600428_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ให้หมดตัวคือกำไรหมดตัว.docx
เนื้อหาในไฟล์
600428_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ให้หมดตัวคือกำไรหมดตัว
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560 ขึ้น 3 ค่ำเดือน 6 ปีระกา วันนี้ก็มาอยู่ที่สันติอโศก อาตมาก็เหาะไปเหาะมา ปางนี้ก็แสดงฤทธิ์ได้สบาย บางครั้งก็ใจมากหน่อย บางครั้งมีโปรโมชั่นก็ถูกกว่าราคารถยนต์รถไฟอีก แบบนี้สนามบินแน่น อีกหน่อยต่อไปคงจะมีอะไรมากขึ้น เหมือนเครื่องบินและถูกกว่านั้นอีกจนเครื่องบินตกกระป๋อง ก็พูดถึงเรื่องทางเทคโนโลยีความรู้ทางวัตถุก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ทีนี้ทางนามธรรม ของเราก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาตมาว่าพวกเราก้าวหน้านะ คือมันรู้ยาก ไม่เห็นเป็นรูปธรรมทั้งก้อน แต่มันมีก้าวหน้า จะบอกว่า เป็นภาษาซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมาว่าภาษาบาลีเป็นภาษาสูงสุดแล้ว คือใช้คำว่า เอกังสะ มันจบแล้ว ถ้าจะใช้อีกคำหนึ่งก็ นัตถิอุปมา เอกังสะ สูญก็สูญ สร้างแล้วก็จบ ไม่มีอะไรต่อ มันมีหน้าที่เดียว เรียกว่า เอกังสะ เอกังสะมีหนึ่งแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงยากมากที่คนโลกียะจะรู้ตามได้ เพราะใช้บัญญัติโลกียะไม่ได้ นัตถิอุปมา จะใช้ภาษาโลกก็ไม่ได้ จะใช้ภาษาธรรมก็ไม่ได้ ก็ต้องใช้ทั้งสองคำ มีทั้งลบมีทั้งบวก ไม่ลบไม่บวก ไม่ใช่ทั้งลบและบวก มันใช้ภาษาโลกไม่ได้เลย แต่เรารู้ว่ามีอันนั้น เช่น นิพพานังปรมังสุขัง นิพพานนี่ยิ่งกว่าสุข แล้วมันก็ไม่ใช่สุข แต่มันคืออันนั้นแหละ มันยิ่งกว่าสุข แต่มันสุขหรือไม่ ก็ไม่สุข สุขก็ใช่ไม่สุขก็ใช่ ไม่สุขก็ไม่ใช่ แต่เราจะรู้โดยสภาวะ ใครมีสภาวะจบ เป็นปัจจัตตังที่ตัวเองได้ก็จบ ภาวะของนิพพาน คือนัตถิอุปมา ภาวะสูงสุด นี่คือสัจจะที่เราได้พิสูจน์ยืนยันกัน เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ อาตมาสืบทอดมาจากพระพุทธเจ้า ตรงกันยืนยันได้ตรงกันอยู่ SMS วันที่ 27 เมษายน 2560
สัญญาสังขารต่างกั
อ่านต่อ
นไฉน 4809กราบนมัสการพ่อครู เจ้าค่ะ ขอกราบเรียนถามว่า สังขารทุกชนิด ทุกประเภท เมึ่อผุดเกิดขึ้นในจิต ก็คึอชาติหรือความเกิด ที่มีการสืบต่อเป็นภพชาติ เป็นวัฏะ ใช่หรือไม่เจ้าคะ แล้วสัญญาหรือความจำ จะนับว่าเป็นเช่นเดียวกับสังขาร ความเกิดหรือไม่อย่างไร เจ้าคะ กราบนมัสการขอบพระคุณอย่างสูง เจ้าค่ะ พ่อครูว่า...สังขารที่ถามมานี้ยังไม่แยกโลกียะโลกุตระ ที่มีสืบต่อเป็นภพ ภพคือสิ่งนี้ที่หยั่งลง ชาติคือการเกิด ภพเป็นรูป static ชาติเป็นนาม เป็น dynamic ถ้าเป็นโลกียะอยู่ก็เป็นวัฏฏะ คือยังจะวนเวียนไปไม่จบ แต่ถ้าเป็นโลกุตระ ก็ถือว่าเป็นสิ่งนั้นเกิดมาอยู่ ตอบยังไม่ได้ทีเดียวว่าจะวนเวียนหรือไม่ เพราะในระดับอรหันต์ เกิดได้ มีสิ่งนั้นได้เป็นอภิสงขาร ขั้นอเนญชาภิสังขารก็ได้ จะตอบว่ายังวนเวียนหรือไม่ก็ไม่ได้ ถ้าผู้นี้จะตายลงวาระสุดท้าย เรียกว่าปรินิพพานเป็นปริโยสาน ถ้าท่านไม่ต่อ ท่านตัดสันตติ ไม่มีอุปจยะ ก็ได้ แต่ถ้าท่านต่อก็มีวัฏฏะ แต่เป็นวัฏฏะที่ท่านคุมได้ ดูแลได้เป็นวิภวภพ ท่านก็ใช้ภพนี้โดยไม่ได้เกิดทุกข์สุขโทษภัย แล้วสัญญาหรือความจำ มีความหมายสองอย่าง ใหญ่ๆ 1. ความจำ 2. ภาวะที่กำหนดรู้ กำหนดเพื่อจะเป็นตัวเรียนรู้ ตัวทำงานหนักมาก สัญญา หากสัญญาไม่มีเลย คุณจะไม่สามารถรู้อะไรได้เลย สัญญา ที่เขาเรียกว่านิโรธ แล้วดับสัญญา ไปแปลความหมายของสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าไปดับทั้งสัญญา เวทนา แทนที่จะแปลว่า นิโรธคือดับอย่างใช้สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ สัญญาตรวจสอบกำหนดหมายรู้ทั้งหมดเลยในเวทนา 108 จนครบ 108 ยืนหยัดยืนยันทั้งอดีต อนาคต ก็ 0000 อย่างมั่นใจที่สุดว่าจบ สัญญานั้นแหละเป็นสัญญาตัวสุดท้ายที่กำหนดรู้สุดท้าย สิ่งที่ต้องการจะให้ดับก็ดับไปหมด แต่สิ่งที่จะให้เกิดเป็นความบริสุทธิ์สุดยอด ประเสริฐสุดยอดที่อาศัยได้ ไม่มีโทษไม่มีทุกข์ ถามว่า สัญญา จะนับว่าเป็นเหมือนสังขาร ความเกิดหรือไม่อย่างไร ผู้ที่ถามมายังแยกสังขาร กับความเกิดไม่ได้ก็สับสนอยู่ ก็ค่อยศึกษาไป สัญญา กับสังขารไม่ใช่ความเกิด คนละหน้าที่ มันไม่ง่าย
ให้หมดตัวคือกำไรหมดตัว กำไรเต็มๆ 0750ตลาดนัดที่บ้านราชน่าจะขาย.อาทิตย์ละ 1วันเพราะคนเข้าไปชื้อยาก เดียวขายไม่ได้แม่ค้าจะเข็ดไม่อยากมา พ่อครูว่า...ตลาดที่ว่านี่คือ เฮือนสวน. ย่อมาจาก สัมมาสิกขาวิชชารามนาวาบุญนิยม เราพยายามทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น อาคารพื้นที่ 11 ไร่ เราสร้างด้วยเงินเราสดๆ ไม่ได้กู้ใครมาทำ สร้างทิ้งไว้ก็ไม่เดือดร้อนอะไร เราทำมาหากิน มีกินมีใช้ แต่เมื่อสร้างมาแล้วก็ใช้ประโยชน์ เจตนาให้เป็น 1.อาคารการศึกษา และ2.เป็นเรื่องตลาดการสะพัดวัสดุแก่กันและกันในโลก ยุคนี้รู้ดีเรื่องนี้มาก และเกิดโกง หลอกลวงกัน อำมหิตโหดร้ายที่จะทำกันทั่วไป จะเรียกว่าธุรกิจ เศรษฐกิจ พาณิชย์ก็ดี มันก็ล้วนแล้วแต่เรื่องของจิตบริสุทธิ์มีตัวตนหรือไม่ มีกิเลสหรือไม่ ตั้งใจสะพัดหรือเพื่อตัวเอง อาตมามั่นใจในสัจธรรมของพระพุทธเจ้า มั่นใจในจิตวิญญาณมนุษย์ที่มีบริษัท บริสุทธิ์ สะอาด ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ อาตมาว่าถ้าทำสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ผลจะเกิดจริงๆ เริ่มได้แล้ว พระจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระจริยวัตรมา 70 พรรษา ทรงงานเพื่อมวลประชาชนอย่างบริสุทธิ์สะอาดไม่ต้องการอะไรกลับคืน ท่านเป็นผู้ที่มี DNA ของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง แล้วท่านทรงงานมาคนก็รับได้ คนยุคนี้ผู้ที่รับได้มีแล้ว ในจำนวน 7 พันกว่าล้านคน โดยเฉพาะเมืองไทยรู้ได้ดี จนทุกวันนี้ก็ยังแสดงออกถึงความรู้ ในความบริสุทธิ์พระทัยของพระองค์ คนต่างประเทศมีโอกาสก็ยังมาแสดงออก เป็นสัจจะความจริงที่ประกาศความจริงนี้ อาตมาก็จะพากันศึกษาธรรมะ DNA เดียวกับของพระพุทธเจ้าเลย พวกเราก็ทำยืนยันต่อไปๆ สืบทอด คนรู้กันแล้วจะได้ศึกษาพิสูจน์ยืนยันว่า สัจจะนี้มีจริง คนมีภูมิปัญญาจะรู้และไม่ปฏิเสธว่าดีจริงๆ ดีถึงขนาดไม่มีอะไรเทียบ จะเกิดตลาดเราเรียกว่าตลาดนัด จะเปิด อาทิตย์ละ 1 หรือ 3 4 5 วันก็ได้ ไม่ล่มจมไม่ขาดทุน มีแต่ได้กำไรลูกเดียว ลงทุนไปแล้วก็คือสิ่งที่เรามีเพียงพอ เราไม่กู้หนี้ยืมสินอย่างทุนนิยม เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนอะไร เราก็จะใช้ให้เกิดประโยชน์ คนๆนี้ ให้ความเห็นว่า บ้านราชฯน่าจะขายอาทิตย์ละ 1 วัน เดี๋ยวขายไม่ได้ แม่ค้าจะเข็ด ซึ่งแม่ค้าของเราก็จะมีภูมิปัญญาเดียวกัน ถ้ามีเชื้อของทุนนิยมมากเราก็ไม่ให้ร่วม แต่ถ้าจิตวิญญาณมีเกณฑ์ได้ ก็มาฝึกฝนเสียสละขัดเกลา เราส่งเสริม จะเป็นสมาชิกมาก่อน หรือไม่เป็น แต่เราตรวจสอบแล้วว่าพอเป็นไปได้ก็ให้ทำ ถ้าทำแล้ว ประพฤติอยู่เห็นว่าใช้ได้ก็ทำต่อไป แต่ถ้าคดในข้องอในกระดูกก็ไม่ให้ทำ เพราะมาขายที่นี่ไม่ได้เก็บค่าเช่า ทั้งที่เรามีสิทธิ์ วันหนึ่งเก็บห้าบาทก็ได้ ใครจะมาว่า เราเก็บเป็นธรรมเนียมก็ได้ ไม่เก็บก็ได้ ไม่มีปัญหา เรื่องบุญนิยม เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอดลึกซึ้ง เอานักเศรษฐศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนเข้ามาศึกษาจับผิด อะไรผิดก็บอกด้วย อะไรไม่ผิดก็บอกเราบอกชาวบ้านด้วยว่าดีอย่างนี้ๆนะ แต่ถ้าเผื่อว่าบอกไปแล้ว ประชาชนรู้ ผลได้ก็อยู่กับประชาชน ส่วนพวกเรา ได้พอแล้ว เราได้อีกก็มาก็สะพัดอีก ไม่ได้ เราก็พึ่งตนเองรอด พอกินพอใช้แล้ว เป็นต้น ไม่มีอะไรสุดยอดเท่านี้แล้วในระบบของเผด็จกการ คอมมิวนิสต์ก็ตาม จุดสำคัญต้องการอันนี้เหมือนกัน เขาก็นึกว่าระบบของเขาใช้ได้ อาตมาว่า ระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการที่เขาทำ แต่ระบบของพระพุทธเจ้านี้ยิ่งใหญ่กว่าทั้งหมด คือไม่มีตัวตนที่จะเอา มีแต่ให้หมดตัวเลย แต่กำไรหมดตัว ให้หมดตัวคือกำไรหมดตัว กำไรเต็มๆ... พ่อครู 28 เม.ย.2560 ไม่ใช่เล่นลิ้น ไม่ใช่ตลกนะ แต่เป็นเรื่องจริง นึ่งวัน ถ้าไม่ได้ก็ทำแค่ตลาดอาริยะปีละครั้งก็ได้ เราสร้างจบแล้ว จ่ายเงินไปเสร็จก็จบ ไม่ได้เป็นหนี้ไม่เดือดร้อน ก็ทำงานไป ไม่ทำงานก็เสื่อมไปตามเวลา หรือเราตายจากไป ก็แค่นี้ เราก็มีแม่น้ำมูน คิดว่าน่าจะเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้คมนาคม ตอนนี้เขาทำถนนเลียบแม่มูน เกือบจะถึงบ้านราชฯแล้ว เขาทำเขื่อนด้วย ถ้าทำเลยบ้านราชฯมาก็ดีเลย และที่ดินสาธารณโภคีของเรา มีฝั่งโน้นเยื้องบ้านราชฯ มี 51 ไร่ หากมาถึงเราก็จะทำท่าน้ำรับกับถนนนี้ เราจะไปอุบลฯก็ข้ามเรือหรือว่ายน้ำไป ขึ้นฝั่งเราก็ไปต่อ สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้ประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อทุนนิยม หรือรีดนาทาเร้นเอาเปรียบแต่ทำเพื่อเสียเปรียบ เป็นการเสียสละให้ เราไม่ต้องมีมาเพิ่ม ที่มีอยู่นี้พอกินพอใช้ไปจนตาย พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ เป็นวิธีการสังคมที่ยอดเยี่ยม อยู่กันด้วย เมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เมตตาทางกายวาจาใจ อยู่กันอย่างเมตตา เอื้อเฟื้อกันจริงๆ ปรารถนาดีจริงใจ และมีลาภธัมมิกา ได้ลาภโดยธรรม แล้วเอามากินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี แล้วมีหลักเกณฑ์อยู่ร่วมกัน ศีลสามัญตา มีจุดมุ่งหมาย interest point ตรงกัน สุดยอดเลย เพราะมีจิตที่ได้ขัดเกลาหล่อหลอมสร้างให้มีคุณสมบัติ 7 อย่าง ระลึกถึงกันอย่างปรารถนาดี จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นสาราณียะ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ นอนหลับเสร็จรุ่งเช้าก่อนตื่นท่านก็ระลึกแล้วว่าเราจะไปช่วยใคร ไปโปรดใคร คือระลึกถึงเพื่อไปช่วยเขา ไม่ใช่ไปเอาประโยชน์อะไรจากเขาหรือไปรีดนาทาเร้นไม่มี มีแต่ไปช่วยเขา พูดแล้วเหมือนโก้ แล้วทำได้ไหม ก็ทำได้ มากน้อยตามแต่ละคน สร้างสัจธรรมนี้แก่ตนได้ ใช้ได้ พวกเราทำได้แม้จะมีด่างพร้อยไม่ครบร้อยได้ 80 70 70 ก็เอา ไม่ใช่พูดเล่น เราทำได้ อาตมามั่นใจว่าทำได้ มันเสียอะไร ก็มาพากันทำ ให้เกิดขึ้นแก่โลก มนุษย์ต่างๆสัตว์อื่นทำไม่ได้ นอกนั้นก็มีสาราณียะ ปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ อวิวาทะ คือไม่มีการทะเลาะวิวาทให้เกิดเรื่องราว สามัคคียะ พร้อมเพรียงกันอยู่อย่างดี เอกีภาวะ คือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเลย เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งไม่มีระแหง ไม่มีแยกไม่มี crack ไม่มีระแหง ไม่มีกระดุกกระดิก เนียน สามัคคียะ คือมีความแตกต่างกันพอเหมาะ ขัดแย้งอันพอเหมาะ ปรองดองก็ไม่ใช่เอกีภาวะ ถ้าเอกีภาวะแล้วก็ไม่ต้องปรองดอง เพราะเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีระแหงไม่มี crack เลย มันเกินกว่าความปรองดองแล้ว สามัคคียะ คือความเป็นอยู่อย่างพอเป็นพอไป อาตมาแปล สันติหรือสามัคคียะ ว่า เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม คือปรองดอง ก็คือ ช่วยให้เกิดเรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม ซึ่งแน่นอนว่ามันยังไม่เป็นเอกีภาวะ ไม่สูญเหมือนกันหมดมีอะไรนิดหน่อย แต่เราต้องอยู่กันอย่างให้เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม อาตมาว่า ชาวอโศกทำได้ งาม ไม่ใช่งดงามอย่างโลกีย์ที่เขาประดิดประดอยตกแต่ง แต่เป็นความงดงามที่ไม่รู้จักใช้ภาษาอย่างไร คือมันน่าดีแล้ว ขยายความสิ่งนี้ เพื่อให้เห็นรายละเอียดของสภาวะธรรม ปรองดองที่พูดกันนี้ แม้แต่ที่สุดของความหมายคืออะไร 1.คุณก็ไม่ชัด 2.คุณก็ไม่รู้วิธีทำ วิธีทำคือทำจิตใจให้ไม่มีตัวตน ก็ทำอย่างไร ก็เอาตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ซึ่งก็มีอยู่ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ 95% เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วผู้บริหาร พยายามบอก เตือน แม้จะเป็นศาสนาอื่นก็ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ว่า เป็นศาสนาอื่นแล้วจะมาประพฤติไม่ได้ ก็ไม่ใช่ แต่เพียงว่าคุณเห็นดีเห็นงามไหม ถ้ามนุษยชาติจะเป็นอย่างนี้ได้จะดีไหม ถ้าไม่ใช่คนศาสนาพุทธแต่ทำเหตุนี้ได้ผลนี้ ก็จะได้เช่นกัน คุณว่าผลอย่างนี้ดีไหม...เราไม่ได้ติดยึดบัญญัติภาษา นี่คือสิ่งที่มันดี เกิดแล้วเป็นแล้ว จะดี ้มีอีก ยังไม่ดีที่สุด ไปสู่ที่สูงสุดดีสุดให้ได้ จนกว่า ชีวิตเราจะหาไม่ แล้วคนอื่นก็มาทำต่อ เหมือนวิ่งผลัด หมดหน้าที่เราตายไปแล้วคนอื่นก็รับหน้าที่ต่อ เฮือนสวน.หากทำเต็มรูปแล้วก็จะอธิบายได้โดยไม่ต้องอธิบาย คนที่มาสัมผัสจะได้ความรู้ตามปฏิภาณของแต่ละคน ผู้รู้มีปัญญาจะเข้าใจได้ดี อาตมามั่นใจว่าพวกเรามีความจริงใจ แม้อธิบายไม่ได้ แต่มีความจริงใจทำเพื่อมวลมนุษยชาติจริงๆ จะเป็นไปได้ มันไม่มีสูงกว่านี้อีก สุดยอดที่สุดของพพจ.ที่ค้นพบแล้วเอามาให้มนุษย์สร้างสรร ยุคนี้จะชัดเจน เพราะว่ามวลที่จะทำอันนี้ได้ไม่เยอะหรอก จนกว่าจะหมดศาสนาพุทธไปอีกสองพันกว่าปี มวลที่จะเป็นจริงมีไม่มาก แต่ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้น แต่มวลเป็นเนื้อพุทธจะทวีขึ้น แต่ไม่ทันกับมวลโลกียะหรอก แต่มันก็มีประสิทธิภาพ มีผลที่จะช่วยมนุษยชาติ ให้ผู้ที่ไม่ได้มาได้เพิ่มก็ต่อเชื้อ DNA บ่มเพาะไปอีกไม่รู้กี่สังสารวัฏ คนที่ยังไม่ปรินิพพานก็จะได้รับประโยชน์ในสิ่งประเสริฐนี้ต่อไป ก็ทดลองกันไปช่วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เฮละโล โฮละเลไปอยู่บ้านราชฯหมด แต่จะพูดอย่างไรก็ไปไม่หมดหรอก มันจะมีตามสัจจะ แต่พูดเผื่อไว้
เลือดระดูกับนิยามชีวิต 5 7630พ่อท่านกับคนที่นั่งในห้องส่งคงไม่รู้เรื่อง เมื่อเวลา 19.28 พ่อท่านกำลังอธิบายเรื่อง เมน(ผู้หญิง) พ่อท่านพูดว่า"อาตมาสะดุด" ภาพก็สะดุดนิ่งเลย จนถึงเวลา 19.33 น. จึงขยับได้ ผมไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ แต่ทำไมมันพอดีอย่างนั้นได้ พ่อท่านช่วยไขความด้วยครับ. /สอง เมืองอุบล. พ่อครูว่า...พีชะมีน้ำแต่ไปเรียกว่าเลือด แต่สัตว์มีน้ำที่เรียกว่าเลือด มนุษย์เลยก็มีเมนส์ของมนุษย์คือเลือด แต่อาตมาว่าเลือดเป็นชีวะก็มาสะดุด พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอุตุ แต่อุตุไม่มีชีวะนะ อาตมาไม่ได้ยินมาจากอาจารย์ไหนหรอก แต่เป็นภูมิรู้เก่าของอาตมา เมนส์คือเลือดเสียแล้ว พ้นจากความที่จะให้เกิดเป็นชีวะได้อีกแล้ว หมดหน้าที่ที่จะเป็นชีวะ จะเอาเชื้อไปผสมกับมันอีกก็ไม่เกิดชีวะ 100 % เลือด ไข่ ละเอียดเป็นกลละ เล็กละเอียด คือเป็นธาตุน้ำจับตัวไป "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม(ปัญจสาขา) เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๐ และเครื่องคุณดับหรือของคนอื่นดับด้วยไหม?...คนอื่นก็ว่าดับไปห้านาทีอย่างที่ว่านี้เหมือนกัน เลือดเป็นดินน้ำไฟลม แต่เลือดที่ในร่างกาย ไม่ใช่เลือดเสีย มันเป็นอาการ 32 เป็นชีวะ เป็นแต่เพียงถ้าเสื่อมก็ไปฟอกเลือด มันทำงานอยู่ไม่หมดอายุของมัน ไม่ได้เป็นเลือดระดูนะ แม้เลือดดำหรือแดงหมุนเวียนผ่านหัวใจ ไม่ใช่เลือดตาย แต่ระดูคือเลือดตายต้องไหลทิ้งไป ไม่มีทางเอามาเป็นชีวะ เป็นอาการ 32 ได้ ถ้ามันไม่ออกมาผู้หญิงคนนั้นลำบากแล้ว จะป่วยจะยุ่งแล้ว แต่เมนส์หรือระดูเป็นน้ำเสียแล้วต้องทิ้งไป ถ้าจะอามากลั่นใช้อีกก็แล้วแต่ แต่ที่เป็นระดูคือเลือดเสียแล้ว ต้องทิ้งไป แจกละเอียดเพื่อให้รู้ว่า นิยาม 5 ของพระพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่เรื่องที่วิทยาศาสตร์จะรู้ได้ง่ายๆ แต่อาตมาได้ความรู้นี้จากพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ใช่ความรู้ของอาตมาเอง แต่ศึกษาเรียนรู้จากพระพุทธเจ้าที่ท่านค้นพบมาก่อน ท่านเป็นธรรมสามี แล้วก็เอามาแจกแจง ชีวิตเราประกอบด้วยอุตุ พีชะ จิต แล้วทำให้มันเกิดกรรมที่จะทรงไว้ ทำรูปคือความนิ่งและทำนามคือความเคลื่อนไหว ให้ตกผลึกสั่งสมเป็นตัวฐานกำลัง static เสร็จแล้วจะช่วยพลังงานเคลื่อน บวกเป็นฐาน ลบเป็นตัวทำงานสนับสนุนช่วยเหลือ คุณก็จัดการกรรม จัดการปรุงแต่ง บวกลบคูณหาร สังเคราะห์สังขาร ได้ผล สั่งสมตกผลึกเป็นต้นทุน ควบแน่น ตั้งมั่นเป็น static ผู้ที่เจริญเป็นอาริยบุคคลจะมี ธาตุทั้งสอง static กับ dynamic คือ เจโต กับปัญญา หรือศรัทธากับปัญญา ทำงานร่วมกันเจริญขึ้นจนกว่าจะสูงสุดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดครั้งหนึ่ง ใครอยากได้บ้าง ต้องปฏิบัติเอาด้วยกรรม จะมีธรรมะตกผลึกก็ด้วยกรรม กรรมกับธรรมะจึงเป็นสองอันสุดท้าย ต้องรู้จักอุตุ พีชะ จิต ในจิตวิญญาณ ของคุณสามารถเอาธาตุอุตุ มาเป็นองค์ประกอบ เพื่อที่จะให้คุณเกิดเป็นชีวะ ชีวะก็มีสองคือ พีชะ กับจิต ถ้าทำให้มีคุณลักษณะสมบูรณ์แบบ คือให้เกิดเป็นพีชธาตุ คือธาตุเจริญ ไม่เป็นพิษภัยกับใคร แล้วมีส่วนเกินคือจิต เป็นประโยชน์คุณค่าต่อคนอื่น อันนี้เป็นตัวปัญญาซื่อสัตย์ที่สุด มีแต่ประโยชน์ อะไรเป็นโทษ เป็นความไม่ดีงาม รู้ให้ชัดแล้วไม่ทำมันอีก เส้นทางอันประเสริฐสุดที่ทำงานกับฐานเจโต ปัญญาทำงานส่งเสริมกันตลอดเวลา เป็นบทสรุปของการสร้างพลังงานทั้งหลายแหล่ แล้วจะเป็นพลังงานที่ได้ประโยชน์สูงสุด ในสัตว์โลกที่เราเป็นเจ้าของ สามารถทำพลังงานให้เป็นประโยชน์สูงสุด อย่างซื่อตรงที่สุดประเสริฐที่สุด เพราะว่าแต่ละคนที่เป็นคนประเสริฐอย่างนี้ได้ เป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่เอาอะไรอีกแล้ว พลังงานนี้มีจริง เป็นศรัทธาที่เป็นปัญญาเป็นความประเสริฐ แล้วทำงานให้แก่โลก จิตวิญญาณนิโรธไม่ได้นิ่งแข็งไม่ทำอะไร แต่เป็นประโยชน์คุณค่าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแคล้วคล่องว่องไว แล้วไม่เบียดเบียนใครเลย เป็นคุณสมบัติพิเศษของศาสนาพุทธ แต่เขาไปหลงผิดว่าไปทำให้จิตให้หยุดนิ่ง เป็นนิพพานเป็นนิโรธแปลว่าดับ ดับอย่างนิ่งเฉยหยุดนิ่ง พยัญชนะ ปาคุญญตา เป็นความคล่องแคล่วว่องไวของเวทนาสัญญาสังขาร ของกลุ่มหมู่ของเวทนาสัญญาสังขาร ที่เป็นเจตสิก คือวิญญาณ ทำงานอยู่ทั้งกำหนดรู้ และความรู้สึกคือเวทนา และปรุงแต่งอยู่ เรียกว่า solution เป็น solvent ทำการ solve เป็น solvent แล้วสูงสุดเป็น solution solve คือปรุงแต่งอยู่ แล้วได้ผลเป็น solvent ทำได้ผลๆ อันนี้เป็นลักษณะที่เรียกว่า Integretion หรือ Integrity หรือที่เราแปลเป็นไทยว่าบูรณาการ เป็นคุณสมบัติของพลังงานสุดวิเศษ
แล้วถามว่าทำไมต้องสะดุดตรงนั้นเวลานั้น… ถ้าจะให้ขยายความ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นภูมิรู้อย่างแท้จริงของอาตมานะ แต่คาดคะเนได้ แต่บางอย่างเป็นเรื่องลงตัว บางที่อาตมาเจตนาจะเทศน์เรื่องนี้ให้คนนี้ฟัง ทุกวันเขามา แต่วันนี้เขาไม่ได้มาพอดี เราจะให้แต่คุณไม่มาเอาก็แล้วไป ธรรมดาเขาจะต้องมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันไม่ถึงเวลาของเขานะ แล้วเป็นเรื่องดี ถ้าเขามาแล้วอาจเกินพอดี เป็นอจินไตยที่อาตมาพยายามพูดเท่านั้น อย่าไปคิดมาก ไม่ต้องไปทำเพิ่ม ให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นตามสัจธรรม หากไปเพิ่มให้ก็ไม่ใช่อีก
3867บางสื่อต้องถ่ายตลาดตามใจสปอนเซ่อร์บ.!บางสื่อยังชีพด้วยผู้อุปถัมภ์หลังสื่อ!
3867สื่อที่ถ่ายตลาดอารยะได้คือสื่อที่พึ่งตัวเองได้!จึงมีแต่บุญนิยมสื่อไร้โฆษณา!ถ่ายตลาดอาริยะได้สื่อเดียว! พ่อครูว่า...สื่อที่จะมาถ่ายทำตลาดอาริยะได้ก็ต้องพึ่งตนเองได้ และ 2.เขาต้องมีภูมิปัญญารู้ว่าเป็นสิ่งดี ที่ควรเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้ นี่คือจรรยาบรรณของสื่อ ถ้าได้มาก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้จ้าง จะมาช่วยเราก็ไม่เก็บตังค์
สามัคคียะกับเอกีภาวะต่างกันไฉน คำถามจากชุมชน พวกเรามีปัญหาการทำงานร่วมกัน กราบนิมนต์พ่อครูช่วยเทศน์ (1) การทำงานร่วมกันเป็นทีม (2) การใช้มติที่ประชุม (3) การประมาณบรรยากาศในที่ประชุม ไม่เมาเพราะอำนาจ ไม่เมาเพราะจะเอาตามใจตนเอง จนลืมนึกถึงใจคนอื่น ให้คนอื่นๆต้องยอมทำตามเสมอๆ...ในไม่ช้าก็จะเกิดบรรยากาศระหองระแหง.. (4) การปรองดอง การเสียสละ เก็บทิฐิของตน เห็นใจคนส่วนใหญ่ (5) อื่นๆ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า...การทำงานคนเดียวก็พัฒนาได้ แต่ไม่ได้ผลมากเท่าการทำงานเป็นทีมหลายคน ยิ่งหลายคนมากยิ่งเจริญได้มาก อย่างพวกเราทำงานร่วมกัน เราทำตลาดอาริยะ เราเป็นผู้ให้ประชาชนเป็นผู้รับ เราพยายาม “ให้”ให้มาก ผู้รับก็มามาก เราถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่เกิดเรื่องมาก แม้แต่อาชญากรก็ไม่ค่อยมี ไม่ถึง 5% แน่นอน จัดตลาดอาริยะก็ไม่ค่อยได้ขอแรงตำรวจ แต่ก็มีมาบ้างก็ให้ตำรวจมาคอยช่วยได้ทัน ไม่เสียหาย คนที่มาซื้อยังมีความขี้โลภไม่ใช่น้อย แต่มาในวงพวกเรา ความขี้โลภเขาจะลด ไม่เห็นแก่ตัวจัดจ้าน จะได้ฝึกและก็จะรู้ ผู้มีภูมิปัญญาจะสังวรระวัง รวมกันเลยไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร จัดมา 38 ปีแล้ว ยกตัวอย่างงานเดียว คือตลาดอาริยะ มีงานรวมคนอื่นๆอีก เป็นเรื่องของสังคมมนุษยชาติ ผู้ที่เป็นสื่อทำงานสื่อสาร อาตมาก็ว่าค่อยๆรู้ ค่อยๆเข้าใจดีขึ้น สังคมไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย ยังมีต่างประเทศที่มีการยืนยันพฤติกรรม เมื่อเรามีทฤษฎี ที่เราจะเอาไปศึกษา ทฤษฎีหรือทิฏฐิ เป็นความรู้ความเห็นองค์รวม จะได้ใช้ศึกษา ผู้ที่มีความรู้แคบก็ใช้ได้ ผู้ที่จะรู้กว้างขึ้นก็จะมีอีก และจะเกิดผลประโยชน์ให้ได้ศึกษาไปได้เรื่อยๆ อาตมาว่าอัตราก้าวหน้า ความรู้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การเมือง เจริญขึ้น สรุปว่า เศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคมศาสตร์ จุดรวมก็เพื่อประชาชน เศรษฐกิจก็เพื่อมวลประชาชน การเมืองและสังคมกับเพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นพยัญชนะของพระพุทธเจ้ารวมไว้ตรงนี้หมด ถ้าสามารถสร้างจิตให้เป็น 7 ลักษณะนี้ได้ ๑. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ๒. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . ๓. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) ๔. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . ๕. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . ๖. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . ๗. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓) ถ้าสร้างจิตเจ็ดดวง 7 เจตสิกนี้ได้ จะมีฤทธิ์มาก แม้แต่กลุ่มน้อยก็มีฤทธิ์มาก หนึ่งระลึกถึงผู้อื่น สาราณียะ ไม่ใช่ระลึกถึงแต่ตนเองแต่ระลึกถึงผู้อื่น แต่ไม่ใช่แล้วทุกอย่างกว้างไกลจนช่วยอะไรไม่ได้ ระลึกถึงไม่ได้เพื่อจะเอาอะไรจากเขา แต่ไปช่วยเขา เราช่วยเขา เขาจะเลี้ยงไว้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปกินจากเขา แต่เราทำให้เขามากกว่าที่เรากินเราใช้อีก ไปไหนที่ไหนก็เป็นผู้ขาดทุน เป็นผู้ที่ให้คนอื่นได้ตลอด เรามีปัญญาว่าเราไปให้คนอื่นได้คือเราได้กำไร แต่เราไปเอาจากเขาเราจะขาดทุน ใช้ภาษาไม่งงเลย ผู้ที่ระลึกถึงคนอื่นอย่างนี้และมีความรักอันบริสุทธิ์ มีมิติที่สูง เพื่อมวลมนุษยชาติ เกินมิติ 7 8 9 ตามหลักพุทธ ยิ่งมิติที่ 9 คือพุทธะเต็มสมบูรณ์แล้ว เป็นผู้เห็นแก่ผู้อื่นไม่มีตัวตน สูญ เพื่อผู้อื่นจริงๆ เป็นสัจจะ แล้วเราจะเป็นผู้ให้ ไม่จ ำ เป็นผู้รับที่จะเป็นผู้ให้ อย่างน้อย ผู้ที่มาให้เรานี่แหละ เราจะต้องให้เขาได้รับความสะดวกได้รับความเกื้อกูล เพราะเขามาช่วยเราให้เราพ้นทุกข์ พ้นจากความไม่เจริญ จึงเป็นเรื่องที่สมบูรณ์แบบ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ผู้ที่ไม่มีตัวตนแล้ว ปล่อยตัวตนให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้ เหมือนมีเครื่องมือเครื่องใช้ คุณจะต้องดูแลเครื่องมือเครื่องใช้ หากทำปู้ยี่ปู้ยำ ก็จะไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ ต้องปรับปรุงแก้ไขดูแลให้คงทนอยู่นานที่สุด ฉันใดก็ฉันนั้น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา คือให้เขาเลี้ยงไว้ เป็นภาวะกลับไปกลับมาตอบไปตอบมา เราให้เขา เขาก็ให้เรา เป็นสุดยอดความปรารถนาดีต่อกัน นี่คือความรักสูงสุดของครุกรณะ ครุกรณะคือเรารู้จักการเคารพ คารวะ แม้ไม่ด้วยอะไรก็ด้วยสมมุติ คนนี้ต้องเคารพ ทั้งที่ไม่น่าเคารพ ไม่น่าจำเป็นในสังคมแต่โดยความสมมุติจะต้องเคารพเขา จะแสดงออกทางกายวาจา อย่างไร หรือ2. ที่ความเป็นจริง เขามีสิ่งที่น่าเคารพจริงๆ เขามีความซื่อสัตย์ น่าเคารพ เขามีความขยันหมั่นเพียรน่าเคารพ เขาช่วยเหลือผู้อื่น เสียสละเพื่อผู้อื่น ก็น่าเคารพ เขามีความรู้ความสามารถทั้งเพื่อผู้อื่น ก็น่าเคารพ เขาช่วยผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างมาก โอ้โห ไม่มีใครเทียบได้ง่ายๆ อย่างในหลวงร.9 เราที่ทำไปแล้ว ต้องเคารพ เพราะน่าเคารพ ประเสริฐแล้ว เราจะต้องเคารพคนที่ รพ แม้แต่วัยวุฒิ สมมุติ เป็นต้น ยิ่งคุณค่าคุณงามความดีประเสริฐก็น่าเคารพ จึงรู้จักการคารวะ ครุกรณะ สังคมที่ควรเคารพ แม้แต่คนมีกุศลต่อเราเล็กน้อยแม้เขาจะเลว เราก็ต้องตอบแทน ควรเคารพท่าน สิ่งไม่ดีก็เป็นของเขา คนที่เข้าใจกันแล้วไม่มีปัญหาจะต้องช่วยคนเลว คนรู้จักกรรมดี จะไม่มีปัญหาในการช่วยคนเลว ช่วยให้เขาดีขึ้น ไม่ใช่ไปช่วยให้เขาเลวลง ต้องมีความฉลาดจะช่วยเขา ส่วนที่เขาเป็นคนดีแล้วไม่ต้องช่วยเขาก็ดีอยู่แล้ว ส่วนคนเลวนั้นน่าช่วย ช่วยให้เขาดีขึ้นไม่ใช่ช่วยให้เขาเลวลง ถ้าช่วยไม่ได้ก็ปล่อยให้เป็นวิบากของเขา มันเป็นเรื่องสุดวิสัย ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม สรุปรวม ความรู้ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาก็ฝึกฝนตาม เอามาบอกคุณ ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องเอา แต่ถ้ามันดีคุณก็เอา ไปปฏิบัติ ไปทำไม่ได้ อาตมาก็มีหน้าที่ส่งเสริมสิ่งที่ดี มีเจตนารมณ์ รับงานนี้มาทำ เพราะเห็นว่าเป็นงานที่ดีไม่ควรสูญหายไป ควรให้มนุษยชาติได้จึงต้องพยายามทำ จึงเกิดความเจริญให้เห็น พัฒนาไปได้เรื่อยๆ เมื่อเราสามารถ รู้จัก เคารพ คุรุกรณะ แล้วก็สังคหะ สังคหะ เป็นตัวที่ 4 อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะเป็นอีกสามอย่าง สังคหะ แปลให้ถนัดว่า รับใช้ มวลมนุษยชาติ เมื่อตราบใดยังเห็นแก่ผู้อื่น สามัคคียะก็จะดีขึ้น แต่ถ้าไม่เห็นแก่ผู้อื่น สามัคคียะจะเลวลงๆ สามัคคียะ จะเกิดขึ้นเพราะว่ามีผู้มีปัญญาที่มีแต่ให้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive