580625_เทศน์ก่อนฉัน ดินหนองแดนเหนือ จ.อุดรธานี.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580625_เทศน์ก่อนฉัน ดินหนองแดนเหนือ จ.อุดรธานี

พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาเดินสายมาจนถึงดินหนองแดนเหนือ ไม่ได้มาเสียนานเลย จนมาถึง ย่าเรณูอุทานดีใจจริงๆ ๑๐ กว่าปีแล้วไม่ได้มาดินหนองแดนเหนือ ย่าเรณูอายุตั้ง ๘๗ ปีแล้ว เรณู ดิสโยธิน อาตมาเข้าไปก็เปลี่ยไปเยอะ เมื่อเช้าอ.ชูชาติพาไปเดินดู ต้นหมากรากไม้ ของให้รักษาสภาพป่นี้ไว้ ๑๒๗ ไร่ แล้วพวกเรากมอายู่กันให้แน่น มาอยูกันอย่างถางป่าแต่อย่าตัดต้นไม้ ไปคิดให้ออก นี่เป็นสำนวน ถางป่าแต่อย่าตัดต้นไม้

คือเราจะต้องเลือกถากถางส่ิงที่ต้องถากถางออก อย่าไปโค่นต้นไม้ เรารักษ์ต้นไม้แต่เราจะถากถางส่ิงควรเอาออก ต้นไม้ก็เหมือนกัน อะไรควรรักษาไว้ ให้ประโยชน์สูงประหยัดสุด สัก ๕๐ ปีข้างหน้า ยูนิเซฟ ก็คงจะมายกที่นี่ให้เป็นมรดกแห่งชาติ นี่ปลูกมาตั้งแต่พศ. ๒๕๒๖ ก็ ๓๒ ปีแล้ว แต่อีก ๕๐ ปีก็คงจะขนาดนี้ แล้วมันเยอะ มันเต็ม แล้วก็แย่งกันสูง เป็นป่าที่แข่งแย่งแสงแดดกัน อุดมสมบูรณ์ ต้นไหนแข็งแรงก็รอด ต้นไหนแกรนก็ถึงตาย

ตอนนี้ธรรมชาติของโลกมันหากยากไปเรื่อยๆ เสื่อมทรุด เพราะคนไม่เห็นคุณค่า แต่ที่นี่คนก็ถามว่าทำไมถึงไม่คึกคัก ไม่เหมือนชุมชนที่อื่นที่มีพัฒนาการ พฤติกรรม activities ต่างๆที่เป็นบทบาทกิริยาการงานผลผลิตไปสู่ข้างนอก ก็เห็นว่าคนอุดรนี่ยังไม่อุดรจริง อุดรแปลว่าเหนือ แต่นี่ยังถูกโลกกดหัวไว้อยู่ยังทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ สุขไม่ได้ ยังไม่เข้ากระแสโสดาบันนะ

เข้ากระแสโสดาบันคือรู้ว่าทิศทางโลกุตระกับโลกียะมันคนละทิศทาง ผู้ใดมองออกจุดแบ่งทิศทางโลกุตระกับโลกียะ ตัดสินใจได้ แม้จะไม่ได้มาร่วมกับหมู่กลุ่มปฏิบัติคนเดียวก็จะแข็งแรง มีสภาวะ ที่จะต้องหากิเลสที่ตนติดหลงสุข ต้องรีบจัดการมันให้ตาย วิธีการปฏิบัติอาตมาก็ตอนนี้สอนกระทั่งเอาวิทยาศาสตร์มาจับ ก็อาศัยแผนผ

อ่านต่อ

ังลีลาเดียวกัน ทุกสิ่งในโลกมีสองอย่าง ถ้าอย่างเดียวมันจะนิ่งไปหาเสื่อม

ถ้านิ่งไม่มีปฏิกิริยาภายใน ถ้าสองอย่างนิ่งทั้งคู่ไม่มีปฏิกิริยาก็นับว่าจะเสื่อม เช่นเดียวกับไข่ของเพศหญิง XX ไม่มีอะไรมาเป็นปฏิกิริยาร่วมสุดท้ายก็จะออกมาเป็นระดูทิ้งไป คำว่าระดูนี่ภาษาบาลีเป็นอุตุ เป็นกาละที่ครบรอบของธาตุ ไม่ว่าดิน น้ำ ไฟลม ครบรอบมันก็จะสลาย ระดูของผู้หญิงเวลาหมดระดู ก็ละลายออกมาทิ้งเลิกจบ ไม่มีภาวะอะไรเกิดต่อ ไม่มีพลังงานมาผสม ไม่มีพลังงาน Y มาผสมก็ออกมา จบอุตุนี้ สลายไป พลังงานนี้กำลังจะก่อเป็นต้นทางพีชะ จากพีชะเป็นตัวตน ถ้าเป็นจิตนิยามเป็นไข่ของพืชก็จะเป็นชนิดนั้น ถ้าเป็นไข่ของสัตว์จะเป็นจิตนิยาม ถ้าเป็นไข่ของพืชหรือสปอร์ โดยไม่มีอะไรมาผสมก็ฝ่อไป ทั้งพืชทั้งสัตว์ไข่จะฝ่อไป ละลาย

ทางฟิสิกส์ก็บอกว่า มีพลังงานและสสารสองอย่าง สุดท้ายก็มีนิวเคลียร์ แล้วสองอย่างของนิวเคลียร์ที่เขาตัดสินก็เรียกว่า กัมมันตภาพรังสี เอามาใช้งานได้ เช่นองค์กรพลังงานปรมาณูเพื่อสันติของไทยก็ทำ อย่างสม.สัจฉิกตา เคยทำงานอยู่ ก็เพื่อดึงพลังงานกัมมันตรังสีส่วนดีไปใช้ เอาประโยชน์ได้

แล้วพลังงานนามธรรมจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าก็รู้ทุกอย่าง หลักของท่านในพระไตรฯล.๑๐ ข.๖๐ ที่ว่า ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) นี่คือสูตรสำเร็จเหมือนกับ E = mc 2 ก็มีสองสภาพที่ทำปฏิกิริยากัน หรือคู่บวก ลบ หรืออิเล็กตรอนกับนิวเคลียส พอเข้าไปในนิวตรอนจะมีพลังงานแฝง พอได้รับการกระทบสัมผัส ปฏิฆสัมผัสโส ถ้ากระทบแล้วก็จะแตกเป็นกัมมันตรังสี สองแบบ แบบหนึ่งเป็นพลังงานจับตัวลึก รวม เป็น นิวเคลียร์ฟิวชั่น อีกแบบเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น ที่แตกตัวกระจายออกไป ไม่สิ้นสุด อย่างที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ เขาทำไปก็มีบาปกรรมมากเลย

มันจะเกิดสร้างมนุษย์ให้เปลี่ยนจิตวิญญาณพัฒนาเป็นจิตวิญญาณที่ดี เอาพลังงานไม่ดีออกไปได้จริง เอาอกุศลจิตออกได้จริงๆ ที่เป็นตัวร้ายตัวเลว แล้วมีวิธีการขจัดเรียกว่าไฟฌาน พวกฤาษีไม่เข้าใจฌาน รู้แค่ว่าทำจิตให้สงบ แต่ไม่รู้ว่าฌานคือไฟกองใหญ่ สามารถกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะที่เป็นพลังงานเกาะตัวเป็น ธาตุราคะ โทสะ โมหะ มีพลังงานพฤติกรรมของมัน มีลิงค หรือความแตกต่างกัน ก็สามารถอ่านความต่างของอาการเหล่านี้ได้ รู้อาการ ราคะ โทสะ ต่างกันได้ แล้วสามารถกำหนดสภาวะของอาการได้เรียกว่า นิมิต รู้การทำความหมาย กำหนดรู้ว่าอันนี้หมายถึงอันนี้ (แปลว่า หมายถึง) ผู้อ่านปรมัตถ์ได้เป็นอาริยบุคคล

ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อม อาตมาเอามาพูดเขาหาว่าเสื่อมด้วย พระเป็นพระมหาศาลไปหมดแล้ว เปรียบเทียบก็คือพราหมณ์มหาศาลในสมัยพุทธกาล มีอำนาจมาก ทรัพย์มาก มีเมียมากด้วย มีคนหนึ่งที่พยายามค้นคว้าติดตามพุทธศาสนาในเมืองไทย ชื่อสกุลเมืองแกบอกว่าผมไปมาหมดแล้วทุกวัด ไม่มีวัดไหนเลย เจ้าอาวาสไม่มีเมีย แกก็พูดตามประสาแก อย่างนี้มันน่าเศร้าไหม ขออภัยที่อาตมาพูดชัดพูดตรง มันแสดงหลักฐานข้อมูลถึงความเสื่อม อาตมาพูดถึงว่า ตอนนี้กระแสเป็น สมีอุ้มสมีแล้ว

สมีนี่ปาราชิก ๔ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน แค่โกงเงิน ๕ มาสกก็ปาราชิกแล้วอาตมาว่าหมดทุกวัดแล้วในเมืองไทยเพราะว่าไปรับเงิน มันพลาดได้ง่ายๆนะ ปาราชิกข้อนี้ ถึงขั้นว่า โกงกันเห็นๆก็อุ้มกัน สมีอุ้มสมี อาตมาพูดตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า โกงเงินส่วนรวมนี้ปาราชิก ถ้าใครคบหา เดินไปด้วยกันแค่ระยะบ้านหนึ่งก็ปาราชิกด้วย มีที่ปาราชิกเพราะผู้หญิง อาตมาไม่ลงลึกรายละเอียด ไม่ใช่แค่เพศหญิงนะ แม้แต่สัตว์ก็ตาม ผู้นี้ปาราชิกด้านเพศ มีที่ฆ่าคนก็ปาราชิก

อันที่สี่นี่ปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ถ้าตนไม่มีแล้วไปอวดชื่อว่าปาราชิก แต่ผู้มี ถ้าอวดโดยใจลามก มีสาเฐยจิต ไม่บริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงใจทำด้วยเมตตา ทำด้วยเห็นแก่ประชาชน เพื่อเปิดเผยว่าอรหันต์มีได้นะในยุคนี้ ถ้าบอกไม่ได้ก็เลยกลายเป็นอรหันต์เดา หลอกกันด้วยส่งเดชไป ส่งผลให้คนเข้าใจผิด จิตตก อย่างนี้ท่านก็ถือว่าปาจิตตีย์ ปรับโทษได้ ถ้าเกิดผลคนเขาฟ้องร้องทำให้จิตคนเสื่อมสารภาพก็แค่ปาจิตตีย์ ให้ประมาณใหม่ให้ดี สังวรให้ดี หัดประมาณ มันผิดพลาดได้ แม้อรหันต์ก็ผิดพลาดได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ปรับอาบัติอรหันต์ ยกให้เป็นสติวินัย

ที่ประมาณไม่ดีก็ทำให้เสียหายได้ แต่ถ้าประมาณดีแล้วทำไปเลยไม่เสียหายหรอก มันก็เจริญ เพราะมันของดี อะไรควรจะเปิดเผยไปมากว่าอาริยธรรม คือสิ่งสูงสุดแล้ว คุณมีเพชรทองก็อวดกันได้มันจะเท่าไหร่กันนะ แต่นี่อุตริมนุสธรรม น่าจะอวดมากกว่า ถ้าอาตมาแจกได้ ระหว่างเพชรทองกับอุตริมนุสธรรม คุณจะเลือกอะไร พวกเราก็เลือกอุตริมนุสธรรม แต่คนไม่รู้ก็เลือกเพชร มันขึ้นอยู่กับทิฏฐิ เหมือนลิงได้เพชร มันเอากล้วยดีกว่า ตาบอดได้แว่นก็ไม่รู้เอาไปทำไม เอาข้าวดีกว่า

ไอสไตน์คิดสูตร E = mc 2 อาตมาก็มาบวก A ให้เป็น E = mc 2 + A ตัว A คือ Abstract คือนามธรรม เป็นนาม เช่นเวทนา

ของพีชะมันมีแค่สัญญา สังขาร กับรูป สัญญาของพีชะมันก็มีอัตโนมัติได้ของมันรู้จักธาตุนี้เอามาให้ของมัน ธาตุไหนเข้ากับมันมันก็รับมา ไม่เข้ากับมันมันก็ไม่รับ แล้วแต่ชนิดของพืชแต่ละชนิด มันซื่อสัตย์นะ ขนาดสัตว์เดรัจฉานต่ำๆมันก็ซื่อสัตย์นะ ควายนี่นะเอาลูกชิ้นเนื้อสัตว์ไปให้มันมันไม่กิน เอาเนื้อแดงให้มันมันไม่กิน มันซื่อสัตย์นะ แต่คนนี่กินแหลกเลย ทั้งที่คนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อเลย คนมีฟันกรามมากกว่าเขี้ยว น้ำย่อยของสัตว์มันมีมากกว่าคนเรา เรามีเล็บเหมือนควายช้างม้า ไม่เหมือนพวกสัตว์กินเนื้อ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยัน แม้แต่ลำไส้ของสัตว์กินพืชมันก็ยาวกว่าสัตว์กินเนื้อ พวกนี้เขารู้ทั้งนั้น คนนี่เป็นสัตว์กินพืชไม่ใช่สัตว์กินเนื้อเลย แม้แต่หมอก็รู้นะว่ากินเนื้อสัตว์เป็นพิษภัย แค่ด้วยความติดยึดหมอก็กินอยู่ หมอยังสูบบุหรี่อยู่เลยทั้งที่รู้โทษภัย บอกคนไข้ให้เลิกสูบ แต่ตนยังสูบพวกนี้ไม่ใช่ยถาวาทีตถาการีก็ยังไม่จริง

ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องละเอียดทั้งพลังงานและสสาร ถึงชั้นชีวะสุดยอด รู้ถึงธรรมะสอง ที่ละเอียดถึงนิวเคลียร์ แล้วจับรังสีนิวเคลียร์มาจัดการได้ พุทธรู้พลังงานพวกนี้ โดยรู้พลังงานถึงนิวเคลียร์ของจิตวิญญาณ กัมมันภาพรังสีที่แตกตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ออกไป เป็นฟิวชั่น ฟิชชั่น

อาตมาสามารถหยุดอาการของมัน ระงับอาการของมันหรือจะให้มันทำงานได้เท่าไหร่ก็ได้ จัดการของเราเอง อันนี้เป็นอาการที่จะให้เกิด มันเคลื่อนเป็นอุปจยะ เป็นลักขณรูป ๔ เราจะให้มันดับก็ตัดสันตติ แต่ถ้าจะให้เกิดมันก็เป็นฟิชชั่น แล้วสลายเป็นชรตา แต่ถ้าเป็นฟิวชั่นก็รวมตัวกันเป็นอุปจยะ นี่คือของพระพุทธเจ้าสุดท้าย แล้วตัวสำคัญของอนิจจตา ในรูป ๒๘ สุดท้ายจบที่ลักขณรูป ๔ อาตมาพูดเอาไว้เพื่อให้ศาสนาพุทธต่อไปให้ถึงห้าพันปี ตอนนี้เลยครึ่งอายุขัยศาสนาพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาประกาศเมืองไทยคือชมพูทวีป ทำจิตวิญญาณชมพูทวีปที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้เป็นมนุษย์อาริยะถึงอุตรกุรุปทวีปได้ สามารถแบ่งแจกจำแนกสอนเผยแพร่ ปรับปวาทะได้ เป็นคุรุหรือครู ที่จะสืบทอดอาริยธรรมได้ เป็นมนุษย์ที่มีอุตรกุรุ แล้วอยู่ในแดนนี้คือทวีป

อาตมาไม่ได้เพ้อนะ ศาสนาพุทธมีในไทยตั้งแต่ก่อนเกิดเมืองไทยเลย ศาสนาพุทธเกิดก่อนประเทศไทย พุทธศาสนามาหยั่งในแดนนี้ตั้งแต่ สองพันปีแล้ว มาถึงวันนี้เสื่อมจนเกือบไม่เหลือ นี่พูดด้วยวิชาการนะ อย่างชังอย่าเกลียดอาตมา อาตมารู้ว่าอาตมาเป็นผู้ เอาโลกนี้ที่เป็นเคหสิตเวทนามาเป็นโลกหน้าที่เป็นเนกขัมสิตเวทนา มาเปิดเผยให้เอาอารมณ์โลกีย์ออกให้เหลือแต่เวทนาสะอาด จนหมดเวทนูปาทานักขันโธ มาเป็นเวทนาปริสุทโธ ให้บริสุทธิ์

อาตมาประกาศว่าชาวอโศกมีอรหันต์มีอนาคามี แล้วก็เสียไปแล้วทั้งสององค์ สมควรประกาศอาตมาก็ประกาศ ยังไม่สมควรก็ยังไม่บอก ไม่ใช่ศาสนาเดาๆสูญเปล่า ดำน้ำด้นไป ไม่ใช่ แต่เป็นศาสนาที่มีของจริง ยืนยัน จนเราทำสังคมสาธารณโภคี บุญนิยม

ที่ดินของดินหนองแดนเหนือมีหนองน้ำ ต้นไม้ถึงเจริญดี มีน้ำพอใช้ จึงตั้งชื่อว่าดินหนองแดนเหนือ แต่เสร็จแล้วมาถึงปีนี้ เกิดมาตั้งแต่ปีพศ. ๒๕๒๔ ปลูกต้นไม้มาจนโต คนก็ร่อยหรอลงเหลือไม่กี่คน เสียดาย เก็บกินต้นไม้กินชั่วชีวิตไม่หมด ศาลานี่ปูแกรนิตอย่างดีแต่ให้มดแมลงมาอยู่ก็น่าเสียดาย

มันก็ยาก คนยังไม่มีปัญญาเห็นว่า ถิ่นเสนาสนสัปปายะ มันควรมาอยู่ มันดีนะ อาตมามาคราวนี้จะเรียกว่าปลุกเร้าก็ปลุก ให้เราตื่น เลิกเสียทีตื่นเสียทีจากโลกีย์ เข้าใจ เข้าหูไหม? ใครจะไม่อยากอยู่ดินหนองก็มีให้เลือกที่อื่นทุกภาค สาธารณโภคีเป็นของพวกเราทั้งนั้น

พวกคอมมิวนิสต์เขาก็พยายามทำให้มีคนจัดสรรทรัพยากรส่วนกลางให้เท่าเทียมทุกคน รีดภาษีมาแต่เขาไม่เต็มใจมันก็ยาก เกิดมาได้ ๗๒ ปีก็เลิกแล้ว ที่เหลือก็เซไปไหนๆแล้วปรับตัวกันไปหมดแล้ว คนที่ได้รับเบี้ยสวัสดิการ หนักเข้าก็ขี้โกงขี้เกียจ เพราะกินเงินรัฐ ขี้เกียจหนักเข้าไม่ทำงานก็ปล้นจี้เอา ลักเอา มันไม่ได้สร้างนิสัยสร้างจิตวิญญาณที่ดีมันบังคับไปไม่รอด

แต่สาธารณโภคีของชาวอโศกมีมาแล้ว คนข้างนอกเสียภาษีให้รัฐส่วนกลางผู้บริหารก็ได้ภาษีแล้วหาทางทำรายได้เอง ตามแต่ละที่ เช่นเทศบาลก็เก็บภาษีอีกหลายอย่าง หาทางเอา ตลกที่สุด เงินรัฐบาลเก็บภาษีจากข้าราชการมาคืนอีก ก็เงินรัฐนี่แหละเอาให้ข้าราชการแล้วเก็บภาษีจากข้าราชการอีก สิ้นไร้ไม้ตอกจนคิดจะเอาคาสิโนมาหารายได้ เอาอบายมุขมาทำเพื่อหารายได้เลี้ยงประเทศ อาตมาไม่อยากอยู่แล้ว

อย่างสาธารณโภคีนี่ใครตั้งใจเสียภาษี ๑๐๐ % มาอยู่ได้ใครยังไม่เต็มใจก็ยังไม่ต้องมา เราทำกันมาได้หลายสิบปีแล้ว มีหลายแห่ง ที่ราชธานีเราก็ให้เป็นแหล่งใหญ่ของชาวอโศก ตอนนี้มีเนื้อที่ประมาณ เป็นพันๆไร่แล้ว กำลังบูรณะพัฒนา จึงเป็นเด็กกินจุ พี่ๆก็ต้องช่วยเลี้ยง แต่ก็เป็นไปอุดมสมบูรณ์ เป็นบ้านใหญ่ พรั่งพร้อมไปด้วยน้ำ แล้วทำต้นหมากรากไม้ ให้เหมือนดินหนองแดนเหนือ แล้วที่จะทำให้เป็นองค์ประกอบศิลป์ให้คนทางโลกสนใจก็จะทำ แต่ไม่มอมเมา ใช้เป็นเครื่องหมาย เช่นทำใหญ่ ทำสวย ทำแปลก ให้เกิดสัมปวังโก ให้เป็นสิ่งแวดล้อมสมบูรณ์อบอุ่น สงบ พัฒนาเจริญ อย่างอาริยะ ไม่ใช่เจริญอย่างปุถุชนฉลาดแกมโกง แต่ฉลาดปัญญา ถูกต้องตามธรรมพระพุทธเจ้า

ศาสนาพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาพิสูจน์ก็มีอัตราก้าวหน้าตามธรรม ตอนนี้บ้านราชฯเปลี่ยนแปลง landscape ไปมากเลย ถ้าใครไม่ได้ไปสัก ๕ ปีก็หลงทางเลย มีเกาะรัตนราชธานีเกิด มีน้ำตก ลำธาร แก่ง ยังไม่เต็มรูป อาคารเราจะสร้างอาคารที่เป็นธรรมชาติ แต่ก่อนสร้างส้วมตอไม้

สัปปายะ ๔ (สถานที่ อาหาร บุคคล ธรรมะ) มีสถานที่ สัปปายะนี่ ดินหนองแดนเหนือนี่เพียงพอ แต่ว่า ขาด บุคคลสัปปายะ แต่ที่ราชธานีอโศก บุคคลสัปปายะพร้อม ที่ปฐมอโศกครบพร้อมทั้ง ๔ อย่างเลย ปฐมอโศกไม่มีหนี้ เลี้ยงตนรอด มีสัมมาอาชีพ ไม่มีมิจฉาอาชีวะกุหนา ลปนาไม่มีแน่ ก็ปฏิบัติ เนมิตกตา ทำงานอย่างลาเภนลาภังนิชิงคิงสนตา พ้นมิจฉาชีพข้อที่ ๕ ไม่ทำงานลาภแลกลาภ ก็พัฒนาชุมชนไป เหลือเฟือ ปฐมอโศกให้อาตมาเดือนละล้านมาหลายเดือนแล้ว เสร็จแล้วราชธานีกินหมด เป็นเด็กตานขโมยพุงโต แต่พยายามดูแลไม่ให้ป่วยไข้ ตอนนี้เราสร้างวัตถุ แล้วมีรอยไรว่าจะเกิดสมเด็จปู่ฯ ที่ชาวพุทธนับถือพระพุทธรูป เราออกแบบสมสมัย ยุคนี้ต้องเอาพลังงานมาปราบมนุษย์ มาปราบมารเลวทรามในโลกต้องใช้อันนี้ ไม่ต้องใช้อาวุธแพงๆที่เขาสร้างมาพัฒนาโลกไม่ได้หรอก ตอ้งเอาภูมิธรรมปัญญามาพัฒนาโลก

ปางวิชิตอวิชชานี้ ไปอยู่ประท้วง ตำรวจถอยกรูดไปเลย ออกศึกมาแล้ว อาตมาพยายามร่างแบบ อาตมาเรียนจิตรกรรมมาทั้งแสงศิลป์ด้วย เรียนจิตรกรรม แต่เขาทำงานปั้นได้ดีมาก อย่างพระวิหารพันปีนี่ฝีมือแสงศิลป์เขาล่ะ ตอนนี้ปรับปรุงโมเดลอยู่ อาตมาตั้งชื่อว่าสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา เป็นสิ่งสมมุติในโลกที่เขาเคารพบูชา คนเขาทึ่งสิ่งใหญ่ ก็เลยสร้าง อย่างดูไป พวกนี้เขาก็วิ่งเต้นกันอะไรมากไปก็ชะลอหน่อย มีคุณผ่านฟ้าเป็นตัวหลักทำได้สารพัด ทำเสร็จแล้วก็มีพระพุทธาภิธรรมนิมิตแล้วสูง เจ็ดเมตรนะ มีเรืออีกที่ขนกันไป ใช้งบฯมากที่สุดเลยในการซ่อมเรือ

ฝากบอกไปยังบ้านราชฯ ที่จะทำหลังคายื่นจากอาคารเฮือนศูนย์สูญ ก็ตอนแรกจะทำให้เป็นปลีกไม้แต่ว่าตอนนี้จะทำเป็นสวนตกแต่ง แต่ไม่เอาแบบแข็งนะ เป็นสวนธรรมชาติ ฝากข่าวถึงเปียหม่องที่จบศิลปศาสตร์บัณฑิตมา ท่านคมคิดด้วย ให้แทนที่จะเป็นหลังคาทั่วไป แต่พื้นนี่ไม่เอาแบบหญ้าๆนะ แต่เอาแบบพลาญหิน ตรงไหนดาวนาอยากปลูกพืชก็ให้ปลูก มีหินมีต้นไม้ เป็นหลังคาธรรมชาติให้เดินลงมาได้จากชั้น ๒ เฮือนศูนย์สูญ

เราไม่ได้ทำใหญ่โตเหมือนธรรมกาย แม้แต่เจดีย์เขาก็ทำแบบจานบิน ในอนาคตเขาไปอวกาศแน่นอน ตอนนี้อาตมาอธิบายอวกาศคือ space เชื่อมถึงไอสไตน์ มี space and time of continuum ตัว สันตติคือ continuum ที่จะเชื่อมต่อรูปกับนาม สสารกับพลังงาน อาตมามาอธิบายพลังงานชีวะระดับจิตวิญญาณ เป็นปรมัตถธรรม ไอสไตน์อธิบายพลังงานรูปธรรม

ตอนนี้อธิบายบุญนิยมมีหลายด้าน ทุกอย่างมีบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม การศึกษาบุญนิยม ฯ แม้แต่ขยะก็บุญนิยม เป็นสัปปายะ แม้แต่อาหารก็เป็นสัปปายะ บุคคลก็มีพร้อมให้เป็นส่ิงพัฒนาให้พาเจริญไม่พาเสื่อม อาหารนี่เป็นทั้งอาหารภายนอกและภายใน อาหารภายนอกคือสถานที่และเครื่องนุ่มห่ม อาหารภายในคือยาและอาหาร ถ้าเราเข้าใจอาหาร ๔ มี

ตอนนี้เจาะไปในวิญญาณาหารซึ่งวิญญาณประกอบด้วยนามและรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือธาตุรู้ หากมันฉลาด ต้องฉลาดแบบฉฬายตนะ หากมีอวิชชาประกอบก็กลายเป็นเฉกา หรือเฉโก (ฉลาดแกมโกง ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ) ต้องเปลี่ยนมามีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่ิงใดเป็นโทษก็เอาออก มีสัปปายะ ๔ (เสนาสนสัปปายะ อาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ) ธรรมะสัปปายะต้องนิยามว่าเป็นส่ิงดี อันไหนไม่ดีเรียกว่าอธรรม ส่ิงใดมีอยู่ทรงไว้เรียกว่าธรรมะ ไม่แตกสลายก็คือธรรมะ แต่ส่ิงใดแตกสลายไปเช่นธาตุน้ำ สลายเป็นไฮโดรเจน ออกซิเจนก็เป็นแก๊สหายไปแล้ว แต่พอรวมตัวอีกก็เป็นน้ำอีก แต่ปรุงแต่งมากกลายเป็นน้ำหวาน น้ำเปรี้ยว น้ำเค็ม น้ำนี่เป็นกษัย ตัวเชื่อมสำคัญสุดในชีวะ ศาสนาพุทธสลายความเป็นธาตุน้ำให้กลายเป็น ไฮโดรเจนออกซิเจนสำเร็จ ในจิตวิญญาณมีอาโปเป็นธาตุหลัก หากทำลายอาโปนี้ได้ชีวะก็ไม่เกิด

อาตมาเป็นสยังอภิญญา เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์นะ จะมากอบกู้พุทธศาสนา วันนี้พูดใหญ่ต่อสถานที่ใหญ่คือดินหนองแดนเหนือ แต่จะให้ใหญ่ได้ต้องมีคนมาอยู่ให้มาก อ.ชูชาติ นาแสวงได้แต่พูดก็ไม่เข้ามาเต็มตัว ตนเองเป็นคนบอกให้มาปลุกเร้าให้คนมาอยู่ อาตมาก็ว่าไม่ปลุกคนอื่นก่อน ก็ปลุกอ.ชูชาติก่อนเลย นี่ดร.ก็มี ดร.วัลลภ เข้ามา เรียนมาทำไมดร. เรียนมาทำงาน ทำงานฟรี วันนี้พูดด้วยจริงใจนะ เพราะอาตมามองไม่เห็นทางว่ามนุษยชาติอะไรจะทำให้คืนมาสู่ดีได้

อาตมารู้แต่ว่าในโลกบัดนี้จนกว่าจะถึงการล้างโลก ก็จะมีโนอาห์มาช่วยเก็บพันธุ์สัตว์โลกไว้ เอาไปอย่างละคู่ เพื่อไปเป็นสุดท้าย อพยพสัตว์โลกไป น้ำจะท่วมโลกก็ท่วมไปเราก็จะเป็นโนอาห์เก็บพันธุ์ไว้ แม้แต่ที่ราชธานีอโศกเราก็ไม่คิดว่าจะมีเรือมากอย่างนี้ แล้วก็จะมีคณะต่อเรือ เป็นโรงเรียนเป็นวิทยาลัยเลยตอนนี้มีเด็กมาสมัครแล้ว แต่ครูยังไม่พรักพร้อม ก็ให้ท่านพอแล้วเป็นครูสอน

เราทำอย่างในหลวง ที่ท่านเป็นโพธิสัตว์ ที่แท้จริง ท่านตรัสว่าให้บริหารแบบคนจน ไม่ใช่ว่าให้ไปรวยแล้วเอาเงินไปฟาดหัวประเทศอื่นอย่างนั้นเขาไม่ทำกันแล้วแบบเก่าแล้ว ต้องใช้คุณงามความดีไปช่วยเขา ต้องมาทันสมัย สมัยนี้ต้องเอาคุณงามความดี ความเกื้อกูลอย่างไม่ประชานิยม ทำด้วยจริงใจ ใครอกตัญญูช่างมัน เราไม่ได้เรียกร้องให้เขามาตอบแทน เราทำให้อย่างเดียว ใครกตัญญูก็เป็นกุศลของเขา

พ่อครูไอ ...อาตมาจะพยายามรักษาอาการไอ ด้วยพลังงานภายใน ทางแพทย์แผนปัจจุบัน เขาว่ามีกระเปาะที่ยื่นออกมา อาตมาเรื้อเรื่องเจโตไปนาน ตอนนี้จะกลับมาใช้พลังงานทางจิตนี้มารักษาอาการไอ อย่างท่านเจ้าคุณนอฯ ท่านมีมะเร็งที่คอ ท่านอดทนได้มากกว่าคนอื่นๆหลายเท่าเลย อาตมาเคยใช้พลังงานทางจิตติดต่อกับท่านเจ้าคุณนอฯ ตอนที่อาตมาเป็นฆราวาส จนท่านยืนคุยโดยที่แต่ก่อนท่านปิดกุฏิแล้วจะไม่ออกมานะ สุดท้ายคุยกันท่านก็บอกว่าให้ได้นิพพานเร็วๆ คนที่พาอาตมาไปตอนนั้นก็ตกใจ

อาตมาใช้ทางปัญญาเยอะ เลยดรอปเจโตไป ถ้ามีมวลมาช่วยทำงานให้มาก อาตมาก็จะได้ฟื้นเจโตมาฟื้นพยาธิอันนี้ก่อน อยากให้อาตมาหายไหมก็มาอยู่ๆ ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าบ้านราชฯ หรือที่อื่นก็ต้องการมวล สมาชิกชาวอโศกอยู่ที่ไหนเอ๋ย ขานรับบ้าง แม่งูเอ๋ยอาบน้ำบ่อไหน ต้องมาอาบน้ำบ่ออโศก มาช่วยกัน

โดยเฉพาะดินหนองแดนเหนือเอง สังคมโลกน่าสงสาร มีทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางอื่น คือมรรคองค์ ๘ ต้องเรียนรู้ทฤษฎีหลักเหมือนกับ E = mc 2 คือศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะเป็นสมาธิพิษ เป็นปัญญาพิษ เป็นอปรโคยาน เป็นโคยานเป็นพาหะที่จะออกไปสู่ทิศทางชั่วทางเสื่อม จะแตกตัวเป็นอันอื่นไปเรื่อยๆ เราจะเอาปรหรือตัวอื่นๆนี่มาเป็นอมรโคยาน นำสู่ที่ๆไม่ตาย ไม่มีชาติ ชรามรณะ โดยเฉพาะไม่มีโศกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสได้เด็ดขาด แม้เหลือการเกิดก็เป็นนิพพัตติ อภินิพพัตติ เราจะทำให้เป็นเอกบุรุษสูงสุด อุตตมโปริสสะที่จะให้เกิดตามสัปปุริสธรรม ๗ ประการ พลังงานที่จะออกไปมีการผ่านสังกัปปะ ๗ แล้วจะมีวิการรูป ๒ เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ แล้วจะออกไปเป็นกายกรรม วจีกรรม ไปสู่ความเป็นมนุษย์

ผู้ที่รู้จักสังกัปปะ ๗ เป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาบันและเป็นเอกพีชีที่ยิ่งใหญ่ (โสดาบันมี ๓ ขั้น) ๑. เอกพีชี เกิดอริยชาติอีกเพียงส่วนเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พระบาลีไม่มีคำว่าชาติ หรือเป็นการเกิดแบบเป็นตัวๆ เลย) ๒. โกลังโกละ (เกิดในสุคติภพอีก ๒-๖ ส่วนสังโยชน์ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้) ๓. สัตตักขัตตุปรมะ (เวียนเกิดในสุคติภพหรืออริยชาติอีกเพียง ๗ ส่วนสังโยชน์ ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้) (พตปฎ. เล่ม ๒๐ ข้อ ๕๒๘) สัตตักขัตตุปรโสดาบัน ถ้าเป็นของโสดาบันก็เป็นอย่างหยาบ แต่ถ้าเป็นสัตตักขัตตุปรโสดาบันของพระอรหันต์ ก็มีอรหัตตมรรค ต้องมีความรู้สังกัปปะ ๗ นี่แหละ ที่มีทั้งพลังเจโตและปัญญา

สองหน่วยของพลังงานทั้งหมดของชีวะ ตั้งแต่genome มาเป็นสาย DNA ในโครโมโซม

genome คือพลังงานทั้งหมด เป็นพลังงานนิวเคลียร์ จะให้แตกตัวเป็นกัมมันตภาพ คนควบคุมพิษของพลังงานได้คือผู้รู้พลังงานเจโตและปัญญา จิตเร่ิมดำริ เร่ิมตรึกคือตักกะ พอตรึกแล้วก็ไตร่ตรอง แล้วเอาจิตที่เหมาะควร อะไรที่จะทำเท่านี้มัตตัญญุตาเท่านี้บางอย่างต้องเอาโลกีย์มาผสมเป็นสุนทรียศิลป์ก็มีบ้าง เหมือนเราเป็นแม่ครัวปรุงให้เขาพอมีกษัย ฐานรสเท่านี้กลิ่นเท่านี้ อย่ามอมเมาให้เขาจัดไปมาก เพราะกิเลสจะมากขึ้น ลงนรกท่าเดียว ต้องทำให้เขาจางคลายไป เป็นแม่ครัวที่ไม่มอมเมาเต็มที่ เหมือนคนเสี้ยนยามากต้องให้บ้าง ไม่ปล่อยให้เต็มที่นะ ให้ตั้งตนบนความลำบาก ให้พอกินลง อร่อยไหมอร่อยบ้างพอกินได้ไม่ฝืดคอ

ส่วนแม่ครัวเองกินง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งก็ได้แต่เวลาทำให้เขาต้องปรุงบ้างให้เขาน้อยๆลงๆ จนไม่ต้องปรุงแต่งสังขารให้ได้เนื้อแท้อย่างเดียวเลย เมื่อถึงเวลา เมื่อถึงเวลาอนุโลมให้มีรูป รส กลิ่นเสียง เราก็ทำได้ให้เขา แต่เราไม่เป๋ไม่เสียท่า ไม่ยอมตกต่ำไปกับเขา ต้องแน่ใจ แล้วประมาณมักน้อยไว้ อาตมาทำงานต้องประมาณ ถ้ามั่นใจก็อนุโลมให้ประมาณ ๗๐ % เหมือนเราช่วยคนตกบ่อต้องคำนวณไม่ให้เราตกบ่อไปด้วยกับน้ำหนักเขา ต้องรู้ประมาณให้น้อยไว้ อย่าทำอวดดีอย่าทำเกิน พวกคะนองชอบทำเกินตายมาเยอะแล้ว หลงโลกีย์มอมเมา เสร็จอีด่าง สุวานคาบไปแด๊กซ์

ผู้อนุโลมต้องรู้ ธาตุแห่งความเพียร ๗ ที่มี ที่เป็นอุปักกมธาตุเหมือนศรกำลังออกจากแล่ง ผู้เข้าใจและมีสภาวะจะเข้าใจ รู้ ในบัญญัติธาตุแห่งความเพียรทั้ง ๗ นี้ (เป็นคำกล่าวของอัตถกถา) ๑. อารัพภธาตุ (ดำริ) ความเพียรเป็นเหตุปรารภ (ริเริ่ม) ๒. อารัมภธาตุ (ปรารภดำริ) ๓. นิกกมธาตุ (พยายามดำริ) เพียรเป็นเครื่องก้าวไป ๔. ปรักกมธาตุ (บากบั่นดำริ) ความเพียรก้าวไปข้างหน้า ๕. ถามธาตุ (ดำริมีกำลัง) ความเพียรเป็นกำลัง ๖. ธิติธาตุ (ดำริตั้งมั่น) ความเพียรเป็นเครื่องทรงไว้ ๗. อุปักกมธาตุ (ดำริสำเร็จเต็มรูป เหมือนลูกศรจะออกจากแล่ง พยายามที่จะกระทำให้เกิดกรรมออกมา) . (จาก อัตตการีสูตร ล.๒๒ ข.๓๐๙)

สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ผู้ไม่เก่งก็ทำให้เป็นเอกพีชีไม่ได้ เอกคือหนึ่ง พืชนี่ผู้เป็นอรหันต์มีชีวิตเหมือนพืชแต่ทำงานรับใช้อย่างพระ เป็นคนรับใช้อย่างมีเกียรติ แต่รับใช้ที่ผิดคือรับใช้แบบมีค่าจ้างเอาสิ่งแลกเปลี่ยนใครไปเทศน์เอาตังค์อยู่ก็ไม่พ้นมิจฉาชีพ แต่รับใช้นี่คือให้เขาได้ธรรมะได้ความรู้สูงสุด แต่ถ้าไปเอาค่าตอนแทนคือถือว่าเป็นพระไปรับใช้ฆราวาส รับของทานเป็นค่าจ้าง แต่ผู้ใดที่ไม่ได้รับใช้ฆราวาสทำงานอย่างเสียสละไม่เอาค่าจ้าง เราไม่รับบริจาคง่ายๆนะ บิณฑบาตก็ไม่รับค่าจ้าง แต่เดี๋ยวนี้มีเยอะก็รับมากกว่า ๓ บาตร ก็คนละยุค

ปัญญากับเจโต สองอย่าง เมื่อไตร่ตรองสุดท้ายได้เนื้อ (วิมังสา) ในอิทธิบาท เป็นผู้มีสามเส้าทำงาน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ทำงาน คือทำอย่างมีฉันทะ มีวิริยะมีความทุ่มโถม เมื่อจิตดำริ มีกามวิตก มีพยาบาทวิตกร่วมด้วยไหม เป็นสสังขาริกัง กามมันเป็นตัวนำพาให้หาพยาบาท ให้หากาม หาแรงผลักแรงดูดมาเพื่อตน มาเสพรสแก่ตน หรือไปทำร้ายมาเพื่อตนชนะ อาการจิตแบบนั้นถ้ามีก็คือตัวเอา อย่างนี้คือกามจะเอามา อีกอันนี้คือพยาบาทอยากเอาออกทำลายทิ้ง ถ้าจิตแรงเช่นนั้นก็ลดลง

ต้องทำปหาน ๕ ทำลายกิเลส ทำได้อย่างวิเศษ เรียกว่าวิตักกะ แล้วสังกัปปะคือองค์รวมของวิตก วิจัย วิจาร ทำใจในใจให้เป็น อ่านรู้แยกเวทนาในเวทนา ทำให้ตัณหามันดับได้ปหาน ๕ จนแคล่งคล่อง เมื่อสำเร็จได้ตามฐานะบารมีแล้วก็ผ่านไปสู่ด่านตรวจสอบ คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ไปศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา แล้วไปสู่ วจีสังขาร เป็นสภาวะก่อน เช่นอันนี้เป็นรสหวาน เอาที่ชอบ/ชังหวานออกได้ สำเร็จเป็นหนึ่งเดียวเป็นเอกพีชีแล้ว เป็นตัวแท้ เรียกว่าหวาน ที่จะชอบหวาน ชังหวาน สุขทุกข์เพราะหวานไม่มีแล้ว เป็นธรรมรส รสเดียว ถ้าบอกว่ารสหวานนี่แหละจะส่งออกไปเราเรียกภาษาไทยว่าหวาน ภาษาฝรั่งว่า sweet ก็อธิวจนะตั้งชื่อให้มันตามแต่ละภาษา เรียกองค์รวมว่า แซบก็ได้ มันบำเรอใจ มันนัวก็ได้ สะอาดบริสุทธิ์แล้วพร้อมเป็นกายกรรม วจีกรรมออกนอก ส่งเป็นกัมมันตะ อาชีวะสู่นอก นี่คือพระอรหันต์ รู้จักเอกพีชี รู้จักสัตตักขัตตุปรโสดาบัน รู้พลังงานศักย์(เจโต) รู้พลังงานจลน์ (ปัญญา) แล้วจัดการองค์รวม ไม่เสียพลังงานทั้งสองแบบนะ ล้างพิษออกหมด แล้วทำพ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน