570817_วิถีอาริยธรรมบ้านราชฯ พ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง กายกับสัญญาวิปัสสนาให้เป็นพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
า 570817 วิถีอาริยธรรมบ้านราชฯ พ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง กายกับสัญญาวิปัสสนาให้เป็นพุทธ
วันนี้วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ส.ฟ้าไท ว่า..ทุกวันนี้ สังคมชุมชนแยกออกจากวัด โรงเรียนก็แยกจากวัด สังคมเกิดการแตกแยกมากมาย สังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่รวม บ้าน(ชุมชน) วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก การศึกษาธรรมะฟังธรรมเดี๋ยวนี้มีเก้าอี้ให้นั่งด้วย พ่อครูว่า ยังเหลือแต่ที่นอนยังไม่มี คือถ้ามีผู้ที่เป็นอัมพาตอัมพฤก ษ์ ต้องนอนฟังอยากฟังธรรมก็มานอนฟังได้นะ พ่อครูมีสมบัติที่จะให้เราอีกมากเป็นอาริยสมบัติ พ่อครูว่า..บ้าน วัด โรงเรียนนี่แหละ มีมรรคองค์ 8 พร้อม ทุกสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีอยู่ในนี้หมดเลย เน้นหน้าที่การศึกษา บริหารชุมชนสังคม เน้นเรื่องศาสนา ธรรมะ แต่ทั้งสามนี้ บ ว ร นี้ ใช้พยัญชนะย่อ ไม่ได้แยกขาดจากกันเลยแม้แต่วินาทีเดียว ร่วมกันมากหรือน้อยตามโอกาสความจริง ใครแยกขาดก็ผิดพลาดอย่างมากไปไกลแล้ว มาถึงวันนี้จำเป็นต้องนำกลับมา ยืนยัน พิสูจน์ให้เห็นจริงด้วย ส.ฟ้าไท ว่า...อยากให้พ่อครูอธิบายความว่า มรรคองค์ 8 กับ บ้าน วัด โรงเรียน จะไปด้วยกันอย่างไร? พ่อครูว่า...ถามอันนี้ดีมากเลย ..ที่อาตมาพยายามอธิบายคำว่า กาย คือองค์รวม อย่างบ้าน วัด โรงเรียน คือกาย คือองค์ประชุมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ เป็น กายสังขาร แล้วท่านก็ย่นย่อสู่องค์ประชุมของจิต คือสังกัปปะ 7 ต้องศึกษา สังกัปปะ คือมรรคองค์หนึ่งในมรรค 8 ท่านตรัสเลยว่าจะต้องศึกษาอันนี้ มีแกนสมถะและแกนวิปัสสนา หรือ static และ dynamic สองแกน หรือ potential และ kinetic หรือ ศรัทธากับปัญญา หากสองแกนนี้ไม่มาร่วมกันก็ไม่เกิดสิ่งดี เราต้องเอามาบวกลบกันสังขารให้ดี ก่อนจะเกิดสังขาร ที่สำเร็จเป็นธรรมะที่ปรุงแ
อ่านต่อ
ต่งเสร็จ เรียก สังขตธรรม เมื่อปรุงแต่งเสร็จคุณก็ต้องรู้รายละเอียดของ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสังขารา มีสองแกน คือ 1 .แกนปัญญา dynamic หรือkinetic คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ 2 .แกนศรัทธาหรือเจโต หรือสมถะ หรือ static หรือ potentialคือ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา ต้องทำจิตในจิตนี้ให้เกิดผลสำเร็จ ถ้าทำสำเร็จก็จะได้วจีสังขารที่ดี ต้องจัดการที่นี่ นิโรธจะดับอะไรก่อน ก็ดับกิเลสก่อน ก็คือดับที่วจีสังขารนี่ก่อนเลย สังกัปปะ 7 นี่เป็นเรื่องของมโนกรรมทั้งหมด เมื่อเสร็จออกมาเป็นวจีกรรม วจีกรรมจึงเกิดจากเหตุคือ มโน คือมโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา มีวจีกรรม แล้วมีกัมมันตะต่อมาก อาตมาย้ำว่ากัมมันตะนี่ไม่ใช่แค่กาย แต่รวมทั้งกาย วาจา ใจเลย หรือแท้ๆ คือคุณธรรมจากวัด กำลังออกมาสู่บ้าน แม้ที่สุดเราทำอาชีพพึ่งตนไม่เบียดเบียนใคร จนสามารถทำผลผลิตออกมาเผื่อแผ่ผู้อื่น อะไรเป็นกุศลอันนี้ทำ ทุกอย่างตั้งแต่งานคิด งานทางความรู้ งานทางอิริยาบถ แรงงานต่างๆ จนกระทั่ง เป็นผลผลิตวัตถุแท่งก้อน เป็นส่วนที่เราลงมือกระทำทั้งสิ้น นั่นคือผลของการทำงาน รวมอาชีพด้วย ทั้งหมดต้องศึกษา เพราะไปจับยัดให้กันไม่ได้ มันต้องสนใจศึกษามีความยินดี สนใจศึกษาจากผู้รู้ผู้มีของจริง จึงเกิดการรู้และถ่ายทอด บ้าน วัด โรงเรียน บ้านคือสังคม โรงเรียนคือการศึกษาและ วัดคือธรรมะ ขาดกันไม่ได้ มันต้องสังขารออกมาข้างนอกจนเป็นองค์รวมคือ กายสังขารเลย
นี่เป็นสูตรที่ครบบริบูรณ์สมบูรณ์ที่สุด จะต้องมีทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจก่อนแล้วพัฒนาให้ตรงให้ถูก ต้องมีความพากเพียรพยายาม ให้มีความรู้ตัวนำตลอดทั้งนอกและใน สติสัมปชัญญะ สัมปชาโน สัมปชลติ ฯ จนสามารถกำจัดพลังงานที่ไม่ดีออกจากจิตให้ได้จริงเลย ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่เยี่ยมยอดเลย ทำได้จริง อาตมาไม่ได้มีอะไรมากมายเลย แต่พวกคุณก็เอาชีวิตมาทิ้งกับสิ่งนี้ ทำไมไม่หนีไป ส.ฟ้าไทว่าไม่คิดจะหนีไปไหนเพราะว่าได้สิ่งดี พ่อครูว่า...ข้อต้นของสุริยเปยยาลเลย พระพุทธเจ้าว่าเราเป็นมิตรดีของเธอภิกษุทั้งหลาย แล้วทำไมโง่จริงไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นมิตรดี ทำไม่ไม่เงี่ยโสตสดับเลย พระพุทธเจ้ารวมเป็นสูตรสำเร็จยิ่งใหญ่เลย รวมทั้งความเป็นโลกสังคมมนุษย์ในนี้หมดเลย ส.ฟ้าไทว่า..ธรรมะพระพุทธเจ้านี่รวมทุกอย่างหมดโลกเลย พ่อครูว่า...ท่านตั้งทฤษฎีใหญ่ๆ แล้วมีรองลงมา ขยายจากสังกัปปะ 7 มาเป็นวจีกรรม กายกรรมข้างนอก ครบโพธิปักขิยธรรม 37 ออกมา มันมีลักษณะเชิงสองอย่างคือ kinetic และ potential energy มรรคองค์ 8 เป็นแกนเป็นทางแผนที่ใหญ่เราก็เดินด้วยโพชฌงค์ 7 คือมีสติ มีธัมวิจัย ทำตามกรอบขอบเขตกำหนดไม่ใช่วิจัยไปเรื่อยเละเทะหมด เมื่อเราได้ลงมือเดินโพชฌงค์ มีสติ ธัมมวิจัย มีวิริยะ ต้องมีความรู้ในสติปัฏฐาน 4 คือความรู้กาย คำว่ากายนี้ถ้ารู้ผิดไม่ครบก็ปฏิบัติไม่ถูก สายกายสักขี นั้นอาสวะบางอย่างหมดได้แต่ไม่ครบ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องเกิดปัญญาญาณาณรู้ว่าอะไรหมดแล้วอย่างสำเร็จอิริยาบถอยู่ สายปัญญาวิมุตินั้นไม่ต้องบอกว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเลย เพราะท่านทำมาตั้งแต่ต้นสัมมาทิฏฐิแต่ต้น เมื่อรู้องค์รวมหรือคำว่ากายก็ปฏิบัติ เมื่อตา กระทบรูปเกิดวิญญาณ แตกตัวเป็น เวทนา สัญญา สังขาร จากสภาพนี้ก็อ่านต้องเข้าไปหาจุดสำคัญใช้สติปัฏฐาน 4 ดิ่งเข้าไปหาสังกัปปะ 7 ให้ได้ ตักกะ นี่ต้องวิจัยเลยว่าดำรินี่มีอะไรมาเป็นพวกนะ พก กามมาด้วยนะนี่ จะต้องจับให้ได้ ว่ามันแฝงมาอย่างไร จนรู้ได้แล้วว่ามันมีกามสังกัปปะหร ื อกามวิตก เราก็จัดการกำจัดด้วยปัญญา ทำให้จริง จากองค์ประชุมกาย มาเป็นเวทนา เป็นอารมณ์ มีเทวดา ชื่นชอบ พระพุทธเจ้าว่าเป็นของเท็จไม่ใช่ของจริง จนกระทั่งจับตัวผีหลอกได้ เห็นความจริงเป็นไฟฌานที่มีพลังงานเหนือกว่าพลังงานกิเลส โลภะ โทสะ โมหะให้หายไปได้จริง เราต้องจับตัวผีได้คือ อกุศลจิต คือ สราค สโทส สโมหะ จึงเลื่อนมาเป็น จิต จัดการให้เสร็จก็เป็นสภาพที่ทรงอยู่ เกิดจากการกำจัดได้ผล ก็เกิดทรงธรรม กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นกระบวนการต่อเนื่องกันมา ถ้าสำเร็จจริงแล้วก็เป็นวจีสังขาร คำนี้เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่พูดเล่น ไม่รู้ได้ง่าย ต้องมีนิโรธจะเห็นวจีสังขารได้จริง นิโรธ จะดับได้นิโรธนั้นต้องดับที่วจีสังขารก่อน ไม่ใช่วจีกรรม แต่มันเป็นภาษาคำพูดในใจเราไม่ได้ออกมาให้ใครได้ยินได้รู้เป็นคำพูดแต่อย่างใดนี่คือ วจีสังขาร ผู้จะรู้ได้จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ กระบวนการสติปัฏฐานจะต้องเป็นกระบวนการของจิตทั้งหมด ไม่ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม สัมมัปปธาน 4 จะเป็นการออกมาข้างนอกแล้ว ต้องเข้าใจสติปัฏฐาน 4 ก่อนแล้วมาสังวรอินทรีย์ทั้ง 6 คือตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายได้สัมผัส ใจมีโผฏฐัพพารมย์ คุณต้องตามรู้ว่ามันมีผีเกิดในสังขารจิตหรือไม่ เมื่อเกิดกระทบสัมผัส แล้วก็มาปหานปธาน ก็ต้องใช้ทฤษฎี ใช้โพชฌงค์ 7 กำจัดกิเลสจนทำได้จริง มากขึ้นๆ ก็เป็น ภาวนาปธาน คือรู้ว่านี่แหละคือผลทำให้กิเลสลดได้ เป็นนิโรธ มีญาณปัญญารู้พ้นวิจิกิจฉา มันสำเร็จนี่ เป็นนิโรธคืออย่างนี้ อาการกิเลสดับเป็นเช่นนี้ อาจดับขั้นต้นได้แต่มีเศษก็ต้องตรวจสอบดับต่อไปในอรูปฌาน 4 ทำให้เกิดญาณปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หรือเรียกว่าสั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร ทำอาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้เกิดผลเช่นนี้แหละทำให้มากก็จะตั้งมั่น ส.ฟ้าไทว่า..ตัวที่ยากคือทำให้มาก พอทำได้แล้วมันก็เผินไปปล่อยไป พอปล่อยกิเลสก็เข้าอีก เหมือนคนชนะกีฬาก็ได้สรรเสริญก็เลยอ่อนข้อ กิเลสก็กลับมาอีก พ่อครูว่า...นี่แหละคือประมาท พระพุทธเจ้าว่าอย่าประมาท จนมันไม่ดิ้นไม่เกิดอีกเลยนั่นแหละ ท่านให้ทำสั่งสมผล เช่นในเวทนาสั่งสมผลทุกปัจจุบันๆ อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ตกผลึกเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น ไม่ประมาท ส.ฟ้าไทว่า...เราต้องโน้มใจไปให้ถึง แต่ว่าที่เราไปช้าเพราะเราประมาทว่ามันไม่มีแรงแล้วมั้ง แต่มันก็มาโจมตีเราได้อีกเราก็วนเวียน เราคิดว่าเราแน่แล้วมันก็ประมาท กว่าจะจับได้มันก็กระหน่ำเราได้อีก ทำไมเราไม่ทะลุถึงสะที เพราะเราสบายแล้วเราก็ปล่อย เป็นจุดตายที่ประมาท พ่อครูว่า...ดีไม่ดีไปอนุโลมอีกก็ตายสิ ต้องให้แน่จริงก่อน...ต้องสั่งสม อนุรักขณาปธาน สั่งสมเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 มีความรู้ความเชื่อศรัทธาจริงเพ ิ่ มขึ้นเรื่อยๆ มันก็ยิ่งทำให้เราเห็นตัวที่มีจิตรู้ว่านี่ของดีแน่เลย เป็นอาริยทรัพย์สุดยอดของทรัพย์เราก็จะขยันทำ ย ิ่ งโถมทำเสริมเข้าไปอีก มีแรงเท่าไหรโถมเข้าไป คือจิตตะ แล้วมีวิมังสา คือมีลักษณะสองอย่าง อันหนึ่งไม่ดีก็เอาออกๆ อันไหนดีก็เฟ้นเอาๆๆ เหลือแต่เนื้อหาสาระ มีสติ คือความตื่นรู้ตื่นเต็มทั้งในและนอก จะมีจิตที่เร็วไว ไหวรู้ เกิดสัมมาสติ ให้ได้ เกิดจากภาคปฏิบัติในสติปัฏฐาน 4 เมื่อได้ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ เกิดผลมากขึ้นเป็นปัญญินทรีย์ มีรสชาติของผลเป็นธรรมรสสุดวิเศษเลย จะรู้เองเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ จนกำลังมันเต็มก็เป็น พละ 5 จะเรียกว่า กำลัง 4 ก็ได้ (ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ) ส.ฟ้าไทว่า พ่อครูเขียนไว้ว่าปฏิบัติธรรมต้องรู้วิญญาณฐีติ 7 แล้ววิญญาณฐีติกับสัตตาวาส 9 ต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า...ถ้ามันไม่เข้าใจบัญญัติภาษาที่พระพุทธเจ้ากำหนดนี้ มันเป็นนามธรรมไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา มันเป็นเรื่องปรมัตถ์ ความเป็นสัตว์นั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 9 ชนิด ข้อ 1 _ 7 นั้นตรงกับวิญญาณฐีติ 7 พวกฤาษีปฏิบัติอย่างไรก็ได้แค่ 8 คือรูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 เท่านั้น เป็นอสัญญีสัตว์ ดับธาตุรู้ไม่ให้มันทำหน้าที่ ผู้ใดไม่เข้าใจแล้วไปหลง ฌานฤาษีเหล่านี้ ก็จมอยู่กับสิ่งที่ดับไม่รู้ เข้าใจผิดว่าให้ไปดับ เวทนา สัญญา สังขาร ดับได้ตรงไหนก็เป็นฌานเหมือนอย่างหมอวิสัญญี ก็ทำการดับการทำงานของประสาท หรือแม้แต่คุณไปทำจิต ปิดกั้นหรือสะกดจิตไม่ให้มันทำหน้าที่ มันก็ไม่รู้ ที่จริงจิตเป็น ธ าตุรู้ แต่ไปทำให้มันไม่รู้ คุณทำให้สำเร็จก็เป็นอสัญญีสัตว์ หลงว่าเป็นนิโรธด้วย ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้หลงแบบนี้มากเลย จมอยู่กับอันนี้แล้วปฏิบัติอะไรต่อไม่ได้ ส.ฟ้าไทว่า....ผมเคยกินอาหารแล้วก็ไม่รับรู้รสเลย พ่อครูว่า..คุณก็รู้ว่าคุณไม่รับรส แต่พวกอสัญญีสัตว์มันไม่รู้เลยว่าไม่รู้รส แต่ที่คุณไม่รับรส เพราะคุณแยกมันไม่ได้ มันเป็นรสตามธรรมชาติหรือว่าเป็นรสของกิเลส แยกไม่ออกก็เลยปรุงกับเละ ก็เป็นรสไม่รู้เรื่อง รสมั่วๆ คุณก็เลยว่าไม่รู้รส นี่คือ กิณหะ คือมืดตื้อไม่รู้อะไรเลย พระพุทธเจ้าจึงตัดเลยว่า แบบอสัญญีไม่ให้ทำ พระพุทธเจ้าให้มีธาตุรู้ มีวิญญาณฐีติ ต้องรู้ครบตื่นอยู่ ตั้งแต่ ทวารนอก รู้ วิจัยวิญญาณ จิตเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร ในขณะมีวิญญาณมีองค์ประชุมครบอยู่ หรือแตกเป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คุณต้องรู้จักเจตนา ว่ามันมีเจตนามีกิเลสเข้าไปร่วม หรือไม่มีกิเลสร่วมเป็นวิภวตัณหา ถ้าแยกเวทนาที่เป็นเคหสิตะกับเนกขัมมะไม่ออกก็เจ๊งเลย ในสัตตาวาส 9 กับวิญญาณฐีติ 7 นั้นเหมือนกันเลย แต่ถ้าไปวิโมกข์ 8 จึงมีสัญญาเวทยิตนิโรธ และวิโมกข์ 3 ข้อแรกนี่แหละทำให้รู้กาย เป็นรูปีรูปานิปัสสติ ต้องสัมผัสเห็นมีผัสสะแล้วเห็นปัสสติ แล้วรู้ของจริงทั้งนอกและใน ไปถึงอรูปเลย เป็น อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ 1 . กายต่างกัน สัญญาต่างกัน....ผู้มิจฉาทิฏฐิจะเห็นสารพัดกายต่างกันไปเลย เช่นสัตว์นรก ก็ต่างกันอาจบอกบัญญัติเหมือนกัน แต่ที่จริงเห็นต่างกัน มากหรือน้อยเล็กหรือใหญ่ เบาหรือหนักต่างกัน ของใครของมัน ดีไม่ดีตรงกันข้ามเลยก็มี กายต่างกันแน่ และยิ่งสัญญาก็ยิ่งต่างกัน อันหนึ่งว่าดับมือ อันหนึ่งบอกว่าดับสว่าง หรือบางคนสัมผัสรส ดมกลิ่นอันเดียวกันเลย มันก็ต่างกัน สารพัดจะต่างกัน กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ต้องมาเรียบเรียงว่าเราเห็นเป็นอย่างไร แล้วก็ที่สุดมันไม่มีสักอย่าง แม้แต่สุขก็ไม่มี มีแต่ผัสสะมีเหตุปัจจัย ตากระทบรูปก็เห็นสีเหมือนกัน ทุกคนก็เห็นเหมือนกันหมด อันนั้นเป็นสัจจะถ้าประสาทไม่พิการ เหมือนกันหมด แต่ทุกส ิ่ งก็ต้องเปลี่ยนแปลง แล้วเราไม่ยึดได้ เราจะล้างอาการอารมณ์ที่แต่ละคนต่างยึดเป็นตัวกูของกูไป ส.ฟ้าไทว่า...คนเรามักยึดตัวเราเป็นที่ตั้ง แต่ถ้าเราเข้าใจกายต่างกัน สัญญาต่างกันก็จะลดความยึดถือ พ่อครูว่า...แม้แต่เข้าใจสัมมาทิฏฐิเป็นพุทธเหมือนกันแล้วก็ยังต่างกัน ผีคนละตัว เทวดาคนละองค์ต่างคนต่างมีของใครของมัน อาจจะเหมือนกันแทบทุกอย่างก็คนละองค์ของใครของมัน แม้ที่สุดคุณได้ของไม่ดีเราไม่เอาแล้วด้วยซ้ำ แต่คุณจะเอาอยู่ก็แล้วแต่เขา เป็นของใครของมัน ปัจจัตตัง เราต้องอ่านแยกให้ออกว่าอะไรประชุมอยู่ กำหนดรู้แล้วยืนยันพิสูจน์สัมผัสจริงจะแยกออก เขาก็ปั้นสมมุตินึกคิดเอาเองจินตนาการเองโมเมไป เขาก็ว่าเขาเยี่ยมมาก เราก็ว่าเราเยี่ยมมาก หรือหลงตนว่าเราหมดแล้ว คนอื่นก็ว่าของข้านี่แหละหมด ของเอ็งไม่หมด ก็ของใครของมัน ในข้อนี้กายต่างกันสัญญาต่างกันมันมากมาย ขี้ตู่กลางนา ขี้ตาตุ๊กแก 2 . กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน. ....ข้อนี้มีพยัญชนะกำกับว่าไม่มีนิวรณ์เหมือนกันนะ เห็นจริงเลยว่า จิตเราว่างจากนิวรณ์ สายนั่งหลับตาเขาก็ทำให้เขาว่างจากนิวรณ์ 5 เขาทำได้ ทำได้ง่ายกว่าสัมผัสทางทวารนอกด้วย เขาสอนกันมามากมายวิธีนั่งหลับตา คุณก็กำหนดหมายสัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันแต่องค์ประชุมหรือกายของพวกนั่งหลับตาก็แคบอยู่แค่นั่ง แต่กายของแบบพุทธที่ลืมตาทำนั้นเป็นองค์ประชุมทั้งโลกเลย แต่จิตไม่มีนิวรณ์เหมือนกันและของพุทธนั้นเขาจะมายั่วยวนมาแหย่อย่างไรเราก็ไม่มีพยาบาท ไม่โกธะไม่ อุปนาหะเลย นี่คือกายต่างกันเลย การลืมตาปฏิบัติจะมีประสิทธิภาพมากเลย เมื่อผู้ปฏิบัติลืมตาได้จะไปนั่งหลับตาก็ไม่มีปัญหา ง่ายกว่ากันเยอะเลย แต่คนนั่งหลับตาแล้วไปทำแบบลืมตาก็จะยากมากเลย กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกันก็คือ พุทธแบบมิจฉากับสัมมาทิฏฐิ 3 .กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน กายอย่างเดียวกันคือได้โล่งโปร่งในสว่างว่างเหมือนกัน เช่น อภัสรา แต่การกำหนดหมายต่างกัน จิตคุณกำหนดว่าว่างของใครก็ของมัน ว่างของใครก็ของมัน เช่นบางสำนักสอนกันว่า ใสแค่นี้โสดาบัน ใสอย่างนี้สกิทาฯ ...แต่ไม่มีใครตัดสินได้ว่าใสขนาดไหน ก็กำหนดเอาเองของใครของมัน จึงเป็นสัญญาที่ต่างกัน แต่คุณว่างคุณใสอันเดียวกันนะ มีแต่ใสๆๆๆ เหมือนอาฬารดาบสกับอุทกดาบสก็ได้มืดดำเหมือนกัน เขาก็ว่าเขาแน่ เอามาเทียบได้ ว่าใสอย่างลืมตา กับใสอย่างหลับตา อย่างพุทธลืมตาใครก็เห็นว่า สว่างอย่างเดียวกัน เป็นกายที่เหมือนกัน แต่สัญญาที่ว่าใสต่างกันนี่ตคือสัญญาต่างกัน ก็กำหนดของใครของมัน สัญญาย นิจจานิ คุณไปยึดสัญญาของคุณเองต่างคนต่างใส เขาสว่างว่างใสแม้หลับตาเขาก็สว่างใสของเขา แต่ต่างกัน รู้ของใครของมัน แต่ลืมตานี่จะเห็นเลย เราว่างจากกิเลสใสจากกิเลส คือจิตตอนนี้คุณทำใสของคุณ แต่กิเลสนี่ต้องกระทบอันนี้นะ กระทบแล้วจิตคุณไม่ปรุงแต่งกิเลสร่วมเลย แต่มันยังยืนยันได้ว่าเพราะเหตุปัจจัยเดียวกัน อารมณ์ก็กำหนดได้แต่ว่ามันจะเหลือมากหรือน้อยต่างกันไปเท่านั้นเอง ส.ฟ้าไทว่า...การอ่านอารมณ์นี่เราต้องไม่ตัดสินเร็วนัก แต่ว่าเราต้องตรวจสอบให้แน่ใจเลย ว่างไหม รู้ว่าว่างไหม แล้ว ไม่มีอะไรนิดน้อยเลย แล้วมีไม่รู้อีกไหม ทุกๆสัญญาเลยนะ พ่อครูว่า...ต้องกระทบเหตุปัจจัยมีผัสสะ ต้องไม่ประมาท ในอรูปฌาน 4 ทำให้เราไม่ประมาท เราหมดแล้วจริงไหม ทำทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่ไม่ดีดไม่ดิ้นไม่ดิ้งแล้วมันดับ เมื่อดับได้แล้วคุณสบายไหม ไม่ใช่หลับตาดับ แต่ลืมตาดับอย่างมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ส.ฟ้าไทว่า...ญาณกับปัญญา วิชชาต่างกันอย่างไร วิชชา คือความรู้ของพระพุทธเจ้า ญาณคือตัวเกิดตัวรู้ ปัญญาคือความรู้กว้างไปทั้งหมด ปัญญาเร ิ่ มต้นรู้ละกิเลสก็เป็นปัญญา ทำเพ ิ่ มเสริมเป็นปัญญินทรีย์ ให้เกิดญาณปัญญา เป็นวิชชา 8 …. สัตตาวาส ข้อ 3 อยู่ในเรื่องความสว่างกำหนดความสว่าง อาภัสรา ว่าใสๆๆๆ ของฤาษีสอนให้เพ่งใส ได้องค์ประชุมที่ใส ปั้นเข้าไป เป็นมโนมยอัตตา จิตปั้นแล้วสำเร็จด้วยตนเอง แล้วยึดติดว่าเป็นจริง ส่วนลืมตานั้นไม่ได้ไปตั้งภพ ไม่งมงาย แต่ทำอย่างมีเหตุปัจจัย 4 . กายอย่างเดียวกัน สัญญา อย่างเดียวกัน..อันนี้อธิบายยาก กายอย่างเดียวกัน คือนิโรธ คือดับ ดับอะไร ก็ดับวิญญาณ เวทนา สัญญา ความรับรู้ให้ดับหมด คือดับจิต ทางสายหลับตาสมาธิก็ดับจิต แต่ดับจิตนั้นก็คือจิตไม่ทำงาน จิตหยุดไม่มีบทบาทเลย เขาก็เรียกว่านิโรธ อย่างเดียวกัน แต่การไม่มีหน้าที่บทบาทของจิตนั้นดับปี๋เลยเรียกว่า กณหะ เขาทำได้ก็ว่าเป็นสิ่งที่เป็นโชค น่าได้พึงได้ เป็น สุภกิณหะ งามแบบดับดำมืด ไม่ให้คิดไม่ให้ทำหน้าที่อะไรเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิ แต่ของพระพุทธเจ้าเปิดเผยทำนอกภวังค์ ก็ได้นิโรธ แต่ไม่ได้ดับจิตทั้งยวง แต่ดับแต่อกุศลจิต ในขณะที่ผัสสะกับอะไร เช่นสัมผัสฟักข้าว ส้มโอนี่ ไปชอบอะไรนักหนา ก็อันนั้นแหละอกุศลจิตที่ไปหลงชอบก็ดับมันจริงๆ แล้วดับอย่างแจ้ง มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง มีทวาร 6 ครบเลย ใจมันเกิดกิเลส เราก็ทำให้กิเลสดับไปได้ นิโรธเหมือนกันแต่เป็นนิโรธสว่าง จนทดสอบอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง มาแรงมามากเผลอก็มาอย่างไรก็ดับตลอด ดับอย่างมีรูปมีนาม แต่ดับฤาษีก็ดับเหมือนกัน กายก็ดับเหมือนกันแต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ดับทั้งจิต แต่ดับเฉพาะอกุศลจิตตั้วนั้น แล้วจะมีปัญญาญาณรู้ตัวอื่นๆ เพ ิ่ มขึ้น จนถึงขีดก็รู้ได้อย่างเร็วได้กว้างพิศดารก็ดับได้หมดเลยดับอย่างลืมตา กายเป็นนิโรธอย่างเดียวกัน สัญญาว่านิโรธก็อย่างเดียวกัน แต่ทิฏฐิต่างกัน ใครจะเอาแบบไหนก็เอา เขามีสำนักสอนแบบหลับตาต่างๆมากมาย แต่ลืมตานี่ของพระพุทธเจ้าสูตรเดียวกัน โพธิปักขิยธรรม 37 พวกฤาษีเขาก็ดับ ดับจนเอาไปฝังดินได้ยี่สิบกว่าวันเลยนะ แต่ก็ต้องตื่นมารับรู้โลกอยู่ดี ของพุทธไ่ม่ต้องเข้าหรือออกจากนิโรธเพราะหลุดพ้นจากสภาพเก่าแล้ว กิเลสหมดแล้วหมดเลย จบเสร็จไม่มีมาเวียนกลับมาอีก อสังหิรัง อสังกุปปังแต่ของฤาษีก็ไม่มีจบเข้าๆ ออกๆ อยู่นั่นแหละ แม้จะดับได้นานอย่างไรก็ต้องออกมาอีก ส.ฟ้าไทว่า...สูตรของพุทธนั้นจะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ไม่ซ้ำ แต่ของฤาษีนั้นจะ ซ้ำ วนกลับไปมา พ่อครูว่า...ส่วนอีก 3 คือการตรวจสอบ คือ อากาสาฯ วิญญานัญจาฯ อกิญจัญญาฯ ถ้าเข้าใจวิโมกข์ ว่ามีรายละเอียดของฌาน อรูปฌาน พระพุทธเจ้าจัดแบ่ง นิกาย กับ นานาสังวาสนั้นต่างกัน คำว่า นิกาย นี่คือไม่ใช่กายของพุทธ มันคนละองค์ประชุมเลย ก็ต่างคนต่างมีกายก็แล้วกันต่างคนต่างแยกกันขาด ต่างจากนานาสังวาสที่มีความร่วมกันอยู่ พุทธเหมือนกันแต่ว่า กรรมต่างกัน อุเทสต่างกัน ศีลไม่เสมอสมานกัน มีหลัก 3 อย่างที่เป็นนานาสังวาส แต่ของพวกเรานี่มีสังคมองค์รวมที่ต่างจากเขา แต่ก็ร่วมกันได้ เช่นร่วมกันในหลักธรรมวินัย เช่นปาราชิก 4 ,สังฆาทิเสส 13 เป็นต้นก็ยังร่วมปาติโมกข์กันอยู่ แต่พวกนิกายนี่ต่างกันเลย เช่น บางพวกมีผัวมีเมียได้ คนละวินัยเลย ขนาดหลักที่แย่ที่สุดคุณยังบอกว่าได้เลย นี่คือคนละนิกายเลย แต่ถ้าร่วมวินัยกันอยู่ก็ร่วมกันเป็นนานาสังวาส ปาราชิก 4 ของเรากับของธรรมยุติหรือมหานิกายก็อันเดียวกัน ก็เป็นนานาสังวาสกัน ยิ่งของเขาเองนี่มีผัวมีเมียได้ หรือเป็นเจ้าของธนาคารได้นี่คนละนิกายแน่หรือสะสมเงินจนถ้าถอนเงินออกหมดธนาคารล้มเลย นี่เป็นต้น หรือว่าเขาว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่รวยได้ แล้วคุณรู้ว่ารวยเท่าไหร่ถึงพอ ถ้ากำหนดรวยได้ คุณก็รวยเท่าที่สามารถไม่มีวันลดได้ง่ายๆหรอก ถ้าคนพิสูจน์ว่าหมดเนื้อหมดตัวแล้วก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเวียนไปมีอีก ก็สบาย มีสาธารณโภคี ก็ สบมทมดปกตหหจจ. ถ้าเรามักน้อย จนที่สุด เราขาดธาตุอาหาร ไปขอซื้อเขาก็ไม่ให้ เราก็ตายไป คนดีก็ปล่อยให้ตายไป แล้วใครเสียประโยชน์ แต่เขาไม่ปล่อยให้คนดีตายไปหรอก เป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่มีใครดูแล และตัวของตัวเองก็ไม่กลัวด้วย ตนเองมีสมรรถนะทำกินใช้เลี้ยงตัวเองได้ ขนาดสัตว์มันยังเลี้ยงตัวรอดได้ แม้ใครไม่เลี้ยงก็ไม่เป็นไร หรือที่สุดเป็นอัมพาตเลี้ยงตัวเองไม่ได้ก็ตายไป ถ้าไม่เป็นอรหันต์หรือเป็นอรหันต์ที่ตั้งจิตต่อก็มาเกิดใหม่ เกิดมาใหม่จะดีกว่าเก่ามีเหตุปัจจัยยืนยันรับรองด้วย ส.ฟ้าไทว่า...ผู้ลดกิเลส หมด เป็นโพธิสัตว์พึ่งตนได้เป็นที่พึ่งคนอื่นไม่กลัวตายหรอก จะเรียกร้องให้คนอื่นมาช่วยเป็นไปไม่ได้หรอก พ่อครูว่า...เหมือนอย่างผมเลี้ยงน้องมาเป็นต้น ส.ฟ้าไทว่า...ความสามารถ ความรู้ข องพระโพธิสัตว์นั้นมีมากอยู่แล้ว พ่อครูว่า...แม้ผมชาตินี้ไม่ถนัดเรื่องวิศวกร แต่จะให้ศึกษาก็ได้แน่ ทำมาหากินได้แน่ ถ้าให้ทำก็ไม่คิดว่าจะ ทำไม่ได้ ยังไงก็ทำได้แน่ เชื่อมั่น คุณธรรมทำนักรบธรรมว่า...ที่พ่อครูอธิบายความดับมากมายหลากหลายนั้นผมไม่จำ จะใช้ความสงบอย่างเดียวได้หรือไม่?....ตอบ....ความสงบนี่คุณรู้หยาบ กลาง ละเอียดไหมล่ะ ที่เขาละเอียดละเลียดนี่ให้รู้เป็นขั้นตอนไป ทำทั้งนอกและใน ส.ฟ้าไทว่า...วันนี้พ่อครูอธิบายลึกซึ้งเรื่อง บวร และมรรคองค์ 8 พ่อครูพูดเรื่องสังกัปปะ 7 ที่เราจะเพิ่มเติมการศึกษาอย่างไร ประเด็นของสำคัญคือ จิตตะ คือทุ่มโถมใส่มีแรงเท่าไหรก็ทุ่มโถมให้หมดตัว คือการลดกิเลสของเราที่ไม่เจริญเพราะเราไม่โถมสุดตัว และเรื่องวิญญาณฐีตินั้นทำให้กระจ่างชัดขึ้นมาก ดับแบบพุทธกับแบบฤาษีนั้นต่างกันอย่างไร?..ทำให้อาตมามีความหวังว่าจะลดละกิเลสได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน ไม่ประมาท