571212_พุทธชีวศิลป์(๒๑)วนบ. หากไม่เห็นวิญญาณจะไม่ได้นิพพานแท้.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571212_พุทธชีวศิลป์( 21 )วนบ. หากไม่เห็นวิญญาณจะไม่ได้นิพพานแท้

พ่อครูว่า...ตอนนี้อากาศที่อุบลฯก็หนาว วันนี้ศุกร์ที่ 12 ธ ันวาคม 2557 แรม 6 ค่ำเดือนอ้าย ปีมะเมีย ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็สาธยายธรรมะกัน ซึ่งก็มีผู้ที่ถามปัญหาจากทางบ้านมาจะตอบตอนท้าย ตอนนี้ขอสาธยายก่อน ขอย้ำเรื่อง วิญญาณ ...ถ้า เข้าใจไม่สมบูรณ์จริง ก็ไม่บรรลุผล ในเมืองไทย เป็นเช่นนี้เกือบหมด เข้าใจว่าวิญญาณคือ สิ่งที่ล่องลอยออกจากร่างไป ถ้าจะเห็นวิญญาณก็เห็นเป็นตัวตน เส้นแสง รูปร่าง ทั้งเทวดา มาร พรหม ก็เห็นเป็นรูปร่าง แล้วไม่เคยพิจารณาว่า จิตวิญญาณ ในกาย ในเวทนา จิต ธรรม เป็นอย่างไร ไม่เคยอ่าน แล้วที่เห็นวิญญาณผีนั้นไปเห็นของคนอื่น แทนที่จะอ่านจิตวิญญาณตน เป็นผี เป็นเทวดา ก็เลยไม่เข้าเป้าปรมัตถ์ ไม่รู้จักทุกข์ สุขที่แท้จริง ผีคือทุกข์ เทวดาคือสุขเท็จ ก็ไม่เห็นความจริง เราสามารถเห็นสภาวจิตว่า วิญญาณเราเป็นผี เป็นเทวดา ก็เห็นสัมผัสได้ แม้เทวดาแท้ ก็รู้ได้ชัด สามารถจัดการให้ ผี เทวดา หมดไปจากจิตเราได้ อาตมาพยายามเรียบเรียงเป็นตัวหนังสือ เราปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้ามา ก็คงจะรู้ว่าผีหรือเทวดาแท้ ตามปรมัตถ์คืออะไร อย่างไร เราสามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ตัวผี เทวดาในภาวะจิตวิญญาณขณะปฏิบัติ โดยเฉพาะในองค์ธรรม สังกัปปะ 7 เราจะชัดเจน ในการเห็นผี เทวดาในตน ผี หรือ เทวดา ก็คือ จิตในจิตแท้ๆ ที่เป็น องค์ประกอบของรูป_นาม ที่ประชุมกันเป็นกาย อยู่ในใจเรา ขณะที ่ เราไม่ตาย นี่เอง กำลังทำอาชีพอยู่ปกติ (อาชีวะ) หรือเราทำอะไรอยู่ก็ตาม(กัมมันตะ) กำลังพูด(วาจา) เราต้องใช้สติ ใช้ความคิด คนที่ไม่มีสติรู้ว่าตนพูดอะไร เรา ต้องรู้วจีสังขาร ก่อนออกไปเป็นกาย เป็นวจีกรรม จนเป็นอาชีพ เราต้องมีความคิด มีความรู้ตัว ใช้ปัญญา เท่

อ่านต่อ

าที่มี ไม่ใช่ปล่อยไปตามสัญชาตญาณ เรา ต้องจัดการที่สังกัปปะ ในจิตที่เป็นประธาน ที่กำลังดำริ มีความนึกคิด เรา ต้องอ่านปัจจุบัน ของกาย ไม่ว่าจะทำอะไร เราอ่านเข้าไปในจิต แล้วจัดการที่ สังกัปปะ 7 คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา การปฏิบัติธรรมเราต้อง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในการ ทำใจในใจ ให้ถ่องแท้ ถึงที่เกิด (โยนิโสมนสิการ) คือ ทำให้เสมอๆ เป็นพระโยคาวจร เป็นผู้ปฏิบัติธรรม เราต้องใช้ความพยายาม เป็น สัมมาวายามะ มี สัมมาสติ ในการรู้ด้วย ต้องมี สัมมาทิฏฐิ เป็นประธาน ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิมาก่อน แล้วปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นก็ไม่มีทางบรรลุ เมื่อมิจฉามาก่อนแล้ว ผลของการปฏิบัติก็ออกนอกทางพุทธ ไกลสุดกู่ กู่ไม่กลับ อาตมาอยู่มา 40 กว่าปีแล้ว กู่ยู้ฮูอยู่ กู่รอ กู่ไม่กลับ มันต้องสัมมาทิฏฐิก่อนสำคัญที่สุด ทิฏฐิคือความรู้ความเข้าใจทฤษฎี ข้อปฏิบัติ ซึ่งเป็นประธานของการปฏิบัติ อย่างน้อย พระพุทธเจ้าท่านกำหนดว่าต้องมี สัมมาทิฏฐิ 10 ก็ย่นย่อในทาน ศีล ภาวนา มีทินนัง(ทาน) ยิฏฐัง(วิธีการปฏิบัติ) แล้วจะทำอย่างไร ทำใจในใจอย่างไร หากไม่ชัดสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ก็สูญเลย พระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ ในมรรค 7 องค์ อยู่ใน มหาจัตตารีสกสูตร ชัดมาก ตรง แล้วจัดการให้มิจฉาเราหมดไป ใน อาริยมรรคมีองค์ 8 ท่านตรัสชัดว่าให้ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ นี่ จะไม่ผิดเลย แต่การไปนั่งหลับตาทำสมาธิ เป็นแบบทั่วไป คนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ก็รู้ทั่วไปว่าทำสมาธิคือ ไปนั่งหลับตา เขาเชื่อกันอย่างปักมั่น อาตมาไม่ได้ตีทิ้งนั่งหลับตาสมาธินะ แต่เน้นที่สัมมาสมาธิ เพราะถ้าสัมมาทิฏฐิจริง จะไปนั่งหลับตาสมาธิก็ตาม แต่กายนั้น ต้องมีวิญญาณประกอบด้วย มี เจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร คือ กายวิญญาณ(เจตสิก 3 ) จึงปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ได้ครบ รูปและนาม ที่ปฏิสัมพัทธ์กัน เป็นพลวัติ ใน โพธิปักขิยธรรม 37 คือมีการดำเนินเคลื่อนไปในองค์ธรรม เป็นความย้อนไป ย้อนมา เป็นระบบ จึงเป็น โลกุตรธรรม 37 (หรือ โพธิปักขิยธรรม 37) เพื่อบรรลุ โลกุตรธรรม 9 ในพระไตร ปิฎก เล่ม31 ข ้อ 620 ว่าไว้ ถ้าขาดวิญญาณจะไม่ครบกาย แม้แต่ถึงขั้นจิตสังขารก็ต้องมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร ครบ แม้พระอนาคามีก็ต้องมีครบ ท่านดับกายสังขารได้แล้ว มีแต่จิตสังขารก็ไ่ม่ทิ้งกาย แต่ท่านเหนือกามภพแล้ว กายคือ องค์ประกอบไปด้วย เจตสิก 3 กายปาคุญญตา คือ ความคล่องแคล่วของเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร หรืออย่างพระภิกษุสาติก็เข้าใจผิด หรืออย่างที่เขาแปล สัพพกาโยว่า กองลมทั้งปวง ก็เลยเจ๊งแต่ต้น คือความเข้าใจเขาผิด ถ้าท่านเข้าใจเรื่องกาย จะไม่แปลว่า กองลมทั้งปวงแน่นอน เขาเห็นผี เทวดากันแค่ในความจำ เป็นสัญญา ซึ่งไม่มีองค์ประชุมครบ ที่ต้องมีภายนอกภายในครบ พหิทารูปานิปัสสติ แล้วก็รู้ภายในเป็นอัชฌัตตัง แต่คำว่าเห็นนี่ พระพุทธเจ้าใช้คำว่าปัสสติ คือไม่ได้เห็นแค่ในสัญญา แต่เห็นเป็นของจริง ที่มีองค์รวมของผี เทวดาบริบูรณ์ทั้งรูปธรรม และนามธรรม พระพุทธเจ้าว่าต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย ครบรูปนามจึงมี รูป 28 มี จิต 89 หรือ เจตสิก 52 ที่จริงมีมากกว่านั้น แต่รู้แค่นี้ปฏิบัติให้เต็มรูป_นามได้เท่านี้ก็อรหันต์ ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าไม่ชัดก็ไม่สามารถเห็นจิต 89 หรือรูป 28 หรือเจตสิก 52 ได้ ไม่มีความจริงให้เรารู้ได้ เพราะไปนั่งหลับตา ทิ้งภายนอก ก็เหลือแต่สัญญา ไม่ครบมันแหว่ง มันหายไป ทั้งที่โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็อยู่กับองค์ประกอบนอก กระทบ ว่าเกิดกิเลสไหม? ทิ้งกายไม่ได้ ทิ้งข้างนอกไม่ได้ อรหันต์จบแล้ว ก็ไม่ทิ้งภายนอก ยิ่งอยู่เหนือสบายทิ้งไปเลย แต่หนีไปนั่งหลับตาดับปี๋ ก็ไม่รู้ สร้างแต่ความไม่รู้ให้จิต หยุดคิดหยุดรู้ไม่นึก พระพุทธเจ้าท่านว่า จะให้พิจารณาให้แทงทะลุ แต่เขากลับให้หยุดคิด ให้จิตอย่าออกนอกตัว อาตมาพูดแล้วเหมือนแอค แต่ว่าที่ต้องทำ เหมือนพูดข่ม มีลีลาเช่นนี้ เพราะไม่อย่างนั้นพวกคุณก็หลับหมด จะให้พูดเย็นๆเพราะๆ เรื่อยๆ อย่างนั้นพวกคุณก็ไม่ได้อะไร รับไม่ได้ แต่ที่ต้องพูดเช่นนี้นั้น เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ให้จิตเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นไม่ถึง การปฏิบัติสมาธิ ที่มีแต่ใช้สัญญาในภวังค์ ก็ไม่ครบ จิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่ารูปนี้หมายถึงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งรูปและอรูป คำว่ารูปนี้ไม่ใช่แค่รูปภายนอกอย่างเดียว แต่หมายถึงทั้งรูปนอก รูปใน ไปถึงเจตสิก รูป นิพพาน เราพาทำสัมมาทิฏฐิตามมรรค 7 องค์ ปฏิบัติ สัมผัสวิโมกข์ ด้วยกาย อย่างสำเร็จอิริยาบถอยู่ แล้วทำใจในใจให้เป็นฌานที่เป็นสัมมา คือการเพ่งรู้ เพ่งเผา เพื่อรู้ความจริงตามความเป็น จริงถึงตัวสมุทัย แล้วเผาเลย ทำฌาปนกิจเลย ทำลายให้ได้ ฌานคือ การเผา คำว่า กาย นี้หมายถึง รูปธรรม และ นามธรรม แต่เน้นนามธรรมมากกว่า แล้วจึงสามารถเรียนรู้ในองค์ธรรมต่างๆ ใน มโนปวิจาร 36 ปฏิบัติให้ถึง เวทนา 108 เมื่อมันกระทบสัมผัส แล้วปรุงเป็นสุขเป็นทุกข์ เรา ต้องเรียนรู้ ว่า มันคือองค์ประกอบของ สังขาร จนมันเป็น อัสสาทะ รสอร่อย หรือ ไม่ได้ตามยึด ก็ทุกข์ เป็นพยาบาทแย่งชิง ลึกเข้าไปใน เวทนาในเวทนา ก็ถูกเรารู้ได้ ก็เป็นเจตสิกว่าเป็นสุข ทุกข์อย่างไร พิจารณาในความสุขทุกข์ นั้นอีก แทงทะลุเข้าไป เราก็จะเห็น ปัสสติ เห็นใช้พยัญชนะบาลีว่า ปสามีติ จิตที่เป็นอาการ อารมณ์ปรุงแต่ ง มันโกรธ ไม่ชอบใจ เราก็เห็นแล้ว สัมผัสตัวนี้ แล้ว วิปัสสนา หยั่งธาตุรู้ ขั้นปรมัตถ์ มันกำลังกลายเป็นผีแท้ๆ เป็นอาการ โทสะมูล จิตในจิตท่านใช้คำว่า สโทสะ เห็นมันโต้งๆ สัมผัสมันเห็นๆ ว่านี่ผีแท้ๆทางปรมัตถ์ อาตมาขอรับรองว่าพวกเรา ถ้าฟังดีๆ เรียนไปตามที่อาตมาสอน พวกคุณไม่เห็นผี เห็นเทวดา ไม่เป็นไม่ใช่ลูกศิษย์โพธิรักษ์ แล้วไปเห็นผีหลอก ผีเก๊ก็ไม่ใช่ลูกศิษย์โพธิรักษ์อีกนั่นแหละ แล้วขอย้ำว่าจิตวิญญาณเท่านั้น ที่เป็นผี เป็นวิญญาณ แม้แต่เส้น หรือแสงเป็นผี ก็ไม่มี เพราะ วิญญาณ นั้น อนิทัสสนัง สัพโตปภัง อนันตัง ซึ่งมโนนั้น อสรีรัง ไม่มีสรีระ ไม่ใช่ร่าง มันเป็นนามธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าชัดว่า ต้องอ่านด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ว่าอาการอย่างนี้คือผี มันเป็นกรรมกิริยา ว่านี่คือ อาการโกรธ เป็นผีนรก คุณต้องกำหนดหมาย เป็นนิมิต ว่าอย่างนี้ผี ต่างกับเทวดานะ มีลิงค คนละเพศนะ ฟังเข้าใจแล้ว ก็ปฏิบัติ อ่านอาการ ลิงค นิมิตของตน ในพระไตร ปิฎก เล่ม 10 ข ้อ 60 จิตวิญญาณเท่านั้น ที่มีอาการผี ไม่ใช่ไปหลงแค่รูปร่าง ผู้ใดหลงว่ามีตาทิพย์เห็นผีเป็นรูปร่าง ผู้นี้ไม่มีทางบรรลุธรรม การทุกข์การโกรธ ไม่มีรูปร่าง แต่เป็นทุกข์อาริยสัจจ์ สมุทัยอาริยสัจจะ คือสัตว์ที่เรียกว่าตัวโกรธ ไม่ใช่สัตว์ สี่ขา สองขา สัตว์บกสัตว์น้ำ แต่คือ สัตว์ทางนามธรรม คือ โอปปติกะ ต้องรู้ว่าสัตว์โอปปาติกะคืออย่างไร ต้องรู้ว่าคือนามธรรม คือวิญญาณ คือมโน คือจิต แล้วจะเห็นได้อย่างไร ก็เห็นได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส มันคือนามรูป ไม่ใช่รูปรูป มันเป็น สัตว์โอปปาติกะ เกิดเมื่อสัมผัสเหตุปัจจัย ไม่ใช่แค่สัญญา หากคุณนึกคิดเอาก็เป็นสัญญา ไม่ใช่ความครบองค์ประกอบของกาย พร้อมทั้งการสัมผัสหลัดๆ โต้งๆ เป็นเหตุปัจจัยครบ แม้ที่สุดอายตนะ ขนาดมโน กับ ธรรมายตนะ หากคุณตามรู้ส ิ่ งหยาบ แต่ภายนอกชัดเจนว่า เห็นวิญญาณเป็นอาการ แล้วมนายตนะ ธรรมายตนะ เป็นขั้นอรูปแล้ว ละเอียดมาก หากคุณเอาของหยาบไปใส่อรูป มันก็ไม่มีทางเห็นจริง จะเพี้ยนไปหมดเลย ผู้ใดไม่ชัดเจน ก็จะไม่เกิดการรู้ การเห็นขั้น วิปัสสนา (การเห็นได้อย่างวิเศษ) เห็นมนายตนะ ธรรมายตนะ ปรุงแต่งกันอยู่ในใจเราทนโท่เลย มีวิญญาณผี เกิดในใจในมโนเราเลย แต่ไม่ทิ้งกาย จิตสังขารไม่ทิ้งกายสังขาร เป็นองค์รวมไม่ทิ้งกันเลย นี่คือรูปแห่งธรรม ที่เป็นขั้นปรมัตถธรรม หรือโลกุตรธรรม นี่คือผู้เห็นธรรมที่ทรงไว้ในใจเรา เป็นโลกุตรธรรมที่ทรงไว้ในใจเรา ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต เป็นเช่นนี้เอง ตถาคต ตถตา แปลว่า ความจริง ผู้กำลังเห็น (ปัสสติ) เป็นวิปัสสนาญาณ คือผู้นั้น กำลังเห็นกำลังพบตถาคต เป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธเจ้า , พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นนิดเดียว ก็เป็นนิดเดียว ตั้งแต่พ้นสักกายทิฏฐิ เรียนมาเป็นทฤษฏี รู้แต่ตอนนี้ปฏิบัติเห็นจริง จึงเรียกว่าพ้นสักกายทิฏฐิ เห็นอยู่โต้งๆแท้ๆ กำลังพ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 เป็นสัตตาโอปปาติกา เป็น สัมโภคกาย คือเป็น องค์ประชุมของรูปและนาม ที่กำลังบริโภคอารมณ์เดียวกันอยู่ อารมณ์ผี เทวดา สุขทุกข์ จิตเสวยอารมณ์นั้นอยู่ เป็นสัมโภคกาย เกิด อาการผี ที่เป็นอาการของมนายตนะ และ ธรรมายตนะ กำลังมีอกุศลจิต เป็นสัตว์นรก เรียกว่าผี มาร ก็ได้ โทสะมูลตัวนี้ ไม่มีสรีระ รูปร่าง เราต้องกำหนดเครื่องหมาย อาการ ลิงค ของมันเองว่า นี่คืออาการผี นี่คือเทวดา นี่แหละคือ ตัวการแท้ๆ เราเห็นอาการต่างๆ ที่มีนัยต่างกันเป็น ลิงค ว่าโลภ กับโกรธ ไม่เหมือนกัน หรือว่ามันมาก หรือน้อยกว่ากันก็ต่าง มันต่างกันด้วยอินทรีย์ หรือต่างกันด้วยเพศ ก็คืออันหนึ่ง นี่คือคำว่า อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้แล้วอย่าปล่อยให้มันอ้วนขึ้น ต้องรู้ให้ครบ ความแตกต่างกัน ลิงค ท่านเรียกว่า ภาวรูป 2 คือเมื่อ ปสาทรูป แล้วเกิด โคจรรูป ก็เกิดภาวรูป มันไม่เป็นเอก มีอาการอยู่ 2 ไม่เป็นหนึ่ง ก็คือภาวะสอง ที่คุณต้องทำให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกบุรุษให้ได้ ให้ไม่มีเพื่อนสอง ต้องจับอ่านให้รู้ที่หทยรูป ซึ่งไม่ใช่สถานที่อื่น แต่อยู่ในคูหาสยัง ในกายนี้แล้ว ก็อยู่ตรงนั้น เราต้องรู้ชีวิตินทรีย์ รู้ปริเฉทรูป ที่จะตัดกรอบให้ว่างไปเป็นลำดับไล่ไป …

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น

_0824039xxx ถามว่า … กราบเรียนพ่อครู ระบ บ สังคมนิยมที่มีธรรมะ ที่เรียกว่าธรรมิกสังคมนิยม! คำๆนี้คืออะไรหมายความว่าอย่างไร? จะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในป ระเทศ ได้ฤา? เพราะที่ผ่านมาเรามีพระเต็มบ้าน วัดเต็มเมือง ธรรมะเต็มป ระเทศ แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ตก? พ่อครูว่า ...มันยังมิจฉาทิฏฐิ เต็มประเทศเต็มเมือง(ขออภัย) ก็เลยแก้ปัญหาไม่ตก แล้วที่เรียกว่า ธรรมมิกสังคมนิยม เป็นบัญญัติของท่านพุทธทาส อาตมาไม่ทราบว่า ท่านหมายแท้ๆคืออย่างไร? ของท่านหมายนะ อาตมาสารภาพว่าไม่มีความรู้ในความหมายของท่านพุทธทาส แต่ก็ขอเดาว่า...เท่าที่พอเข้าใจว่าท่านหมายถึง ท่านก็คงหมายความว่าเป็นองค์รวม ของสังคมมีธรรมะต่างๆทั้งหมด ไม่ว่าจะของคณะไหน แบบไหน สรุปว่าสามารถประสานธรรมะของทุกอย่างรวมกันประนีประนอมกัน เอาส่วนดีมาประสมกัน ถ้าเป็นอย่างนั้น เอามารวมกันเฉยๆ ความจริงแล้ว ถ้าจะพยายามตีความเป็น สัปปุริสธรรม รวมกันแล้วตัดสินเอาค่าเฉลี่ยกลางๆของสังคม อันนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาสังคม อาตมาว่าแทนที่จะหมายถึงอย่างนั้น ถ้าใช้ค่าเฉลี่ยรวมนี้มันคือผล แต่เหตุมันคือ จะแก้ปัญหาให้ตก คือต้องเอาการศึกษาโลกุตรธรรมให้แก่มนุษย์ให้ได้ ให้เป็นผล ซึ่งธัมมิก คือภูมิธรรมะ ...มีสู่แดนธรรมเอาความหมายของท่านพุทธทาสมาให้ดูว่า...คือ.... สังคมนิยมในพุทธศาสนา เป็นไปตามธรรมะคือ ธรรมชาติ อุดมคติคือ ไม่เอาส่วนเกิน คือ รากฐานของสังคมนิยม ไม่เอาส่วนเกินคือ ปัจจัยที่บัญญัติไว้ในวินัยของภิกษุ แล้วจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือ?...ถ้าให้อาตมาตอบอีกที ที่แก้ปัญหาไม่ตกคือมิจฉาทิฏฐิ แล้วจะแก้ได้ ต้องทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ แก่มนุษย์ในสังคม แล้วทำให้เป็นผลให้ได้ ประเด็นคือ ทำอย่างไร จึงได้ผลดี ต้องทำที่เหตุ แต่พูดให้สวยๆได้เท่ คนนิยม แต่พูดถึงเหตุ อย่างอาตมาพูดนี่ คนไม่ค่อยกล้ามาเข้าใกล้หรอก แต่คือสัจธรรม

_0824039xxx ถามว่า … ระบอบทุนนิยมแบบเสรีนิยม เป็นระบ บ ที่เปิดโอกาสให้คนเห็นแก่ตัวครอบครองปัจจัย4 ฤาปัจจัยการผลิตอย่างไร้ขอบเขต เช่นยุคที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน! ตราบใดที่จิตสำนึกของ น ักการเมือง ป ระชาชน บางส่วนยังไม่เข้าถึงป ระโยชน์ ของระบ บ สังคมนิยมที่มีธรรมะ! ปัญหาป ระเทศ คงจบยาก! พ่อครูว่า ...สังคมนิยมพยายามช่วยสังคม พยายามเฉลี่ยกันให้ทั่วถึง คือความหมายสามัญ เป้าหมายเดียวกันหมด ไม่ว่าศาสนาไหน พอรู้กัน แต่เหตุใหญ่มันอยู่ที่กิเลสในตัวคน ขอให้แต่ละคนยอมรับว่าทฤษฎีนี้ ต้องเอามาทำ แล้วยอมรับว่าตนมีกิเลสตัวนี้ ถ้าไม่ยอมรับทฤษฏีนี้ว่าคือ ต้องมาลดกิเลส แล้วไม่ยอมรับกิเลส ก็ไม่มีทางแก้ได้

_0857308xxx ถามว่า … ปิดเทอมจะไปขอแอบลองทำข้อสอบได้ไหมคะ พ่อครูว่า ...มาเลย welcome

_0857308xxx ถามว่า … อยากเป็นนิสิตวบบบ.มาก เรียนหน้าจอ และดูรีรันทุกวันแต่ติดงานครู และอยู่ไกลมาก พ่อครูว่า ...ถ้าถึงจริงอยู่ฟากฟ้าไหน ก็มา ถ้าไม่ถึงจริง ไม่มาหรอก

_0824039xxx ถามว่า… การที่เราจะบรรลุธรรมได้นั้น เราต้องประสบปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพราะนั่นคือวิบากกรรมเก่า ที่ทุกคนต้องเผชิญ! ถ้าเราเจอกรรมเก่า ก็ถือว่าเราต้องยอมชดใช้กรรมนั้น! เมื่อผ่านมาได้กรรมเก่านั้นก็ลดลงไปเรื่อยๆ โดยไม่สร้างกรรมใหม่! เราจะสำเร็จธรรมไหม? พ่อครูว่า ...ถ้าเราเจออุปสรรคคือ กรรมเก่า คือวิบาก ที่มาออกฤทธิ์ เป็นโจทย์ของคุณ เป็นวิบากเก่า เป็นเรื่องก็ได้ ที่เราต้องเจอ หรือบุคคล เหตุการณ์ก็ได้ ที่มาออกผล ถ้าเราเจอกรรมเก่า ก็ถือว่าเราต้องชดใช้ กรรมนั้น? ก็ถูก แต่ไม่ใช่ว่าต้องยอม เสียจนที่เราว่า เราไม่มีความสามารถทำให้ดีกว่านั้น เช่น วิบากเราต้องถูกฆ่า แล้วเราก็ยอมให้ถูกฆ่า เราอาจได้ชดใช้ แต่ว่าเราไม่ได้เกิดผลประโยชน์ให้คู่กรรมเก่าได้รับผลดีด้วย ว่าเขาเองเป็นผู้ถือเรานะ ถ้าเราไปถือเขาเป็นปฏิปักษ์ เราก็จะทวงหนี้อีก จะย้อนกลับไม่รู้จบ แต่ทำอย่างไรต่างคนต่างจบได้ไหม? นั่นคือการต่อสู้กรรมเก่าอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกคนหยุดเรื่องราว อโหสิ แต่ถ้าไม่อย่างนี้เพราะผู้ที่แก้มือได้แล้ว แก้แค้นได้แล้ว ไม่ได้จบ เขาจะย่ามใจ ถือเป็นผู้ชนะ เท่ากับเราใจดำ ปล่อยให้คุณเสีย นี่คือแนวลึกที่จะต้องศึกษา การต่อสู้เราถึงต่อสู้สุดทางก่อนได้เมื่อไหร่ก็จบ อาตมาปล่อยให้เขาเล่นงานก่อน แต่อาตมาไม่ได้หยุดย้อนแย้ง เขาเล่นงานก็ยอมให้เขาเล่นงาน แต่อาตมาไม่ได้หยุด ให้รู้ว่าที่จริงคุณไม่ได้ถูกนะ ยิ่งเราถูกแล้วคุณมาทำเราอีก คนถูกควรชนะ แต่ปล่อยให้คุณชนะนั้นล้มเหลว เสียทั้งคู่เลย เสียเปล่า ถ้าเราถูกเราก็ไม่ปล่อยให้เขาชนะตลอด มันผิด ให้ส ิ่ งผิดเป็นสิ่งถูกไม่ได้

_0824039xxx ตอนฟังพ่อครูพูดถึงสำรอกกรรม! พอดีแบตหูเทียมหมดฟังไม่ทันได้ยิน! สำรอกกรรมหมายถึง หยุดการกระทำที่เป็นบาป! ทำแต่บุญลดละกิเลสใช่ไหม? พ่อครูว่า ...สำรอกกรรม ก็อาตมาบอกว่ากรรมอดีตสำรอกไม่ได้ แต่ทำกรรมปัจจุบันเป็นตัวแปรไปลดกิเลสได้

ถามว่า… คนไปบวชพ่อผมคนจีนบอกว่า บ่เถ่าโหล่ คือคนไม่มีทางไปผมก็เลยไปทำธุรกิจ แต่ตอนนั่งสมาธิ ก็รู้สึกตนบรรลุธรรม แต่ตอนกลางคืนก็ไปเที่ยวดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แล้วไปเปิดคอกเทลเลาจ์ มอมเมาคนอื่นต่ออีก รายได้เดือนละหลายแสน ก็ไม่พอ จนป่วยเหมือนใกล้ตาย ก็ได้มารู้จักชาวอโศก ได้รู้ว่ากินเหล้านี่อบายมุข ต้องลดละ ก็เลยถือศีล ลดละได้

ถามว่า… สายโทสะ สายราคะ เกิดจากเหตุอะไร? จำเป็นต้องรู้ของตนไหม? พ่อครูว่า ...จริตมันมีจริง ในสิ่งที่มี ก็มีสองเพศเสมอ ถ้าไม่เกิดสองอย่าง มันไม่มีอะไรอยู่ได้ ถ้ามีอย่างเดียวนั้น มันหายไปเลย หากมีสองอย่างมันจะอยู่ การแยกสองอย่าง มันก็ต้องต่างกันจึงเรียกว่าเพศ แล้วเป็นเพศถึงชีวะ บวกลบ เพศผู้เมีย สูงสุดก็มีสอง ในสัจจะของแต่ละจริต มันมีทั้งที่มีสองเพศในตน อย่างเจโตกับปัญญา ศรัทธากับปัญญา มันมีสองอย่าง แล้วมีเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง สองอย่างต้องไม่เท่ากัน การเท่ากันใดๆในโลกนี้ มีแต่เรื ่ องไม่มี ผู้จะให้มีก็อนุโลมให้เกิดได้ ว่าควรจะให้อะไรนำหน้า อะไรตามหลัง นี่คือสูงสุดของผู้ทำงานอย่างอรหันต์ สมมุติว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิด ถ้าจะตัดสินให้อันถูกชนะแต่ไม่สงบ ก็ต้องให้คนถูกยอมคนผิด ก็จำต้องทำ แต่ก็ต้องให้คนผิดรู้ตัวว่าคุณผิด แต่เขายอมคุณ เพื่อให้รู้ว่าการลดตัวลดตน ยอมนั้นประเสริฐ เหมือนกับอาตมาที่แพ้ อาตมาว่าอาตมาไม่ผิด แต่อาตมายอมคุณ แต่ทุกวันนี้อาตมาก็ไม่ได้ผิด ยืนยันได้ มันยากที่จะให้ผู้ถูกนี่ยอม เพราะบางทีมองตื้นๆว่าผู้ถูกจะให้ยอมได้อย่างไร มันก็ไม่ดีหากให้ผู้ผิดชนะ แต่ผู้ผิดที่ให้ชนะ ต้องให้เขารู้ว่ายอมนะที่ให้ชนะน่ะ การยอมนี่มันสูงกว่าชนะคุณ แต่ถ้าคุณยอมให้เราชนะ เราก็ไม่เอาตัวตนไปข่มเขา อย่างทุกวันนี้อาตมาพูดสัจจะจึงเหมือนข่มเขาไป สรุปว่าจริตมันมีสอง แม้รู้ว่าตนเองเป็นจริตอะไร ก็อย่าดูถูก ปัญญานั้นดูเหมือนเหนือกว่าเจโต แต่ที่จริงเจโตนั้นเป็นตัวจบ ในลักษณะ อิตถัตตะ และ ปุริสัตตะ มันสลับกันอยู่ว่าใครให้ใคร แพ้หรือชนะ แต่สุดท้ายต้องให้ผู้ถูกชนะ แต่สุดท้ายก็ไม่มีตัวตน ต้องทำให้เขาจนที่สุดยังไงเขาก็รู้ว่าเราเองเราถูกแต่เรายอม แต่ถ้าสุดท้ายเขายอมรับเข้าใจว่า เราถูกเขาผิด อาตมาว่าอาตมาทำอยู่แล้ว ได้ผล แต่เขามีอัตตาซ้อนว่า เอ็งถูกก็ไม่เปิดเผยหรอก ขอให้ข้าตายก่อน เราต้องใช้สัปปุริสธรรม และมหาปเทส(ใช้ปัญญาตน) พระพุทธเจ้าว่าสิ่งใดที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ก็ประมาณเอาเอง ก็ใช้สัปปุริสธรรม 7 ต้องประมาณด้วยไม่ประมาท เช่นว่า ใน 100 คุณต้องอย่าเอาเต็มร้อย ต้องเอาลดลงไว้เสมอ แต่ถ้าคุณเอาเกินร้อยก็เสียแรง การเอาไม่เต็มร้อยคือ การยอม การเสียสละ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน