571214_วิถีอาริยธรรมฯที่บุญลอมข้าวศีรษะฯ เปิดเผยความลับของมนุษย์และจักรวาล.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571214_ วิถีอาริยธรรมฯ ที่บุญลอมข้าวศีรษะฯ เรื่อง เปิดเผยความลับของมนุษย์และจักรวาล(ตอบปัญหา คุณFuse Kiss)
พ่อครู … วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2557 แรม 8 ค่ำ เดือนอ้าย ที่ บวร ศรีษะอโศก พวกเราเดินทางมาถึงวันนี้ยิ่งมั่นใจ ว่าเป็นผลของโลกุตรธรรม มาเป็นคนในโลกใหม่ ก็ตั้งใจพากเพียรศึกษาเอา เราก็กระจายไปหลายภาค พอถึงเวลาก็มารวมกัน จะเป็นพลังรวมของสนามแม่เหล็กของชาวอโศก ก็ตั้งใจเอา ตัวแทนศิษย์เก่าฯ กล่าวนำรายการ...เนื่องในโอกาสช่วงนี้เป็นช่วงที่ศิษย์เก่าพุทธธรรมแซงแซว และศิษย์เก่าสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ได้จัดงาน รวมตัวศิษย์เก่าฯ เพื่อน้อมรำลึกถึงครูบาอาจารย์ วันนี้ทั้งหมดได้นำพาลูกหลานมาในงานนี้ก็ประมาณ 200 กว่าคน จะขออนุญาตทำพิธีไหว้ครู ...ปาเจราฯ.... พ่อครูพาสวดมนต์สั้นๆ ก่อนเข้าสู่รายการ ... อาตมาก็เกิดแรม 8 ค่ำเดือน 7 ปีจอ พศ.2477 ... .มนุษย์เราก็อย่างนี้แหละ รู้จักวิธีการที่จะรวมจิต แล้วมีพิธี วิธีที่จะทำให้จิตใจพวกเราหลอมรวมกัน …. จิตวิญญาณเป็นพลังงาน พวกที่เรียนอภิธรรมเขาว่า ฟังไม่ขึ้น เพราะเขาถือว่า พลังงานเป็นมหาภูตรูป เขาจะไม่ยอมรับว่าจิตวิญญาณเป็นพลังงาน ที่จริงคำว่า พลัง ไม่ใช่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่มัน รวมทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นจิตนิยาม แล้วจิตนิยามก็จะพัฒนาไปตามลำดับ มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ สูงจนเข้าใจกรรมวิบาก เชื่อกรรมวิบาก แล้วรู้จักส ิ่ งทรงอยู่ สุดท้ายคือธรรมะ แล้วทรงอยู่อย่าง สังขตธรรม อย่างสนิทเนียน แยกกันยาก ทำลายยาก แต่ผู้ศึกษาชัดเจนแล้ว ทำให้พลังงานรูปและนาม ที่เกาะกันอยู่อย่างสังขตธรรม รวมหมด ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และช่องว่าง สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าศึกษาแล้วรู้จักความจริง คำว่า ความจริงเป็นส ิ่ งยิ่งใหญ่ พอดีมีคนที่เขาเขียนคำถามมาทาง Facebook กองท
อ่านต่อ
ัพธรรม เขาใช้ชื่อว่า Fuse Kiss เขาถามมา ซึ่งเป็นคำถามที่จะถามเพื่อรู้หรือเอาไปทำงาน ก็ดี แต่เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมาก ที่จริงวันนี้อาตมาจะต้องออกวิถีอาริยธรรม ก็ตั้งใจอธิบายให้พวกเรารู้ ที่จะพูดนี้เป็นความจบของความรู้ แต่ก่อนจะอ่านคำถามจะมีเพลงนำก่อน คือ เพลง อีกหนึ่งฟากฟ้า ….
อีกหนึ่งฟากฟ้า ชวนท้าทาย ว่ามันหมายอย่างไร ใครบ้างเคยไปเห็น โลกนี้แปลกจัง หยั่งรู้ยากเย็น เป็นโลกเทวดา โลกเก่า เราเคยหลงนิยม ด้วยสุขสมเสพ....ซม.... จมอยู่กับตัณหา รูปเสียง กลิ่นรส ลาภยศต่างพา เราบ้า จาบัลย์
แต่อีกหนึ่งฟากฟ้า กล้าทวนกระแส ถึงใครหยามแหย่ ไม่แคไม่หวั่น แม้ลือว่าบ้า ยังท้าคงมั่น โลกสั่นคลอนหวั่นไหว อย่าหมิ่น อย่าเมิน จนเผินมอง ใช่เป็นของต่ำทราม หยามเหยียดไปถึงไหน ศึกษาผ่าดู ให้รู้แก่ใจ ใครบ้า ใครดี ??
แต่อีกหนึ่งฟากฟ้า กล้าทวนกระแส ถึงใครหยามแหย่ ไม่แคร์ไม่หวั่น แม้ลือว่าบ้า ยังท้าคงมั่น โลกสั่นคลอน หวั่นไหน อย่าหมิ่น อย่าเมินจนเผินมอง ใช่เป็นของต่ำทราม หยามเหยียดไปถึงไหน ศึกษาผ่าดู ให้รู้แก่ใจ ใครบ้าใครดี ?? โลกสองฟากฟ้า ฟากฟ้าหนึ่งเป็นโลกียะ กับโลกุตระ พระพุทธเจ้าค้นพบ กุศลกับอกุศล และกุศลของพุทธ มีนัยลึกถึงบุญ ซึ่งปัจจุบันนี้เขารู้คำว่าบุญเพี้ยนไปแล้ว คำว่า กุศล นั้นหมายถึง ความดีทั้งหมด ในกุศล มีโกลุตระด้วย ผู้มีโลกุตระก็มีบุญ บุญ คือ เครื่องมือในการชำระกิเลส คือสันตานังปุนาติ วิโส เทติ คือการชำระกิเลสในจิตสันดานให้หมดจน ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งความดีงาม ของกุศล แต่ไม่ใช่หน้าที่กุศล แต่เป็นหน้าที่ชำระกิเลสโดยตรง คำว่าบุญ เมื่อทำหน้าที่หมดแล้ว ก็จบหยุด สิ้นบุญ สิ้นบาป ปุญญาปาปปริกขีโณ คำถามจากนักศึกษาถามมาอย่างพิศดาร อาตมา จะใช้เป็นโจทย์ในการเทศน์วิถีอาริยธรรม วันนี้ โปรดติดตามทางบุญนิยมทีวีหรือ ชมภาพ HD ที่ www.boonniyom.tv และ ชมภาพ SD ที่ www.fm-tv.tv/mobi เลือกช่อง3 -เว็บไซต์ชมออนไลน์
เขาถามว่า....สวัสดีค่ะ พอดี ต้องทำรายงาน ทำแบบสอบถาม ซึ่งเกี่ยวกับศาสนา และความเชื่อของพุทธ จะขอความช่วยเหลือ..อยากให้ช่วยตอบแบบสอบให้หน่อยค่ะ ขอความกรุณาด้วยนะคะ แบบสอบถามมี 6ข้อ 1. ความจริงสูงสุดคืออะไร? อะไรเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งใดจริงไม่จริง? 2. จุดเริ่มต้นของจักรวาลคืออะไร? อะไรคือจุดประสงค์ของการมีอยู่ของจักรวาล? 3. มนุษย์คืออะไรในศาสนาพุทธ จุดเริ่มต้นของมนุษย์มาจากไหน? มนุษย์เกิดมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? 4. มนุษย์ตายไปแล้วจะไปไหน? สำหรับพุทธศาสนาแล้ว ความตายมีความหมายหรือคุณค่าหรือไม่? 5.จริยธรรมคืออะไร อะไรเป็นบรรทัดฐาน หรือมาตรฐานของจริยธรรม? และใครหรือสิ่ง ใด เป็นตัวกำหนด? 6. อะไรที่ระบุถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์? อะไรเป็นบรรทัดฐาน? และใครเป็นคนกำหนด? ขอบคุณค่ะ
คำถามแรกคือคำถามเกี่ยวกับความจริง ว่าความจริงสูงสุดคืออะไร? พ่อครูว่า ... ความจริงมีสองอย่าง คือ ปรมัตสัจจะ กับ สมมุติสัจจะ ความจริงที่สูงสุดคือ ปรมัตถสัจจะ ส่วนความจริงที่ไม่สูงสุดคือ สมมุติสัจจะ สมมุติสัจจะ คือความจริงที่โลกเขากำหนดว่าอะไรเป็นความจริง คนเดียวก็เป็นความจริงของคนเดียว กลุ่มหมู่ก็กำหนดในหมู่ว่าอันนี้เป็นจริง ถ้ายอมรับกันทั่วไป ทั่วโลกก็คือ สมมุติสัจจะที่มนุษย์กำหนด แต่ปรมัตถสัจจะขั้นสูงสุดนั้น ไม่มี สัจจะสูงสุดนั้น ไม่มี แต่หากจะมีนั้น ก็มี มีได้อันเดียว อันใดอันหนึ่งเท่านั้น ถูกที่สุดเป็นภาวะที่สมบูรณ์ที่สุด ถ้ามีก็โหติ แต่ถ้าไม่มี คนไม่มีจิตวิญญาณ ก็ไม่มีอะไรกำหนดเลยว่า อะไรเปํนสัจจะ แต่เมื่อมีคนก็มีการกำหนด ถ้ายึดร่วมกันเท่าไหร่ ก็อันนี้จริงที่สุดถูกที่สุด เช่น เห็นขี้ดีกว่าข้าว หากเห็นร่วมกันหมด ก็ขี้ดีกว่าข้าว ก็เป็นสัจจะได้ ถ้ายึดร่วมกันไม่มีแย้งเลยก็อันนี้เป็นสัจจะหนึ่งเดียว แต่ถ้าไม่มีการกำหนด ขี้ก็อยู่กับขี้ ข้าวก็อยู่กับข้าว ไม่มีสัจจะ ไม่มีความจริงอะไรเลย
จุดเร ิ่ มต้นของจักรวาลอะไร.. พ่อครูว่า... คือไม่รู้....คือสังขารโลก ของการปรุงแต่งสังขาร ตั้งแต่เล็กๆ จนใหญ่ เป็นดวงดาว เป็นจักรวาล วิวัฒนาการมาเป็น อุตุนิยาม พัฒนาเป็น พีชนิยาม แล้วมาเป็น จิตนิยาม ที่พัฒนาจิต จนรู้กรรม ได้เป็นมนุษย์ แล้วเมื่อ ก็ทำความไม่มี ให้มีได้ นี่คือสูงสุดของที่เกิดมาในจักรวาล จักรวาล เป็น สังขารโลก การปรุงแต่งของ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ มัน เลิกปรุงแต่ง สังขารสลายหมด พลังงานดูดหมดเลย ก็ ไม่มีพลังงานแม่เหล็ก ดูด ตัณหา คือ พลังงานแม่เหล็กที่ร้ายกาจมาก พอมันหมดฤทธิ์ เป็นนิวทรอน ก็ไม่มีการยึดติด ไม่มีอะไรเหลือเลย เรียกว่า นโหติ จุดประสงค์ของจักรวาล เป็นไปตามธรรมชาติ มันไม่รู้ตัว แต่มีภาวะของมัน เร ิ่ มด้วย แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า มันก็รวมกัน หมดแรงก็สลายไปเป็นอุตุนิยาม จนมีการกำหนดตัวกูของกู มาเป็นชีวะ แต่ก็น้อยมาก ไม่มีเวทนา มันก็ดูดเกาะแล้วสลายไปตามธรรมชาติ ก็ได้แค่พลังงานฟิสิกส์ Biology จากนั้นพัฒนาจาก พีชะ เป็น จิตนิยาม มีเวทนา เป็นพลังงานมีจุดประสงค์มีความรู้รอบ จนเจริญสูงสุด สามารถทำให้พลังงานสลายได้ ทางวัตถุธาตุ ไอสไตน์สลายวัตถุได้ เป็น ป รม าณู แต่พระพุทธเจ้าเลยไปกว่านั้น สลายพลังงานทางจิตวิญญาณได้ สามารถเอาพลังงานจิตมาใช้ได้มากกว่าปรามาณู แล้วสลายได้สะอาดกว่า มีพลังงานมากกว่าปรามาณู เป็นฤทธิ์ที่ยิ่งกว่าพลังงานฟิสิกส์ พลังงานจิตนั้น เก่งกว่า ละเอียดกว่าวัตถุอีก จุดประสงค์ของจักรวาล ตัวเจ้านายของจักรวาล ที่เป็นพระเจ้า คือเข้าถึงความสามารถใด ก็สามารถสลายได้ เอามาใช้งานได้ จักรวาลหรือพระเจ้าอยู่ในมือใคร ที่สามารถกำหนดได้ ก็คือจุดประสงค์ของจักรวาล เท่าที่ตนควบคุมได้ แต่ถ้ามีตัณหาเลยไปก็ควบคุมไม่ได้ ทำได้เท่าที่ตนเองสามารถควบคุมจักรวาลของตนได้
3 . มนุษย์คืออะไรในศาสนาพุทธ..
พ่อครูว่า... คือสัตว์ที่มีนิยามของชีวิต ใน นิยาม 5 (คือ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ) มนุษย์มีจิตนิยาม เ จริญกว่าสัตว์อื่นๆ ไม่ว่าโลกลูกไหน ก็มีมนุษย์ที่เจริญได้ สูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย สามารถที่จะเจริญได้ มี วิสังขาร ได้ แต่ถ้าจะเลิกการปรุง ก็สลายเป็น อสังขาร ได้ ถ้ามีอยู่ก็วิสังขาร เป็น อมตบุคคล ไม่สลายสังขตธรรมให้เป็น อสังขตธรรม ผู้สมบูรณ์สูงสุดรู้สังขารโลก ก็กำหนดได้จะให้มีหรือไม่มีก็ได้ ใ น สังขารโลก ให้สูญสลายเฉพาะบางส่วนก็ได้ ในวงวนสังสารของตน แล้วจุดเริ่มต้นของมนุษย์ มาจากพลังงานอุตุ พัฒนาเป็นชีวะ มาเป็นจิตนิยาม สูงเป็นถึงเวไนยสัตว์ ที่เป็นระดับโลกุตระได้ เร ิ่ มมาจากพลังงานที่จะกำหนดเจริญขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ เกิดมาเพื่อ วัตถุประสงค์ อะไร....ถ้าอวิชชาก็จะต้องได้สิ่งที่น่าได้ น่ามีน่าเป็น เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขโลกีย์ ได้บำเรออัตตาก็สุข นี่คือ โลกียะ แต่วัตถุประสงค์ของผู้ที่เข้ากระแสโลกุตระ ก็จะมุ่งหมายรู้ความจริงให้ครบแล้ว กำจัดกิเลสออกจากจิตได้ ได้หมดก็เป็น อมตบุคคล ได้วิมุติแล้ว แม้ยังไม่ปรินิพพาน ก็เป็นมนุษย์ที่รู้ ความตาย ความเกิด ความมี หรือไม่มี แต่จะซื่อสัตย์ต่อโลกุตรธรรม จะส่งเสริมให้คนมีโลกุตรธรรม ถ้าจะมีลาภ ก็มีได้อย่างไม่เป็นพิษภัย จะมียศก็เอาไปทำประโยชน์ มีโลกธรรมได้ แต่ไม่ติดยึดในความเป็นโลกธรรมหรือกามคุณ แล้วไม่ลึกลับในความเป็นอัตตาด้วย หมดอัตตาในความเป็นสัตว์ จนเป็น มนุสโส จิตสูงสุดหมดความเป็นสัตว์ มีจิตวิญญาณบริสุทธ์ ถาวร ไม่วนเวียนกลับ เป็นจิตวิญญาณอมตะแท้จริง เป็นผู้หมดพิษภัยต่อโลกทั้งสิ้น เป็นมนุษย์ที่มีหลักประกันความจริงที่ โลกุตร ะ(เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) คือเป็นอรหันต์ เมื่อได้แล้วจะอยู่ในจักรวาลนี้อีกนานเท่าใดก็ได้ เพราะมีหลักประกันว่า จิตจะไม่มีชั่วมากลับกำเริบอีก อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ท่านจะอยู่อีกนานเท่าใดก็ได้แล้วมีประโยชน์ต่อโลกด้วย จะสลายปรินิพพานก็ได้ อย่างอาตมามารู้พลังงานนามธรรมมากกว่า ทางวัตถุ ซึ่งไอสไตน์เป็นผู้รู้ด้านวัตถุ เป็นโพธิสัตว์ที่ทำงานด้านนั้น แต่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ด้านนามธรรมจึงรู้ E=mc2 + A ,ซึ่ง ตัวA คือ Abstract คือนามธรรม เป็นพลังงานทางจิต อาตมาเป็นโพธิสัตว์จึงรู้ว่าไอสไตน์เป็นโพธิสัตว์ ซึ่งไอสไต น์ ก็เสียใจที่เขาเอาความรู้ E=mc2 ของแกไปใช้งานในทางที่ผิด ผลิตระเบิดทำร้ายคน เขาค้นพบการสลายและจับตัวของปรามาณู ทางฟิสิกส์ แต่มนุษย์ไม่มีปัญญาเอาไปใช้ผิดๆได้ เพราะจิตวิญญาณมนุษย์เลวร้าย แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ให้ล้างความชั่วในจิตให้หมดจดก่อน สิ้นเกลี้ยง ไม่ทำชั่วอีกตลอดกาล ก็เป็นหลักประกันได้ อันนี้ที่อยากให้คณะบริหารประเทศรู้ ความสำคัญของการพัฒนาจิตวิญญาณ อย่าเอาแต่พัฒนาหลักเกณฑ์กฎหมายมาบังคับไม่สำเร็จหรอก มันจะหาทางเลี่ยงหลบให้จับไม่ได้ แม้จับได้ก็ด้านหนา ไม่ยอมรับอีก กำจัดยาก คนที่ด้านหนา และเลี่ยงหลบ ถ้าไม่พัฒนาการศึกษาให้จิตวิญญาณมนุษย์ลดละกิเลสได้อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ก็ไม่มีทางสำเร็จได้อย่างแน่นอน ที่จะถาวรมั่นคง
4 . มนุษย์ตายแล้วจะไปไหน? พ่อครูว่า... ไปตามวิบาก จิตวิญญาณเป็นตัววิบาก คือกรรม การทำดีปุ๊ปในเวลาวินาทีใด ก็สั่งสมเป็นอัตตาของตนเอง ไม่เอาไม่ได้ นี่คือสิ่งที่จะเป็นจิตนิยาม หรือเรียกว่ามโน หรือพลังงานอัตตาก็ได้ มันจะจับตัวเป็นพลังงานวิบาก หากคุณไม่มีวิธีสลายได้มันก็จับตัวไปตลอด แล้วออกผล ตายแล้วมันก็ออกผล
5. สำหรับพุทธศาสนาความตายมีคุณค่าหรือไม่? พ่อครูว่า... จริงแล้วความตายไม่มีคุณค่า แต่ทำให้กิเลสตายนี้มีคุณค่าที่สุด การตายจะมีประโยชน์คุณค่าก็มี คือพลังงานที่มีประโยชน์ คุณค่าก็ควรมี อย่างอรหันต์ก็ควรมี แต่ก็ให้ท่านได้สลายตัวได้ตามเวลาอย่างพระพุทธเจ้าทำประโยชน์ต่อสัตว์โลกมากมาย แล้วจะไม่ให้ท่านสลายเลย พวกนี้ไม่รู้ว่ามันเหนื่อยมากนะ ที่ท่านทำให้โลกนั้น ก็ให้ท่านได้ไปสูญได้เสียที เป็นที่สุดแห่งที่สุด สรุปว่า ผู้ที่รู้จักการตาย เกิดของพลังจิตวิญญาณ แล้วยิ่งเป็น อรหันต์ ไม่มีพิษภัยต่อโลก ต่อจักรวาลแล้ว การตายจึงไม่มีคุณค่า อาตมาจึงบอกว่าพระอรหันต์จะรู้ดีว่าตนเป็นอรหันต์ ตอนแรกก็อยากตาย เพราะเบื่อ มันทุกข์ แต่ว่าพอต่อไปก็ทุกข์น้อยลงดับได้สนิท ก็จะรู้ว่าอรหันต์ เกือบทุกองค์(ยกเว้น สมสีสีอรหันต์ คือเป็นอรหันต์แล้ว ตายพร้อมกับที่เป็นอรหันต์เลย ก็เลยสูญไปเลย) แต่อรหันต์ปกติจะมีกตัญญู พอเป็นอรหันต์แล้ว จะตั้งจิตอยู่ต่อเป็นโพธิสัตว์ช่วยศาสนาช่วยโลกต่อ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโพธิสัตว์ช่วยโลก แม้ตอนไม่เป็นจะไม่ตั้งจิต แต่ว่าพอเป็นแล้ว จะได้เอง อรหันต์สมสีสี นี้ มีน้อยมาก
6 . จริยธรรมคืออะไร พ่อครูว่า... หมายถึง สมมุติสัจจะ หมายถึง สภาพที่รู้ร่วมกัน ว่าเป็น พฤติกรรมกุศล ที่ดี ถ้ามนุษย์กลุ่มนี้ ยึดถือร่วมกันว่าขี้ดีกว่าข้าว เขาก็จะยึดถือว่าขี้ดีกว่าข้าว จะอาขี้มาทำประโยชน์มากมาย เขาจะถือว่าขี้เป็นต้นกำเนิดของข้าว เพราะขี้เป็นปุ๋ยให้ข้าวได้ นี่ก็เป็นสมมุติ ที่เขายอมรับกัน เป็นจริยธรรม เช่น อเมริกาถือว่าฟรีเซกส์เป็นเรื่องไม่เสียหาย เขาก็เห็นว่าเป็นของธรรมดา แต่ว่าเขาก็ว่าอย่าหลายผัวหลายเมียนะ ถ้าแต่งงานแล้ว แต่ทางเอเชียยึดถือในความไม่แปดเปื้อนของพรหมจรรย์ นี่ก็ยึดถือต่างกันไป จะสตริ๊กมากกว่า
7. อะไรเป็นมาตรฐานจริยธรรม พ่อครูว่า... ก็ตัวมนุษย์ที่รู้ร่วมกันในแต่ละสังคม ก็มนุษย์กำหนดเอง
8 . อะไรที่ระบุความเป็นคุณค่าของมนุษย์ พ่อครูว่า... เอาใครตอบถูกให้รางวัลกินมื้อเดียว....ศิษย์เก่าสส.ษ.ที่อยู่หน้าพ่อครูตอบกันว่า....ความเสียสละ มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว สุดท้ายคือความไม่มีตัวตน นี่คือคุณค่าของมนุษย์
9. แล้วอะไรเป็นบรรทัดฐานเป็นเครื่องชี้วัดว่าเป็นประโยชน์ พ่อครูว่า... คนตอบว่า ญาณปัญญา หรือ ศีลธรรม สรุปคือ ทั้งศีล และปัญญา มีเนื้อแท้คือ ความไม่เห็นแก่ตัวนั่นเอง คือผลของศีลและปัญญา เห็นแก่ผู้อื่นอย่าง มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 เป็นบรรทัดฐาน
10. แล้วใครกำหนดบรรทัดฐาน พ่อครูว่า... มนุษย์ แล้วมนุษย์คนไหนกำหนด...คือ มนุษย์ผู้รู้สุดยอด คือ พระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าต่างจากพระเจ้า ซึ่งพระเจ้านั้นไม่มีตัวตน สัมผัสไม่ได้ อยู่ไหนไม่รู้ พระเจ้าคือความหมาย แต่มนุษย์ที่สูงสุดคือมนุษย์ที่รู้จักความหมายสูงสุดแล้วเอามาให้คนปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้ามีตัวตนไม่เหมือนพระเจ้า ที่สัมผัสไม่ติดไม่ได้ แต่รับความหมายได้รับของพระเจ้ามาศึกษามาใช้ จึงค่อนข้างยาก ส่วนของพระพุทธเจ้าเอาความยากมาศึกษาในพลังงานจิตวิญญาณ จึงรู้ว่าพลังงานที่สูงสุด มี ตรีมูรติ มี พระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ เป็นพลังงานพระเจ้า, พระพุทธเจ้าเอาพลังงานพระเจ้ามาใช้ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า
มาเจาะลึกกันอีกชั้นตามคำถามแต่ละข้อของคุณ Fuse Kiss 1 . ความจริงสูงสุดคืออะไร?. ... ซึ่งอาตมาได้นำพระไตร ปิฎก เล่ม 25 ข ้อ 419 จูฬวิยูหสูตร เป็นเรื่องที่พระพุทธนิมิตมาถามพระพุทธเจ้า ซึ่ง พุทธนิมิต ก็คือเทวดาคือ คุณงามความดีของพระพุทธเจ้า เป็นนามธรรม มีจริง ไม่ใช่แบบตัวตนรูปร่างเทวดาที่เขาเข้าใจกัน แต่เป็น พลังงานเทวดา มีสองอย่าง 1 .เทวดาของเราเองคือ ความดีงามของเราเอง มาบอก หรือ 2 .เทวดาคือ สภาพพลังงานที่จะถามเราให้เราตอบ เราก็จะดึงเอาคำตอบมาตอบ เทวดาพุทธนิมิต คือ เทวดาที่จะถามให้เราตอบ คนจะตอบได้ก็ต้องมีภูมิของตนมาตอบ ยิ่งเป็นภูมิรู้ระดับปัจเจก ก็ต้องเอาของตนมาตอบเท่านั้น เป็นภูมิของพระพุทธเจ้าเอง ที่มาบอกก็คือสัญญา แต่ถ้าเทวดาที่มาสะกิดถาม ก็คือเทวดาอย่างพุทธนิมิต เทวดาที่มาถามพระพุทธเจ้านั้นล้วนต่ำกว่าพระพุทธเจ้า แต่เทวดาที่มาถามอาตมานั้น บางอย่างอาตมาก็ตอบไม่ได้ เพราะอาตมาไม่ใช่สยัมภู แต่พระพุทธเจ้าท่านมีความรู้ครบแล้ว จิตวิญญาณในเอกภพนี้ ไม่มีจิตวิญญาณไหนสูงกว่าพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านจึงตอบคำถามเทวดาได้ทุกองค์ในเอกภพนี้ นี่คือขีดที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้
จูฬวิยูหสูตรที่ 12 พระพุทธนิมิตตรัสถามว่ า [ 419 ] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิแล้วปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่าผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่นทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมด ก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้น ก็จะไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง(สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่าเป็นผู้เขลา ฯ
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆกัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกันเพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่กล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ
พ่อครูว่า … ถ้า เรายึดถือความจริงของตน อยู่ แต่เรา ไม่แสดงออกไป มัน ก็ไม่เกิดการวิวาท เราส่งออก แสดงออกถึงความจริงที่เรายึดถือไปนิดนึง ก็มีการวิวาทนิดนึ่ง แสดงออกมากเท่าใด ก็แย้งมากเท่านั้น พลังงานละเอียดเท่าใด ผู้รู้แล้วจะไม่แสดงออก จะทราบในตน ว่าถ้าเห็นแย้งจะวิวาท แต่ถ้ากล่าวออกไปแล้วไม่แย้ง ก็ไม่วิวาท แต่ถ้าไม่กล่าวต่างคนต่างอยู่ในภพ ไม่ยึดของตน ผู้ใด อ่านวจีสังขารออก จะไม่วิวาท เลย ถ้าไม่มีคำพูดในจิตเรา ไม่ออกไปเลย ต่างกันอย่างไร ก็ไม่วิวาท เขาจึงออกกฎหมายว่าอย่าพูด อย่าทำเช่นนั้นๆ แต่ไม่ได้ออกกฎหมายว่า ไม่ให้คิดต่างกัน แต่ก็มีหลักในการคิดต่างกัน แล้วมีการจูงนำให้เกิดปฏิบัติทางกาย กับวาจา นำสืบได้ ผู้พิพากษาจำนำสืบให้ชัด เขาก็จะจำนนว่า อันนี้คุณมีกรรมทางกาย วาจา ที่มีนามธรรมเป็นตัวนำไปให้เกิดกายกับวาจา แต่ถ้าไม่ออกไม่นำสืบ ตัดเขตแต่ในจิตเรา ก็ไม่มีวิวาทะ
ส.เดินดินว่า … ผมเคยมีความขัดแย้งกับนักบวชรูปหนึ่ง เรื่องอุทิศส่วนกุศลนั้น ไม่มีผลหรอกกับคนที่ตายแล้ว ส่วนท่านเห็นว่าได้ ผมเห็นว่าไม่ได้ ก็พูดเหตุผลกันแต่.... ไม่สามารถตกลงกันได้ แต่นักบวชอีกท่านหนึ่งมาฟังด้วย ก็มาหนุนผม พวกที่สัสตทิฏฐิที่ว่าอุทิศส่วนกุศลได้นั้นก็แพ้ไป...ถ้าอย่างนี้สัจจะสูงสุดก็คือ ไม่ต้องวิวาทะกัน
พ่อครูว่า … ก็คือไม่แสดงออกให้เป็นวาทะ ให้อยู่ที่จิตเรา ต่างคนต่างอยู่ในภพ ไม่ออกมาทำอะไรกัน อาจมีกิริยาไม่กินกันบ้าง แม้อยู่ด้วยกันก็ไม่กินเส้นกันบ้าง แต่แค่ปรับปวาทะก็ได้ แต่ให้อยู่ไม่นึกคิดเลยนั้นยาก ในกฎหมายก็เอาแค่กายกับวาจา แต่ว่านำสืบไปถึงจิตได้ ...แล้วอย่างนี้ถือว่าสัจจะสูงสุดคือไม่มี ไม่มีอะไรเกิดเลย เพราะฉะนั้นในที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในปฏิจจสมุปบาทว่า คนเราต้องอาศัยทั้งความมีและความไม่มี คุณมีแต่คุณไม่ออกไปทางวาทะ ก็อยู่ในโลกของคุณ ของใครก็ของมัน แต่ถ้าคุณสงบในจิตได้อีก ก็หมดสมุทัย อะไรสัมพันธ์กันได้ก็สัมพันธ์กันอะไรไม่ร่วมได้ ก็ไม่ร่วม ถ้าอย่างนี้ฟังดูเหมือนพวก สมุทเฉทะ คือ สูงสุด คือขาดสูญอย่างต่อเนื่อง ต้องไม่งงด้วย ไม่งงที่ว่าจะต้องอยู่อย่า ปริเฉทะ (แปลว่าตัด) อย่างเด็ดขาด แต่จะอยู่อย่างปริเฉทะ คือ อยู่อย่างรู้กับความมี ผู้สูงสุดคือ ไม่มีให้มีวิวาทแม้ในจิต แม้วาจา กัมมันตะ ก็ไม่มีวิวาท แม้จะมีความมี แต่ว่าตัวก่อเรื่องในตนไม่มีแล้ว สงบทั้งในตนและในผู้อื่น จึงเรียกว่า ว่าง เป็นอากาสธาตุ ทำ ปริเฉทรูป ให้เป็นอากาสธาตุได้ รู้จักการตัดในสิ่งที่จะทำให้เกิดวิวาทะ ไม่สงบ ไม่หยุดได้ รู้จักวิธีก็ทำงาน
ส.เดินดินว่า … ก็คงเหมือนคนที่ไม่ยึดถือ เรื่องเครื่องรางของขลังแล้ว ก็ไม่ไปทะเลาะกับพวกที่ยึดถืออยู่ ไม่ไปทะเลาะด้วย พ่อครูว่า … เช่น เราหมดรสอร่อยแล้ว อีกคนไม่หมดรสอร่อย ถ้าเราไปบอกว่าไม่มีรสอร่อย เขาก็เถียงกันว่ามีรสอร่อย ก็เถียงกันตาย เพราะฉะนั้นคนไม่มีก็จะยอมได้ เพราะเคยรู้ว่ามันมีรสอร่อยนะ แต่เราล้างได้ ไม่มีรสอร่อยได้ ก็อนุโลมให้เขาได้ว่าอร่อยก็ได้ เพราะล้างยากความอร่อย แม้ในสัญญามันยังปรุงอร่อยได้เลย เหมือนคนขยำขี้ เหมือนคนเอาสัญญามาปรุงต่อ เป็นอนาคามีได้แค่ข้างนอก แต่ว่ากูรู้กับตนอย่างเดียว ดีไม่ดีมันหลอกว่าเราไม่มีอีกด้วย
มาต่อในพระไตรปิฎก.... พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิ ทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กันจะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย (น เหว สจฺจานิ พหูนิ นานา อฺตฺร สฺาย นิจฺจานิ โลเก) ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลาด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐินั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่งและมัวเมาเพราะมานะมีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้วอย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทรามด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน
อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็นผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไปชนเหล่านั้นผิดพลาดและไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจดเดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่าเดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตนเดียรถีย์ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าวความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมากเชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตน จะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่าเดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียวเดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิต ศาสดาเป็นต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละการวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาทในโลกฉะนี้แล ฯ จบจูฬวิยูหสูตรที่ 12
ส.เดินดินว่า … เมื่อเร็วๆนี้มีผู้จะใช้พลังจักรวาลในการรักษาสมณะเรา แต่ผมเห็นว่า ไม่ควรก็เลยต้องมาให้พ่อครูตัดสิน พ่อครูก็บอกว่าให้ทำได้เป็นฐานะของเขา ผมก็เลยเป็นศาสดาพยากรณ์แก่เขาไปเลย
พ่อครูว่า … มันสุดวิสัย เราได้ช่วยสูงสุดแล้ว เราจะ มีศิลปะ อย่างไร ในการ แทรกโอสถทิพ ย์ให้เขา ให้เขาได้สำนึกได้คิด หรือบางคนดื้อดึงดัน รู้อยู่ว่าผิด ก็ทำอย่างไรให้เขาได้สติ สำนึกว่ามันน่าคิดนะ หรือยิ่งรู้ว่าเราผิดนะที่ดันทุรัง แต่สุดท้ายเขาแค่ได้สำนึกว่าผิดก็เป็นโอสถ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive