580412_วิถีอาริยธรรม ริมมูน บ้านราชฯ เรื่อง ความเป็นมาของตลาดอาริยะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580412_วิถีอาริยธรรม โดยพ ่อครู ริมมูน บ้านราชฯ เรื่อง ความเป็นมาของตลาดอาริยะ
ส มณะ ฟ้าไท...วันนี้ 12 เมษายน 2558 เป็นวัน แรม 9 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ราชธานีอโศก วันนี้รายการวิถีอาริยธรรม ก็ได้สัญจรมาที่ริมมูน สถานที่นี้ก็ได้เป็นที่จัดงานตลาดอาริยะมา 30 กว่าปีแล้ว มีทั้งตลาดอาหาร ราคาจานละบาท ขายราคาต่ำกว่าทุน มีทั้งหม้อ กะละมัง เสื่อสาด อะไรอีกหลายอย่างไม้กวาด ของตลาดนี้อาตมาว่าไม่มีของคนโลกีย์อร่อยมาซื้อ แต่เป็นของจำเป็นที่คนต้องใช้ ไม่มีของมอมเมาฟุ่มเฟือย คนมาที่นี่จะมาซื้อของกินของใช้จำเป็น เป็นอาหารมังสวิรัติ เป็นงานกุศล เป็นงานบุญที่คนจะได้มาลดความเห็นแก่ตัว ปีนี้ต้องขอขอบคุณ ฟ้า ดิน ที่ฝนตกให้เราเล็กน้อยให้เราเย็นสบาย
เราทำตลาดอาริยะริมแม่น้ำมูนมานาน แต่ว่าเห็นคนใช้แม่น้ำมูนมาก ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาก พ่อครูเห็นว่าน่าจะได้ใช้ประโยชน์มาก ก็เลยพาเรามาทำตลาดอาริยะริมมูนกัน ทำให้พวกเราได้ตั้งตนบนความลำบาก อาจมีลมพัดเต็นท์ไปได้ และเราก็จัดตลาดที่ฝั่งเมืองด้วย เป็นสองฝั่ง เขายกเวทีฝั่งเมืองเรา ตั้งแต่บายสามถึงสองทุ่มเลย ให้เราไปจัดการแสดงได้
ที่โรงปุ๋ยเราเตรียมปุ๋ยไว้ 40 , 000 กระสอบ รับสมัครไปมีสมณะไป 9 รูป มีโยมสองคน แต่ว่าปุ๋ยจะขายกันทั้งวันเลย ตั้งแต่ หกโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ใครจะบริจาคแรงงานก็ได้เลยนะ งานนี้ไม่ใช่แค่ขายปุ๋ยขายของ หรือกินอาหารจานละบาท แต่ว่าเป็นงานการกุศลของโลก เคยไปขายที่ร้อยเอ็ด มีห้องแอร์ชาวบ้านเขาไม่เชื่อนะว่าจะขายขาดทุน เขาว่าชาวอโศกถูกหลอก แต่ถ้ามาแบบนี้เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง ลูกทุ่งเต็มที่อย่างนี้ของแท้ ถ้าไม่แท้นี่จะดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน แต่ของแท้จะเป็นแบบนี้
แล้วขาดทุนนี่มาสนุกสนานด้วย เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ไม่มีใครทำได้ ทำได้เ
อ่านต่อ
ฉพาะพระโพธิสัตว์พาทำ จะมีอะไรที่ดีเกิดในสังคมมาก
พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันฤกษ์ดีปีใหม่ไทย เขานับกันตั้งแต่พรุ่งนี้ แต่พวกเราปีนี้ได้รับการดุนดันให้ขึ้นมาจัดเอาวันที่ 12 ที่เราได้สมทบกับทาง จังหวัดอุบลฯ ร่วมมือกันจัดงานนี้ แล้วเจตนาของทางราชการ เอกชนก็ตาม ก็ตั้งใจว่า พยายามจะทำงานนี้ จะเป็นงานที่ อาตมาเจตนาปลุกแม่น้ำมูน แม่น้ำมูนนี่เราได้มาฟรีๆ ไม่แห้งเหือดตลอดปี ไม่เหมือนที่อื่น ที่อุบลฯ นี่เป็นแม่มูนที่เรียบร้อยดี มีแก่งสะพือที่อยู่ อ.พิบูลมังสาหาร กั้นไว้ให้ เป็นแหล่งแม่มูนช่วงสุดท้าย ถ้าจะแห้งก็เป็นแหล่งสุดท้ายที่จะแห้ง
การปลุกชีวิตแม่มูนนี่ จะเป็นแหล่งที่มีด้านสังคมศาสตร์ เราเข้าใจโดยปัญญาของเขา เช่นเขามีงานแห่เทียนพรรษา อาตมาเกิดมาที่ ศรีสะเกษ แล้วมาอยู่ อุบลฯ แต่เล็กจนโต ก็เห็นเขาทำเทียนพรรษา ตั้งแต่ 50 ปีกว่านี้ เทียนพรรษาก็ไม่มีอะไรมาก แต่พออาตมาไปอยู่ทางโน้นแล้วก็มีพิธีกรรมทางศาสนา เป็นสังคมศาสตร์ (แต่นอกรีตศาสนาพุทธ) งานนี้ของเราก็จะพยายามผลักดันให้เป็นงานของสังคม อย่างงานเทียนพรรษานี่ ก็ทำให้คนเข้ามาสู่จุดร่วม เป็นงานท่องเที่ยว ต่างประเทศก็มา เกิดผลทางเศรษฐกิจสังคม เป็นเรื่องมนุษยชาติ แต่เฟ้อเกินไปมากสาระศิลป์หายไปมาก กลายเป็นมีแต่สุนทรียศิลป์ เมื่อเลยเถิด มีแต่สุนทรีย์คนเลยไปติดตรงนี้ไม่เข้าถึงแก่น สาระของศิลปะจะหายไปกลายเป็นมอมเมา ไม่เข้าใจกัน ไม่เข้าใจเขตขีดของศิลปะ หรืออนาจาร เขานึกว่าเจริญ
คนนิยมอบายมุขมาก พวกเต้นแร้งเต้นกา การละเล่น เต้นร้อง ฟ้อนรำ กลายเป็นอบายมุขไปแล้วได้บาป ราคาผีแพง ราคาดารา กีฬาแพง นี่คือความเสื่อมของศิลปะ ที่ไม่มีความรู้ว่าเป็นศิลปะหรืออนาจาร เป็นข้าศึกแก่กุศลไม่ใช่มงคลอันอุดม เราจะไปยับยั้งได้ยาก เราจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ เราจะต้องดูแลงานเราไม่เลยเถิด เป็นข้าศึกแก่กุศล เราจะทำให้เป็นมงคลอันอุดมให้ได้ นี่คือความรู้ทางศิลปะที่เขาขาด คำว่าวิสูกทัสสนากับเอตัมมังคลมุตตมังอย่างไร คำว่าอนาจารเป็นวิสูกทัสสนา เป็นข้าศึกแก่กุศล
ตอนนี้ทางจัดหวัดมาประสานเราให้ไปร่วมกัน ก็เกิดเป็นปีที่เป็นยุคเปลี่ยน พ.ศ. 2558 จะเป็นยุคเปลี่ยนประเทศไทย เป็น เดือน พระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่คนไทยเคารพรัก ก็เป็นปีที่ลงตัว
อ.เป็นต้น นาประโคน ก็ขอส่งกวีมา เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ชื่อบทกวีว่า "หยาดฟ้ามาดิน"
พระนามพระเทพไท้ อุบัติ มาแฮ ราชกุมารีรัตน์ คู่หล้า พระจริยาวัตร งามสง่า ยิ่งเฮย ทรงศักดิ์สมเจ้าฟ้า เฟื้องฟุ้ง ขจรขจาย
พิศพระพักตร ธ พร ิ้ ม แย้มพราย น้ำพระทัยทรงหมาย สุขให้ ทั่วทุ่งราบดอยราย ร่มรื่น สราญเฮย ฤาพิรุณหลั่งให้ ดับแห้ง แล้งหาย
ดนตรีไทยเพราะพริ้ง พราวแพรว ซอ ระนาดส่อแวว เสนาะพร้อง มโนสำนึกนำแนว สืบชาติ บรรพชน พระเกียรติกังวานก้อง ก่อเกื้อกิจการ
ธ อยู่สรวงเทียบให้ เวหา ยังเสด็จสู่ท้องนา ไร่นั้น อาหารหนึ่งโลกา ก่อเกิด กสิกรรม ความเก่งฟ้าบ่กั้น โลกก้าวเกินฝัน
ทรงจารึก ทุกถ้อย บันทึก วิริยะ ธ ฝึก สถิตย์ฟ้า ทรงเป็นเลิศลำรึก ฝากโลก สูเอย ทวยราษฏร์ทุกถ้วนหน้า มนัสน้อม คะนึงถึง
กาสร พฤกษภผู้ คู่นา เคยชุบเลี้ยงชีวา มนุษย์ไว้ กาสรกสิวิทย์ตรา ตั้งชื่อ โรงเรียน ฝึกระบือโคให้ สู่ห้วงอดีตกาล
พระปรีชาปราชญ์แท้ ถึงธรรม ก่อเกิดกุศลกรรม แด่ไท้ มีคุณค่าควรจำ จารึก ราษฏร์เฮย ทรงสดับภาษาได้ มากด้วยบารมี
สองเมษา สื่อคล้าย สมภพ หกสิบปีบรรจบ เจิดจ้า ความทุกข์ บ่กระทบ ทั้งสี่ทิศเฮย ขอ ธ อยู่คู่หล้า เลิศล้วนเลอสยาม
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ อ. เป็นต้น นาประโคน ประพันธ์ถวาย เนื่องวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เม.ย. 2558
พ่อครูว่า … ปีนี้เป็นปีที่มีนิมิตหมาย อาตมารู้สึกว่าเป็นจริง มีนามธรรมบรรจบถ้วนที่จะเป็น มโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เกิดจากจิตได้ ถึงวาระที่ผนวกอะไรกันเข้า เราก็ทำมาหลายสิบปี ที่จะเป็นองค์ประกอบของสังคมมนุษย์พึงทำ เช่น การพาณิชย์เราก็ทำตลาดอาริยะ การเมืองเราก็ไปช่วยกันมา ด้านสังคมเราก็ทำจนถึง ปี 2558 อาตมาก็ได้ขยายความเลข 2 เลข 5 เลข 8 ว่ามี เลข 5 สองตัว
เลข 8 คือเลขชนะ อาตมาปาง 7 ต้องสู้หนัก ทางฮินดู เลข 7 นี่คือฐานะพระราม ส่วนเลข 8 เป็นพระกฤษณะ เป็นผู้ชนะทุกอย่าง ส่วนเลข 9 เป็นเลขของพระพุทธเจ้า
แล้วเลข 5 คือเลขเจริญแล้วมี เลข 2 กำกับว่าคราวนี้ชนะแน่ มีเลข 5 ถึงสองตัว
ถ้ามีจุดหนึ่งเดียวจะไม่เคลื่อน แต่ถ้ามีสองก็จะมีการเคลื่อนไปหาสอง แล้วถ้ามีจุดอีกอันหนึ่งจะเป็นสาม เป็นสามเหลี่ยม ที่องศาน้อยๆ จนถึงสามเหลี่ยมองศามากขึ้น แล้วจนกลายเป็นสามเหลี่ยมมุม 60 องศา เท่ากันหมด เป็นวงจรเกิดขึ้น แต่ถ้ามุมสามเหลี่ยมแคบมากก็จะเป็นสามเหลี่ยมแคบแบน จนพอมีเหลี่ยมมากขึ้นจะเป็นองศา 60 องศา สมดุล คือหมุนวนครบ แล้วพอมีเพ ิ่ มเส้าที่สองต่อมาก็เป็น 6 เร ิ่ มอีกอันเป็น 7 นี่จะมารวมกันเมื่อสามเส้านี้มีครบสองอัน เกิดองศาซ้อน ตัว 7 นี่เป็นความเจริญของเส้าที่สอง ส่วน 4 กับ 5 เป็นความเจริญของเส้าที่สอง ที่จะเจริญสู่ 6 เป็นเส้าที่สอง
เลข 8 เป็นความเจริญที่ชนะแน่ แต่เลข 7 ยังลูกผีลูกคน มีเสียบ้างชนะบ้าง ต้องใช้อุตสาหะเต็มที่เลย ใครมาเป็นลูกโพธิรักษ์หนักนะ แต่เรายอมรับ เราสู้ตายเป็นตาย
เลข 2558 เข้าใจแล้วนะ 2 นี่ยืนยันว่า 55 สองตัว ย้ำอีกว่า 8 นี่ชนะแน่นอน บอกสัญญาณว่ายักษ์มารผีทั้งหลาย ยอมเสียเถอะ ตายฟรีนะ จะหมดเนื้อหมดตัวแพ้หมดรูปนะ อาตมาอธิบายตามธรรมพระพุทธเจ้า เป็นเหตุปัจจัยของรูปนามในมหาจักรวาล ผู้มีปัญญาจะพอเข้าใจ
ส มณะ ฟ้าไทว่า … เกิดจากเหตุปัจจัยที่เราสั่งสมมาเต็มที่ เพราะองค์ประกอบคนทำดีนี่ครบถ้วน ยังไงๆ ก็แพ้อยู่ดีพวกมาน่ะ เสียเวลาต่อสู้
พ่อครูว่า … อาตมามีโศลกว่า ถ้าเราทำดียังไม่ได้ดี เพราะทำดียังไม่มากพอ ให้ทำดีไปจนครบเหตุปัจจัย เราพากเพียรมาทั้งรูปธรรม นามธรรม เราลดกิเลสจริง เราเรียนรู้ศึกษากิเลสจริงๆ แม้นามธรรมเราก็รู้ได้ จะเป็น สัตตาโอปปาติกา เราก็เห็นได้ ดับได้แท้จริง
จะยกตัวอย่างแค่ตลาดอาริยะ เราเริ่มต้น 2523 ที่สันติอโศก เราจัดอยู่ 5 ปี ที่สันติอโศกแล้วเราก็ไปจัดที่ปฐมอโศกด้วย ปี 2524 นั้น จัดทั้งสันติอโศกและปฐมอโศก พอปี 2528 (ครั้งที่ 6 ) เราก็เลยจัดที่ปฐมอโศกเต็มรูปเลย
ปี 2523 มีชื่อปกหนังสือสารอโศกว่า คลื่นแห่งรุ่งอรุณ ปี 2524 ชื่อเอกลักษณ์ไทย/ธรรมยาตรา ปี 2525 ชื่อ ตะวันธรรม / สันติอโศก'25 ปี 2526 ไม่ได้มีชื่อ ก็จัดที่สันติอโศก พอ ปี 2527 ก็จัดที่สันติอโศก พอ ปี 2528 ตั้งชื่อหนังสือว่า วัวแห่งการงาน ก็เลยหยุดจัดตลาดอาริยะที่สันติอโศก ไปจัดที่ปฐมอโศก
พ.ศ. 2538 เราตั้งชื่องานว่า ปีใหม่อโศก' 38 พอปี 2539 เราก็ยังกลับไปใช้ชื่องานว ่า อโศก' 39 พอปี 2540 เป็นปีใหม่ อโศก' 40 แล้วพอปี 2541 ก็ย้ายมาจัดที่ราชธานีอโศก เป็นปีเร ิ่ มจัดที่ราชธานีอโศก
พอปี 2543 ก็มีคำว่าตลาดอาริยะปีใหม่ 43 พอปี 44 ก็เป็นตลาดอาริยะปีใหม่ พอปี 2545 ใช้ชื่อว่า ปีใหม่ตลาดอาริยะ จากนั้นก็เรียก ปีใหม่ตลาดอาริยะมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2554 มีวิกฤติก็เลยจัดตลาดอาริยะไปสัญจร 3 ชุมชน ไปที่ร้อยเอ็ด สีมาอโศก ( 1-2 ม.ค.) แล้วที่หาดใหญ่ ( 9-10 ม.ค.) ด้วย
พอปี 2555 เราก็กลับมาจัดที่บ้านราชฯ จากนั้นก็เร ิ่ มจัดเลื่อนจากปีใหม่สากลมาเป็นปีใหม่ไทยในปี 2555 เอาวันที่ 13-15 เม.ย. เราเรียกว่า ตลาดอาริยะปีใหม่สงกรานต์
พอปี 2556 ตั้งชื่อว่าตลาดน ้ำ อาริยะคืนชีวิตแม่มูน จัดระหว่าง ริมมูนบ้านราชฯ กับ ท่าเรือกรมเจ้าท่าฝั่งเมือง
พอปี 2557 เราก็จัดควบคู่กันเลย เราจัดที่สะพานผ่านฟ้า แต่ที่ราชธานีอโศกเราก็จัดควบคู่กัน เราจึงมีตลาดอาริยะสองแห่งเลย ที่ กทม. สะพานผ่านฟ้าและ ที่ราชธานีอโศก
ปี 2558 กำลังจะเริ่มขึ้น ปีนี้เราเลื่อนจากหน้ากรมเจ้าท่าไปท่าอุบลฯ เลย เรือจาก 2 ลำเป็น 7 ลำเลย มีแพให้เดินไปบนเรือเลย เหมือนเราทำเอาไว้เลย มีแพสองแพ เราไม่ได้เตรียมไว้สำหรับงานนี้เลย แต่ว่าเป็นไปเอง Whatever will be will be เป็น Born to be เลย มันจะเป็นของมันเอง เขาจะจัด 5 วัน แต่เราจัด 3 วัน ของเขาเลยเป็นวันที่ 12-16 แต่ขอเราไปร่วมด้วย จะเป็นอย่างไรไม่รู้ วันนี้เขาก็เปิดงานแล้วทางฝั่งเมือง มันเชื่อมกันสองแห่ง ไ ด้ข่าวว่าทางโน้น ผู้ใหญ่จะมาทางนี้ ตอนสาย เรือเราจะไปรับมาเลย เราจะมีโรงเรียนต่อเรือ อาจตั้งชื่อว่า โรงเรียนนาวาบุญนิยม
ปีนี้ อบจ. อุบลฯ ตั้งชื่อให้ว่า... ท่องเที่ยววิถีชาวอุบล ยลตลาดน้ำอาริยะ นี่เป็นชื่องาน ก็ชวนคนมาล่องเรือชมวิวแม่น้ำมูนด้วย นี่เป็นเรื่องเหตุปัจจัย เพียงแต่เรามีวิสัยทัศน์เรามีความตั้งใจจริง แล้วสำคัญคือเราลดความเห็นแก่ตัว เห็นว่าการเสียสละเป็นสิ่งควรทำเป็นสิ่งประเสริฐ เราเต็มใจมาเสียสละต่อมวลมนุษยชาติ แม้กิเลสเราเหลือเราก็ฝืนมันได้ กิเลสมันจะดึงดันไม่ให้เราทำเราก็สู้มัน ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเราก็ทำ เราจึงเจริญพัฒนามาได้ถึงปานนี้ อาตมามั่นใจคือไม่มีถอย และภูมิใจที่มีส ิ่ งดีงามเกิดขึ้น และพวกเราเป็นคนที่ยังมีธุลีในดวงตาน้อย มาเสียสละลดความเห็นแก่ตัว เห็นเลยว่า จนนี่ดีกว่ารวย มีแต่กิเลสเราที่ต้องสู้ พระพุทธเจ้าว่าให้จิตวิญญาณเราไม่มีเห็นแก่ตัวเลย อัตตาตัวจนเราไม่เหลือเลยนั้นทำได้ ที่อาตมาพูด ตอบ ไปนั้น เพราะว่าอาตมาทำได้ แม้แต่ขั้นสุดท้ายของอาริยะอาตมาก็ประกาศตัวตนแล้ว ว่าหมดตัวตน อาตมาประกาศไปไม่ได้ประกาศเล่น เป็น ยถาวาที ตถาการี ทำได้แล้วจึงพูด ไม่ใช่พูดพล่อยตามปฏิภาณปัญญาเท่านั้น อาตมายืนยันว่า เราเชื้อเชิญให้คนพิสูจน์ เป็นของสูงที่ให้คนมาพิสูจน์ได้ โอปนยิโก ที่ต้องเอื้อมมาให้ตนได้
ใครทำได้ก็เชื้อเชิญให้คนมาพิสูจน์ได้ เราก็พยายามทำจนได้จนเป็น พระพุทธเจ้าว่า ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ได้มรรคได้ผลแน่นอน
อาตมาพาออกมาเกือบ 45 ปีแล้ว พระพุทธเจ้าทำงาน 45 ปี ก็ปรินิพพานแล้ว แต่อาตมาจะต้องทำงานไปกี่อสงไขยกัปป์ ก็ไม่ท้อ
ส มณะ ฟ้าไทว่า … พระโพธิสัตว์จะรู้ไหมว่าเราทำมากี่อสงไขย พ่อครูว่า … ถ้าภูมิถึงจะรู้ แต่ว่า ตอนนี้ผมไม่รู้ได้ ก็รู้เท่าที่รู้ ผมคำนวณยังไม่ได้ ประมาณไม่ได้ กำหนดเอาตาม สังขยา เลข ไม่ได้ ผมก็รู้แค่ว่าปาง 8 ก็เร ิ่ มรู้ แต่ปาง 9 นี่รู้ได้แน่ พระพุทธเจ้าท่านรู้ นี่คือสัจจะที่อาตมาพูดตรงๆ อย่างไม่บาป อาตมาไม่เอาบาป พระพุทธเจ้าว่าอกุศลหรือบาป แม้น้อยอย่าทำ ทำแล้วเป็นของเราไปตลอดกาลนาน สิ่งที่เราได้ทำเป็นยุคสมัย ขออภัยที่ต้องพูดอวดตัวตน
งานที่อาตมาทำในปาง 7 อาตมาต้องมากอบกู้ อาตมารู้ว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา ผู้มาประกาศอันนี้ แต่อาตมารู้ว่าไม่ถึงวาระก็ไม่กล้าพูด แต่มันนานมาแล้ว ผู้มีปฏิภาณก็เข้าใจได้ ตามบริบท แต่คนไม่เชื่อก็หาว่าอวดตัว มาถึงวันนี้อาตมาขอย้ำว่า ในทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 ที่ว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) มาถึงกาละนี้เหตุปัจจัยครบพร้อมแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ไปบรรยายที่วัดมหาธาตุ ว่า อาตมาจะบรรยายสัจธรรมแล้วให้อาตมาตายภายใน 7 วันก็ได้ อาตมาจึงประมาณค่อยเผยเปิดตัวทำอะไรมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้วินาทีนี้ก็เปิดชัดเจนว่า อาตมาคือ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ผู้นั้น เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีผู้อื่นที่เป็นตัวตนเต็มตัว แต่ก็ค่อยๆ เผย แม้แต่ในหลวงก็เป็น แต่อย่าเปรียบในหลวงกับอาตมา เพราะต้องทำหน้าที่ต่างกัน ท่านทำหน้าที่ทางรูปธรรม อาตมาทำหน้าที่ในด้านนามธรรม ทำงานไปก็ต้องเกิดคลื่น แม้คลื่นในใจก็เป็นบาป
ถึงวาระอาตมาก็พูดสู่ฟัง อาตมาได้พิสูจน์มาแล้ว แม้สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา)
ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) สังเวย (เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) โลกนี้มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ โลกหน้ามี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ กรรมนี่และคือ God ซึ่งพิสูจน์ได้ แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า เร ิ่ มตั้งแต่อรหันต์เลย คือผู้เป็นพระเจ้า แต่เริ่มเป็นลูกพระพุทธเจ้าเป็น DNA ของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นอรหันต์ก็เป็น DNA พระเจ้าเต็มรูป ยิ่งเป็นโพธิสัตว์ก็ยิ่งเป็นเพิ่มขึ้น จนเต็มรูปเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะเรียกว่า พระบุตรคือมนุษย์ ก็คือพระพุทธเจ้านั่นแหละที่เป็นทั้งพระบุตรและพระเจ้าด้วย
พระพุทธเจ้า ตอบ พระกัจจายตโคตรว่า พระไตรปิฎ กล. 16 ข. ( 43 ) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี
_ คำถามคือปัญญาอันชอบคือเจโตปริยญาณ 16 หรือไม่? พ่อครูว่า… ใช่ จริงๆ แล้ว เจโตปริยญาณ 16 เป็นส่วนหนึ่งของญาณปัญญา ที่เป็นมาตรวัดการปฏิบัติ คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน (ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ 1 . สราคจิต (จิตมีราคะ) 2 . วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3 . สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4 . วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5 . สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6 . วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) พอทำลดกิเลสได้ใหม่ๆ ยังเคร่งคุมอยู่ เหมือนหัดรถจักรยานใหม่ๆ แล้วจะแยกจริตกันได้สองแบบ 7 . สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่ เป็นก้อน ตีไม่แตกอ่านไม่ค่อยออก) 8 . วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด ) 9 . มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10 . อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11 . สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12 . อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13 . สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14 . อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15 . วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16 . อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135 )
ส มณะ ฟ้าไทว่า … คำว่าอวิมุติคืออะไรคือตัวค้างคามีเศษหรือไม่ พ่อครูว่า … ใช่ คือตรวจด้วยอรูปฌาน อากาศเป็นความว่างโล่ง ส่วนวิญญานัญจาฯ คือตัวรู้ อากิญจัญญาคือมีนิดหนึ่งน้อยหนึ่งเหลืออยู่ไหม มีธุลีละอองไหม? (อากิญจัญฯ คือรูป ส่วนเนวสัญญาฯ คือนาม) ต้องตรวจอย่าง มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโ ลก (แส งสว่าง) ไม่ใช่ไปดับความรับรู้ ดับสัญญาไปหมด
สังโยชน์ มานะ นั้นท่านหมดแล้ว ก็ตรวจ อุทธัจจะ ว่ายังมีเหลืออีกไหม? ท่านไม่ถือตัวแล้วท่านก็ตรวจดู ว่ามีส่วนเหลือไหม? ถ้าท่านมีก็ยอมรับว่ามี เพราะท่านหมดมานะแล้ว แล้วท่านจะไม่ถือตัวถือดีอะไร อย่าง อ. แสง จันทร์งาม มาถามอาตมา อาตมาก็พิจารณาแล้ว ว่าควรบอกท่านคงเอาไปใช้ประโยชน์ อาตมาก็ไม่บอกใครพร่ำเพรื่อ ก็เพ ิ่ งมาเปิดเมื่องานพุทธาฯ ว่าอาตมาเป็นอรหันต์ กว่าจะเปิดเผยก็นานหลายสิบปี ซึ่งอาตมาไม่ได้อึดอัดอะไรนะ ที่ไม่ได้บอก คือถ้าคนมีกิเลสมีแล้วต้องอยากบอก ก็อึดอัด แต่อาตมาไม่ได้อยากบอก อยากบอกก็ไม่มี ไม่อยากบอกก็ไม่มี ถึงวาระควรบอกก็บอก ที่บอกไปในพุทธาภิเษกฯ อาตมาก็ไม่ได้นึกถึง 2558 แต่เห็นว่ากาละควรเปิดเผย เป็นอัตโนมัติ นะ แล้วบอกไปก็เจอว่า มีตัวเลข 2558 อาตมาไม่ได้เรียนรู้ตัวเลขอย่างสู่แดนธรรมนะ แต่ตัวเลขที่อาตมาเรียนรู้มานี่ละเอียดกว่านะ
พอประกาศก็สบายใจ โล่ง สบม.ทมด.ปกต.หห.จจ.
ส มณะ ฟ้าไทว่า … การประกาศพ่อครูก็ว่า บริษัทนี้รับได้ พ่อครูว่า … มีพวกคุณรับรองไง ถ้าประกาศโดดๆ ก็ไม่ได้ ทำมา 45 ปี มีผลงานปรากฏเป็นสิ่งยืนยันให้ยอมรับได้ อาตมาก็ได้นำเสนอขยายอธิบายได้ นอกจากเขามีกิเลสมากจะต้าน แต่ถ้าคนกิเลสไม่มากก็ไม่มีปัญหาหรอก
ที่ถามว่า ความเกิดในโลก (โลกสมุทัย) อันนี้เมื่อรู้ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ท่านก็สรุปว่า นัตถิโลเก ย่อมไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (นโหติ) คือเมื่อรู้โลกสมุทัย ถ้าผู้ใดทำของตนเองให้หมดกิเลสแล้วเราก็สามารถรู้ อัตถิโลเก ทำโลกแห่งความเป็นสัตว์ของเราให้หมดชีวะ ไม่มีพลังชีวิตของสัตว์ ของกิเลส มันตายสิ้นเกลี้ยงแล้วเราก็อ่านแล้วอ่านอีก เดี๋ยวนี้มันไม่เกิด แม้จะมาแรงหนักกว่าเก่าก็ไม่เกิด ญาณปัญญาที่รู้ เห็นความเกิดความดับ ของตัวโทษภัยมันไม่เกิดจริง มีแต่จิตว่าง จิตดี จิตกุศล มีคุณค่าเกิด เราต้องมีปัญญาญาณอ่านรู้ แยกออก แต่เราไม่ได้หนีจากโลกที่กระทบเราแรงอย่างไร เราก็ไม่เกิดกิเลส มี (ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ) ถูกกระแทกด้วยโลกธรรม 8 เราก็ไม่เกิดกิเลส อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ)
เหมือนเราไปเดินในน้ำที่มีปลิง เราก็เอายาหม่องทาขา พอปลิงมาแตะขาเราก็ถูกยาหม่องผลอยๆ เองโดยไม่ต้องทำอะไร นั่นคือพลังอุตตระ พลังธรรมะ มีฤทธิ์ของมันเองเลย ไม่ต้องทำอะไร?
เราก็เห็นว่าเขามีกิเลสอยู่ เราก็เลยเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ และเราก็คือคนไม่มี แต่ถ้าคุณยังไม่มีมรรคผลของการดับโลก ก็มี นัตถิทินนัง นัตถิยิตถัง นัตถิหุตตัง ไม่มีผลของการปฏิบัติธรรม ก็เป็นคนไม่มี (นโหติ) ไม่มีผลนิพพาน แต่ถ้าผู้ทำให้มีผล เป็นอัตถิโลเก นะ ทำเกิดผลบรรลุธรรมได้ จนหมดเลยเป็นโลกนิโรธ ก็เป็นผู้ ไม่มีโลก (นโหติ) เป็นนัตถิโลเก ไม่มีนิพพาน ส่วนผู้มีนิพพานคือ อัตถิโลเก ก็เป็นผู้ไม่มี นโหติ คนก็อาศัยสองสิ่งคือความมี และความไม่มีในโลก ในพระไตรฯ ล. 16 ข. 43
" พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ " ฯ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า " ดูกรกัจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทยัง) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี " (โลเกอัตถิตา น โหติ) โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง (น อุเปติ) ไม่ถือมั่น (น อุปาทิยติ) ไม่ตั้งไว้ (นาธิฏฐาติ) ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา (นาธิฏฐาติ อัตตา เมติ) ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้น มีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ ฯ (กัจจานโคตตสูตร ล. 16 ข. 43 )
_ มีคำถามว่า ขอให้พ่อครูยกตัวอย่างธรรมะโดยส่วนสอง ให้ฟัง และอีกคนว่า ก็ให้ยกตัวอย่าง ธรรมะสองรวมเป็นหนึ่งรวมลงที่เวทนา
พ่อครูว่า... อันที่ 1 เขาบอกว่า เวทนาอาศัยผัสสะเป็นตัวปัจจัย แล้วเกิดวิญญาณ ในวิญญาณ มี เวทนา สัญญา สังขาร ในวิญญาณ ตัวใช้กำหนดคือสัญญา ก็เอาสัญญา ไปอ่านวิจัย ว่าอารมณ์ความรู้สึก เกิดจากการกระทบแล้วมี จิตที่มีอะไรอยู่ในนั้นเป็น จิตในจิต เช่น เห็นฟักข้าวนี่เราอยากไหม? จะสัมผัสก็สัมผัส แต่เราอ่านความอยาก มันอยากแล้วเราไม่ให้มันมันจะยิ่งเห็นชัด เราอ่านเข้าใจแล้วว่าไม่กินมันก็ไม่ตาย ดีไม่ดีอย่างอื่นดีกว่าอีก
ส มณะ ฟ้าไทว่า … มีคนบอกว่า อยากกินอะไรก็กินให้เข็ดเลย ผมว่าไม่น่าจะถูก พ่อครูว่า … ไม่ถูก เราต้องอ่านให้เห็นกิเลส ที่มันไม่มีตัวจริงหรอก มันอยู่ที่ใจคุณ เป็นผีหลอกเป็นอาคันตุกะมายึดใจเรา ไม่มีจริง ถ้าคุณทำให้เกิดฤทธ์แรงว่างจากอาการนี้เลยทันที มันก็ว่างโล่งเลย ไม่ต้องไปรับใช้มัน เป็นทาสมันต่อไป คนเข้าใจแล้ว กิเลสไม่มี คุณเอาไว้นั่นมันคุณโง่ ก็คุณจะโง่ไปทำไม? (ส มณะ ฟ้าไทว่า มันห้ามความโง่ไม่ได้ครับ ก็ต้องพยายามทำ) มันถึงยากที่เห็นไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราโง่พาเราทุกข์อีก
ส มณะ ฟ้าไทว่า... บางอย่างเราก็ทำได้ แต่ส ิ่ งที่เราต้องสู้ก็ต้องมี ทำได้แต่บางทีมันก็วนมาอีก ก็ต้องพยายามอยู่
พ่อครูว่า … ที่เรียกว่าธรรมะสอง ก็มีเวทนากับผัสสะเป็นปัจจัย หากไม่มีผัสสะเวทนาไม่เกิด วิญญาณไม่เกิด เม ื่ อมีผัสสะมันก็เกิดเป็นเวทนา 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ความว่าง แบบพักยกชั่วคราวมันเบื่อแล้ว ก็คือ เคหสิตอุเบกขา จนกว่าคุณจะดับชาติจนไม่เกิดอีก เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ที่ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ)
ผัสสะอยู่ เรารู้ความจริงตามความเป็นจริง นี่กระทบสีแดง ของฟักข้าวนี่ แต่ก่อนเราติดมันยั่วยวนอยากได้ แต่ตอนนี้ก็กระทบมันสีอย่างเก่า แต่เราไม่เกิดอยากได้เลย พระพุทธเจ้าให้พิสูจน์ทั้ง 3 กาละ อดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างละ 36 เวทนามันก็ยืนยันว่าสูญๆๆๆๆ จนตนเองตัดสินได้ว่าอย่างนี้ในอนาคตไม่เกิดกิเลสอีก
เราดับส่วนที่ควรดับ เวทนาก็เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา จิตเราไม่แกว่งเลย แม้ผัสสะ แต่ก่อนผัสสะมากิเลสก็เกิด ไม่ผัสสะกิเลสไม่เกิด แต่ว่าตอนนี้ผัสสะมากิเลสก็ไม่เกิด ทำให้กิเลสไม่มีได้ คือคุณมีอัตถิโลเก เป็นผู้ไม่มี (นโหติ) เวทนาก็ยังมี เป็น เนกขัมสิตอุเบกขา , ตัณหาก็มี เป็นวิภวตัณหา, อุปาทานก็กลายเป็นสมาทาน , ภพก็เป็นวิภวภพ เราเหนือธรรมชาติ เป็นชาติอาริยชนไม่ใช่ชาติปุถุชน เรายังมีส ิ่ งที่มีอยู่ แต่เราทำให้ส ิ่ งที่ไม่ให้มี ไม่มีได้ แต่เราก็ยังมีอยู่
คำว่าธรรมะสองนี้ ตั้งแต่ วิญญาณคู่กับนามรูป, นามรูปกับผัสสะ, ก็เกิดอายตนะ หากไม่มีผัสสะนามก็อยู่กับนาม รูปอยู่กับรูป ต้องมีผัสสะจึงเกิดวิญญาณ
อันใดที่ไม่ประชุมลงในเวทนาแล้ว ก็เรียนรู้ในเวทนานั้นก็จะบรรลุผล แต่ถ้าไม่เรียนรู้เวทนาในเวทนา ก็จะไม่มีที่เรียน แต่ถ้าคุณเรียนในเวทนา 108 นี้ ถ้า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive