571029_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง แก่นแท้ของพุทธวัดกันอย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571029_ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ ่อครู สันติอโศก เรื่อง แก่นแท้ของพุทธวัดกันอย่างไร?
พ่อครูว่า...วันนี้ วันที่ 29 ต ุลาคม 2557 ที่ สันติอโศก แล้วฝนก็ยังไม่หยุด ยังตกอยู่ เราก็มาอยู่กับธรรมาธรรมะสงคราม จะพูดไปอย่างไรก็หนีเรื่องโลกุตระไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น อาตมามั่นใจว่าโลกุตระเป็นเรื่องของศาสนาพุทธโดยตรง พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ใน อาณีสูตร ว่าจะต้องเสื่อม ศาสนาพุทธอยู่แต่ชื่อ แต่เนื้อหาไม่ใช่พุทธ แล้วเอาชื่อพุทธไปหลอกคนทั่วโลก มันเสียหาย
วันนี้ก็จะมาพูดเรื่องเนื้อหาของพุทธว่าทุกวันนี้ยังมีอยู่หรือไม่? เหมือนกลองที่เขาเอาไม้มาเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว ของเก่าไม่เหลือ เช่นเดียวกับพุทธ ก็มีแต่ของใหม่ไม่เหลือเนื้อหาเก่าแล้ว
ในต้นไม้มีทั้งแก่น กระพี้ เปลือก สะเก็ด และกิ่งไม้ใบไม้ ผลดอกใบ
กิ่งไม้ใบ ผล ดอก ท่านเปรียบคือ ลาภ สักการะสรรเสริญ สะเก็ด คือศีล ซึ่งศีลเขาก็ยังไม่ได้ พูดเหมือนดูถูก แต่เป็นเช่นนั้นจริง ศีลจะต้องมีอานิสงส์คือ อวิปฏิสาร เป็นต้น ซึ่งเขาทำศีลได้แค่ภาษา อาจจะทำได้ แต่สอนกันว่าศีลทำได้แค่กายกับวาจา ทั้งที่ในพระไตรฯ บอกว่าศีลอันเป็นกุศล จะยังความเป็นอรหัตตผลให้บริบูรณ์ได้ไปโดยลำดับ
ได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 5 สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . ปามุชชะ ปราโมทย์ (มีความยินดี) ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) สุข (ความสุขอันเกิดจากความสงบ) สมาธิ (จิตมั่นคง) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 . วิมุตติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน)
อ่านต่อ
(กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 )
ศาสนาพุทธนั้นมีโลกุตระ 46 คือ โลกุตระ 9 และโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมีการปฏิบัติเข้าหาแก่นไปตามลำดับ และเป็นโลกุตระ ถ้าไม่ใช่ไม่เข้าเขตพุทธ เขตของพุทธต้องเป็นบุญ (ปุญญเขตตัง) แต่บุญเดี๋ยวนี้ไม่ใช่โลกุตระ แท้จริงบุญคือเครื่องชำระกิเลส
บุญเปรียบเหมือนปืน ไม่ใช่ขนมปัง บุญไม่ใช่เรื่องได้มา ว่าปฏิบัติบุญได้ คือได้เอาออก ไม่ใช่ได้ แต่เอาบุญไปใช้เป็นกุศล ซึ่งคำว่า บุญวิบาก ไม่มี มีแต่กุศลวิบาก บุญนี่เป็นผลแล้วสูญไปเลย ไม่มีบุญวิบากให้คนได้อาศัยใช้บุญ จะบอกว่าอาศัย ก็เป็นสูญ ไม่มีอะไรจะไปอาศัยอะไร แต่ทุกวันนี้ใช้คำว่า ได้บุญเป็นเครื่องล่อ ว่าจะได้อะไร ทั้งที่บุญ แปลว่าการชำระจิตสันดานให้หมดจด ทำบุญได้จนกิเลสหมดก็เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญาปาปปริกขีโณ เป็นพระอรหันต์
คำว่า แก่น ของศาสนาพุทธ ที่เขาว่า เขาได้เสวยผลกัน ได้แต่ใบแต่กิ่งไม้ คือลาภสักการะ ไม่ใช่แก่น จะเอาแก่นไม่ได้ แม้แต่ศีลที่เป็นสะเก็ดก็ยังไม่ได้ ยิ่งสมาธิ ที่เหมือนเปลือกไม้ก็ไม่เป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธินอกเขตบุญ มันก็ไม่ชำระกิเลส ก็ไม่เป็น สันตานังปุนาติ วิโสเทติ (ชำระจิตสันดานให้หมดจด) นี่คือหน้าที่ของบุญ
ผู้ปฏิบัติบุญเป็น ชำระกิเลสได้ เร ิ่ มตั้งแต่ กายในกาย รู้จัก กายคตาสติ รู้อานาปานสติ ตามเห็นความไม่เที่ยง เห็นกิเลสจางคลาย กิเลสดับ ทำได้ก็ทำซ้ำ ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำอาเสวนาภาวนพหุลีกัมมัง ให้เป็นอาเนญชาภิสังขาร ปฏิบัติซ้ำให้เกิดส่วนอดีต ปัจจุบัน อนาคต ด้วยการปฏิบัติปัจจุบัน 36 ที่เป็นมโนปวิจาร 18 ทำทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่สูญ จนมั่นใจว่าอนาคตก็สูญ เป็นตถตา อัตโนมัติแล้ว
แม้สะเก็ดหรือเปลือกก็เพี้ยนไป ไม่ปฏิบัติสัมมาสมาธิ ตามมหาจัตตารีสกสูตร ที่พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติมรรค 7 องค์ ให้เกิดสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ไปให้นั่งหลับตาทำสมาธิ ที่ท่านบอกว่าให้นั่งหลับตาแล้วเข้าไปปฏิบัติในภวังค์ มีที่ไหนในพระไตรฯ มีแต่ให้ปฏิบัติมรรค 7 องค์ ด้วยสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วหาเหตุ ในจิต เป็นเจโตปริยญาณ 16 ที่เป็น สราค สโทส สโมห เป็นเหตุที่เราต้องกำจัด ทางปฏิบัติท่านตรัสไว้ใน มูลสูตร
ในมูลสูตร มีคำว่า เหตุและสมุทัย มีทั้งคำว่าแก่นคือวิมุติ มูลสูตร มีฉันทะ เป็นมูล รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) มนสิการไม่ได้แปลว่าแค่พิจารณา ซึ่งต้องพิจารณาด้วย และต้องทำจิตด้วยพิจารณาตั้งแต่กายในกาย กาย นี่แหละคือจิต กายนี่มีจิตด้วย แต่เขาไปแยกกายออกจากจิต บอกว่ากายแค่เป็นการปรุงแต่งดินน้ำไฟลม แต่กายนี่คือการปรุงแต่งของ รูปและนาม ให้พิจารณาในรูป 24 อีก
ให้เห็นจิตเกิดและดับ ต้องรู้ว่าจิตตัวในจะให้เกิด จิตตัวใดจะให้ดับ ที่จะให้ดับก็คืออกุศลจิต ที่มีตัวเหตุ ที่เราอ่านได้รู้ได้ เป็นสักกายะ ที่เราเกี่ยวข้องสัมผัส ขณะมีชีวิตปกติ มีการงานอาชีพอยู่ สัมผัสแล้วก็อ่านกายวิญญาณ (ท่านไปแปลกายวิญญาณว่า วิญญาณที่เนื่องมาจากกาย แทนที่จะแปลว่าองค์ประชุมของธาตุรู้) เพราะท่านคิดว่ากายคือร่าง เนื่องจากร่าง มันก็เกี่ยวข้องกับโครงร่างแล้ว เนื่องมาหาข้างในเป็นองค์ประชุมวิญญาณ ก็เข้าใจได้หากมีสภาวะ แต่ถ้าไม่มีสภาวะก็อาจเข้าใจผิด ตัดวิญญาณออกจากกายเลย
การปฏิบัติ พระพุทธเจ้าให้เห็นการเกิดการตายทางจิตวิญญาณ เรียกว่าโอปปาติกโยนิ จิตตายแล้วเกิด ไม่มีอะไรคั่นเลย จิตที่เป็นอกุศลจิตตายไป ก็เกิดจิตที่เป็นกุศลทันที ต้องกำหนดรู้อย่างชัดเจนตอนลืมตามีผัสสะนี่แหละ มีนิโรธเกิดอย่างเห็นๆ กิเลสตายไปจิตเราก็มีนิโรธ เกิดที่ใจ เห็นความเกิดความดับ ตรงที่ใจนี่แหละ อย่างที่เขาว่าเห็นจิตเกิดดับตลอดเวลานี่เป็นแบบตรรกะ เดาเอาทั้งนั้นเลย ก็จิตตัวไหนเกิดตัวไหนดับ ซึ่งต้องชัดเจนว่าสมุทัยนี่แหละดับ ไม่มีซากการตายเลย ในจิต จิตไม่มีดินน้ำไฟลม ไม่มีสรีระ ก็เห็นความดับของกิเลสอย่างนี้
ถ้ามนสิการไม่เป็นอย่างสัมมาทิฏฐิ การจะสัมมาทิฏฐิต้องพบสัตตบุรุษบริบ ู รณ์ จึงฟังธรรมบริบูรณ์ จึงเกิดการโยนิโสมนสิการโดยบริบูรณ์ ยืนยันได้ 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ตัวนี้ต้องอ่านต้องธัมวิจัย ตัวสุขทุกข์ แล้วแยกเป็นเวทนา 108 อ่านกายในกาย เพื่อจะอ่านเวทนา แล้วเจาะลงในจิตในจิต พอสัมผัสปุ๊ป คนอวิชชาก็สังขารปรุงแต่ทันที แยกไม่ออก ทำปุญญาภิสังขารไม่เป็น การสังขารแปลว่าการจัดการ การตกแต่ง ทำให้เจริญได้ ถ้าไม่สามารถทำเจริญ กิเลสก็มาจัดการเราแทน แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะมีอำนาจพอ ก็ไม่ปล่อยให้กิเลสมาสังขาร เราต้องมีความรู้สามารถรู้สังขาร แยกเวทนาออก ที่เกิดจากทวาร 6 กระทบ แล้วเราสามารถรู้แยกแยะเวทนา 108 ได้
อย่างตากระทบมะละกอ แล้วจิตเกิดชอบ ว่าน่ากิน น่าซื้อหา มันก็ปรุง เกิดอาการสุข ไม่ชอบก็ทุกข์ หรือเฉยๆ แต่เป็นเคสิตเวทนา คือแบบไม่รู้ เราต้องอ่านรู้เหตุให้ได้แล้วกำจัดเหตุแห่งสุขทุกข์ได้ จิตก็สะอาดขึ้น เป็นการชำระกิเลสไปเป็นส่วนๆ ก็เป็นส่วนแห่งบุญไปตามลำดับ ปุญญภาคิยา ก็ปฏิบัติในเวทนา 108 นี่แหละ ทำเนกขัมมะไปได้เรื่อยๆ เกิดฌานล้างกิเลสเพ่งเผา เพ่งรู้ใจ แล้วมีพลังไฟกองใหญ่ไฟวิเศษที่เผาไฟราคะ โทสะโ มหะ สั่งสมลงเป็นสมาธิ เป็นประมุข 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) ตกผลึกสั่งสมผล ไปเป็นสมาธิตั้งมั่น แข็งแรงไปเรื่อยๆ 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันยิ่ง 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) นี่คือแก่นของศาสนาพุทธ 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) กิเลสไม่ตายแล้วเพราะกิเลสไม่มีให้ตาย ตายแล้วตายเลย ไม่มีฟื้น จิตอรหันต์ที่ไม่ปรินิพพาน ก็มีความทรงไว้ซึ่งความไม่เกิดไม่ตายมีจิตที่เป็นอมตะ ความไม่เกิดไม่ตายหยั่งลงในจิตที่สะอาดอันนี้ จิตสะอาดนี้เป็นของอรหันต์ ยังไม่ตาย แต่มีนิพพานบริบูรณ์ แต่ท่านไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ดับสิ้น เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าท่านจะปรินิพพาน แล้วจะไม่มีใครได้เห็นท่านอีก ทั้งรูปและนาม เหมือนพวงมะม่วงหล่นจากขั้วแล้ว 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน)
นี่คือสาระแก่นสารของศาสนาพุทธ รวมแล้ว เหลือแต่กิ่งใบ มีดอกผล ที่ยั่วยวน เป็นเรื่องโลกีย์เต็ม ศีลไม่เข้าหาใจ สมาธิก็เพี้ยนไป ปัญญาก็เป็นตรรกะ ไม่ใช่อธิปัญญาสิกขา ที่มีผัสสะเป็นของจริง อาตมาแปลว่า รู้จัก (สัมผัส) รู้แจ้ง (มีองค์ประกอบชัด) รู้จริง (คือได้สภาวะจริง) พูดให้ท่านตรวจสอบกัน ไม่ได้ยกตนข่มท่านหรอก เพื่อให้เห็นว่า น่ากลัว น่าเสียดาย ต้องช่วยกันกอบกู้เหมือน คสช. กอบกู้ประเทศไทย เราก็มากอบกู้ศาสนากัน
บุญนิยมทีวีได้เปลี่ยนคลื่นความถี่ใหม่ การจูนให้ ทำดังนี้ กดเมนู เพ ิ่ มดาวเทียม ความถี่ 3480 ไปที่แนวตั้ง vertical แล้ว symbol rate 30000 แล้วค้นหาทั้งหมด สุดท้ายก็ ok แล้ว exit
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น :
_เศรษฐกิจทำไมถึงเดี๋ยวตกเดี๋ยวดี
พ่อครูว่า ...ก็คือความไม่เที่ยงมันตกก็เพราะมันไม่ดี มันไม่ดีก็เพราะมันตก แต่มันดีก็คือความรู้สึก แต่ที่จริงมีแต่เศรษฐกิจเสื่อมลงเรื่อยๆ คือสัจจะของสังคมไทย คือไม่ทำที่ต้นเหตุ ผู้ทำงานบริหารบ้านเมือง จนถึงทำธุรกิจไม่ลดกิเลส เต็มไปด้วยกิเลส ก็จะไปทำให้ดีได้อย่างไร สรุป เพราะศาสนาการศึกษาไม่มีผลทำให้ดีขึ้นเลย การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้
_อยากถามพ่อครูว่า ถ้าอยากถามคำถามพ่อครูแบบนี้ถือว่าเป็นกิเลสไหม? พ่อครูว่า… แล้วเมื่อไหร่คุณจะได้ถาม แบบเดียวกับที่เข้าใจว่าถ้าขืนมีตัณหาก็ไม่หมดตัณหา จะอยากอะไรไม่ได้เลย ต้องเฉย เด๋อ อาตมาก็ว่า พระพุทธเจ้าก็ยังมีวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ไม่ยึดภพ ไม่ยึดกาม ต้องล้างกาม ล้างรูปภพ อรูปภพ คุณก็ไม่มีภพแล้ว แต่คุณยังมีมโนสัญเจตนา ที่มุ่งหมาย เป็นกุศลได้
_เวลาคนหลับสนิทไม่ฝัน จิตไปไหนอย่างไร? พ่อครูว่า… ถ้านอนแล้วจิตสงบก็ไม่ฝัน ถ้านอนไม่ฝัน มีอยู่ที่จิตมันเหนื่อยจนไม่ฝัน หรือไปฝึกเจโตสมถะก็ดับได้ดี ส่วนสายปัญญา ปฏิบัติธรรแบบพระพุทธเจ้า มีมรรคองค์ 8 จะปรุงได้ดี ถ้าถึงอนาคามี จิตไม่มีเรื่องโลกีย์ จะมีแต่เรื่องโลกุตระ เป็นธรรมะไปปรุงเป็นเรื่องราว แม้บัญญัติพยัญชนะก็ร้อยเรียงเป็นสภาวะ เรียกว่าคุยกับเทวดา
_หมดคำถามแล้ว...เพราะจะยาก เป็นปรมัตถ์เสียเยอะ
พ่อครูว่า… ไม่เห็นว่าอะไรจะสำคัญเท่าธรรมะ ถ้าจิตมีอธรรมอยู่แม้น้อยนิด ก็คือไม่เป็นธรรมะแท้ ผู้เป็นอรหันต์ก็ทำกิเลสหมดแล้ว ก็เป็นผู้มีธรรมะ ท่านก็ทำแต่กุศล ไม่มีบาปแล้ว แต่วิบากก็ยังมีอยู่ ไม่หายไป วิบากชั่วเหมือนหมาล่าเนื้อที่ไล่ตาม แต่กุศลวิบากของท่านมีมากจนมาคั่น ยิ่งท่านทำดีมากเท่าไหร่ มันก็ย ิ่ งกั้นวิบากชั่วในอดีตที่ตามมาได้ยาวนาน ได้มากเท่านั้น แต่ไม่มีหายไปนะวิบาก ทั้งกุศลและอกุศล พระพุทธเจ้าท่านไม่รู้ที่ต้นหรอก ว่ามีวิบากอะไรมา เป็นเรื่องเกินคิด เกินจะเดาอย่าไปเดา พิสูจน์ปัจจุบัน ล้างกิเลสให้หมดแล้วจะรู้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้ ถ้าถึงขีดจะรู้ได้ไม่รู้ไม่ได้ ทำสิ่งที่ละกิเลสไปจะรู้ตามลำดับ แล้วส ิ่ งที่มีเรียกว่าธรรมะ ก็ทรงไว้ซึ่งกุศล
ถ้าทรงไว้ซึ่งบาปเพ ิ่ ม กิเลสเกิดปัจจุบัน จบไปแล้วไม่ใช่กิเลส จะเรียกว่ากิเลสก็เป็นตัวยึด แล้วออกบทบาทเป็นปัจจุบัน กิเลสกับตัณหาเกิดที่ปัจจุบันส่วนที่มันยึดเป็นอุปาทาน มาเป็นตัณหาออกมาปฏิบัติ
บุญคือภาวะการทำงานปัจจุบัน เมื่อทำบุญหมด สิ่งที่เป็นวิบากก็จะออกฤทธิ์ได้ยากขึ้น เพราะทำแต่กุศลมาคั่น ตราบจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน มีอรหัตตา คืออัตตาที่ไม่ลึกลับแล้ว แต่มีอัตตาลำลองไว้อาศัยรูปนามขันธ์ 5 จนกว่าจะปรินิพพาน พระอรหันต์ไม่มีธรรมชาติ มีแต่ธรรมะไว้อาศัย พระอรหันต์ไม่มีชาติแล้ว ดับภพชาติแล้ว แต่คนไปนิยามธรรมะว่าคือธรรมชาติ ก็ไม่แม่นไม่คม