560516_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครูเรื่อง ดับกิเลสด้วยอาหาร ๔ ต้องมีผัสสะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560516_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เรื่อง ดับกิเลสด้วยอาหาร ๔ ต้องมีผัสสะ วันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ที่บวร ราชธานีอโศก พ่อครูจัดรายการที่บ้านราชฯ ... บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ เรื่องที่บรรยายต่อเนื่องมาคือ ปฏิจจสมุปบาท ที่นำมาจากพระไตร ปิฏกเ ล่ม 16 ตอนนี้ขึ้น อาหารวรรค อาหาร คือ เครื่องยังชีวิตให้มนุษย์อาศัยอยู่ มี 4 อย่างคือ กวฬิงการาหาร เป็นอาหารหยาบ คือ อาหารที่เคี้ยวกลืนเป็นวัตถุธาตุ ผัสสาหาร คือ อาหารที่เกิดจากการกระทบสัมผัส ตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง จมูกสัมผัสกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายกระทบเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ส่วนใจ ไม่เรียกว่า มีสัมผัส มันปรุงแต่งโดยไม่ต้องสัมผัส เพราะมันอยู่ด้วยกัน มันเหมือนกับไส้เดือนที่มีเพศผู้ เพศเมียอยู่ด้วยกันเลย จึงเรียกว่า ธรรมารมณ์ ไม่เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ ถ้าไม่มีสภาวะจริงแล้วจะปฏิบัติได้ยาก หากปฏิบัติไม่เป็นลำดับ เอาแต่ปฏิบัติจิตจะยากไม่ได้จริง วิญญาณ เกิดจากการกระทบสัมผัส เช่น ตากระทบรูป เป็นต้น เราจะเรียนรู้ใจหรือวิญญาณต้องมีการผัสสะ ตั้งแต่หยาบ กระทบแล้วก็เนื่องไปสู่จิต จิตมีการผัสสะเป็นเครื่องอาศัย การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าอยู่ที่ผัสสะ ถ้าทิ้งผัสสะก็เป็นของแห้ง ปรุงอยู่ภายในเรียกว่า ธรรมารมณ์ เมื่อมีการปรุงแต่งอยู่ภายใน แต่มันเผินไปว่าทำง่ายๆ ทำนั่งหลับตาทำสมาธิที่เป็นลัทธิมีอยู่ประจำโลก แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้ง เห็นตามได้ยาก รู้ตามได้ยาก ถ้าทำไม่ถูกต้องมีลำดับ ก็ยาก มโนสัญเจตนาหาร จิตมีการตั้งใจ กำหนด (สัญญา) ตามความจงใจมุ่งหมายเจตนา ในคนที่ไม่รู้เจตนา ปล่อยให้กิเลสเป็นเจ้าเรือนก็ทำไปตามกิเลสบงการ ตามตัณหา มีสองอย่างคือ อยากได้มา และอยากเอาออกไป ส่
อ่านต่อ
วนความหลงไม่รู้ชัด (หรืออาจเรียกว่า อภยกฤติ ) ถ้าเราไม่รู้จริงว่า จิตเรามีเจตนาอะไร เป็นอกุศลเจตนา ไม่ดี ก็ปรุงแต่งสังขารออกไปไม่ดี มีพิษภัยมีโทษ แต่ถ้าเป็นกุศลเจตนา ก็ออกไปเป็นวาจา เป็นกายกรรม เป็นการงาน เป็นอาชีพ ตามมรรคองค์ 8 การทำ ฌาน สมาธิ นิโรธ แบบพระพุทธเจ้านั้น ทำลืมตา มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ต้องมี วิตก (จิตมีดำริอะไร) มี วิจาร (พฤติกรรมจิต) ต้องจับตัวอกุศลเหตุ หรือ อกุศลเจตนา จิตใจเราก็สะอาดก็ดี นี่คือ เป้าหมายสำคัญของศาสนาพุทธ ซึ่งส่วนใหญ่พุทธเราเพี้ยนไปมาก การกิน การอยู่ บริโภค อุปโภค ก็ทำให้เกิดกิเลสอย่างร้ายกาจ อาหารทั่วโลกปรุงแต่งหลอกล่อมากมาย ชาวอโศกเราพยายามไม่ปรุงหลอกล่อ แต่ปรุงอนุโลมให้เขา อาหาร 4 มี อาหารคือคำข้าว อาหารคือผัสสะ อาหารคือเจตนา อาหารคือวิญญาณ ถ้าเราไม่รู้คำว่า วิญญาณ ก็ไม่รู้แจ้งได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ต้องกระทบสัมผัสจึงเกิดวิญญาณ หากฝึกตนให้อ่าน นามรูป คืออาการของ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ผัสสะ เป็นต้นเค้าเห็นเหตุแห่งการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่มีเหตุคือผัสสะก็ไม่รู้จริง เพี้ยนผิดไม่ครบได้ มนสิการ คือ การจัดการ จัดแจง หรือการทำใจในใจ ต้องศึกษาฝึกฝนในขณะลืมตา แต่ถ้าหลับตาทำใจในใจ นั้นไม่ใช่ทางเอก ถ้ามีสัมมาทิฏฐิก็ใช้เป็นอุปการะได้ คนที่ฝึกฝนได้แต่เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระก็มีใน บุคคล 4 สงบแบบพุทธ คื อกิเลสตายสนิท ไม่ใช่สงบนิ่งเฉย ไม่ทำอะไร ดับหมด อันนั้นไม่ใช่สงบแบบพุทธ บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ บุคคลผู้ได้โลกุตระ แ ต่ไม่ได้เจโตสมถะ บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ โยนิโสมนสิการ เป็น แสงอรุณก่อนจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ถ้าไม่มีแสงอรุณ จะทำมรรคองค์ 8 ไม่ได้ หรือ ทำแบบผิดๆ แสงอรุณ คือ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนมีพระอาทิตย์ (มรรคองค์ 8 ) ต้องรู้เจตนาว่า เป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าแจกเจตนาออกเป็น 3 (ตัณหา 3 ) ใน วิญญาณ คือธาตุรู้ ซึ่งจะต้องเรียนธาตุรู้ที่เป็นเครื่องอาศัยในชีวิต จับวิญญาณแล้วแยกแยะอกุศลเจตนาออก แล้วกำจัดมันเลย แต่ถ้าเป็นกุศลเจตนาก็ให้มันเจริญไป การทำใจในใจ จึงไม่ใช่ว่า ดับตะพึด ดับจิตไม่ให้รับรู้อะไร ต้องเปิดทวารจึงรู้วิญญาณๆได้ซึ่งมันจะมีเจตนาแฝงอยู่ เป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งท่านแจงเจตนาหรือตัณหาเป็น 3 อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ที่ท่านทั่วไปแปล วิภวตัณหา ว่าไม่อยากมี ไม่อยากได้ ซึ่งแปลอย่างนั้นมันจะไม่มีสภาวะที่อยากกำจัดตัณหา ซึ่งอาตมาแปล วิภวตัณหา ว่า ตัณหาล้างภพ ตัณหาไม่มีภพ คือ กำจัด กามภพ ภวภพ วิภวภพ ล้างให้หมด ซึ่งคนเราถ้าไม่ตั้งใจทำอะไร ไม่ปราถนาอะไร เฉยๆ ไม่มีทิศทาง มันจะไม่เข้าเรื่อง มันปฏิบัติไม่ได้ อาตม าต้องตำหนิ คนเขาก็ว่า อาตมา ว่าเขา ซึ่ง อาตมา ก็ไม่ได้เลี่ยงว่า ข่มว่าตำหนิจริง แต่สิ่งที่ตำหนินั้นที่คนเขารับไม่ได้ เพราะตำหนิแล้วไปถูก อาตมาตำหนิถูก ไปกระทบคนที่เป็นอย่างที่ อาตมา ว่า ซึ่งมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม นับถือว่า เป็นครูบาอาจารย์ที่นับถือกันในสังคม อาตมาไปค้านแย้งเหมือนว่า ใหญ่มาจากไหน ไม่มีอะไรรองรับ ไม่มีหลักประกัน ก็เลยยิ่งหนักหนาสาหัส ก็เข้าใจรายละเอียดดี ก็ทำอย่างถนอมตัว ถ้าไม่ถนอมตัว ดีไม่ดีก็ตายไปแล้ว ขนาดพระโมคคัลลานะ ช่วยพระพุทธเจ้าสร้างศาสนา ยังต้องตายด้วยศัตรูผู้ไม่ชอบใจที่ท่านไปแสดงธรรม มาฆ่าท่านให้ตาย อาตมา ก็ต้องพยายามเจียมเนื้อเจียมตัว พยายามทำงานไป ระมัดระวัง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย เจตนาที่เป็นกุศลเจตนา เราก็ใช้อยู่ เป็น วิภวตัณหา เป็นตัณหาไม่มีภพ ก็บอกอย่างเต็มๆว่า อาตมา มีวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ไม่มีภพแล้ว เขาก็ตู่ว่าอาตมาต้องตกนรก เพราะรู้และสอนผิดๆ ซึ่งอาตมาก็รู้ว่า ใจที่มีอกุศลเจตนานั่นคือนรก แต่ อาตมา รู้ใจตนว่า มี นามรูปปริเฉทญาณ รู้วิจัยจิตตน ว่ามีกุศล-อกุศลเจตนา เมื่อผัสสะ เขาติเตียนมา หรือผัสสะกับทวาร 5 ก็ต้องรู้จักวิญญาณ เพราะนามรูปเป็นตัวชี้บ่งความเป็นวิญญาณ ซึ่งวิญญาณหรือนามรูป ก็อันเดียวกัน แต่ว่าต่างสภาวะกันเล็กน้อย เราต้องรู้สิ่งอาศัยคืออาหาร 4 ที่มีลักษณะของกิเลสหลักคือ ต้องกำหนดรู้ เบญจกามคุณในกวฬิงการาหาร การสังวรสำรวมในเรื่องอาหาร ท่านเรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา คนเราต้องกินทุกคน จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ต้องกินอาหาร จะต้องรู้ ความเมา (มัตตะ) เราต้องรู้ว่า เราเมาอาหารหรือไม่ เมาก็คือ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ว่าเรากินอย่างมันมอมเมาเรา หรือเราอยู่เหนือมัน ซึ่งมันจะมอมเราว่ากินอาหารอย่างกาม หรือกินอย่างอัตตา กินอาหารอย่างอวดอ้าง เช่น ฉันว่ากินของแพง กินหรู กินของหายาก อาหารธรรมดาไม่กินก็สร้างอัตตา แต่ถ้าไปติดรูป รส กลิ่นในอาหารก็สร้าง กาม อาหาร คื อ คำข้าว ไม่ใช่หมายเอาว่า ข้าวอย่างเดียว แต่คือทุกอย่างที่บริโภค เมื่อผัสสะก็ต้องรู้เจตนา เรากำหนดอ่านใน เบญจกามคุณ ที่เป็นผีใหญ่ ที่เกิดจากการกระทบสัมผัส ทางทวาร 5 แล้วเราก็แจก เวทนาเป็นเวทนา 3 (สุข-ทุกข์-อทุกขมสุข) แล้วก็แจกตัณหาเป็น 3 (กาม-ภว-วิภวตัณหา) ต้องอ่าน นามรูป ให้ออก คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เวทนา เกิดมาจากสังขาร เมื่อสังขารปรุงแต่งก็เกิดเวทนา ถ้าได้สมใจก็สุข เป็นเทวดาสมมุติเทพ ถ้าไม่ได้สมใจก็เป็นสัตว์นรก เป็นผี ท่านแจกเวทนาเป็น 108 ชาวอโศกเราไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ตั้งศีลไม่กินเนื้อสัตว์ เมื่อสัมผัส ก็เกิดความอยากเป็นตัณหา แต่ถ้าเราตั้งศีลแล้ว ถึงอยากก็ไม่ให้ งดเว้น เว้นขาด พอไม่ให้ก็เห็นอาการของตัณหา ที่มุ่งมั่นอยากได้อยากกิน เมื่อเห็นอาการก็พิจารณาว่า ไม่เที่ยง เอาอย่างอื่นแทนได้ตามโภชนาการ แล้วเราก็ปหาน 5 หรือทำวิปัสสนาวิธี คือ พิจารณา แต่ไม่ใช่แค่คิด ดูเหตุแห่งทุกข์ว่า มันไม่เที่ยง แล้วมันก็พาเราทุกข์ยาก พาไปเสาะแสวงหา เช่น อยากกินส้นตีนหมี เขาบอกว่า กินตีนหมีชั้นหนึ่งเลย อยากกินหัวใจเสือ สมองลิง กิเลสพาหลงเลอะเทอะ อาหารที่เขามาปรุงแต่งหลอกล่อ มันอร่อยก็ตาม มันก็หลอก คุณกินอร่อยเมื่อใดก็ถูกหลอกทุกอร่อย ถูกหลอกทุกตัว ความอร่อย คือ สิ่งที่เป็นกาม เป็นตัณหาอุปาทาน เป็นกิเลสที่เราต้องล้างมันคือเหตุแห่งทุกข์ มันคือความโง่ของเรา พอล้างได้ มันจะมี หรือ ไม่มีก็ได้ แม้มีก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แม้ไม่มีก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ใครสามารถปฏิบัติได้ มีเนื้อสัตว์เราก็ไม่สุขไม่ทุกข์ กินก็ได้ไม่กินก็ได้ แต่ถ้าเลือกได้ เราก็ไม่กิน เพราะเนื้อสัตว์มีโทษมากกว่าประโยชน์ มีวิจัยทั่วโลกดูได้ เมื่อเราตั้งใจเลิกเนื้อสัตว์ ดูในสังคมเราก็ต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ ถ้าสัมผัสแล้ว ถ้าเรายังมีกามตัณหา ถ้าดับกิเลสข้างนอกได้ ก็เหลือแต่ภวตัณหาอยู่ในใจ ข้างนอกวางได้สบาย ไม่ทุกข์ไม่ยาก แต่มันมีรูปตัณหา ในจิต ผู้ที่ล้างกามตัณหาก็เข้าสู่ภูมิอนาคามี ถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์เราก็อยู่ในสังคม เจอเนื้อสัตว์ ก็ต้องพิจารณาว่า ถ้าไม่กิน เราตายไหม มันพาเราเป็นภาระไหม ทั้งที่มันมีให้เรากินมากมาย ถ้าปัญญาไม่มีก็ว่ามังสวิรัติหากินยาก ทำไมฉลาดน้อยจัง ข้าวเปล่าก็มัง สวิรัติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กินข้าวสุกกับขนมสด กินข้าวกับผลไม้บ้าง ถ้ายังต้องติดในรสบ้าง เยอะแยะมีมากในสังคม มันมีมากกว่าเนื้อสัตว์ด้วย เช่น ขนมมีมากกว่าอาหารหวานคาว แต่เพราะคุณไปติดสิ่งที่เรียกว่า อาหารคาว ถ้ากินข้าวกับขนมก็ไม่ได้ติดยึดในอาหารคาว เมื่อมีผัสสะ จิตเรามีกิเลสตัณหา ตัวแรกคือ กามตัณหา เป็นตัวแรกของ มโนสัญเจตนา เลย เราต้อง ปหาน มัน ว่ามันไม่เที่ยง มันไม่ตายหรอก ถ้าเราตามใจมัน เราก็ทุกข์ไม่รู้จบ เราต้องมีสัมมัปปัญญา เห็นว่ากิเลสไม่ใช่ตัวตน รสสุขก็ไม่ใช่ตัวตน เป็นตัวปลอมที่คุณนิมิตมันเอาเอง ต้องอ่านนิมิตของกิเลสของความอร่อย(อัสสาทะ)หรือสุขเวทนา มันไม่มีจริง พิสูจน์ไป ถ้าพิสูจน์เห็นจริงว่า ไม่มีตัวตน จะเห็นความจางคลายความดับของอาการสุข อาการทุกข์ เมื่อกิเลสหมด สุขก็หมด ทุกข์ก็หมด อัสสาทะก็ลดลง จนไม่มีในจิต คือ ไม่มีตัวตน คือ อนัตตา เห็นไตรลักษณ์ ต้องเห็นอย่างสภาวะจริง เห็นว่ามันไม่จริง รสสุข รสอร่อย อัสสาทะไม่มีจริง มันจะรู้สึกว่าจริงก็คือตอนสัมผัส การจะเกิดญาณปัญญาที่จะรู้ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ ถ้าเราไม่มีเหตุที่ต้องได้ต้องมีต้องเป็น คือหมดตัณหาอุปาทาน จะเห็นว่าเราเบาภาระ ตัวอนิจจังก็หายไป มันก็อยู่กลางๆ เฉยๆ มีก็เฉยไม่มีก็เฉย สุขแบบสงบไม่บำเรอกิเลส เป็นปรมังสุขขัง ยิ่งกว่าสุข เราจะเข้าใจว่า โลกียสุขต่างกับโลกุตรสุข เพราะเราได้ศึกษาเวทนา 108 คือ มโนปวิจาร คือ สภาวะของจิตที่มันนึกคิด ให้เรามีความหนัก ความวุ่นวาย จนมันหมดแล้วมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ใน มโนปวิจาร มีเวทนา 3 คือ สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์ และเมื่อเรากำจัดเหตุ มันก็ไม่สุขไม่ทุก ข์ ในทุกสัมผัส การลดละเหตุได้ การไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่า กิเลสดับ เรียกว่า นิโรธ ซึ่งเกิดในขณะมีผัสสะ ผัสสะดับ โดยไม่ใช่ไปดับผัสสะ หรือปิดกั้นไม่ให้มีผัสสะ แต่เป็นการดับ ราคะ นันทิ(เพลิดเพลิน) ตัณหา(ทะยานอยาก) ที่มีอยู่ในผัสสาหารนั้น คือเราต้องมีเครื่องอาศัย ที่จะมี ราคะ นันทิ ตัณหาปนมา เราก็ดับตัวนี้ ถ้าราคะ นันทิ ตัณหาดับ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงามในอาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม(วิญญาณผีดับ) ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้ แต่รู้ด้วยสัมมัปปัญญา และไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป และไม่มีการเจริญของสังขารที่มีเหตุพวกนี้ปรุงแต่ง แต่มีแต่สังขารอย่างยิ่ง และย่อมไม่เกิดในภพใหม่ต่อไป สรุปคือเรากำจัด ล้างตัวเหตุได้หมด อาการทางเราที่เป็นมโนปวิจารที่เกิดจากการกระทบสัมผัสทางทวาร 6 ก็จะอ่านชัดว่า เมื่อกระทบแล้ว มีตัวเหตุที่พาทุกข์คือ กาม พยาบาท เมื่อรู้เหตุแล้วก็กำจัดเหตุที่จะมาปรุงแต่งร่วมด้วย เล่ม 16 ข้อ[43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก (โลกสมุทัย) ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบาย อุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ แม้ผู้ที่ หมดอาสวะแล้วเป็นขีณาสพ ก็ยังมี ทรถา (ท่านผู้รู้แปลว่าความกระวนกระวายใจที่ยังมีขันธุ์ 5 อยู่) ก็คือ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องอาศัยอายตนะอยู่ ภาวะที่ไม่มีหรือ นิโรธ เราต้องชัดเจนแม่นว่าจะต้องกำจัดอะไรให้ไม่มี เมื่อได้แล้วอย่าง นิจจัง ธุ วัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง คือ เที่ยงในความไม่มีซึ่งกิเลสตัณหา อุปาทาน
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ช่วยอธิบายต้น-กลาง-ปลาย ของ บุคคลาธิษฐาน คืออะไร พ่อครูว่า… คือ เอาบุคคลเป็นที่ตั้ง เช่น ยกชี้บุคคล ตัวตนให้รู้ซึ่งเป็นสมมุติสัจจะ ถ้าเป็น ธรรมฐิษฐาน คือ เอานามธรรม เอาปรมัตถ์ไม่เกี่ยวกับตัวตนบุคคลเราเขา แต่บุคคลาธิษฐานจะเอาตัวตนบุคคลเราเขา มายกอ้าง เช่น ท่านยกผีเทวาดาว่า มีรูปร่างเหมือนคน แต่ที่จริง ลีลาของนามธรรม ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ไม่มีรูปร่าง แม้จะเรียกว่า เทวดา ก็คือ ความสุข ไม่มีรูปร่าง อ่านได้ด้วยอาการลิงค นิมิต อุเทส ถ้าไม่เข้าใจก็อ่านไม่ได้ ก็ไปปั้นรูปในจิตเป็นเทวดา ผี สัตว์นรกก็ไปติดเป็น มโนมยอัตตาในจิต เป็นของปลอม แทนที่จะเรียนรู้ ธรรมาฐิษฐาน ในขณะที่มีผัสสะ จะได้เรียนรู้อาการเทวดา ผีในตน กำจัดผี ก็เป็น เทวดาอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ ได้ในที่สุด ซึ่งคนเรามีความเคยชิน ติดเป็นรูปเป็นร่างซะเยอะ เราใช้นิมิตพอรู้ว่า อะไรเป็นอะไร พอเราหมดกิเลสไปตามลำดับ จะเห็นความหมดกิเลส เห็นอาการผี เทวดาอย่างไม่ต้องเป็นตัวตน แต่ใช้อาการลิงค นิมิต อุเท ส รู้ อาเทสนาปฏิหาริย์คืออะไร อิทธิปาฏิหาริย์คืออะไร พ่อครูว่า… ในปาฏิหาริย์มี 3 อย่าง 1 . อาเทสนาปาฏิหาริย์ คือ เหนือมนุษย์สามัญแต่เป็นโลกีย์ สามารถใช้พลังงานจิตไปหยั่งรู้อะไร นอกตัวได้ 2 . อิทธิปาฏิหาริย์ คือ ความสามารถเหนือมนุษย์ เดินน้ำ ดำดิน หายตัวเป็นต้น ซึ่งทั้งสองอย่างพระพุทธเจ้ารังเกียจ ไม่ถือว่าเป็นคุณสมบัติของอาริยะของพุทธ แต่ท่านที่เป็นอาริยะนั้น ท่านอาจได้ฝึกมาก็จะมีบ้าง แต่ท่านก็ไม่ไปใช้ พระพุทธเจ้าท่านใช้บ้างในการปราบมาร แต่ในยุคนี้ยิ่งไม่ต้องใช้เลย มันจะมีเองตามธรรมบ้าง ส่วนปาฏิหารย ์ ที่ต้องมีและสำคัญที่สุดเลยคืออันที่ 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ สอนให้บรรลุธรรม สอนธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ทำได้ตรงธรรม ทำได้แล้ ว จึงเป็นปาฏิหาริย์ เช่น ศีล 5 ทำได้ก็เป็นปาฏิหาริย์ หากได้แค่กายกับวาจาก็เป็นได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าได้ทั้งใจเลย ยิ่งปาฏิหาริย์ ในศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ศีลข้อ 2 ก็สละของส่วนตัวออกจนไม่ต้องมีของตัวตนเลยได้ยิ่งดี ศีลข้อ 3 ยิ่งหมดกามได้เลยยิ่งดี ศีลข้อ 4 ก็ให้มีแต่วาจาสัจ ศีลข้อ 5 ก็ให้หมดความเมาทั้งหลายได้เลย วิสุทธิ 7 มีที่มาอย่างไร 1 . สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล 2 . จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิตต์ 3 . ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ 4 . กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณ เป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย 5 . มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องรู้เห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง 6 . ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน 7 . ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ กล่าวคือ มรรคญาณ พ่อครูว่า ... ต้องใช้เวลาค้นดูก่อน ทำไมสมณะบวชมาตั้งหลายพรรษาถึงได้สึก ทั้งที่ผ่านการขัดเกลาอบรมฝึกฝนอบรมแล้ว อดทนอีก กลั่นกรองทั้งหยาบ กลาง ละเอียด บางรูปสึกอย่างหมดท่า บางรูปมีท่า ทำไมการฝึกไม่มีผลหรืออย่างไร พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าอยู่ทั้งองค์ยังมีสึก บางรูปทำลายศาสนาด้วย มันเป็นไปไม่ได้ มันมีรายละเอียดของอจินไตย ถ้าเรียกรวมก็อยู่ที่บุญบารมีของตน ผู้ใดฝึกฝนถึงขีดขั้นก็อยู่ได้ ผู้มาบวชเป็นเพศสมณะ แต่จิตใจไม่บรรลุธรรม แต่อยู่ในศีลในวินัย อดทน ท่านก็อดทนหน้านองน้ำตาอยู่ พระพุทธเจ้าก็เรียกว่า ทักขิเนยบุคคล คือ ผู้ที่เป็นโคตรภูบุคคล คือ ตัดหีนเพศมาสู่เพศพรหมจรรย์ จนกว่าจะมีโคตรภูจิต คือ จิตลด ละกิเลสเป็นโสดา บัน สก ิ ทาคามี อนาคามี อ รหันต์ มีโคตรภูญาณ คือ ญาณตัดโคตร คือ มันไม่เอาแล้วโคตรที่เราเลิกมาเป็นหีนเพศในอบายภพ กามภพ เราตัดแล้วมาได้แล้ว ก็บรรลุมาตามลำดับ มีญาณรู้ว่า จิตเราตัดขาด ขุดโคตรความเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์กาม สัตว์อบาย จนถึงรูปสัตว์ อรูปสัตว์ ก็ต้องพากเพียรดู อย่ามาลงโทษพ่อครู โทษแห่งการจาริกไปนานๆ จะเสื่อมจากธรรมที่บรรลุ ถามว่าถ้าบรรลุแล้วจะเสื่อมได้อย่างไร พ่อครูว่า… ถ้าบรรลุขั้นต้น ก็มีโอกาสเสื่อมได้ ถ้าไม่รักษาผล อย่ายึดในภาษาเป๊ะๆ ในโสดาบัน ถ้าได้แค่ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรมก็มีโอกาสแปรเปลี่ยนได้ แต่ถ้าไป นิยตะ หรือ สัมโพธิปรายนะ นั้นก็มีของจริงไม่ตกต่ำ ไม่อยาก ตอบ ปัญหาพ่อครูเพราะกลัวพ่อครูหยิบไม่ได้ และบางทีพ่อครูตอบยาว ปัญหาคือ ดิฉันอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องชาดก มี บัญญัติพหุโล ปริยัติพหุโล พราหมณ์มหาศาโล พ่อครูว่า… บัญญัติ คือ การสมมุติแต่งตั้งอะไรขึ้นมา ปริยัติ คือ ทฤษฏี พราหมณ์มหาศาโล คือ พราหมณ์มหาศาล ในยุคพระพุทธเจ้าเป็นยุคศาสนาพราหมณ์ท่านก็เรียกนักบวชว่า พราหมณ์ พวกมหาศาล คือ ผู้ที่เต็มไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ มีอำนาจศัก ดิ์ มาก ซึ่งฟังดูดี แต่ไม่มี ในยุคนี้ก็เรียกว่า พระมหาศาล คือ พระที่เต็มไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ถ้ามาเป็นพราหมณ์หรือพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบก็ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องไปพวกบัญญัติหรือปริยัติพหุโล คือ ผู้สะสมปริยัติมาก็ไปปฏิบัติก็จะบรรลุได้ มีช่วงที่มีงานในชุมชนอโศก แต่ผมก็ต้องทำงานต่อเติมบ้านของตน แต่มีคนมาถามว่าทำงานอะไรอยู่ ก็ตอบไปว่า ทำงานต่อเติมบ้าน พ่อครูว่า… ถ้ามีพลเมืองเพิ่ม มีทรัพย์สินเพิ่ม ก็ควรต่อเติม ถ้าเป็นไปเพื่อส่วนกลางไม่ใช่ส่วนตัว แต่ถ้าไม่มีพลเมืองเพิ่ม ไปต่อเติมทำไม ทำไมหนูกลัวผี และกลัวความมืด พ่อครูว่า… ผีมีสองอย่าง คือผีหลอกและผีจริง ผีหลอก หลวงปู่เห็นมาเยอะ ตอนเป็นฆราวาส หลวงปู่สู้กับผีมาเยอะ อยู่บนต้นไม ้ อยู่ศาลพระภูมิ ก็โง่ถูกผีหลอกไปตั้งหลายปี คือ มันปั้นอยู่ข้างในใจ เห็นรูปร่างเป็นมโนมยอัตตา จนกระทั่งผีไปแอบแฝงในศาสนาพุทธถึงขั้นรูปพรหม อรูปพรหม ผีจริงๆมีอยู่ในตัวคนทุกคนที่ไม่เป็นอรหันต์ ในอนาคามีเหลือรูปผี อรูปผี ส่วนโสดา บัน สก ิ ทา คามี ก็มีผีกามในส่วนที่ตนเหลือ ส่วนปุถุชนก็มีผีชั้นต่ำคือผีอบาย กิเลสชั้นต่ำคือผีชั้นต่ำ ไม่ต้องไปยุ่งกับผีนอกตัวตน มันเป็นผีหลอก ถ้ามาเรียนรู้ มีปัญญาแบบพุทธจะไม่เห็นผี ไม่กลัวผี ยกตัวอย่าง ถ้าผีมีตัวตนจริง ถ้าคนตายแล้วรักกันจะมาหากันไหม แล้วมาไหม? ถ้าอาฆาตกัน ตายไปจะมาฆ่ากันไหม ถ้ามีจริงก็หมดไม่เหลือ แต่นี่พอศัตรูตายไปก็โล่งเลย นี่แหละคือ มันไม่มีจริง ถ้ามีจริง มันมาแล้ว อย่าง สึ นามิ คนตายเป็นหมื่นคน กองซาก ศ พมากมาย ถ้าเป็นผี ก็จะมา บอกว่าฉันอยู่นี่ ฉันกองอยู่นี่ ตายอยู่นี่ แต่ว่าไม่เห็นมี มีแต่ผีหลอกที่เป็นมโนมยอัตตา พวกเราก็ไปปักกลดอยู่ข้างหลุมศพ ก็ไม่มี ทำไมกลัวความมืดเพราะมันไม่รู้ นึกว่าผีอยู่ในความมืด และในที่มืดอาจมีพิษมีภัย เช่นงูเป็นต้น แต่ไปสมมุติว่ามีผี จิตวิญญาณตายไปแล้วอยู่เดี่ยวๆไม่เกี่ยวกับใคร จะสวรรค์มีหลอกมีน้อย ส่วนมากเป็นนรกอยู่นาน เพราะเป็นอุปาทานติดยึดในอนุสัย ส่วนสวรรค์มันไม่มีผัสสะ มันปรุงแต่งกันเองได้น้อย ผีจริงๆคือจิตมีกิเลสของเรา ผู้ที่จะรู้จักผีที่แท้จริงคือพระพุทธเจ้ากับอรหันต์เท่านั้น นอกนั้นหลอกหมด น ามรูป คืออะไร พ่ อครูว่า… รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ รู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายคือมหาภูตรูป ส่วนข้างในคืออุปาทายรูป เราก็รู้ได้ อ่านอาการมันออกคือ นามรูป ต้องมีนามรูป ปริเฉทญาณ แยกนามรูปได้ การรู้อาการโลภ โกรธ หลงได้คือนามรูป เป็นผี หลงสุขก็เป็นเทวดา ไม่มีรูปร่างสีสัน รู้ด้วยอาการลิงคนิมิตอุเท ส มันมีความต่างกันแล้วเราต้องจำได้ มีนิมิต ถ้าเราชอบดูพ่อครู ชอบกราบสมณะสิกขมาตุ ชอบในอากาศเย็น ชอบทำกสิกรรม พ่อครูว่า… การชอบในกุศลไม่เรียกว่า กิเลสทีเดียว แต่ถ้าไปยึดว่าไม่มีไม่ได้ก็เป็นกิเลส เช่น ชอบขยัน จะเดือดร้อนทั้งตัวเองและผู้อื่นก็ไม่เหมาะควร ถ้ากิเลสจริงๆคือ ไม่ดี ไม่งาม เป็นโทษ สรุปคือไม่รู้หรือวิชชาว่า มันมีโทษ แต่ถ้าเป็นกุศลต้องรักษาไว้พออาศัย มนุษย์ต้องอาศัยกุศล ผู้ล้างกิเลสแล้ว ก็หมดบาป หมดกิเลส ทำแต่กุศล ล้างกิเลสไม่ให้เกิดอีก มีชีวิตทำแต่กุศลช่วยโลก เมื่อตากระทบรูปเห็นหญิงสวยก็รู้สึกชอบ ก็สุขทำอย่างไร พ่อครูว่า… เมื่ออ่านเวทนาชอบ ก็อ่านต่อว่าชอบอะไร ชอบถุงขี้ผูกโบว์ ซึ่งในตัวเรา สิ่งใดเสื่อมสลายก็คือ ขี้ทั้งนั้น ร่างกายก็สลาย สิ่งเสื่อมเป็นขี้ทั้งนั้น นี่เป็นเรื่องหยาบ มันชอบในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส บางคนก็ชอบคุณธรรม ความเก่งเป็นอัตตา ถ้าเรารู้แล้ว ก็รู้ว่าเป็นผู้สร้างประโยชน์ร่วมกัน ไม่ต้องไปชอบทางเพศ เพราะถ้าชอบแล้ว ก็จะมีชังด้วย ถ้าไม่ชอบไม่ชังก็มีแต่ความเกื้อกูลช่วยเหลือ สงสัยว่า พระพุทธเจ้ามีผมหรือไม่ ทำไมพระพุทธรูปมีผมต่างกันไป พระพุทธเจ้าโกนผมหรือไม่ พ่อครูว่า… ธรรมดาคนก็มีผม นอกจากหัวล้านเหน่งเลย พระพุทธเจ้าไม่หัวล้านก็มีผม คนก็ไปประดิษฐ์พระพุทธรูปไปตามใจตน ปั้นมาสมมุติไป และพระพุทธเจ้าโกนผมด้วย อย่าให้ยาวเกินองคุลี กิเลสเขาขณะที่ป่วยเหนื่อยอัตตาจัด แต่กิเลสก็ลดในขณะขวนขวายจนเหนื่อยได้ พ่อครูว่า… กิเลสไม่ลดหรอก แต่กิเลสแค่หมดแรงไป ไม่ทำงานเท่านั้น คนเราถ้าป่วยหรือเหนื่อยจะออเซาะ ต้องการคนเอาใจ ป่วยนิดก็ต้องการมาก เหนื่อยหน่อยก็ต้องการมาก เราต้องเรียนรู้สิ่งแฝงในนั้น คนที่เป็นเกย์มีวิบากอย่างไร มีโอกาสหายไหม พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านว่า กระเทยมาบวชนี่ให้สึก แม้รู้ทีหลัง กระเทยจริงๆนั้นจะเป็นเอียงข้างหญิง ชายเรียกเกย์คิง เกย์ควีน ก็คือผู้วิตถารเรื่องเกี่ยวกับเพศ ผู้ชายในธรรมชาติก็ต้องชอบผู้หญิง แต่ไปชอบผู้ชาย เพราะจิตที่ชอบเสียดสีหรือจริตจก้าน เพศ คือ เสพรสสัมผัสเสียดสี กระเทยจะแต่งตัวให้มีกามแสดงออกรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พวกนี้จะเก่งแต่งตัว ทำอาหารเป็นต้น ธรรมดาการสัมผัส เสียดสีในผู้หญิงผู้ชายก็เป็นธรรมชาติทางเพศ แต่ผู้ที่ไปยึดกิเลสหนัก วิตถารไม่ใช่เรื่องสามัญทางโลก ก็ไปสร้างการติดสัมผัสโดยแท้เลย เกินขอบเขตผิดเพี้ยน เกิดจากจิตที่ติดกามจัด ท่านจึงไม่ให้มาบวช เพราะมาบวชแล้วยุ่งวุ่น ถ้าวัดนั้นปล่อยให้กระเทยมาบวช ก็ปาราชิกทั้งวัดเลย ทั้งๆที่รู้ เขาก็ว่าผู้ชายด้วยกันไม่เป็นไรหรอก แต่เขาไม่เรื่องจิตวิตถารติดหนัก กระเทยจะฉลาดทางโลกได้ แต่ฉลาดทางธรรมยาก พาหุง 8 แปลอย่างไร พ่อครูว่า… เป็นบทแต่งของโบราณาจารย์ พวกเราก็ใช้สวดกัน เป็นภาวะของพระพุทธเจ้าที่ชนะทั้ง 8 อย่าง อาตมา เคยแปลขยายความเป็นหนังสือเล่มเล็ก จบ