571008-ขอบุญโฮมศีรษะอโศก เรื่อง บุญคืออาวุธ ของสายเจโตและสายปัญญา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571008 _ ขอบุญโฮมศีรษะอโศก โดยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง บุญคืออาวุธ ของสายเจโตและสายปัญญา

พ่อครูว่า … วันนี้ วันท ี่ 8 ตุลาคม 2557 ที่บ้านราชฯ วันนี้ วันออกพรรษาแล้ว ซึ่งคนเขาก็ไปดูบั้งไฟพญานาค ที่พ่นไฟเป็นลูกๆ น่าจะเรียกลูกไฟนะ เขาก็พิสูจน์กันยังไม่ได้ว่าคืออะไร พอวันออกพรรษาก็จะมีขึ้นมา ที่จริงก็ไม่ได้มีวันนี้วันเดียว ก็คงมีคนพิสูจน์แต่ว่าก็คงไม่อยากเปิดเผย ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ก็หากินไม่ได้เหมือนที่บอกว่าเป็นพญานาค คนเราถ้าเผื่อว่าไม่มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจริงๆ จังๆ จนสามารถเรียนรู้สภาวะกิเลสที่เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตนให้เห็น แต่มี อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส มีอาการให้เรารู้ได้ มีอาการไหว เป็นวิญญัติ เหมือนลมไหว เราสัมผัสทางสัมผัสไม่ได้สัมผัสทางตา แต่สัมผัสทางจิต จะต้องใช้ความรู้สึกสัมผัส เช่นเรารู้อาการของความโกรธ มันก็ไหว อาการโลภ มันก็ไหว ลักษณะนั้นเราก็ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ ว่าสภาพที่ไหวให้รู้ เราเรียกอีกอย่างว่า สัญญาณ แล้วเราก็มีสัญญาสัมผัสรู้ ว่าอาการนั้นเกิดก็รู้ทันที ว่านี่โกรธ นี่โลภ ใครสัมผัสรู้ได้ ก็นั้นและคุณมีญาณปัญญา อันนี้แหละสำคัญ อาตมาพูดมานาน ให้คนรู้อาการอย่างนี้ ว่าอย่างนี้คือ โกรธเป็นสักกายะ

อาการเป็นองค์ประชุมของนามธรรม ที่เรามีรูปขันธ์มีตา หู จมูก ลิ้น กาย เราก็มีจิตวิญญาณในแท่งก้อนนี้ แล้วมันก็มีการยึดถือ ปรุงแต่ง เป็นองค์ประชุมของตน เป็นสักกายะ มันเป็นนามธรรมอยู่ในเรานี่แหละ สัมผัสให้รู้ ใครรู้ได้ก็รู้สักกายะของตน เรารู้ว่ามันมีอาการอย่างไร มีลิงคะต่างกัน คือว่า อาการโกรธกับราคะก็ต่างกัน หรืออาการมันแรงหรือเบา หรือน้อยหรือมากต่างกัน ก็คือ ลิงคะ

พระพุทธเจ้าสอนในอานาปานสติ หรือกายคตาสติ เราเห็นลมเข้าก็อย่างหนึ่งนะ ลมออกก็อย่างหนึ่งนะ ลมก็

อ่านต่อ

ไม่มีรูปร่างให้เห็น แต่เราสัมผัสรู้ว่ามันต่างกัน มันเข้ายาว ออกยาว ก็ต่างกันนะ นี่คือท่านให้กำหนดกองลมคือกาย แล้วดูว่ามันสั้นหรือยาว ออกหรือเข้า ว่ามันต่างกันอย่างไร จิตก็เช่นกันว่ามีโลภ มีโกรธต่างกัน มากหรือน้อยต่างกัน มันเร็วหรือช้า มันมีอยู่หรือไม่มี เป็นต้น อ่านสภาพว่ามันมีน้อยลง หรือหายไปหรือวับกลับมา เราสัมผัสอ่านรู้ได้ด้วยญาณ ผู้ใดฝึกฝน กำหนดหมายเอาของเราเอง ทำเครื่องหมายเอาเอง ว่าอย่างนี้โลภโกรธหลง อย่างนี้แรงหรือเบา ทำให้เราทุกข์ร้อนที่ใจ หรืออย่างนี้ใจเย็นใจสบาย ใจเศร้า หรืออย่างนี้ใจเหี่ยว ใจโหยหา มันมีลิงคะ คือความแตกต่าง เพราะเราไปยึด มันมีอาการแห้งเหี่ยว หรือสดชื่นอย่างไร จริงๆมันไม่มีหรอก แต่เราไปยึดถือมันก็เลยจริง เลยมีที่ใจเว้าใจแหว่งใจแห้งเหี่ยว ที่จริงใจมันไม่ได้เป็นอะไร ใจเศร้าใจเว้าแห ว่ งแห้งเหี่ยว หรือใจโลภมันไม่มีหรอก เรารู้ความจริงตามความเป็นจริง ใครจะให้เรามาตามสุจริตจริงใจสมควรรับก็รับไม่สมควรรับก็ไม่รับ ถ้าเข้าใจแล้วใจเราจะไม่ยึดถือ มีอยากได้เป็นวรรคเป็นเวร เราก็มีชีวิตกับหมู่กลุ่มไปสบาย อะไรควรทำก็ช่วยกันทำ อาศัยกินใช้บริโภคไป มีมากก็แบ่งแจกเจือจานให้คนอื่นไป

นี่คือสภาพที่คนไม่เข้าใจแล้วไปยึดถือกันไป แม้แต่วัตถุ หรืออารมณ์ที่จะต้องได้ต้องมี ถ้าไม่มีอารมณ์นี้ไม่ได้ก็แห้งเหี่ยว เพราะเรายึดถือไว้ในใจ ถ้าไม่มีก็ชีวิตแห้งเหี่ยว ถ้าเข้าใจเราก็ปล่อยได้แล้วไม่ต้องยึดถือ มันไม่มีได้เป็นอนัตตา อะไรเราสามารถปล่อยได้วางได้เป็นสิ่งที่แม้จะมีกระทบเราอีก แต่ก่อนเราเกิดอาการชอบหรือไม่ชอบ พอเดี๋ยวนี้สัมผัสแล้วเฉยๆ ไม่มีผลักไม่มีดูด แต่ก่อนเราเคยติดยึดถือ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี เราก็สัมผัสรู้ตามความเป็นจริง รู้สักแต่ว่ารู้ ไม่ต้องวูบวาบ จิตรู้เฉยๆ ใครทำได้อย่างนี้เป็นอรหันต์เลย ไม่ทุกข์ร้อนไม่เศร้าสร้อย ไม่ดูดไม่ผลักเลย จนรู้ว่ายังมีอาการเศร้าอยู่บ้างเป็นชีวะของผีอยู่ ถ้าเหลือน้อยชีวิตของผีของกิเลสก็มีน้อย มีมากก็รู้ว่ามาก จนมันน้อยลงมากบางเบาเป็นลหุตา ความละเอียดเหลือน้อยกับความไม่มีนั้นแยกกันยากมาก เรียกภาษาว่า อากิญจัญญะ เหลือนิดนึงน้อยหนึ่งกับมี นั้นอ่านยากมาก สำหรับคนมีสภาวะถึงขั้นนี้แล้ว ว่ามันยังแวบกับไม่มี ต้องตรวจสอบว่ามีหรือไม่มี เรารู้เราอ่านความมีหรือไม่มีคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันมีหรือไม่? สัมผัสเหตุปัจจัยที่เคยเกิดกิเลส กิเลสหยาบก็ไม่มีแล้ว มันเฉยอุเบกขา แล้วมันมีพริ้วๆ เป็นอากิญจัญญะไหม ต้องสัญญาเคล้าเคลียร์อารมณ์ว่าสะอาดเป็นอากาสาฯ หรือยัง แล้วมีวิญญารเหลือเชื้อชีวิตินทรีย์ เชื้อพลังงานนิดนึงน้อยนึงอากิญจัญฯ มีไหม ถ้าเราตรวจสอบอากาสาฯ วิญญานัญจาฯ อากิญจัญฯ ว่ามันเหลือไหม แล้วเรากำหนดรู้ทุกสัญญา เป็น สัญญาเวทยิตังนิโรธังโหติ ผู้ใดกำหนดรู้ได้ก็เป็น สัญญเวทยิตนิโรธ

การจะรู้ว่าเรานิโรธ นิพพานได้ต้องมีผัสสะ อ่านตรวจสอบตลอด สติ สัมปชัญญะ สัมปชลติ สัมปันโน จนสำเร็จเป็นสัปปันนะ จิตคนเราอาจไม่มีกิเลสตอนนี้ แต่มันมีอนุสัยอาสวะอยู่ พอมีสัมผัสกระทบกระแทกออกมาเราก็ต้องอ่านรู้ใช้สติ สัมปชัญญะ … ไปตามลำดับ เราก็อย่าไปบ้างกับมัน เราก็อาศัยสิ่งควรอาศัย สิ่งไม่ควร เราก็เลิกละ อะไรควรทำก็ทำ อะไรไม่ควรทำก็หยุด ก็หมุนเวียนชีวิตไป

สมมุติโลก เขาเรียกอันนี้ว่าสวยอันนี้เขายึดถือกันก็ให้เขาอาศัย แล้วก็จูงนำมา เช่นเราปั้นรูปสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา สร้างเป็นสิ่งจูงนำ มีความหมายว่า ท่านจะมาปราบอวิชชา ที่อวิชชามีเต็มท่วมโลก อวิชชา ก็มีที่รู้ความรู้วิชาการเทคนิคมากมาย แต่เอาไปทำเพื่อสมใจกิเลสโลภ โกรธ หลง มีแต่สะสมความเห็นแก่ตัวแก่ได้แก่ตัวเอง ทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าเราทำร้าย นี่มันเก่งอย่างนี้ทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังทำให้คนอื่นหลงว่าเราเป็นคนดีช่วยเขา ที่แท้ทำร้ายเขา ใช้เขาเป็นเครื่องมือไปทำร้ายคนอื่นเขาอีก นี่คือความชั่วช้าสามานย์ของมนุษย์ยุคนี้ ทำร้ายเขาให้เขาไปทำร้ายคนอื่นต่อด้วย ลาภ ก็ตาม ด้วยสรรเสริญ ยกยอ สำหรับคนขี้ยอ ให้เหรียญตรา ให้ใบรับรอง แล้วก็ยกว่าคนนี้เก่งให้คนมายกย่องใหญ่โต หลากหลายวิธีการสารพัด เพื่อให้คนเป็นเครื่องมือให้แก่เรา นี่คือวิธีการของโลก ใช้เงิน ยศ อำนาจ สรรเสริญ ใช้สุขทางกาม ว่าคุณจะได้สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอันนี้ถ้าทำอันนี้ก่อน เหมือนหลอกสัตว์ให้ทำอะไรให้แล้วจะให้รางวัล ใช้อามิสเป็นเครื่องล่อ แม้ที่สุดเสริมอัตตา

ไม่ว่าจะเป็นกาม แม้ที่สุดเสริมอัตตา อัตตานี่โง่ที่สุดเลยเรื่องอัตตา มันสะสมความยึดติดเรียกว่าอัตตา เพราะไม่รู้ว่ามันยึดทำไม? แล้วมันก็หลงยึดจริงๆ การที่หลงยึดจริงๆ แล้ว แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าตนเองทำไมต้องหลงยึด ต้องยึด นั่นแหละมันโง่ ตัวโง่ที่สุดก็คือว่า ยึดไปทำไม? ตอบไม่ได้ บางที ถ้าตอบได้ก็ยังพอค่อยยังชั่วหน่อย ตอบได้ว่ายึดว่ามันดีอย่างนี้ ก็ต้องยึดอย่างนี้ ก็ค่อยยังชั่วหน่อย มีเหตุผล แต่บางอย่างไปยึดทำไม? ...ไม่รู้ คุณเคยเศร้าไหม? เป็นอาการอย่างหนึ่งที่คนโง่ยึดไว้ แต่ทุกวันนี้ยังเคยเศร้าอยู่เหรือเปล่า? ...ดีมาก...ไม่ต้องเศร้าอีกแล้ว ยังไงๆ ก็ไม่เศ ร้ าอีกแล้ว ก็ไม่ยึด แต่ถ้ายังยึดอยู่ ยึดทำไม? คุณยังยึด โมโหอยู่ เคยเป็นไหม? มีไหม? แล้วยึดทำไม ถ้าคุณไม่โมโหแล้วคุณเย็นสบายกว่าไหม? แล้วทำไมไม่เย็นสบาย ไปโมโหทำไม? นั่นล่ะ อวิชชา นั่นละคือไม่รู้ รู้ซะแล้วเราก็เฮ้ย ยึดทำไมวะ โง่ตายชัก แล้วคุณก็หยุด อัตตาเป็นเรื่องโง่มาก ที่ไปสะสม ไม่รู้ว่าไปยึดทำไม แล้วหลงอีก ไม่รู้ว่าตนยึดไปทำไม ตอบไม่ได้ ถ้าตอบได้ก็ค่อยยังชั่วมีเหตุผล แต่บางอย่างยึดทำไม ไม่รู้ คุณเคยเศร้าไหม? เป็นอาการอย่างหนึ่งที่คนยึดไว้

ทุกวันนี้ไม่เศร้าก็เพราะไม่ยึด แต่ถ้ายังเศร้าอยู่ ก็ไปยึดทำไม คุณเคยยึดโมโหอยู่ไหม? แล้วมันไม่ดีก็ยึดทำไม แล้วเย็นสบายกว่ามันดีกว่าไหม? แล้วทำไมไม่ทำแบบเย็นสบาย ก็ให้รู้ซะว่าโง่ทำไม จะโมโหทำไม ที่จริงเป็นศัพท์คำว่าโมหะ นะ แต่ในภาษาไทยโมโห คือโกรธ เลยสับสนว่าโมหะหรือโกรธะกันแน่ ภาษาไทยเอามาจากบาลีแปลเพี้ยนไป

แล้วเราทำอยู่ทำไม จริงๆ อาการโมโหหรือโกรธะนี่วางได้ง่ายกว่า เพราะมันทุกข์ไม่ได้อร่อยอะไร แต่อาการราคะ โลภะนี่ยากกว่า ราคะคือสัมผัสเสียดสี หรือทางทวารไหนได้สมใจก็สุข ราคะนี่สัมผัสรส แต่โลภะคือให้ได้มาสมโลภ แล้วถ้าเรารู้ความจริงแล้วจะสัมผัสก็ไม่ต้องให้มีอาการฟูหรือแฟบใจ ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสกระแทกอย่างไรก็ให้รู้ตามจริง กระแทกแรงๆ มีอาการเจ็บไม่สมดุลก็ให้รู้ ถ้าเรารู้ความจริง แล้วแยกออกว่านี่คือกิเลส คืออัสสาทะ เป็นราคะหรือโลภะ ว่าอันนี้เป็นธนบัตรมาให้ใบละพัน ก็รู้ว่าเขามาให้ รู้ว่าคือสิ่งที่ชำระใช้ตามกฎหมาย ควรใช้ก็ใช้ ยังไม่ควรใช้ก็เอาไว้ก่อน เขากำหนดค่าของพันบาท หรือห้าร้อยบาท ก็เอาไว ้ ใช้ อันนี้ชามใส่อะไร อันนี้โต๊ะ ใช้ทำหน้าที่ไหนๆ ก็สบายๆ ชีวิตเรารู้ทุกอย่างว่าใช้อาศัยอะไร

เราก็อ่านจิตว่ายังอยากได้หรือไม่อย่างไร ได้มาก็กองหอบไว้เป็นโลภะ เป็นของกู ของข้าใครอย่าแตะ หอบไว้บางทีก็เสียก็เน่า ก็หายไป แต่หวงไว้เป็นของกู แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนเป็นเงิน เอาไปฝาก งอกดอกให้ไม่หยุดหย่อน แต่คนไม่มีก็ถูดดูดไปๆ คนมีก็ดูดเอาๆ

พ่อครูไอ....ญาติธรรมบอกให้พ่อครูจิบน้ำ....พ่อครูว่า....ทำไมไอต้องหาน้ำด้วย หาไอน้ำ อาตมาไม่ได้ถูกเผา ไม่ได้เดือด

ฟังปรมัตถธรรม แล้วทำได้จะเป็นอรหันต์ อรหันต์แล้วสบาย ถ้าเข้าใจแล้วมันทำง่ายยิ่งกว่าแบกหิน จะไม่ให้ผัสสะได้อย่างไร คุณเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ก้อนหิน ให้มีผัสสะแต่จิตเราไม่วูบวาบ มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง มีสติรู้การสัมผัส จะต้องดูด ผลัก ต้องโกรธหรือรัก ต้องอยากได้หรือไม่อยากได้ก็แค่นี้ ก็ขวนขวายตามที่ควร ตอนนี้ท้องพร่องก็แสวงหาอาหารใส่ท้องให้พอดี แต่อาหารที่คนไปติด ไทยก็ติดรสนี้ ฝรั่งก็ติดรสอีกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ไทยก็ไปหลอกฝรั่ง ให้ติดรสร้อนแรง แต่ก่อนอาหารฝรั่งเขาก็จะให้กินซุบก่อน อาตมาก็นึกว่าคงอร่อยแต่ว่าไปกินแล้ว น้ำล้างจานยังอร่อยกว่าเลย เพราะมันจืดมาก ซุบฝรั่งสู้แกงไทยไม่ได้รสจัดกว่าเยอะ เดี๋ยวนี้ฝรั่งก็ถูกหลอกมากแล้ว อีกหน่อย อาหารไทยจะอาละวาดไปทั่วเลย เอาอะไรปรุงแต่งเสียมากเลย ต่อไปอาหารไทยจะครอบงำไปทั่วโลกเลย พวกเราอย่าไปทำอย่าไปหลอกเขาให้ติดกิเลส เป็นบาป คนที่เขาหลอกกันก็เต็มไปหมด เขาหลอกกันเพื่อได้เงิน เราก็อย่าไปทำไปแย่งกับเขา เขาไม่รู้ว่าสร้างให้คนติดยึดกิเลสมันบาป อย่างผู้หญิงไปแต่งยั่วยวน แต่งเซ็กซี่ก็ไปสร้างให้คนเกิดกิเลสเป็นบาป จำไว้นะผู้หญิงไปล่อให้เขาเกิดกิเลสมันบาปนะ กรรมที่คุณทำมันเป็นของคุณนะ เราไปยั่วให้เขาเกิดกิเลสก็บาป จะยั่วด้วยอะไรก็ตาม ถ้ายั่วให้คนป่วยกินยารักษาก็เป็นประโยชน์ซับซ้อน เป็นความเหมาะควร ก็ให้เขาอยากเพื่อให้เขาพัฒนาดีเจริญสบายขึ้น อย่างนี้เป็นกุศล ไม่บาป แต่ถ้ายั่วให้เขาติดเป็นอาสวะอนุสัยเป็นบาปมาก

แม้แต่ให้เขาอยากรวยก็เป็นบาป แต่ถ้าให้เขาขยันขึ้นก็เพื่อให้รวยๆๆ นี่บาป แต่ถ้าแก้ให้เขาขยันแล้วมันจะรวยเองอย่างนี้ไม่บาป อาการโกรธไม่ว่าหยาบ กลาง ละเอียดเท่าธุลีละอองอย่างไร ก็ไม่ควรให้มีในจิต แต่โลภหรือสิ่งที่ดูดที่ต้องการนี่ยังมีสิ่งที่ต้องอาศัย

กิเลสคือสิ่งที่เกินความจำเป็นที่พอดี อะไรอยู่พอดีๆ สัมพันธ์อาศัยกันพอดีเป็นกิเลส สิ่งที่เกินมานิดนึงก็เป็นกิเลส ความสมดุลเป็นนิพพาน สิ่งที่เกินจากสมดุล ทศนิยมเกินจาก 0 มาก็คือไม่นิพพานแล้ว ความมีก็ต้องอาศัย ต้องอาศัยความสมบูรณ์แล้ว ไม่มีอะไรติดขัดไม่มีแรงเสียดทาน คล่องแคล่ว อย่าให้เกิดอุปายาสะ ให้เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม สันติ ภาษาทางอีสานเรียกว่า หม่อน สิ่งมีก็ให้มีอย่างสันติ แต่ทุกอย่างเขามียึดถือมากน้อยต่างกัน ก็คือไม่ราบรื่นก็ต้องช่วยกันบำบัด อย่างดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่ไปมันขัดข้องเราก็จัดแจงช่วยกัน ลมในร่างกายเราอุณหภูมิในร่างกายเรา ดินในร่างกายเรา เราก็จัดให้มันหมุนเวียนเรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงามให้สมบูรณ์ไม่ว่าเป็นอะไร

คนเราเกิดมามีหน้าที่ทำให้เกิดความเรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม สันติ เท่านี้แหละ แต่แน่นอนว่ามันไม่เที่ยง เราก็อย่าไปฮึดฮัด เราก็แก้ไขไปตามสภาพ ตั้งแต่สิ่งใกล้ตัวจนถึงสิ่งไกลตัว สิ่งที่จะให้ช่วยมีมาก ในโลกก็มีมากมายอย่าไปสร้างสนามรบนอกโลกไปอีก ฟุ้งซ่านไปใหญ่ คนโง่ดูหนังสตาร์วอร์สารพัดคิดจะปรุงหลอก รบแค่ในโลกก็มากมายทำไม่ไหวแล้ว ก็ช่วยกันไปเกื้อกูล สังคหะไป พวกเราสามารถอยู่กันอย่างมิตรสหาย สังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี ช่วยกันแก้ไขสิ่งที่บกพร่องไม่ราบรื่น อะไรไม่ขัดข้องก็วิ่งได้ไปเร็ว แต่ถ้าขัดข้องก็ไปช้า ยิ่งไม่มีอะไรต้านทานก็ยิ่งหมุนก็ยิ่งเร็ว แต่ถ้ามีสิ่งเสียดทานขัดสียิ่งหมุนก็ยิ่งร้อน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิตวิญญาณก็เหมือนกันหมด ทำที่ตัวเราก่อน ไม่ต้องใจร้อน ขมีขมันขวนขวายอย่าเฉื่อยช้า ผู้ทำได้ก่อนสบายก่อนก็มาช่วยเขาไป

ทุกวันนี้อาตมาดูน่าหมั่นไว้อวดอุตริมนุสธรรมมาก คนที่เขายึดถือหลักธรรมพระพุทธเจ้าว่า คนมีดีไม่ควรอวดดี แต่อาตมาว่า คนมีดีไม่ให้อวดดีแต่ปล่อยให้คนชั่วเขาอวด ห้ามชั่วไม่ได้มันจะเอาตาย จำนนต่อการอวดชั่ว แต่ดีนี่ห้ามง่าย คนชั่วห้ามยาก โลกก็เลยเต็มไปด้วยชั่ว เดือดร้อน อย่าไปห้ามคนดีนักเลย ให้คนดีอวดดีบ้างเถอะ เช่นอาตมาว่ามาจนนี่ดี คนไม่เชื่อก็ไม่มาแต่คนเชื่อก็มาทำ แต่จนอย่างขยันขันแข็ง คนจนมหัศจรรย์นะ คนที่เห็นดีก็มาทำ เราก็ดำเนินสายนี้ สายมาจน ประเทศไทยเราดีที่มีพระเจ้าแผ่นดินเห็นดีอย่าง นี้ท่านตรัสแต่ไม่ค่อยมีใครทำ แต่อโศกเราก็เอามาทำจริงนะ ว่าเอาแบบคนจน ไม่เอาก้าวหน้าแบบรวยที่เป็นการถอยหลัง

คนไม่เห็นอย่างนี้ก็จะต้องไปแย่งชิงเบียดเบียนกอบโกยสะสมไป แต่เราไม่ทำสะสมแบบเขา เราทำได้มากเราก็เสียสละออกไป เรากินน้อยใช้น้อยเลิกละสิ่งที่ติดยึด เราก็มีเหลือ มีแรงงาน มีเวลา มีสมองมีทุนสร้างสิ่งที่ดี เราก็ทำไป สร้างสิ่งจำเป็น แต่ก่อนเราเอาเวลา ทุนรอน แรงงานไปสร้างสิ่งที่เลอะเทอะ เราก็เคยทำแต่เราก็เลิกมาแล้วก็เลยเห็นว่าเขาก็ยังติดยึดน่าสงสารอยู่นะ

เราก็ฝึกลดละกินใช้น้อยลงอีก ตามที่เราทำได้ แต่เราก็สบายมากอยู่ไม่เดือดร้อนอะไร ใครมาเห็นก่อนทำได้ก่อนก็ว่างก่อนเบาก่อน สบายก่อน ก็ สบมทมดปกตหหจจ มชยรล คนที่ได้แล้วอย่าริสยานะ แต่ไปริสยาคนบ้าบอแบกหามหอบหวงนี่ไปริสยาทำไม? แต่เดี๋ยวนี้คนเขาหลอกให้เอาเงินไปฝาก ได้ดอกด้วยนะ แต่หารู้ไม่ว่าเขาเอาเงินไปรวมกันไปอาละวาดหลอกคน ให้นายทุนกู้ไปอาละวาดหลอกคน นายทุนไปกู้แบงค์ ไปมอมเมาต่อไปอีก นี่คือ อิทปจยตา ปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุปัจจัยที่ไม่รู้ว่าสิ่งใดสร้างทุกข์ อาตมาพาชาวโศกเลิกเป็นหนี้ธนาคาร จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งหรืออะไร คนอยู่ในวงจรธุรกิจก็พังเลย แต่พวกเราไม่เป็นอะไร พวกเราอย่าไปเป็นหนี้ธนาคาร ใครนอกคอกก็ไม่ใช่อโศกตัวใครตัวมัน

ทุกวันนี้ที่เราต้องจำนนเอาเงินไปฝากธนาคาร เพราะมันรักษาเงินได้ดี พวกเรารักษาได้ไม่ดี เพราะเป็นแหล่งเก็บเงินของสังคม มีตำรวจรักษาให้ด้วย พวกเราก็จำนนต่อการต้องเอาเงินไปฝากธนาคาร แล้วก็ให้ดอกเบี้ยเราอีก เราจะไม่เอา เขาก็ต้องเอาเงินไปอาละวาดอีก เราก็เลยต้องรับไว้ เป็นภาวะซับซ้อนย้อนแย้ง แต่ถ้าโลกมีแต่ความดีงามไม่โลภเลยก็ไม่ต้องมีธนาคาร หรือใช้ของแลกของเลย ไม่ต้องตีราคาของ ใครมีอะไรก็มาแลกกัน ใครขาดอะไรก็เอาไปแลก แต่ทุกวันนี้เขาสร้างอะไรได้ก็ต้องโก่งราคาให้สูงไว้จะเอากำไรให้มาก เขาไม่รู้ว่าบาป

ใครรู้ทางโล่งโปร่งอย่างนี้ก็มาทำ ไม่ต้องยึดติด อุปาทาน ตัณหา ให้สัญญาลงตัวเป็นปัญญา สังขารก็ปรุงตามควร เป็นอภิสังขาร ปรุงอย่างไม่โง่ไม่บาป

เช่นชาวอโศกเราไปเอาที่เขาทิ้งแล้ว อย่างที่น้ำท่วมที่บ้านราชฯ แล้วก็บูรณะสร้างสรรค์ ดินก็ดีขึ้น แต่คนที่ทิ้งแล้วก็ดันกลับมาเอาอีก ว่าเป็นถิ่นที่เคยอยู่เคยกิน หาว่าเราไปเบียดเบียนเขา แต่เราก็ไปซื้อมาทั้งนั้น ที่สาธารณะเราก็ไม่ได้ไปเอานะ เขาหาว่าเรายึดที่สาธารณะ ก็ใช้ทั้งโลกเป็นที่สาธารณะทั้งนั้นมาก่อน ก็จะมายึดที่เรา ทั้งที่เราซื้อที่มาจากกองบังคับคดี คือกองของศาลนะ ถ้าอย่างนั้นให้เขาไปยึดที่บ้านเขาก่อนเลย เพราะเป็นที่สาธารณะมาก่อนสิ เขาก็หาว่าเราซื้อของมาไม่ถูกต้อง แล้วศาลเอาของที่ไม่ถูกกฎหมายมาขายให้เราได้อย่างไร แล้วศาลไม่รับผิดชอบจะให้เรารับผิดชอบอีก ตอนนี้อยู่ศาลฎีกา ตอนศาลชั้นต้นเราก็แพ้แต่ศาลอุทธรณ์เราชนะ หากเราแพ้เราก็จะฟ้องศาล เราคิดค่าเสียหายด้วยนะ เสียความรู้สึกนี่แพงนะ คิดสักหมื่นล้านได้ไหม? ศาลเอาอำนาจบาตรใหญ่ เราซื้อมาจากคุณด้วยซ้ำ เสียความรู้สึก คิดแพงๆ จริงๆ ถ้าฎีกาแพ้เราจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย อย่างนี้เท่ากับคุณขมายมา คือเอาของคนที่เขาขโมยมาขายอีกที ทางโน้นเขาไปขอให้สภาทนายความมาช่วยเขา นี่ก็พูดออกอากาศนะ โลกนี้ทำไมรังแกกันอย่างนี้

จริงๆ แล้วชาวอโศกก็มาบูรณะที่ที่เขาทิ้งแล้วให้สมบูรณ์ พอดีแล้วคนก็มาจะมาเอา แต่เขาจะมาหากินเราก็ไม่ว่า และที่เราปลูกสร้างเราก็ไม่หวงแหน เราเอื้อเฟื้อเจือจานอยู่ แต่ไม่รวยจนไล่แจกเขาได้ เราสร้างวัฒนธรรม พฤติกรรมสังคม ที่อยู่กันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน ลัทธิเราไม่ใช่สะสมกอบโกยอย่างลัทธิอื่น ของเรามีแต่สะพัด เราไม่สะสม แล้วเอาไปอาละวาดออกดอกผลอย่างเขา

ของเราสะพัดให้เขา ส่วนกลางเราอาจดูใหญ่ แต่ใหญ่ก็เพื่อช่วยเขา เราทำพึ่งตนเองได้ให้เพียงพอสันโดษ หลักการเรามี 4 อย่างคือ เราอย่าเป็นหนี้ พึ่งตนเองรอด สร้างให้เกินให้มีเหลือมากเกิน เผื่อไว้ เหลือก็แจกจ่าย สะพัดออก เราทำสำเร็จแล้ว เราถึงไม่เป็นหนี้ไม่เบียดเบียนใคร คนมีประโยชน์เพื่อผู้อื่น เฮงหรือซวย ก็เฮง แต่คนมีชีวิตดูดเอาแต่ของคนอื่นนี่เฮงหรือซวย ก็ซวยแต่เขาว่าเขาเฮงนะ เขาดูดได้ของคนอื่นเขาว่าเขาเฮง เราก็เลยเรียกว่าพวกเฮงซวย แต่เราไม่เป็นทั้งเฮงและซวยนะ นี่คือในหลวงว่าเราก็อยู่อย่างพอมีพอกินของเรา ไม่ไปร่ำรวยกับเขา นี่คือคำพูดของพระโพธิสัตว์ แต่ผู้บริหารตีไม่แตก ไม่เอาไปทำจนมีผลได้ เพราะกิเลสเขายังมี ก็เลยไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็เลยว่า คนดีรวยก็ได้ แต่เขาไม่รู้ว่าการเอาเปรียบ การมีมากมีเกินกินเกินใช้เกินพอสะสมก็คือทุจริตทั้งนั้น

กลไกทุนนิยมที่ให้อำนาจผู้บริหาร หรือคนระดับสูงในสังคม ก็ให้เขาทุจริตได้อย่างถูกกฎหมาย ก็แก้ยาก หาก คสช. เอาจริง แก้ได้ เอาเลย เช่นภาษีมรดก เป็นต้น แต่ถ้าให้คนรวยยิ่งมีอำนาจก็ยิ่งเอาไปโกงคนจนได้มากขึ้นอีก ต้องอาศัยผู้กล้าหาญรู้ปมที่จะแก้ ก็จัดการเสีย เพื่อความเป็นอยู่สุขของสังคม สังคมทุกวันน ี้ คลี่คลายไปได้ดี นายทุนเขาก็พยายามรักษาผลประโยชน์เขา แต่ถ้าคนเห็นดีว่ามาลดกิเลสนี่แหละดี โดยเฉพาะผู้บริหาร ทำดีไปลดละกิเลสคนจะเลี้ยงเอาไว้ คุณมีสมรรถนะ เวลาที่จะช่วยคนก็ทำเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าชีวิตจะอยู่ไม่ได้ คนจะเลี้ยงไว้ให้ทำงานให้ต่อไปเอง

ให้มีความรู้ความสามารถและความขยัน เป็นทรัพย์แท้ ช่วยโลกได้ทั่วทุกแดนทุกทวีปเลย ทั่วทีปทั่วแดน ช่วยด้วยปรารถนาดีด้วย เกื้อกูลเมตตาช่วยเหลือ ให้เขาลดบาป คือกิเลส กุศลคือความดีงาม บุญคืออาวุธอันประหัตประหารกิเลสอันคือบาป เมื่อกิเลสหมดก็ไม่ต้องใช้เครื่องมือปราบกิเลส บุญคือเครื่องมือปราบกิเลสในตน ไปปราบกิเลสคนอื่นไม่ได้ ให้คนอื่นได้แต่กุศล บุญเป็นของส่วนตัว คนอื่นของใครของมัน บุญคือบารมีส่วนตัว ใครสามารถใช้เครื่องมือนี้ปราบกิเลสได้ก็คือมีบุญ จนกว่าจะหมดกิเลสก็มีแต่บารมี พอปราบกิเลสหมดก็สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นอรหันต์ ไม่ต้องทำบุญทำแต่กุศล

คนเขาบ้า เอาปืนมาเป็นขนมปัง แล้วหลอกว่า นี่คือขนมปังก้อนใหญ่ คนก็เลยสะสมของฆ่าคนกันใหญ่ เต็มไปด้วยปืน เพราะมันไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเพี้ยนไป ผู้เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้สัมมาทิฏฐิ ก็เริ่มปฏิบัติได้ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ขันธ์สะอาดขึ้นหมดอุปาทานในขันธ์ไปเรื่อยๆ ขันธ์ 5 ก็อุปธิเวปักกา จนสิ้นอาสวะ ก็หมดบุญหมดบาป ส่วนแห่งบุญคือส่วนแห่งการกำจัดกิเลส แบ่งใครไม่ได้ แต่เพราะบัญญัติและเข้าใจพยัญชนะผิดก็แบ่งบุญแย่งบาปกัน เพราะเข้าใจว่าบุญคือขนมปัง แบ่งกันได้ เพราะไม่เข้าใจคำว่าบุญ จึงพิจารณาบุญไม่ได้ ทำบุญไม่เป็น พิจารณาบุญคือพิจารณาให้เป็นอาวุธ เป็นไฟฌาน คือไฟกองใหญ่ ไฟที่มีฤทธิ์แรงยิ่งกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ คือ ไฟฌาน

ฌานแปลว่ากองไฟ แต่เขาเพี้ยนไปว่า ฌานคือการเพ่งยึดกสิณ ให้จิตแข็งตัวจิตยึดติด ยึดเข้าไปในอนุสัยอาสวะของจิต เป็นอนุสัย ปล่อยคลายจิตไม่เป็นจนกระทั่งตายแล้วก็ยังยึด เป็นพลังงานพีชะ แม้จิตนิยามทิ้งร่างแล้วแต่ร่างยึดด้วยพลังจิตวิญญาณ พอหมดเราไม่เอาแล้ว แต่พลังงานจิตมันยึด เพราะสั่งสมอวิชชา ทางฤาษีไม่รู้ว่าอะไรควรปล่อย จิตไม่ปล่อย แม้ร่างตายแล้วหายใจไม่ได้ หัวใจไม่ทำงาน มันก็ยังไม่ยอมให้หยุดตายแล้วก็ให้เคลื่อนชีวะอยู่ ทั้งที่พลังงานเหลือเพียงชีวะ ก็ยังส่งพลังงานมาเลี้ยงร่างอีก ก็เลยตายแล้วไม่เน่า นี่คือคนติดยึดมาก และก็หาว่าเป็นอภินิหารอีก การไปกราบเคารพศพที่ไม่เน่านี่คือคนโง่

ไม่รู้จักกาย แม้เป็นพลังพีชะ คนที่สามัญสำนึกสามัญ ถ้าตายแล้วก็ปล่อยร่างแต่พวกยึดนี่ไม่ปล่อย ยังยึดอยู่ แม้ไม่มีวิญญาณครองไม่มีเวทนาแล้ว พลังงานหมดความเป็นจิตนิยาม พลังงานไม่พอจะรับรู้ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว ผม ขน เล็บ ฟัน หนังนี่ไม่ใช่กายมนุษย์ มีหนังที่หนามาหน่อยก็ไม่มีความรู้สึกแล้ว

ผม ขน เล็บ ฟัน หนังนี่ไม่ใช่กาย แต่ถ้ามีความรู้สึกอยู่ก็เป็นกาย ถ้านามธรรมปล่อยแล้วไม่ใช่กาย อย่างเล ็ บหรือผมที่งอกออกมาแล้ว ไร้ ความรู้สึกก็ไม่ใช้กายแล้ว หนังเท่านั้นเป็นกึ่งกลาง หนังจึงมีคำว่า ผิดหนัง เป็นแผ่นที่ต่อเนื่องอยู่ ถ้าหนาออกมาหน่อยไม่ใช่ผิวแล้ว เป็นหนังหนา มันหนาหนัง ไม่ใช่ผิวหนัง

กายคตาสติ ให้พิจารณารู้กาย เวทนา จิต รู้นอกรู้ใน ไม่ใช่ให้ไปพิจารณาแต่นอก ให้เรียนนามในรูป ไม่ใช่ไปเรียนรูปในนาม ถ้าไปเรียนรูปในนาม ก็เช่นนั่งสมาธิแล้วเห็นผีอยู่ภายในจิต อย่างนี้เห็นผิด เห็นแต่รูปร่างผี แต่รู้อาการจิต นอกศาสนาพุทธจนตาทิพย์กลายเป็นตาถั่วไปหมดแล้ว ก็เลยกลายเป็นเห็นเทวดาลอยฟ่องไปมา เทวดารวมต่างชาติไหนๆ ก็มาเป็นตัวเป็นตนใหญ่เลย นี่อาจารย์ใหญ่ของพระวิปัสสนากรรมฐานพูดนะนี่ บอกว่าเข้าฌานแล้วพบเทวดา เยอรมัน ฝรั่ง ก็เทวดาที่ไหนก็มาอย่างที่ศีรษะอโศกนี่ ก็มีเทวดามามากกว่าอีกนะ

เมื่อกำหนดสภาวะรูปนามผิด ก็ไม่บรรลุธรรม เข้าใจกายคตาสติผิด ก็กำหนดกายผิด กายกลิคือองค์ประชุมของกิเลส คือกายเป็นโทษ เป็นนามธรรม องค์ประชุมของผีโขมด เป็นอาการโกรธ โลภ เมื่อกำหนดไม่ถูก ก็ไปกำหนดกายเป็นผี เป็นรูปร่างเทวดาราคะเซ็กซี่ นางตัณหาราคะ มารำเชิบๆ ก็ไปดูที่เขารำเชิบๆ มาสิ มันล้วงตับกินไส้ตนเองยังไม่รู้อีก เมื่อกำหนดผิดก็ไม่มีวันจะได้พบเจอเทวดาหรือผีที่แท้จริง คือสภาวจิต

อาตมาได้แค่บอก พวกคุณต้องไปทำไปช่วยให้ตนเองพ้นทุกข์ ขนาดบอกว่าโกรธไม่ดีนะ ให้เอาออก ก็ยังยากเลย ถ้าอาตมางัดออกได้ งัดเอาความโกรธออกได้ จะทำให้ได้ที่ไหน และ ประเด็นที่ว่ายากคือคุณต้องเห็นว่ามันไม่เที่ยง มันมาหลอกเราชั่วแวบ แต่คุณดึงให้มันอยู่นานเอง รสสุขไม่อยู่นาน อนุสัยอาสวะไม่อยู่นาน แต่คุณก็รักษามันไว้ซะนาน รักษาไว้อย่างไรมันก็ไม่อยู่กับคุณ ความสุขนี่มีเวลาจำกัด แต่ความทุกข์นี่คุณดึงมันไว้อยู่นาน ถ้าเชื่ออาตมา คุณเทกระบะ อาสวะอนุสัยออกได้ ก็เป็นอรหันต์เลยทันที

สื่อสภาวะเพื่อให้เลิกยึดถือ ถ้าความรู้ความฉลาดทางโลกุตระมากพอก็จะไปสลาย กิเลสอาสวะอนุสัยให้หมดให้ใส่สว่างสะอาดหมดจด พระพุทธเจ้า ให้ทำไปตั้งแต่เริ่มต้นเป็นลำดับ พอเป็นอนาคามีก็เลยไม่มีปัญหามาก เพราะทำโครงสร้างไว้ดี อาศัยสังขารอย่างไม่ติดสังขาร อนาคามีสามารถล้างรูปราคะ อรูปราคะ แม้จิตดีก็อย่าไปยึดดี ถือดีไปทวงบุญคุณไม่ต้อง เมื่อไม่มีมานะเหลือเศษอุทธัจจะ ก็ล้างเศษต่อ ให้หมดธุลีหมอง (สายโทสะ) ธุลีเริง (สายราคะ) ก็ล้างให้หมด แล้วอยู่อย่าง ลหุตา บางเบา อยู่เก ี่ ยวข้องกับโลกอย่างประมาณกับเขาไป ไม่ต้องมีตัวตน ไม่ ต้องมีของตัวของตน จะมั่นใจว่าชีวิตมีแต่คุณงามความดีไม่ต้องสะสม มีคุณงามความดีที่พึ่งได้ยิงกว่าเพชรนิลจินดา ที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ดีกว่าเพชรกว่าทอง

เรามีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ไม่ใช่คนดูดายใจดำ แบบอย่าเอาจิตออกนอกตัว ที่เขาใช้พลังงานสะกดไว้ ถ้ามันมากจะทำก็เอาเถอะ แต่ถ้าใช้พลังปัญญาในการลดละ ปฏิบัติให้ไปตามลำดับ

บุญเป็นอาวุธอย่าเอาไปเล่น แล้วไม่ใช่แจกแบ่งใครได้ บุญเอาไว้ใช้ประหัตประหารกิเลสในตนเอง บุญเป็นของเฉพาะตัว เป็นอาวุธประหารกิเลสเฉพาะตัว และเป็นการประหารอย่างปัญญาด้วย

ปฏิบัติธรรมคุณต้องมีกาย แต่ไม่ได้ติ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน