570802_พุทธชีวศิลป์(๕)วนบ. ปฏิจจสมุปบาท เรื่องนามรูป.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570802 พุทธชีวศิลป์( 5 )วนบ. ปฏิจจสมุปบาท เรื่องนามรูป

วันนี้วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า…เรา ได้อธิบายพุทธชีวศิลป์ ล่าสุดวันที่ 23 ก.ค. 57 กว่าจะได้เรียนก็เป็นสัปดาห์ เราเรียนปฏิจจสมุปบาทกันเจาะลึกให้กันอย่างละเอียด จะได้เห็นว่าธรรมะพระพุทธเจ้าละเอียดชอนไชไปให้ถึงที่สุด ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ เพราะอวิชชาหรือโง่ก็เลยไม่รู้ว่ามันสังขารอยู่ มันก็โขลกสับเราไป คุณก็มีอายุกันคนละหลายสิบปี เราถูกอวิชชาเราทำให้เกิดสังขารไป เราจะมาเรียนรู้สังขาร คนในโลกเขาไม่ได้ศึกษาเอาภาระ หรือแม้คนที่ศึกษา เข้าใจท่องได้ พยัญชนะจำได้ โยงใยกันได้ แต่เขาไม่เข้าถึงสภาวะ บางคนพวกเราจำพยัญชนะไม่ค่อยได้ แต่พวกเราทำได้ เพราะมันโง่มีสิ่งปรุงแต่งเป็นเรื่องราว รวมตัวกันเป็นวิญญาณ สำเร็จเป็นผีที่ได้อาหารโตขึ้น หรือเป็นเทวดาหลอกโตขึ้น มันไม่เป็นเทวดาก็เป็นผี ในชีวิตมนุษย์เป็นเช่นนั้นเอง ก็อยากให้ได้สุขสบาย เป็นเทวดาอ้วนปี๋ ตอนนี้ขอพักยก พออยากก็ออกมาทำ มันก็โง่มาขนาดไหนนานนับชาติ ถ้าไม่ได้ก็จองเวรจองกรรม ถ้าอยากได้มากก็ดิ้นรนมาก เหมือนทักษิณที่ไม่ยอมแพ้ ซับซ้อน โกหกว่าฉันหยุดแล้วแต่ที่จริงไม่วางมือ หาวิธีเลวร้ายกว่าเด

อ่านต่อ

ิมอีก เขาไม่รู้หรอกว่าเขาจองเวรจองกรรม หากิเลสเข้าใส่ตัว เพราะไม่รู้สังขาร เมื่อไม่รู้สังขารก็บานไปเป็นวิญญาณผีวิญญาณเทพ พระพุทธเจ้าให้ตั้งหลักให้เรียนรู้นาม_รูป อวิชชา เป็นไฉน [ 17 ] ก็อวิชชาเป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ เราต้องเรียนรู้วิญญาณ ซึ่ง วิญญาณเกิดจากทวาร 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) นี่คือวิญญาณ ศาสนาพระพุทธเจ้าต้องอ่านรู้มีตาทิพย์ สัมผัสวิญญาณเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย [ 14 ] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ 5 อย่างนี้ มีเวทนา กับสัญญา เป็นสองอย่างในขันธ์ 5 และสังขารแจกออกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ ส่วนรูปนั้นมี 2 คือ 1 .มหาภูตรูปทั้ง 4 และ 2 .รูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 (อุปาทายรูป) นี้เรียกว่ารูป 28 (มหาภูตรูป 4 และ อุปาทายรูป 24 ) รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ ถ้ารูปรูป คือร่างของมันเป็นมหาภูตรูปของมันเอง มันก็เป็นกรวด ดิน หิน น้ำ ลม ไฟ มันก็มีสังขารธรรมของมัน มันไม่มีนาม มันเป็นรูปรูป ซึ่ง รูปรูป เหล่านี้ถ้าเราเรียกมันว่า รูปกาย ก็คือต้องมีคนไปเกี่ยวข้อง มีนามไปรับรู้ เรียกว่า รูปกาย แต่ถ้าไม่มีคนไปเกี่ยวข้องเรียกว่า รูปรูป ทีนี้มีสองอันแล้วนะ “รูปรูป” และ “รูปกาย” ทีนี้เมื่อมี รูปกาย คนสัมผัสรูปกาย ก็เนื่องเข้ามาภายใน และรับรู้ได้ ก็เป็น “กายในกาย” เป็นองค์ประชุมในจิต เป็น “นามรูป” แท้ๆ จะเห็นเป็นรูปร่างหรือไม่ก็ตามนามธรรมต้องไม่ขาด ถ้าขาดนามธรรม นั้นก็จะหลุดไปเลย ท่านให้อ่าน “กายในกาย” นี้ย่อมมีนามธรรมในนั้น เวลาพิจารณา เราก็พิจารณา นามธรรมของมันเป็นหลัก ไม่ใช่ไปพิจารณารูปกาย เราเห็นขวดนี่แล้ว เราเห็นนามธรรมมันเป็นอย่างไร เห็นแล้วชอบหรือชัง ต้องอ่านเวทนาจากกายนี่แหละ เรียกได้ว่าเป็นอารมณ์หรือเวทนา ก็เห็นเป็นอารมณ์ อาการ เราก็พิจารณาซ้อนเข้าไปในเวทนา มันมีอะไรเป็นตัวเหตุที่ทำให้เราชอบหรือชัง? ถ้าเราไม่ให้มันเสพ ไม่ให้มันดูไม่ให้ลิ้มรส แต่ไปตัดตาไม่ให้ดูเลยก็ได้ ดูแล้วชอบใจก็อย่าดูมัน จะเห็นอารมณ์ดิ้นแล้ว ดิ้นอยากดู ถ้าได้ดูก็เสพอารมณ์เทวดา หล อก เทวดาเท็จ ในเหตุของอารมณ์เราหาวิธีรู้ตัวเจตนาของมัน โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ มีมโนสัญเจตนา ที่มีตัณหา (กาม_ภว_วิภาวตัณหา) กามตัณหาอยู่ในภพนอก เป็นกามาวจร เราก็จะรู้ตัวเราเลย แม้แต่ที่สุดคำว่า กามาวจรก็ใช่ แต่ที่จริงมีพยาบาทด้วย เพราะต้นฐานมีตัวโทสะมูล เราไปเจอตัวจริงเขาตัวนั้นแหละคือ “จิตในจิต” ในเวทนามีจิตปรุงแต่งอยู่ มันเนื่องกันไปเรื่อยๆ สติปัฏฐาน 4 นี่ แต่เขาเรียนกันแยกส่วน กาย เวทนา จิต ธรรม แยกกันทำคนละทิศ เป็นนักหั่นศพเลย กาย หั่นไปกระป๋องหนึ่ง เวทนา จิต ธรรม ก็คนละกระป๋อง แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไร? ที่จริงมันไม่ได้ขาดกัน เป็นองค์ประกอบที่อาตมาอธิบายเป็นตัวๆนี่มันคือ “กายสังขาร” กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นองค์ประชุมของสังขารธรรมก้อนนี้หมดเลย เราเรียกว่า กายสังขาร ถ้ารวมกันหมดเรียกเต็มๆ ว่า “กายวิญญาณ” ถ้าไปเรียก “กายสังขาร” ก็เรียกในลักษณะ Kinetic energy เป็นพลังงานจลน์ ส่วนกายวิญญาณใช้เรียก เป็นพลังงานศักย์ Potential energy

เราอ่านขณะตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส...มีการปรุงแต่ง เมื่อผัสสะอยู่ แล้วมันเกิดเวทนาให้เราได้อ่าน จนขณะนี้เรากำลังอ่านตัณหาออก กำลังรู้และอาตมาอธิบายแล้ว ว่าถ้าตัณหามันกบดานอยู่เรียกอุปาทาน ถ้าเคลื่อนออกมาเป็นพลังงานจลน์ก็เรียกว่าตัณหา เมื่อกำจัดตัวนี้ได้ก็คือคุณมนสิการเป็น คุณจะเป็นหรือไม่ก็อยู่ที่โยนิโสมนสิการหรืออโยนิโสมนสิการ อยู่ที่ว่าทำให้กิเลสลดได้หรือไม่ ถ้าทำได้กิเลสก็ฝ่อ จางคลายลง จะพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ พิจารณาจนเกิดญาณ 4 .( 1 )อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด-ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ 5 .( 2 )ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6 .( 3 )ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7 .( 4 )อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย 8 .( 5 )นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9 .( 6 )มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) เราก็พิจารณาว่าเราไม่ได้มีอำนาจเหมือนอย่างเขาเราก็ช่วยประเทศได้ เราไม่มีเพรชพลอยอย่างเขาเราก็ไมเ่ห็นต้องไปริ ษ ยาเขา แต่ที่เราติดอยู่นี่เราไม่มีจะชักตายไหม? ก็ไม่เห็นเป็นไร มันมีความจำเป็นนักหรือที่จะต้องไปลงทุนลงแรง เลิกมันเสียทีไหม? เราเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับสิ่งไร้สาระเป็นรสกามารม ณ์ เท่านั้น เป็นเห็นโทษภัย เป็นภยภูปัฏฐานญาณ เห็นภัยในวัฏสงสาร จะเป็นเช่นนี้นานนับชาติ หนักเข้าต้องแย่งชิง เป็นนิยายของมหาจักรวาลนี้อีก ทีนี้ก็จะชัดขึ้นเป็น อาทีนวานุปัสสนาญาณ จะมีความฉลาดลึกซึ้งชัด จนเห็นโทษภัยชัดก็ไม่เอาแล้ว นิพพิทานุปัสสนาญาณ ถึงขีดหนึ่งก็มีมุลจิตุกัมยตาญาณ มันวางปล่อยด้วยปัญญา ไม่ได้กดข่มอะไรเป็นวิปัสสนาธุระ ไม่ใช่สมถธุระเลย เป็นไฟฌานแท้ๆเลย ไม่ได้ร้อนเหมือนกองไฟที่จุดขึ้นมาไม่ใช่ แต่มีฤทธิ์เดชทำให้วางคลายจางปล่อยเบาว่างได้ 10 .( 7 )ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น 11 .( 8 )สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย 12 .( 9 )สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7 . ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ จะมีความทนได้ต่อสังขาร เป็นอเนญชาภิสังขาร คือสังขารที่เราจะปรุงมันเองหรือปรุงร่วมกับคนอื่นที่เข้ามาก็ตาม จะมีคุณสมบัติของอุเบกขา 5 อย่างแข็งแรงขึ้น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสรา เจริญขึ้นๆ ความสว่างผ่องใสประภัสสรยิ่งแวววา ว มีแต่สว่างใสยิ่งขึ้น ไม่มีใครสามารถเดาเอาเองคิดเอาเองได้ ถ้าไม่ใช่ผู้รู้ผู้ทำได้เอาสถาวะมาเรียบเรียงเช่นนี้ เมื่อเราเข้าใจพยัญชนะก็ไปปฏิบัติให้ได้ จะไม่สับสนเป็นขั้นตอน ชัดเจน ยิ่งคุณมีสังขารุเปกขาญาณได้มากเท่าไหร่ก็อนุโลมให้เขาได้มากโดยไม่ต้องเสแสร้าง ทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้น ตัวเราเองไม่ได้มานั่งแลบเลียเสพอะไร ต่อจากนั้น 13 .โคตรภูญาณ ญาณรู้หัวต่อ ตัดโคตรขึ้นสู่อาริยภูมิ คือญาณที่สั่งสมมามากพอที่จะตัดโครตร เพราะกำจัด ปหาน ให้ตายแหง๋เลย ตัดโคตรสัตว์เดรัจฉาน นรก เปรต อสุรกายได้แล้วเป็นต้น 14 .มัคคญาณ ญาณรู้ภาวะของอริยมรรคแต่ละขั้นๆ 15 .ผลญาณ ญาณรู้ผลสำเร็จแห่งการเป็นพระอาริยะ 16 . ปัจจเวกขณญาณ ญาณหยั่งรู้ทบทวนตรวจสอบ มรรคผล และบริบทแห่งความสำเร็จทุกอย่าง เมื่อสามารถกำจัดเหตุให้สมุทัยอาริยสัจดับได้ แต่ยังมีขันธ์ 5 อยู่ มีเวทนา เป็นอารมณ์ที่เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน มีนามรูป มีวิญญาณที่สะอาด ส่วนสังขารตอนนี้เราได้ทำงานปฏิบัติจนมันตายไปคือนิโรธ มีการถามตอบระหว่างภิกษุณีธัมมทินนาและอุบาสกวิสาขาเกี่ยวกับเรื่องนิโรธนี่อะไรดับก่อน สมมุติว่าเราหลับตา คุณก็ไม่รู้เรื่องเป็นอสัญญีสัตว์ คุณไม่มีทางรู้ตัว ไม่มี ปัญญา วิชชาแสงสว่าง คุณมีนิโรธแบบสุภกิณหะ คุณไม่รู้เรื่องหรอก แต่นิโรธแบบพุทธนั้น วจีสังขารจะดับก่อน สังขารดับ องค์รวมก็ดับ คือกายสังขารดับ กายวิญญาณก็ดับ เมื่อวิญญาณดับ กายสังขารก็ดับต่อมา แล้วจึงเป็นจิตสังขารดับเป็นสุดท้าย คุณดับเฉพาะสังขารที่จะให้ดับ แต่ไม่ได้ดับไปทั้งหมด คุณยังมีขันธ์ 5 อยู่ ก็ปรุงในจิตสังขาร พวกหลับตาสมาธิเขาไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักวจีสังขาร แต่ในไตรปิฎกว่าเข้านิโรธ วจีสังขารดับก่อน เขาก็ว่าเราไม่พูดนี่คือดับแล้ว แต่ที่จริงดับแค่วจีกรรม ไม่ได้ดับวจีสังขาร ส่วนกายก็ดับตามมาเขาก็ว่าดับได้แต่เป็นกายกรรมไม่ใช่กายสังขาร ทีนี้ขาออก ถ้านิโรธแบบหลับตาดับ เวลาออกจานิโรธในพระไตรปิฎกก็ว่าจิตสังขารเกิดก่อน ทางพวกนั่งหลับตาก็ว่าใช่ เพราะจิตก็เคลื่อนไหวก่อน ออกจากมืดดำมาสู่สว่าง แล้วก็มากายสังขารต่อมาก็ใช่เรายังไม่พูด แล้ววจีสังขารก็ตามมาทีหลังคือเราพูดได้ นี่คือเขาเข้าใจผิดไป เขาคิดว่าเป็น กายกรรม วจีกรรม แต่ของพุทธไม่มีการเข้าหรือออก แต่ล่วงพ้นหลุดพ้น ออกจากอันนี้แล้ว อะไรเกิดก่อนก็คือจิตสังขารเกิดก่อน ก็คือการปรุงแต่งของจิตสังขารเกิดก่อนภายในแล้วมาร่วมกับข้างนอกเป็น กายสังขาร แล้วสุดท้ายคุณมีเจตนา เช่น ว่าเอาน้ำมากินหน่อย จิตสังขารเกิดก่อน แล้วกายสังขารเกิดตามมา แล้ววจีสังขารตามมาทีหลัง ถ้าไม่มีญาณไปจัดการ กิเลสก็ไปจัดการบงการหมดเลย เสร็จมัน อาตมาอธิบายมาถึงอุปาทาน แล้วไล่มาที่วิญญาณ 6 มาสังขาร ถึงนามรูป แล้วก็มาถึง สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ตัณหาก็มีสองขั้วใหญ่คือ สราค กับ สโทส เราก็ต้องเพียรจัดการกับตัณหา เมื่อทำได้หมดก็เป็นวิภวตัณหาที่สมบูรณ์ จึงเป็นการตายที่เกลี้ยงสนิทเลย เป็นการตายของสัตว์โอปปาติกะ ไม่เหลือซาก แล้วมันก็มีเกิด เป็นพรหม เป็น วิสุทธิเทพ เป็นการเกิดตายที่ไม่มีรอยต่อ เป็นการเกิดตายทางจิตวิญญาณ ขยายอุปาทานต่อ.. กามุปาทาน จะไม่อธิบายมาก คือกิเลสจะต้องยึดอันนั้นๆ อยู่ รู้ทั้งรู้คุณก็ยังเล่นหัวกับมันอยู่ ซักวันเถอะ มันฟื้นขึ้นมาเถอะ ประมาท อย่าไปเห็นว่าปล่อยมันเถอะ เหมือนตีงูให้หลังหัก มันจะทำร้ายภายหลัง กิเลสไว้ใจไม่ได้เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าว่าอย่าประมาท ยึดในตัวใคร่อยาก เป็นสัตว์แท้ ทิฏฐุปาทาน คือความเห็นความรู้ ลัทธิ ทฤษฎี เป็นทิฏฐิ เป็นความเข้าใจ หลักการ องค์รวมของความรู้ของเรา ตั้งแต่ปริยัติ คุณรู้ก็ยึดไว้ ยึดความรู้ความเห็น ถ้าความรู้ของคุณสัมมาทิฏฐิก็ปฏิบัติไปเป็นผลดีแน่ แต่ถ้าความรู้ของคุณไม่ถูก แต่คุณก็ยึดไว้ไม่เปลี่ยน คือไม่มีปรโตโฆษะ ถ้าสมมุติว่าเรา มีสิ่งที่เรายึด ทฤษฎีนี้เรามีแล้ว แล้วเราก็ฟังของคนอื่นที่แสดงมา คุณก็เกิดจิตปรโตโฆษะ เราก็เอามาเทียบกับความเห็นเรา ว่าน่าลองนะ ถ้าของเขาถูกดีกว่าของเราจริงๆ เอามาลองจริงไม่ใช่อาบน้ำกลัวเปียก ถ้าเห็นว่าดีน่าลองจริงก็เอาจริง แต่ถ้าพิจารณาว่าไม่ดีแน่ก็ไม่ต้องลอง แต่ถ้าเห็นว่าดีจริงน่าลองก็ทำตาม มีมนสิการ ถ้าทำแล้วได้ผลดีก็ได้ผลเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าคุณไม่ ปรโตโฆษะเลยถ้าคุณไม่ถูกก็ไม่ถูกไปตลอดกาล ศีลพตุปาทาน คือศีลพรต หลักเกณฑ์การปฏิบัติ เป็นยิตถัง แต่ที่จริงทานก็คือการปฏิบัติ แต่ศีลพรตเป็นภาคปฏิบัติขัดเกลากิเลส ถ้าคุณได้ทำศีลแบบปรัมปราสืบเนื่องกันมา ตามๆ กันมา อย่างคุณทำย่างหนอก้าวหนอ นั่งหลับตาไป อาตมาอธิบายอีกอย่างก็ไม่รับฟัง อย่างอาตมาอธิบายให้เดินมรรคองค์ 8 ไปในชีวิตประจำวัน มีสติปัฏฐาน 4 ให้เกิดผลไปในปัจจุบัน ตลอดเวลาๆ นั่นแหละคุณก็จะเห็นจะรู้ มนสิการผลที่เกิด เป็นของแท้ให้แก่ตัวเอง ศีลพรตที่ขยายความมานี้อันไหนจะจริงกว่ากัน ถ้าคุณเปิดจิตรับ มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน มีปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หรือทำทุกปัจจุบัน อ่านเวทนา 108 ออก มีมโนปวิจาร 18 มีเนกขัมมสิตอุเบกขาตลอด ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต พยากรณ์ได้ว่าอนาคตก็สูญแน่นอน อวิชชาข้อที่ 7 ก็ผ่าน ศีลพรตใดเข้าตามหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าก็ถูกต้องสิ แต่ถ้าไม่ตรงก็ไม่ถูกต้อง แม้ทุกวันนี้ ถ้ายึดถูกในศีลพรตก็สาธุแต่ถ้าไม่ถูกตามพระพุทธเจ้าก็ซวย สุ ด อัตวาทุปาทาน...อัตตา แปลว่า ตัวตน เป็นลัทธิก็ได้ คุณก็ยึดได้แต่อัตตา อย่างพระเจ้าคุณยึดได้แค่จินตนาการ เป็นมโน ว่ามีพระเจ้าอยู่ทุกอณู คุณก็ได้แต่จินตนาการ นึกไป ก็เป็นอัตตาที่มีแต่วาทะ คำพูด บัญญัติ ความหมาย ว่ายิ่งใหญ่ แต่คุณไม่ได้รู้อัตตาเลย จนกว่าคุณจะมาเรียนรู้อัตตา 3 แล้วจับตัวอัตตานี่แหละตัวผี ตั้งแต่สักกายะ ตัวแรกที่ต้องกำจัดเลย นี่แหละคืออัตตา จะตามเห็นอัตตา พ้นอัตตานุทิฏฐิ การมีทิฏฐิในเรื่องอัตตา มีแบบ นิรัตตา เป็นพวกที่ว่าอัตตาไม่มี เข้าใจด้วยวาทะความรู้เหตุผล ก็บอกว่าสัพเพธัมมาอนัตตา ในมหาจักรวาลอัตตาไม่มี นี่คือได้แค่วาทะ ตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้าก็ว่าพวกอเทวนิยมว่าไม่เคยเห็นอาตมัน หรือ ปรมาตมันเลย เขาได้แค่ภาษารู้

มาถึงยุคนี้ชาวพุทธเองนั่นแหละอัตวาทุปาทาน แล้วมีนิรัตตาด้วย ก็ปิดประตูนิพพานเลย พวกปฏิเสธว่าอัตตามีจริง คุณต้องรู้ว่าอัตตามันมีจริงอย่างไรแล้วทำให้หมดอัตตาต่างหากจึงจะหมดอัตตา นิโรธแบบฤาษีเมื่อจะออกจากนิโรธของเขานั้น จิตสังขารเกิดก่อนเหมือนกันแต่ว่า กายกรรมหรือวจีกรรมนั้นไม่แน่ว่าอะไรจะเกิดก่อน บางคนพูดก่อน แต่บางคนก็ขยับตัวก่อน แต่ของพุทธนั้น วจีสังขารเกิดทีหลังแต่ ก่อนจะเกิดกรรมเป็นวาจาหรือกายกรรมก็ได้ เช่น บางทีไม่อยากจะด่าเลยแต่ซัดแรงเลยก็ได้ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าความขี้เกียจจะลดลง เราจะรู้ตัว เราจะถามตัวเองได้ว่าขี้เกียจไหม? ทั้งๆที่เราไม่ขี้เกียจแล้ว เรารู้ว่าอะไรเป็นสาระอะไรเป็นอสาระ ทฤษฎีพระพุทธเจ้าจะหล่อหลอมสรรค่าสร้างคนได้จริง ไม่อยากได้มากได้มายอะไร เอาแค่ 100 คนที่นี่เป็นอรหันต์หมดก็พอแล้ว...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน