีล ถ้าจะมาเป็นพุทธต้องไม่ประพฤติดังนี้ ต้องเว้นขาดจากสิ่งเหล่านี้ ศีลคือให้เลิกให้เว้นขาดให้เวรมณี

มหาศีล ติรัจฉานวิชา [ 19 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย ติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำ บูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่า บูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอ ปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็น หมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทางเสียงกา เป็น หมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์.

พ่อครูว่า… คำว่าเดรัจฉานวิชาคือวิชาที่ไม่พาลดกิเลส แม้จะเป็นวิชาระดับไหน โพสต์ดร.ก็ตาม ถ้าไม่ใช่วิชาพาไปนิพพานก็เป็นเดรัจฉานวิชาทั้งสิ้น อาตมาบวชใหม่ๆไปเทศน์ที่คณะแพทยศาสตร์ ไปเทศน์เรื่องวิชาแพทย์เป็นเดรัจฉานวิชา ไม่ได้สอนวิชชาพุทธที่สัมมาทิฏฐิที่ต้องรู้เหตุปัจจัยที่เป็นสักกายะ เป็นสมุทัย เป็นจิตเจตสิกที่ต้องอ่านเรียนรู้ให้ชัดพ้นสังโยชน์วิจิกิจฉา ไม่ได้สอนแบบนี้ก็เป็นเดรัจฉานวิชาทั้งสิ้น เอาไว้ทำมาหากินเลี้ยงชีพ การไปเรียนป.โท ป.เอกต่างประเทศก็ยังส่งจดหมายจีบผู้หญิงที่จริงสังฆาทิเสสแล้ว แล้วก็ทำมุบมิบเรียนจบแล้วมาเป็นราชบัณฑิตอีก นี่คือปฏิกโกสนา

พระในเมืองไทยที่เขาว่าขลังคือมีฤทธิ์ทายใจได้ เข้ามานี่ท่านรู้หมดว่าคิดอะไร มีวิชาตัวเบา หายตัวได้ เหาะได้ เป็นอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ไป ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านรังเกียจบริภาษไว้มากเลย มันเป็นเดรัจฉานวิชาเกือบหมดไปแล้วทุกวัด แม้เป็นพระผู้ใหญ่ก็สอนเดรัจฉานวิชา ไม่ได้สอนที่จะพาไปนิพพานเลย อะไรขวางทางนิพพานคือว่าเป็นเดรัจฉานวิชาหมด เพราะอาตมาตีกรอบไว้เลยว่าศาสนาพุทธคือโลกุตระเท่านั้น ในอัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงความเสื่อม 4 ประการ เท่ากับพยากรณ์ไว้ แต่บัดนี้เกิดแล้ว ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1 . ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และ จรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็น ทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. [ 164] 2 . ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุ วิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์ นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. [ 165] 3 . ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้ว บำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. [ 166] 4 . ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือน มีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็น สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอ ท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. ดูกรอัมพัฏฐะ ทางเสื่อมแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้มีอยู่ 4 ประการดังนี้. พ่อครูว่า… และยังมีอีกสูตรที่ปฏิกโกสนาพระป่า คือ อุปาลิสูตร พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น (สสีทิสฺสติ วา อุปฺปิลวิสฺสติ) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99 )

พ่อครูว่า...สมาธิพุทธเป็น supra-concentration ไม่ใช่แค่ meditation แต่พุทธก็ศึกษาเข้าไปในภวังค์ก็ได้ต้องสัมมาทิฏฐิ สมาธิของพุทธนั้น ต้องมีพอสมควรจึงไปป่าได้เพื่อเช็คว่าเราติดป่าไหม? เรายังเบาสบายกับป่าไหม ถ้าเรายังติดป่าอยู่ติดสภาพแวดล้อมป่า ก็ไม่ใช่ แต่คนจะไปเช็คก็ต้องเป็นอย่างน้อยอนาคามี แล้วเช็คว่าเราติดเมืองไหม ฟุ้งไปหา โลกธรรม หากิ๊ก อำนาจหน้าที่ยศโลกีย์

ผู้ศึกษาแบบเข้าป่าไปนี่ จะต้องเป็นผู้ที่วิเคราะห์จิตเป็น อย่างมีสัมผัสนอกในครบ ครบองค์ประชุมกาย ไม่ได้หลีกลี้หนีไปไหน 1 . ต้องมีฉันทะ ในมูลสูตรว่าไว้ ถ้าไม่มีฉันทะก็ปฏิบัติไปไม่รอด ต้องพอใจยินดี ขนาดนั้นยังหนักหนาสาหัสเลย 2 . แล้วต้องมีมนสิการเป็นแดนเกิด ทำใจในใจเป็น ถ้าไม่เช่นนั้นไม่มีทาง 3 . ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย(ไม่ใช่สมุทัยอาริยสัจ) ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดวิญญาณ แล้วศึกษาวิญญาณก็ไปศึกษาเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร แล้วปฏิบัติกับรูป 28 ที่เกิดทั้งนอกและใน มีทั้งรูปนาม และนามรูป แล้วอ่านตัวที่ปรุงกันขึ้นมา รวมตัวประชุมกันเรียกว่า กาย ต้องมีกายให้ศึกษาตลอดเวลา ถ้าไม่มีกาย ศึกษาองค์ประชุมรูปและนามไม่ได้ แม้แต่อานาปานสติ หลับตาอยู่ในภพ ก็ต้องมีลมหายใจเป็นมหาภูตรูปส่วนหนึ่งถ้าขาดไปก็ไม่ครบกาย ไม่ครบสุรภาโว แม้จะเหลือน้อยแค่ลมหายใจเข้าออกแค่นั้นอย่าให้มันหายไปนะ ถ้าหายไปสิ้นเยื่อใยแห่งความรู้ แต่ถ้ายิ่งมารู้เต็มตื่นทุกทวารยิ่งใช่เลยของพระพุทธเจ้า ทุกอย่างเป็น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) สภาวะสองอย่างรวมลงที่เวทนาเป็นที่รวมลงให้ปฏิบัติแล้วเรียนรู้รวมลงที่เวทนา 108 เรียนรู้สุข ทุกข์ ที่มันจะมีหนักเบา หนาแรงอย่างไร แล้วเรียนรู้เวทนา 6 ทุกอย่างเป็นนามธรรม แต่ก็ต้องอ่านรู้ขณะที่มีการสัมผัสทางทวารนอกไปด้วย เป็น supra-concentration ไม่ใช่แค่ meditation อันนี้แหละจะล้มล้างความรู้ของทั้งโลก ของพุทธเข้าใจ meditation ได้ คือผู้มีแต่เจโตสมถะ แต่ผู้มีโลกุตระคือผู้มี supra-concentration คือรู้เวทนา 2 แล้วทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ แล้วในหนึ่งนั้นก็มีสองอยู่อีก คือให้เกิดผลเป็นเอกกัคคตาจิต ได้จิตเป็นเอก แต่ก็ยังมีสองอย่าง ก็รับรู้เวทนาได้อยู่ทั้งเคหสิตะ และ เนกขัมสิตะ ไม่ได้หายไปไหน ก็เป็น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ผู ้ ใดเข้าใจไม่สมบูรณ์จึงแยกออกเป็นสอง คือพระป่า และพระบ้าน ทุกวันนี้ศาสนาพุทธสุดโต่ง เข้าป่าก็ได้รูปฌาน อรูปฌานที่ไปติดในรูปภพ อรูปภพ ไม่มีรายละเอียดของจิต ไม่ว่าจะรูป 28 ก็ไม่รู้ ดีไม่ดีตีทิ้งอีก อย่างท่านพุทธทาสตีทิ้งอภิธรรมหาว่าเป็นอภิธรรมเม็ดมะขาม ท่านรู้โครงสร้างดี แต่ว่าไม่น่าตีทิ้งอภิธรรมเลย พระป่าเป็นความสุดโต่ง ไปได้แค่เรื่องลึกลับเป็น รโห (ลึกลับ) ไม่เป็นอรโห มีแต่ลึกลับซับซ้อน อย่างอ.มั่น ยังเข้าใจเทวดาไม่ได้ ไปเข้าใจเป็นรูปร่างตัวตน เกรงใจแต่ต้องพูด เพราะถ้าไม่พูด มันจะกลัดหนองปวดไปอีกนาน จึงจำเป็นจริงๆ ผิดถูกเป็นวิบากของอาตมาเอง อาตมาต้องกล้าหาญที่จะพูด ต้องไม่มังกุ เพราะทุกวันนี้ศาสนาเละไปหมดแล้ว ที่เขาทำกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้นะ แต่ว่าเขาดันทำอยู่ทำไม ไม่ใช่บาปเล็กๆ สร้างวิมานหลอกคน ใช้จิตวิทยา สะกดจิต ครบพร้อมหมดเลย ขออภัยที่พูดอวดใหญ่ ที่พูดว่าพระป่าผิดอย่างไร แม้แต่คำว่าได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ก็ชัดเจน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในมหานิทานสูตร ท่านแยกไว้ชัดว่า ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌาน 4 คือปฏิบัติ supra-concentration กับ ได้โดยยากได้โดยลำบากในฌาน 4 คือปฏิบัติ meditation เพราะเปิดตาปฏิบัติจะมีความแคล่งคล่องของจิต แต่ปฏิบัติหลับตาได้แต่ฌานกดข่ม เจโตสมถะ ไม่ได้เอาสมุทัยละลายหายไป ไม่ใช่เผากิเลส แต่ไปกดข่มไว้ การทำ meditation ไม่ใช่ของพุทธ แต่พุทธเอามาใช้ได้ประโยชน์คือ ได้พักจิต ได้ศึกษาจิตภายใน ได้ทำเตวิชโช และอีกอันคือทำอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อันหลังนี้พุทธไม่ส่งเสริม ห้ามทำด้วย ศาสนาพุทธ ณ ลมหายใจเฮือกนี้เป็นวาระที่จะต้องแตกหัก ขอร้องทางคสช.ที่ได้อำนาจเต็มช่วยด้วยเถอะ ถือว่าได้ช่วยศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้แหลกเหลวหมดแล้ว อุ้มสมีกันเต็มเถรสมาคม แล้วตนเองก็เป็นสมีด้วยก็อุ้มสมีด้วย มีคนที่เป็นปาราชิก ในระดับชั้นหิรัญบัตรด้วยนะ(ท่านจันทร์ว่ามีเมียน้อย ๒ คน สามีของผู้หญิงคนนี้มาเล่าให้อาตมาฟัง) เขาเลยไม่กล้าตัดสินเรื่องปราชิกของธัมชโย เพราะอย่างนี้ ถึงบอกว่าสมีอุ้มสมีกันเต็มไปหมดในวงการสงฆ์กระแสหลัก ขอเวลาวาระที่อาตมาดูตามมหาปเทส แล้วไม่มีอะไรที่อาตมานอกรีต ว่าพูดเกินที่ท่านไมได้อนุญาติ และพูดเกิดในด้านที่ท่านห้าม อาตมาไม่ได้ละเมิด แต่อาตมาดูแล้วไม่มีคำห้าม ไม่มีคำอนุญาต แต่มีเหตุปัจจัยที่อาตมาประมวลว่าสมควรแล้วเพราะเกินจากที่พระพุทธเจ้าบัญญัติอาตมาก็ต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 อย่างปริสัญญุตา คือบริษัทของมหาเถรสมาคมแย่แล้ว โดยจริงใจ ต้องช่วยกันเถิด ยังเหลือผู้ที่ดีๆอยู่บ้างแต่น้อย นอกนั้นหากินกับมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะพระบ้านไม่ได้คิดปฏิบัติเลย เพราะไม่สัมมาทิฏฐิ แม้สัมมาทิฏฐิ 10 ทานจะให้มีผลอัตถิอย่างไรก็ไม่รู้ หรือทางปฏิบัติยิตถังก็ไม่รู้ว่าจะมีอัตถิอย่างไร อธิบายศีลพตุปาทาน ก็ยังไม่รู้เลย ไม่ครบไม่ถูก พระบ้านนอกจากไม่รู้แล้วก็ยังสร้างลัทธิแปลกผิดใส่ในของพระพุทธเจ้าด้วยขนาดสังฆราชบอกว่าปาราชิกยังอุ้มกันอยู่อีก เหมือนเก่าอีกคือโกงเงินหลายร้อยล้านก็ยังบอกว่าได้อีก จะไปได้อย่างไรกัน อาตมาก็ว่าคราวนี้อาตมาจะเสียรังวัดอย่างไรก็ตาม อย่าถือโทษกันเลย เป็นบาปนะ อาตมาใช้แต่ปากหอกแค่นี้

ส มณะ เพาะพุทธ … ยุคนี้เป็นยุคแตกหัก แล้วจะนำไปสู่การแตกตัว เมล็ดก่อนจะออกก็ต้องแตกก่อน เช่นเดียวกับไข่ก็เช่นกันต้องมีการแตกก่อนทั้งนั้น พค.ว่าใครแยกโลกออกจากธรรมะ แยกพระออกจากฆราวาสถือว่าเป็นคนโง่ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน