570822_พุทธชีวศิลป์(๑๐)วนบ..doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570822 พุทธชีวศิลป์( 10 )วนบ. ปฏิจจสมุปบาท วิปัสสีสูตร วันนี้วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก พวกเราก็ฟังธรรมสูงๆ รู้เรื่อง อาตมาก็เลยมันเขี้ยวไล่ไปเรื่อยๆ แล้วจะปฏิบัติตามทันไหมนะ? ที่จริงก็ต้องอธิบายเช่นนี้แหละ เป็นแผ่นที่เป็นแนวทาง เป็นปริยัติ แล้วเราก็จะปฏิบัติตาม พวกเราต้องรู้ตัวเอง มัตตัญญุตา รู้ก็รู้ไป แต่ทำต้องให้พอเหมาะกับตัวเอง เราจะอยู่ขนาดไหนนะ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล...หรือเป็นปุถุชน ปฏิบัติเป็นสัทธานุสารี หรือธัมมานุสารี แล้วปฏิบัติศีลเป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ เอาตามภูมิ ไม่ต้องไปอยากใหญ่อยากได้เร็ว แล้วจะเอาคุณธรรมสูง เราก็ต้องตรวจตนจริง ว่ามีจริงไหม ถ้ายังไม่เข้าเกณฑ์ก็รู้ตัว แล้วปฏิบัติแค่นี้นะ ก็ต้องเป็นเช่นนั้น เรากำลังนำธรรมะมาเป็นแก่นแกนการศึกษาปฏิบัติธรรม แล้วเราก็เอามาใช้รวมกัน กับการศึกษาทางโลก ร่วมกับทางโลก ทางนิตินัย ทางพฤตินัยที่พอได้ พอได้ด้วยกันได้ ซึ่งการศึกษาทางโลกก็มีดี แต่ถ้าเอามาเด่นกว่าทางพุทธ แล้วทำให้ทางพุทธไม่สามารถทำอะไรได้ก็บกพร่องแน่ ยุคไหนๆ พุทธก็เอหิปัสสิโก โอปนยิโก สันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ให้มาพิสูจน์ได้ เราทำมาได้จนเป็นหมู่กลุ่ม เมื่อพวกเราได้สิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็มาดูหมู่กลุ่มข้างใน ที่เรานำพากันไป อาตมากำลังพาประสานระหว่างความรู้ข้างนอก กับความรู้ที่เรามีแก่นแกนแล้ว แม้ไม่มีใบรับรอง แต่พวกเรารู้กันเองได้ แล้วเรากำลังจะพยายามเชื่อมต่อ เราก็พยายามเอาหลักการหลักฐานข้างนอกเชื่อมเข้ามา อาตมาก็ยังดีใจ(พูดเป็นโวหาร) ไม่ได้ฟูใจอะไร ว่ามันดี ที่สามารถเชื่อมไปเป็นหลักฐาน วิชาการ ก็คือทำให้เกิด หลักฐานที่เป็นบทวิจัย ที่รับรองกันในระดับปริญญาเอก เป็นแขนงโดยตรง เป็นจรณะ 15

อ่านต่อ

วิชชา 8 เมื่อได้แล้วก็คึกคัก กระตือรือร้นกันต่อ อย่างที่เห็นกันพวกเราได้ป.เอกป.โทก็มากัน เช่น อภิสินธ์ กับหนึ่งฟ้า แล้วก็มีคนอื่นๆ อีก หนึ่งฟ้านี่ที่จริงคนใน แต่ก็เหมือนคนนอก เพราะจริตไม่ค่อยตรงกับพวกเรา จริตไม่ค่อยเชื่อม ไม่ค่อยสมังคีเท่าไหร่ก็เป็นไป แต่ตอนนี้อาตมาก็ว่าจะต้องเข้ามาช่วยกัน เขาก็เต็มใจ มาทำกันเต็มที่ พวกเราก็เห็นอยู่เข้าใจอยู่ ก็ต้องดูบุคคล ปุคคลปโรปรัญญุตา อย่างอภิสินธ์ก็เป็นญาติธรรมมาเก่าแก่ แต่เขาไม่ได้มาคลุก เขาก็มีธุรกิจของเรา เขาไม่ได้เหินห่างอะไร มาร่วมอยู่ ให้เห็นว่าพวกเราควรเข้าใจว่าทำอยู่นี่คืออะไร ไม่ใช่ว่าจะตั้งข้อคัดค้าน ก็ควรดูจริตจริงว่ามันขาดมันเกินอยู่ ก็ต้องเข้าใจว่า บางอย่างเป็นวาสนา เป็นจริต มันจะแก้กันยาก แต่เจตนา จิตใจมุ่งหมาย อาตมาว่า ก็มากันเต็มร้อยก็ดีแล้ว จะบอกพวกเราว่า ยังไง ก็ค่อยทำความเข้าใจกันดีๆ เช่นว่าเราจะเอาระบบของข้างนอกมา มันเหมือนจะมาทำให้เป็นการศึกษาที่รวมกันเป็นหมู่เป็นกล่อง ที่จริงแล้วธรรมชาติ คนไม่ได้อยู่เป็นกล่องกองอะไร มันก็อยู่กระจายกันไป แล้วอย่างพวกเราทำนี่ก็เหมือนมีรูปอะไรซ้อนอยู่ในนี้ บางทีบางคนไม่เข้าใจ อย่างที่เขาเข้ามา คนชุมชนก็โดนดึงเข้ามาเป็นวนบ. แทนที่จะเป็นไปโดยธรรมชาติ ใครเห็นดีอะไรก็ทำ แต่ทีนี้มันไม่เป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติ ก็ให้เห็นว่าอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างคนชุมชนที่ก็ไม่ค่อยมาสังเกตการณ์ ก็ค่อยพูดไป ไว้โอกาสก็ค่อยรวมกันมาแล้วพูด ตอนนี้ก็พูดให้นิสิตก่อน ก็ค่อยทำความผสมผสาน อะไรขาดหรือเกินก็ให้เป็นไป ใหม่ๆ แรกๆ ก็ต้องออกรูปนี้แหละ แม้แต่ชาวชุมชนไม่เข้าใจ ชาวเราก็ติดมา การศึกษาข้างนอกเป็นเช่นนั้นจริงๆ การเรียนก็คือการเรียน การศึกษาก็คือการศึกษา ยิ่งครอบครัวไหนฐานะดีก็ให้เรียนอย่างเดียว ไม่ต้องทำงาน ซึ่งมันขาด ก็เลยโน้มเอนไปหาทางโน้น นี่คือความล้มเหลวระเนระนาดของการศึกษา เป็นอย่างนี้จนถึงทุกวันนี้ ก็ชัดแล้ว เด็กพอเกิดมาโต เข้าอนุบาล ก็ไม่รู้จักสังคม ไปเป็นนักเรียนเลย ไม่เคยมีชีวิตกับสังคม สมัยก่อนชาวบ้าน ต่างจังหวัด บางบ้าน มีลูกหลายคน ฐานะไม่ค่อยดี ต้องช่วยกันเลี้ยง พี่ต้องเลี้ยงน้อง บางคนอุ้มน้องไปเรียนด้วย หรือเวลาพักก็แวบมาช่วยทางบ้าน เขาไม่ได้ขาดทางบ้าน แม้แต่ทางโรงเรียนก็เข้าใจ เขาก็หยวน ให้ทำได้ ติดดำนา ติดเกี่ยวข้าว เขาไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย แต่นี่ไม่ได้ ต้องให้ไปเรียน เป็นคนเรียนในเมือง เป็นหอคอยงาช้าง ก็เลยร้างทางบ้าน แล้วจะมาพัฒนาประเทศกระจายอำนาจ เผื่อแผ่ จะไปทำได้อย่างไร พฤติกรรมสังคมก็แปรไป ถูกครอบงำไป จนมายึดถือนิยมว่า สังคมอย่างนั้นเจริญ สังคมบ้านนอก ที่คนเห็นใจเผื่อแผ่มีน้ำใจนี่ไม่เจริญ ถ้าจะเจริญต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน ต้องก้าวหน้า แล้วพวกเรามีชีวิตอย่างนี้ แค่มาเห็นพวกเรานี่เขาก็ว่าแปลก ไม่ใส่เกือก มีด้วยหรือคนในโลกนี้ อยู่เป็นหมู่ไม่ใส่เกือก มีแต่คนป่าที่ไม่ใส่รองเท้า เขาก็ว่าอย่างนี้เจริญหรือ อาตมาก็ว่า พระพุทธเจ้าใส่รองเท้าทองคำ แต่ก็มาแบร์ฟุต ตั้งแต่บวช จนถึงปรินิพพานเลย นี่แหละคือแบบอาริยะ มากินน้อยมื้อเดียวนี่แหละ มาใส่เสื้อผ้าไม่ต้องฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยนี่แหละ เป็นแบบอรหันต์ แบบอาริยะจะเจริญ ถ้าเรารู้ว่าศิลปะ คือมงคลอันอุดม คือส ิ่ งที่พาไปสู่ความเจริญสูงสุด มันทวนกระแสโลกีย์ ทิศทางเขาจะเจริญโลกๆ นั้นเป็นแบบนั้น เราก็เห็นทิศทางว่าเราทวนสิ่งนั้น ยุคพระพุทธเจ้าก็ทวนแล้ว แล้วยุคนี้มันบานไปหาโลกีย์มากว่าเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทวนกระแส อาตมาว่าคนชนบท มาเห็นเราไม่ตื่นเต้น เขาบอกว่า เขายังดีกว่าเราอีก แต่มันย้อนแย้งว่า ดูบางทีแต่งเนื้อแต่งตัวนี่พวกเรานี่ดีกว่า แต่มันย้อนแย้งว่า แต่ทำไมมันมีอะไรทีดูเหนือชั้นกว่าพวกเรา แม้ที่สุด ดูองค์รวมแล้ว มันมาแกล้งจนหรือพวกนี้ เขาไม่เข้าใจรายละเอียด เนื้อแท้คือจิตวิญญาณ จิตใจที่ลด โลภ โกรธ หลง จิตใจไม่เป็นทาสโลกียะ จิตใจเป็นโลกุตระ และรูปลักษณ์ยิ่งขัดแย้งกับทางโลกเขา แม้ชื่อว่าสถาบันศาสนาพุทธก็ไม่ได้พามาเช่นนี้แล้ว แต่ส่งเสริมเจริญอย่างโลกีย์ ไม่เหลือโกลุตระเลย พูดได้เต็มปาก ศาสนาก็ไปหลงเดรัจฉานวิชชา ไม่เข้าใจตนเองตกเป็นทาสสิ่งเหล่านั้นในวงการศาสนาก็เป็นเช่นนั้นมันเลยไม่สามารถช่วยสังคมประเทศชาติได้

เรามาทำอย่างมีศิลปะ พวกศิลปินนี่เขาดูถูกพวกช่างฝีมือนะ ความจริงแล้วศิลปะหมายความว่า สุนทรีย์ศิลป์คือมีความแปลก ความใหม่ ชวนใจ จนกลายเป็น Abstract ก็คือสร้างให้ช่วยดูเท่านั้นหนักเข้าก็ไม่รู้เนื้อหาแล้ว แล้วเขาก็หลงฝีมือีก คือฝีมือที่สร้างเอกลักษณ์ เช่นคนนี้มีแนวทางไปสร้างทางศาสนาเขาถือว่าชั้นสูง หรือแบบเพ้อเจ้อ มีเยอะ เขาเรียก Abstract เขาก็ว่าถ้ายิ่งภาพใครจินตนาการได้เยอะก็ว่าเยี่ยม ก็เลยเป็นศิลปะฟุ้งซ่านไม่เป็นเรื่อง ไม่เข้าทางเลย อาตมาเองรู้ว่าศิลปินนี่อัตตาสูง อาตมาใช้ศิลปะ มีหลักในการทำงานสร้างศิลปะ เรียนมาก็มีหลัก ต้องมีจุดสำคัญ มีเป้าหมาย Interest point แต่พอทำไปก็ไม่รู้เป้าหมาย ซึ่งถ้าเกิดแรงบันดาลใจทางศิลปะได้นี่คือศิลปะ คือเกิดเปลี่ยนจิตใจได้ ถ้าเป็นทางธรรมะก็พาให้มักน้อ ย สันโดษได้ นี่คือโลกุตระ เปลี่ยนแปลงจิตใจได้ แม้แต่ทำให้เกิดความเห็นใจ เกื้อกูลสังคม มีน้ำใจก็ได้ แต่ที่มีอยู่ก็ไม่มี มีแต่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร เท่านั้นเอง คำว่าศิลปะทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องทำลายความคิดนึก แทนที่จะนำพาไปสู่จิตวิญญาณสำคัญ กลายเป็นทำลายจิตวิญญาณ กลายเป็นการค้าเสียอีก เอาเด่นเอาดัง ต้องเป็นคนที่คนนิยมชมชอบ กลายเป็นอย่างนั้น ศิลปะโลกุตระ คนเข้าถึงยาก ซึ่งเขาว่า นามธรรมมันสูงคนเข้าใจยาก ถูกของเขา แต่ที่ไม่รู้เรื่องเพราะเป็นโลกุตระพาล้างกิเลส ศิลปะที่ทำให้เขาได้แรงบันดาลใจไปล้างกิเลสได้ อาตมาทำสำเร็จ พวกคุณก็เข้าใจ อาตมามีผลสำเร็จทางศิลปะ อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นศิลปิน นี่คือพุทธชีวศิลป์ที่แท้จริง การเปลี่ยนชีวิตด้วยพุทธนี่คือพุทธชีวศิลป์ เราก็จำทำให้ย ิ่ งขึ้น เป็นจริงในตัวเราทั้งกายและใจ ครบเครื่อง แล้วเราจะนำไปสร้างคนอื่นๆ ต่อไปอีก

งานด้านโลกุตระหรืออาริยะ เป็นเนื้อหาเนื้อแท้สารัตถะของพุทธ ของศาสนาหรือธรรมะ มันเป็นโลกุตระที่คิดเอาเองไม่ได้ ใครจะมาเป็นศิลปินเอก มีทฤษฎีของตนเองไม่ได้ ต้องของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สืบทอดกันมา แบบเดียวกัน ไม่มีอะไรแปลกจากของพระพุทธเจ้า เป็นแต่ของพระพุทธเจ้ามันเลือนไป หายไป เราก็ดึงกลับคืนมา ซึ่งไม่ใช่ของโลกีย์ที่หาได้ทั่วไป คุณต้องมาศึกษา ได้ใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ใหม่จากอะไรก็เป็นของเดิมของพระพุทธเจ้านี่แหละ อาตมาก็ค่อยๆ ดึงออกมา ไม่ได้มากเท่าไหร่ ก็ไม่หมดหรอก ยืนยันว่าไม่ใช่ของอาตมา มาต่อที่ไตรปิฎก ล. 16 ต่อวิปัสสีสูตร 4 วิปัสสีสูตร [ 22 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าวิปัสสี ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้ ปริวิตกว่า โลกนี้ถึงความยาก แล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่าความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะ นี้ จักปรากฏ ฯ [ 23 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะ อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย(อาตมาอยากให้ใช้ คำว่า “กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย”) จึงได้รู้ด้วยปัญญา ว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอ มีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็น ปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็น ปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะ เวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะ มีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะ ย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อ ฉ ฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะ ฉ ฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ฉ ฬายตนะจึงจะมี ฉ ฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ ฉ ฬายตนะจึงมี ฉ ฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูป เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูป จึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะ วิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อ สังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะ อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดย แยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชา มีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ [ 24 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มีชราและมรณะ จึงไม่มีเพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มีภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอ ไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่อ ฉ ฬายตนะ ไม่มีผัสสะจึงไม่มี เพราะ ฉ ฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ฉ ฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ฉ ฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูปไม่มี ฉ ฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ ฉ ฬายตนะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูป จึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ ไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะ อะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจ โดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับ แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้น แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ 4 อวิชชาดับ ไม่ได้หมายความว่ามืดดำดับไปหมด แต่ว่ามีจักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง 5 สิขีสูตร- 9 กัสสปสูตร [ 25 ] พระปริวิตกของพระพุทธเจ้าแม้ทั้ง 7 พระองค์ ก็พึงให้พิศดาร เหมือนอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง พระนามว่าสีขี ... ทรงพระนามว่า เวสสภู ... ทรงพระนามว่ากกุสันธะ ... ทรงพระนามว่าโกนาคมนะ ... ทรงพระนามว่ากัสสป ... ฯ 10 มหาศักยมุนีโคตมสูตร [ 26 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มี ความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และ อุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ มีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชรา และมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็น ปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพ เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอ มีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทาน จึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหา ย่อมมีเพราะ อะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะ เวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอ มีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อ ฉ ฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะ ฉ ฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไร หนอ มีอยู่ ฉ ฬายตนะจึงมี ฉ ฬายตนะมีย่อมเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ ฉ ฬายตนะจึงมี ฉ ฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณ จึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมีวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตก ดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนา มาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้าง เกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ ส่วนฝ่ายดับก็เป็นเช่นเดียวกัน พ่อครูว่า...ตรัสรู้ ก็ใช้กับคนธรรมดาได้ คือเมื่อคุณมีภูมิที่ตรงกับพระพุทธเจ้าตรัส คือเกิดความรู้ ถึงที่พระพุทธเจ้าตรัส โดยเฉพาะถึงนิพพาน ก็มีความรู้เช่นเดียวกับของพระพุทธเจ้า คือขั้นโพธิ คือความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พาให้พ้นกิเลส คนไหนทำได้ก็ตรัสรู้ได้ทั้งนั้น เป็นแต่เพียงเราเป็นสาวกภูมิ ท่านที่นำมาบันทึกไว้ก็คือว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ตรัสรู้ส ิ่ งนี้ คือดับอวิชชาให้ได้ อาหารวรรคที่ 2 1 . อาหารสูตร [ 28 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถ บิ ณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 เหล่านี้ ย่อมเป็น ไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 เป็นไฉน คือ ( 1 ) กวฬีการาหารหยาบ หรือละเอียด ( 2 ) ผัสสาหาร ( 3 ) มโนสัญเจตนาหาร ( 4 ) วิญญาณาหาร อาหาร 4 เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิด มาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ [ 29 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร 4 เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไร เป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด อาหาร 4 เหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหา เป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไร เป็นแดนเกิด เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะเป็น กำเนิด มีผัสสะเป็น แดนเกิด ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ผัสสะมี ฉ ฬายตนะเป็นเหตุ มี ฉ ฬายตนะ เป็นที่ตั้งขึ้น มี ฉ ฬายตนะเป็นกำเนิด มี ฉ ฬายตนะเป็น แดนเกิด ก็ ฉ ฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดน เกิด ฉ ฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นที่ตั้งขึ้น มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูป เป็น แดนเกิด ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นที่ตั้งขึ้น มีวิญญาณ เป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดวิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มี สังขารเป็นที่ตั้งขึ้น มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด ก็สังขาร เหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นที่ตั้งขึ้น มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนา มาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [ 30 ] ก็เพราะอวิชชานั้นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 1 อาหารคือเครื่องอาศัย 4 อย่างนี้แหละที่คุณต้องรู้ให้ดีเลย มันเป็นนิทาน เป็นเหตุพาให้เราเล่นละคร บางเรื่องเป็นหนังรัก บางเรื่องเป็นหนังบู๊ บางเรื่องโมหะ แต่ที่จริงมันทั้ง 3 รสนั่นแหละ เป็นแต่เพียงตอนไหนเกิดบทไหน ผสมกันไป เป็นเหตุที่ท่านใช้คำว่า นิทาน อาศัยอันนี้เป็นเหตุ อวิชชาจึงเกิด นิทานทุกเรื่องของแต่ละคนก็หลงสุข แต่ทุกข์นั้นเยอะกว่าไม่จำ จำเอาแต่สุข หาสุข ไม่ได้ก็หาอย่างอื่นแทน เป็นนิทานแตกไปเรื่อยๆ ต่อไปเป็นการถามตอบ และสรุปประเด็น เมื่อเขาว่าเราโง่ … หรือเตือนเรา ให้ตรวจดูว่าเราโง่ตามที่เขาพูดไหม เราก็ฉลาด ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาผิด ข้อสำคั ญอย่ าลำเอียงว่าเราถูกเสมอ แต่ก็อย่าไปว่าเขาว่าโง่นะ … ถ้าเขาบอกว่าเราโง่ เราก็บอกว่า เราโง่อะไรพอเขาบอก เราก็ตรวจตามจริง ถ้าเราโง่จริง เราก็ขอบคุณเขา เราเป็นเช่นนั้นจริงๆ ปฏิบัติธรรมจำเป็นไหมต้องมีศิลปะ ตอบ...จำเป็น ศิลปะคือมงคลอันอุดม พาไปสูงพาไปเจริญ ถ้าไม่เป็นศิลปะก็คือพาไปต่ำเสื่อม การหนีไม่สู้กิเลส กับการดับ เท่ากันทั้งคู่ คือขี้แพ้ทั้งคู่ คุณหนีปัญหา หนีส ิ่ งที่จะต้องเรียนรู้ คุณดับก็คือคุณหนีเหมือนกัน...ก็คือคนขี้แพ้ทั้งคู่ การกดข่ม นานเข้าไปจะวิปัสสนาได้ไหม?...ตอบ ไม่ได้ เพราะมันคนละตระกูลกัน สมถะกับวิปัสสนา พระพุทธเจ้าเลยแบ่งบุคคลเป็น 2 บุคคลที่มีเจโตสมถะ กับบุคคลมีโลกุตระ ถ้ากดข่มเป็นสัญชาติญาณก็มีอยู่แล้วในคน เขาก็กดข่มไว้ จนมีคนว่าให้แสดงออกได้เป็นธรรมชาติ ก็มีคนหาทางเช่นนั้น การกดข่มจึงมีประโยชน์อยู่ แต่ไม่ใช่ทางละหน่ายคลาย ไม่ได้กำจัดด้วยไฟปัญญา กดข่มมันทำอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เราต้องทำวิปัสสนา ต้องฝึกรู้ว่าอย่างนี้กดข่ม อย่างนี้ใช้ปัญญา เราต้องเรียนรู้ตามเหตุปัจจัยทุกเรื่องราว ส.ด่วนดีถามว่า การไปรับใช้ฆราวาส มีความหมายว่าอย่างไร? ตอบ...การรับใช้หมายความว่า 1 .ไปทำงานเพื่อจะได้ลาภยศสรรเสริญตอบแทน ใครไปเทศน์ตรงนั้นตรงนี้แล้วเพื่อได้เงินก็คือลูกน้องหากินในสังคม แต่ว่าไปทำหน้าที่ช่วยเหลือทำประโยชน์ให้สังคม อย่างนี้เป็นหน้าที่ของพระ 100 % ไอ้ที่แปลว่า ไปรับใช้ฆราวาส นี่คือศักดินา ว่าฉันชั้นสูงไม่ได้รับใช้คนชั้นต่ำ นี่คือศักดินา มันมีอย่างนี้ อย่างอาตมาเหมือนเป็นคนมีฐานะทางสังคม เป็นนักบวชก็ตาม แล้วอาตมาจะไปทำงานให้คนนั้นคนนี้เหมือนไปรับใช้ เขาก็ไม่ได้อยากให้ทำ อันนี้เป็นสัจธรรมซ้อน นี่ก็ต้องปล่อยให้เขาทำ เช่นที่นอน อาตมาก็ไม่ได้พับ ปล่อยให้คนอื่นเขาทำ เป็นต้น

_ มีคนว่า สมณะสิกขมาตุ ควรเป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น?.. ตอบ..อาตมาก็ทำ เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ทำงานด้วย แต่ก่อนอาตมาก็ช่วยสร้างปฐมอโศก กับคุณงามดีมาก เขาขับแมคโคร อาตมาก็ไปช่วยทำ แต่ก่อนอาตมาทำ แต่เดี๋ยวนี้อาตมาก็ไปทำสิ่งที่ควร ทำตำราเป็นต้น แต่ก่อนก็ทำหลายอย่าง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน