340617 เมตตา ฝ่าทางตัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์378 KB
วันที่แก้ไข28 มีนาคม 2568
รายละเอียดจักร 4/วุฒิ 4, อาหาร 4, ผู้ไม่ปล่อยวางความดีที่ทำ, เราไม่สันโดษในกุศล บำเพ็ญเพียรไม่ระย่อ, จิตที่ประกอบเข้ากับการงาน, ความถนัดงาน, ความชอบงาน, ครูบาอาจารย์นักบวชในพุทธศาสนาที่หลงผิดยึดติดความสงบนิ่งเฉย, เราไม่พัก เราไม่เพียร, งานการเมืองสร้างระบบ เป็นไปไม่รอดเท่าการสร้างคน, พ่อครูก่อตั้งชุมชนสาธารณโภคีกระจายไปทั่วประเทศ, ธนาคารหากินกับการปล่อยเงินกู้และเก็บกำไรดอกเบี้ย แต่อ้างว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชน

เนื้อหาในไฟล์

340617 เมตตา ฝ่าทางตัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ

เมตตา ฝ่าทางตัน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2534 ณ พุทธสถาน สันติ อโศก

เราก็ปฏิบัติกัน เรียนกันโดยความหมาย แล้วเราก็เอาไปประพฤติจริง แล้วเราก็มาฟังธรรมกัน เราได้มีวัฒนธรรมอย่างที่เรามีกัน อย่างน้อยก็ทำวัตรเช้า นอนหัวค่ำ ตื่นตี 3 ทำวัตรเช้า ทำประจำเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวอโศก : ตื่นเช้ามา ตั้งแต่เช้านี่ก็เป็นวัฒนธรรมของพวกเรา ตื่นเช้ามาตั้งแต่ตีสามครึ่ง ผู้ที่ได้ฝึกปรือมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็น การตื่นตีสามครึ่ง มันเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับการหมุนเวียนอยู่ในชีวิต เรานอนแต่หัวค่ำ ไม่ดึกไม่ดื่นเหมือนกับชาวโลกเขา บางคนในโลก นอนดึกตื่นสายเป็นประจำ เพราะติดอบายมุข ชาวโลกเขานอน เดี๋ยวนี้เขานอนห้าทุ่ม หกทุ่ม ตีหนึ่ง ตีสองอะไรกัน พอเช้าเขาก็ตื่นสายๆ ตื่นโมงหนึ่ง สองโมงไปตามเรื่อง บางคนนอนตีสาม ไปตื่นเอาเที่ยง ก็หมุนเวียนกันไปอย่างนั้น เขาก็เลื่อนกันไปเรื่อยๆ เขาไปทำอย่างนั้น เพราะว่าเขาเอาเวลากลางคืนไปเป็นเวลาหาเงิน ไปเป็นเวลาเที่ยวเตร่ เป็นเรื่องที่มอมเมา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า ท่านก็เห็นแล้วว่ามันเป็นข้อผิดพลาด การเที่ยวกลางคืน การละเล่นอะไรต่ออะไร เขาก็ทำกันกลางคืน ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าก็มีเช่นนั้น จึงได้ตราขึ้นมาว่า การเที่ยวกลางคืน คือ เที่ยวไม่ได้สาระอะไรหรอกการออกไป ไม่ใช้เวลาหลับเวลานอนกลางคืน กลางคืนมันเป็นเวลาหลับเวลานอน แต่เมื่อไม่หลับไม่นอน ออกไปนี่ มันเป็นเรื่องไร้สาระที่เกิน ท่านถึงได้ตราว่า อบายมุข การเที่ยวกลางคืน ออกไปกลางคืน แต่ไปธุระก็ธุระนะ แต่ออกไปเที่ยวกลางคืนมันไม่ใช่เรื่อง มันก็เป็นเรื่องเลวร้

อ่านต่อ

าย เป็นมาแต่โบราณกาล ตั้งแต่สมัยไหนๆ หลายพันปีมาแล้วก็เป็น จะเห็นได้ประวัติศาสตร์ของจีนอย่างนี้เป็นต้น ก็มีลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เป็นการผิดพลาดมาแต่ไหนๆ พระพุทธเจ้าถึงได้ตราไว้ กลางคืนก็เป็นเวลาหลับเวลานอนพอเหมาะพอควรแล้ว ไม่ต้องออกไปเที่ยวไปเตร่อะไร สมัยโบราณ ไม่ค่อยมีไฟฟืนอะไร ก็ไม่สมบูรณ์เหมือนอย่างสมัยนี้ มันก็ไม่ค่อยได้อยู่กันดึกเท่าที่เราอยู่ด้วยซ้ำ แต่ก็อยู่อย่างพอเป็นไป สรุปแล้วก็ เรามีระบบวัฒนธรรมกันว่า นอนแต่หัวค่ำ ไม่มีเรื่องมีราว ไม่มีความจำเป็นอะไร เราก็ไม่ต้อง ถึงอยู่เราก็อยู่ทำงาน เราไม่ได้ไปเที่ยว เราอยู่เกินกว่าสามทุ่ม หรือว่าอยู่นานดึกไปหรือบางทีอยู่ยันรุ่งอะไร เราก็ไม่ได้ไปเที่ยว เราทำงาน เราอยู่ที่บ้านที่เรือนอะไร เราไม่ได้ไปเที่ยวกลางคืนที่ไหน มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่เราจะสร้างจะสรรอะไรตามกาลเวลา แต่จริงๆ แล้วก็คือเวลาพักผ่อน กลางวันเราก็ทำงาน ตื่นแต่เช้าอย่างที่เราได้เป็นไป ผู้ฝึกปรือดีแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ตื่นก็ได้ คนที่นอนดึกตื่นสายจนเคยชินเป็นนิสัย เป็นอุปาทาน แต่ก่อนนี้มีอุปาทาน เพราะมาตื่นเช้า ทั้งๆ ที่รีบนอนตั้งแต่หกโมงนะ หกโมงเย็นนอนแล้ว แล้วก็ตื่นตีสามครึ่ง หกโมงเย็นนอนแล้ว มันก็รู้สึกง่วงอยู่เลย เพราะมันมีอุปาทานว่า เอ๊! เราไม่ได้ตื่นเช้า เราไม่เคยตื่นเช้า ทั้งๆ ที่นอนตั้งมากชั่วโมง คิดดูซิ นอนตั้งแต่หกโมงเย็น ไปจนกระทั่งถึงตีสามครึ่ง นี่มันกี่ชั่วโมงล่ะ ปาเข้าไปเก้าชั่วโมงครึ่ง ใช่ไหม เก้าชั่วโมงครึ่ง นอนเก้าชั่วโมงสิบชั่วโมง มันก็ยังรู้สึกว่าง่วงนั่นแหละ ใครที่มาประพฤติปฏิบัติแล้ว จะรู้สึก จะเห็นได้ว่านี่ มันเป็นเรื่องอุปาทาน เป็นเรื่องที่เราเคยชิน เราเคยติด แล้วเราก็ พอมาตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง ก็เลยรู้สึกว่ามัน เอ๊! เรามันนอนผิดเวลา แล้วมันตื่นผิดเวลา ทั้งๆ ที่นอนก็ไม่ได้น้อย ก็มาก เมื่อเวลาเรามาฝึกจนกระทั่งปล่อยคลาย จนกระทั่งเห็นความจริงว่า พักผ่อนควรตามเวลาอันควร แล้วเราก็ตื่นมา ก็ดีแล้ว นานเข้า จนกระทั่งเห็นจริงเห็นจังชัดเจน จิตวิญญาณ ปัญญา ปัญญิณทรีย์ ปัญญาผล ก็ดี ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาผล ก็ดี ซึ่งเป็นตัวสำคัญในชีวิตมนุษย์นี่ ซึ่งมาจากจิตวิญญาณนะ พวกศรัทธา ศรัทธินทรีย์ หรือว่า อินทรีย์ 5 / พละ 5 นี่ มาทางจิตวิญญาณ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มาทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของทางรูปธรรม เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เมื่อมันได้สั่งสมได้ประพฤติเข้าดีจริงๆแล้ว เราก็จะลงตัว เราจะเป็นไปได้อย่างดีนะ อินทรีย์ 5 / พละ 5 คือความมีอำนาจ มีพลัง กระทำเพื่อความหลุดพ้น คือ ธรรมะมีกำลังขึ้นเป็นใหญ่ในจิต เมื่อทำให้เจริญมากๆ ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ 1. สัทธา(มีความเชื่อมั่นเป็นอำนาจเป็นพลัง / ความเชื่อที่ปักมั่นยิ่งขึ้น เป็นสัทธินทรีย์ ฯ) 2. วิริยะ (มีความเพียรเป็นอำนาจเป็นพลัง /ความเพียรที่มีพลังขึ้น เป็นวิริยินทรีย์ ฯ ) 3. สติ (มีความระลึกรู้ตัวเป็นอำนาจเป็นพลัง /ความระลึกรู้ตัวแววไวขึ้น เป็นสตินทรีย์ ฯ ) 4 สมาธิ (มีจิตตั้งมั่นเป็นอำนาจเป็นพลัง / ความมีจิตตั้งมั่นแข็งแรงเป็นฌานยิ่งขึ้น ฯ) 5. ปัญญา (มีความรู้แจ้งเป็นอำนาจเป็นพลัง / ความรู้จริงในความจริงแห่งธรรม ฯ)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ไม่มีแก่ผู้ใดเสียเลยโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นคนภายนอก ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน.

(พระไตรปีฎก เล่ม 19 "สัทธาสูตร" ข้อ 1011-1015, เล่ม 22 “วิตถดสูตว" ข้อ 14)

จักร 4/วุฒิ 4 - ทำวัตรเช้า พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษ : แม้ทำวัตรเช้า เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา เราก็ได้มาพบสัตบุรุษ มาได้ฟังธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของ จักร 4 เป็นเรื่องของการเจริญ เป็นเรื่องของการดำเนินไป จักร 4 คือธรรมที่นําไปถึงความเป็นใหญ่ เปี่ยมสมบัติ ดุจล้อหมุนนํารถไปถึงที่หมายสําเร็จ 1. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะควร) 2. สัปปุริสปัสสยะ (การคบกับสัตบุรุษ คือคบคนที่มีความคิดเห็นถูกต้อง) 3. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้อย่างถูกต้อง อย่างชอบธรรม) 4. ปุพเพกตปุญญตา (กระทําบุญลดกิเลสไว้ก่อน ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำแล้วในปางก่อน ไว้เป็นที่พึ่งอาศัย) (พระไตรปิฎก เล่ม 20 “จักกสูตร” ข้อ 31)

วุฒิ 4 หรือ วุฑฒิธรรม 4 คือ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ คุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม คุณธรรมเพื่อความเจริญด้วยปัญญา ได้แก่ 1. สัปปุริสสังเสวะ (คบสัตบุรุษ เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม เอาใจใส่เล่าเรียน หาความรู้จริง) 3. โยนิโสมนสิการ (ทำในใจโดยแยบคาย, คิดหาเหตุผลโดยถูกวิธี ) 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม) ธรรมหมวดนี้ ในบาลีที่มา เรียกว่า ธรรมที่เป็นไปเพื่อ ปัญญาวุฒิ คือ เพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา (พระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 2348)

จักร 4 ก็อยู่ในสิ่งแวดล้อม “ปฏิรูปเทสวโส” แล้วก็ได้พบสัตบุรุษ “สัปปุริสปัสสยะ” ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ส่วน วุฒิ 4 นั้นก็มีนั่นแหละ ได้ฟังธรรม “สัทธัมมัสสวนะ” กับ ได้พบสัตบุรุษ “สัปปุริสสังเสวะ“ มันเหลื่อมๆ กันอยู่ วุฒิ 4 กับจักร 4 ไอ้เรื่องพยัญชนะของวุฒิ 4 กับจักร 4 ที่ว่า พบสัตบุรุษ นั้นนะ พยัญชนะบาลี มันคนละตัว แต่ว่านัยมันก็อันเดียวกัน คือ เราได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ วุฒิ 4 นี่ ฟังธรรมกับคบกับสัตบุรุษ หรือคบสัตบุรุษและได้ฟังธรรม นั่นแหละ ก็อันเดียวกันนั่นแหละ ปฏิรูปเทสวาโส : ใน ปฏิรูปเทสวาโส นั้นก็คือสภาพสิ่งแวดล้อม สภาพที่สถานที่ควรอยู่ สถานที่ควรอยู่ อันสมบูรณ์ไปด้วยเสนาสนะ สมบูรณ์ไปด้วยบุคคล สมบูรณ์ไปด้วยอาหาร สมบูรณ์ไปด้วยธรรมะ ในสถานที่ควรอยู่ มี “มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี” มีทั้งสถานที่อันพอเหมาะพอสม มีทั้งบุคคล บุคคลที่จะยังเป็นมิตรดีกันนั่นแหละ บุคคลที่จะช่วยเหลือเฟือฟายกัน แล้วก็มีทั้ง “อาหาร” ทุกวันนี้ยิ่งชัดนะ อาหาร …

อาหาร 4 ในชุมชนชาวอโศก มีให้ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติ : กวฬิงกราหาร : อาหาร ตั้งแต่ กวฬิงกราหาร เลย ตั้งแต่สภาพที่คำข้าว ที่กินเข้าไป เข้าปากลงท้อง ไปเลี้ยงขันธ์เลี้ยงกาย ผัสสาหาร : ในพวกเราก็มีผัสสาหารอันพอเหมาะ ไม่ได้จัดจ้าน ไม่ได้มีกาม ไม่ได้มีโลกธรรมอะไรจัดจ้านนัก เป็นสภาพของผู้ที่เจริญ เป็นสภาพของสังคมสิ่งแวดล้อม มีระบบมีอะไรต่ออะไรที่หมุนเวียน ซึ่งจะทำให้ชีวิตของพวกเรามีพฤติกรรมที่ดียิ่งขึ้น เจริญยิ่งขึ้น สุภาพยิ่งขึ้น สุภาพแล้วก็มีสภาพที่สงบระงับประณีต สุขุมประณีต ดียิ่งขึ้นๆ

อาหาร 4 (เครื่องยังสัตว์ให้อยู่ได้) 1. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว / ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2. ผัสสาหาร (อาหารคือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4 วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูปอันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) (พตปฎ. เล่ม 16 "ปุตตมังสสูดร" ข้อ 240-244) ผัสสาหารจากการขัดเกลากันเองของคนในชุมชนชาวอโศก : ถ้าพวกเราไม่สังวร มันจะหยาบ มันจะไม่ได้ปรับอันที่เจริญขึ้น มันก็ไม่เจริญ เรามอง เราเพ่ง หรือว่าเรากระทบสัมผัสกันนี่ เราจะติงจะเตือนกันเอง จะรู้สึกว่าพวกเรานี้ คนหยาบๆ เข้ามา จากข้างนอก คนใหม่ๆ นี่เข้ามานี่ พวกเราจะไปติงเขา เตือนเขา จนบางคนนี้เขารู้สึกว่าแรง จนเขาเข้าอยู่ไม่ได้ เข้ามาที่นี่ก็โดนติ โดนเตืยน โดนอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วในเบื้องต้นๆ นี่ คนข้างนอกเขามีกิริยา มีพฤติกรรมอย่างโลกๆ พอเข้ามาอยู่ในหมู่พวกเรานี่โดนแล้ว พวกเราจะรู้สึกว่า มันบาดหูบาดตา จะรู้สึกว่าไอ้นี้มันหยาบ มันไม่ใช่เรื่องของคนใน พฤติกรรมทางใน ข้างในผู้ที่อยู่ในหมู่ในกลุ่มของเรา เราจะรู้สึกอย่างนั้น แล้วเขาก็จะโดนว่า โดนติง อยู่ไม่ไหว มันแรง เราถือสากันมาก คนข้างนอกเข้ามาก็โดนติง โดนติกัน เหมือนกับเราถือสานี่ เราก็เลยว่าเขา เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ เขาเข้าใจไม่ไหว มันก็ไปไม่รอด ถึงในเราพวกในกันเองนี่ ผู้ที่เพ่งสูงขึ้น ผู้ที่เพียรสูงขึ้น ผู้ที่ได้ละเอียดขึ้น ยังมี “มานะ” ยังมี “อัตตา” อะไรอยู่เยอะๆ ก็จะมองหมิ่น มองกระทบ มองผู้ที่ยังไม่ปรับกายวาจาใจ ก็จะมองอย่างข่มๆ อย่างอะไรนี่ สภาพพวกนี้เป็นการขัดเกลา สภาพที่มีผัสสาหาร มีผัสสาหารจนกระทั่งเราจะเจริญทางจิตวิญญาณ เจริญขึ้นๆ จิตวิญญาณเราเจริญขึ้น ก็จะมีทั้งปัญญา มีทั้งการประมาณ มีความเป็นสัตบุรุษ มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ ได้สัดได้ส่วนขึ้นเรื่อยๆ สัปปุริสธรรม 7 คือธรรมของสัตบุรุษ (คนที่มีความเห็นถูกต้อง) ที่รู้องค์ประกอบทั้งหมด 1. ธัมมัญญู (เป็นผู้รู้ธรรม รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2. อัตถัญญู (เป็นผู้รู้สาระประโยชน์ รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) 3. อัตตัญญู (เป็นผู้รู้ตน รู้จักตนเอง) 4. มัตตัญญู (เป็นผู้รู้ประมาณ รู้จักประมาณจัดสรรสัดส่วน) 5. กาลัญญู (เป็นผู้รู้เวลาอันควร รู้จักกาลสมัย) 6. ปริสัญญ (เป็นผู้รู้หมู่คน รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) 7. ปุคคลปโรปรัญญู (เป็นผู้รู้บุคคล รู้จักบุคคลอื่น) (พระไตรปิฎกเล่ม 23 “ธัมมัญญสูตร” ข้อ 65)

มโนสัญเจตนาหาร : เพราะฉะนั้น ก็จะมี มโนสัญเจตนาหาร จะมีการกำหนดรู้ จะมีเจตนารมณ์ในการที่จะติติงก็ดี ประมาณการโดยรู้เรารู้เขา จะเกิดอภิญญาในใจ จะรู้สภาพของเจโตปริยญาณ จะรู้สภาพของความตื้นลึกหนาบาง จะรู้มีโยนิโสมสนสิการ แล้วก็มีการประมาณอะไรต่ออะไรได้ดี มีการรู้ผู้อื่น มีปรโตโฆษะ สามารถที่จะประสานเข้ากันได้ ยืดหยุ่นกันได้ ให้มีการขัดเกลาพอเหมาะ ไม่ใช่แรงไปจนทะเลาะเบาะแว้ง คนข้างในพวกเรานี่ มาอยู่ด้วยกันนี่ ยิ่งทุกวันนี้แล้วนี่ คนในนี้นี่ เป็นคนที่ได้ผ่านการอบรมฝึกฝน เป็นคนที่มีคุณภาพ มีการลดละ มักน้อย สันโดษมา เป็นคนพัฒนา เลี้ยงง่าย เลี้ยงไว้นี่ อาตมาพูดผสมเชิงเล่นๆ ไปหลายทีแล้ว จะกิน จะอยู่ อะไรก็สบาย ง่าย จะกินก็เหลือแต่ใส่รางให้กินเหมือนหมูเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ (ถาดมีล้อเลื่อน) เลื่อนมา มันเหมือนกับใส่รางเหมือนกันนั่นนะ เอาอาหารมา ก็เลื่อนไป แล้วคุณก็ตัก เราก็ตักกันกิน มันเหมือนกันกับเอาใส่รางให้หมูกินแล้วน่ะนะ ใกล้ๆ กันแล้วล่ะ โภชเนมัตตัญญุตา เป็นเรื่องลึกซึ้ง : เลี้ยงง่าย อาหารก็ไม่ต้องปรุงแต่งไม่ต้องอะไรมากมายเกินไปนัก ใครสังวรระวังได้ดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจริญในทางลดละทางโภชเนมัตตัญญุตาเจริญขึ้นเรื่อยๆ โภชเนมัตตัญญุตานี่ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งนะ กินอาหาร กินอย่างไม่มีการติดยึด ไม่มีการโง่ กินรู้จักสารัตถะ กินอย่างทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรง รู้จักธาตุสารอาหาร มีความรู้ทางโภชนาหารด้วยจริงๆ แล้วเราก็ประมาณกินกันอย่างเข้าอกเข้าใจ มีญาณ มีปัญญาอย่างแท้จริง ไม่ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่เป็นกาม ไม่เป็นภพ ไม่เป็นภวตัณหา ไม่เป็นกามตัณหาอย่างแท้จริง อาหารนี่ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ บอกแล้วว่า แม้แต่พระอรหันต์เจ้าบรรลุธรรมะแล้วก็จะต้องกิน หลายอย่างเราบรรลุแล้ว เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้อง ไม่ต้องไปสัมผัส ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไร นานๆ จรมา ผ่านมา พัดมา ประสบมากระทบสัมผัสทีหนึ่ง แต่อาหารนี่ ต้องกระทบทุกวัน อาหารการกินนี่ ต้องสัมผัสทุกวันต้องอยู่กับมันจนตาย ไม่กินอาหาร ไม่ได้ เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้า แท้ๆ ก็ยังต้องกินอาหาร ต้องมีอาหาร อาหารโดยเฉพาะกวฬิงกราหาร ต้องกินคำข้าวเข้าปากลงไปในกระเพาะ ต้องสัมผัสรูปรสกลิ่น สัมผัสอะไรของอาหารทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จะต้องรู้ จะต้องไม่มีกามในสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ได้ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรของมันจริงๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นรสของอาหาร เราก็ไม่ได้ติดในรสอาหารจริงๆ เลย อาหารอย่างใด มันเป็นรสของมัน มันก็เป็นอย่างนั้น เราก็เคี้ยวกลืนลงกระเพาะ ให้มันได้ปริมาณพอดิบพอดี ให้พอเลี้ยงขันธ์ เลี้ยงอะไรต่ออะไรไป วิญญาณาหาร : เราจะเจริญทั้งผัสสาหาร เจริญทั้งมโนสัญเจตนาหาร สั่งสมลงเป็นวิญญาณ ผู้มีวิญญาณอาศัยวิญญาณ วิญญาณาหาร อาหารก็เครื่องอาศัย ผู้มีวิญญาณที่เจริญได้อาศัย ผู้นั้นก็เป็นสุข มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข มีชีวิตอยู่อย่างวูปสโมสุขด้วยนะ อยู่อย่างเป็นสุข แล้วก็มีประโยชน์คุณค่า เป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ที่แท้จริง แล้วเราก็อยู่อย่างเป็นผู้ที่จะเป็นตัวอย่าง กายกรรมที่เป็นเมตตา วจีกรรมที่เป็นเมตตา มโนกรรมที่เป็นเมตตา จะเป็นคนที่มีตัวอย่างอย่างนั้นจริงๆ เมตตานี่ก็ไม่ใช่เมตตาเกินประมาณ ไม่ใช่เมตตาอย่าง แหม ไม่รู้จักเลือก ไม่รู้จักกาละ ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักขนาด จะมีเมตตาอย่างสัมพันธ์ มีกายกรรม กายกรรมอย่างไรเป็นอาการของเมตตา พวกเรานี่ยังไม่มีเมตตากายกรรม ไม่มีเมตตาวจีกรรมเพียงพอนะ ยังไม่เพียงพอ ยังรู้สึกว่ามันยังขี้เกียจที่จะแสดงออก หรือใจมันยังไม่จริง ใจมันยังไม่เมตตาจริง มันไม่ขวนขวายในการที่จะแสดงออก การแสดงออกนี่เป็นความจงใจ มีมโนสัญเจตนา มโนสัญเจตนาที่ไม่ใช่มุ่งหมายเพื่อตน แต่เพื่อผู้อื่น : มโนสัญเจตนานี้ ไม่ใช่ความอยาก ฟังดีๆ นะ มโนสัญเจตนาตัวที่สูงแล้ว ตัวที่เจริญ โดยเฉพาะมโนสัญเจตนาของพระอรหันต์นี่ มีเจตนา มีปารถนา มีความมุ่งหมาย เจตนามีความจงใจ จงใจกระทำอย่างนี้ โดยกาย โดยวาจา มันเกิดที่จิต มีการกำหนดมีสัญเจตนา มีการกำหนดที่จิต ที่มโน มโนสัญเจตนา มีการกำหนด มีการมุ่งหมายที่จิต ไม่ใช่มุ่งหมายเพื่อตัวเอง มุ่งหมายเพื่อผู้อื่น โลกานุกัมปายะ เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทำให้ชนเป็นอันมากนี้อยู่สุข เป็นอยู่สุข เป็นอยู่สุขอย่างที่เรียกว่า เขามีทุกข์อะไร เราจะเกื้อกูลเขา ตั้งแต่จะเกื้อกูลได้ทางวัตถุ เป็นวัตถุทาน ทำให้เขามีอภัยทาน หรือเรานั่นแหละเป็นผู้ที่ต้องทำให้เขาไม่เกิดภัย อภัยคือไม่ให้เกิดภัย ให้เขาไม่เกิดภัย ให้เขาได้เจริญจริงๆ โดยการช่วยอะไรก็ตามใจเถอะ แสดงออกทางกาย ช่วยทางแรงงาน เขาเจ็บ เขาป่วย เขาแก่แล้ว หรือเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเขาไม่ได้พอสมควรก็เป็นทุกข์ ก็เกื้อกูลช่วยเหลือนะ แม้กระทั่งถึงประคบประหงม แบกหาม ช่วยดูแลรักษา อุ้มชู ถ้าป่วยเจ็บก็ดูแลเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวอะไรก็แล้วแต่ เป็นการช่วยด้วยแรง ไม่ให้เขาเป็นทุกข์ ถ้าช่วยด้วยธรรมะ เป็นธรรมทานได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้เขาเกิดเจริญงอกงาม พัฒนาตนขึ้นเป็นมนุษย์โลกุตระได้ เป็นธรรมทาน ก็ต้องทำ แล้วก็อย่างยินดี เป็นผู้มีคุณค่าในโลก เป็นผู้มีประโยชน์ เป็นที่พึ่งของโลกอย่างพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นยอดที่พึ่งของโลก พระโลกนาถ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระโลกนารถ มีที่พึ่ง อาตมาพยายามที่จะย้ำ ที่จะเน้นในเรื่องเมตตาขึ้น จะให้พวกเราได้เกิดเมตตาขึ้นมากๆ ผลของเมตตานี่ มันจะเป็นการช่วยเหลือ จะเป็นการสร้างสรร พวกเรามันยังฟังเฉยๆ เมยๆ มันยังมีอัตตา มันยังมีตัวกูของกู กูได้เสวยสุขแล้ว กูก็ไม่ต้องอะไร ทุกวันนี้ก็ดูไม่ได้ไปเบียดเบียนใครนัก ก็รู้สึกว่า ประมาณนะ คนเรามาประมาณของตนน่ะ ในตนนี่ มันประมาณ เข้าใจเลยเถิดไปว่าคนอยากได้ความดี เป็นคนมีกิเลส : เราไม่ต้องไปขยันอะไรมากมายนักก็ได้ ขยันมากมายนัก ดูมุมก็เหมือนเป็นมุมถูกท้วงเหมือนกันนะ ถูกท้วงว่านี่มันอยากดี มันอยากได้ดี มันอยากได้ไอ้นี่เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ เป็นกุศล มันอยากได้กุศลมาใส่ตัวเอง มันอยากได้อะไรก็แล้วแต่ มันอยากได้ความดี พูดภาษาไทยๆ โลกๆ ง่ายๆ มันอยากได้ความดีน่ะ มันก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง นี่เป็นความ “เลยเถิด” ของคน ในพุทธนี่แหละ เข้าใจ “เลยเถิด” ไปว่าคนอยากได้ความดีเป็นกิเลส ไม่ใช่ โดยความซับซ้อน เราอยากได้ความดี หรือเราทำดีก็เป็นของเรา เป็น กัมมัสสโกมหิ ถ้าเราอยากได้ความดี แล้วเราก็กระทำดี กรรม 5 กัมมสกตา ความเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นกฎแห่งกรรมอันหนึ่ง คือทุกคนจำจะต้องรับผลกรรมที่ตนทำไว้ คือ กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ 1. กัมมัสโกมหิ : กรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน 2. กัมมทายาโท : กรรมเป็นทายาท เป็นทายาทรับมรดกกรรมของตน 3. กัมมโยนิ : กรรมเป็นกําเนิด มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด 4. กัมมพันธุ : กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เช่น พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร 5. กัมมปฏิสรโณ : กรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ (พระไตรปิฎกเล่ม 14 “จูฬกัมมวิภังคสูตร” ข้อ 580)

ศาสนาทุกศาสนาสอนอย่างนี้หมดแล้ว จงอยากได้ความดี แล้วจงทำดี ศาสนาทุกศาสนาไม่มีนิพพานเป็นอย่างนี้ ไม่ได้เป็นความผิด แต่ศาสนาพุทธลึกกว่าศาสนาอื่นตรงที่ว่า เมื่ออยากได้ความดี ก็จงลงมือทำความดี เมื่อทำความดีแล้วคุณก็ได้ความดี ไม่ใช่ความผิดหรอก แล้วก็ไม่ใช่อสัจจะ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ได้ ได้ เป็นกัมมัสสโกมหิ

กัมมทายาท เป็นมรดกของเราตลอดกาลนาน จนกว่าจะปรินิพพาน : ถ้าเรายังเวียนตาย เวียนเกิดอยู่ ก็เป็นกัมมทายาท เป็นมรดกของเรา ไม่มีใครแย่ง ไม่มีใครชิง ไม่มีใครปล้นไปได้ ไม่มีใครโกงไปได้ เรามีด้วยมรดกกุศลนี้ตลอดกาลนาน ถ้ายังวนเวียน ยังไม่ปรินิพพานเมื่อใด ก็ยังมีอยู่อย่างนั้นแหละ แต่สภาพที่เราจะวาง วางเป็นนิพพาน ซึ่งเราจะปรินิพพานได้ โดยไม่เหลือแม้แต่บุญแต่บาปนี่ อยู่ที่การฝึก อยู่ที่การเรียนรู้ของพุทธ พุทธเรียนรู้ว่า วางแม้แต่ “ดี” นี่ก็ไม่ใช่เรา “ดี” นี่ก็ไม่ติดยึด วางใจอย่างไร ปฏินิสสัคคะ สลัดคืน ของเราแต่เราต้องมีสภาพสลัดคืน มีสภาพปฏินิสสัคคานุปัสสี รู้ตาม รู้ตามเห็น เห็นอาการสลัดคืนทางนามธรรม ทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งว่า มันเป็นของเรา ถ้าเรายังมีรูป มีขันธ์ ถ้าเรายังวนเวียนเกิด มีร่างมีกาย ยังไม่สูญสลายหมดเลย ไม่มีอะไรอีกเหลือรูปนาม ขันธ์ 5 ไม่หมด ถ้าเรายังไม่หมดรูปนามขันธ์ 5 อย่างแท้จริงแล้วก็ เราก็ยังมีบุญ เราก็ยังมีกุศลนั้นเป็นของเราอยู่จริงๆ แต่ถ้าหมดเป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ โดยปรินิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ : อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หมายความว่า พระอรหันต์ตาย จะอรหันต์ธรรมดา จนถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโน่นแหละ ตาย แล้วตายด้วยตัวปรินิพพาน ตายด้วยการจบรอบ ตายด้วยการนิพพานรอบ อย่างวางปล่อยตัวที่สุด ไม่เกิดอีก ไม่มีอะไรเกิดอีก ไม่มีอะไรหยั่งลง ไม่มีอะไรหมุนเวียน ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อะไรอีก ไม่เข้าท้องพ่อท้องแม่อีก อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสโดยสำนวนนี้บอกว่า เราชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เราจะไม่มีการหยั่งลงสู่ครรภ์ใดๆ อีกแล้ว ตามที่ท่านตรัสของท่านเป็นคำขยายว่า ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์นี่ หมายความว่า ไม่วนเวียนตายเกิดแบบลงไปสู่ครรภ์มารดาอื่นอีก ไม่เวียนเกิดเป็นรูปธรรม มีรูปนามขันธ์ 5 อีกแล้ว ถ้ายังไม่หมดอย่างนั้น บุญ บาป วิบาก กุศล อกุศล ยังเป็นของผู้นั้นอยู่ ถ้ายังไม่ถึงขั้นปรินิพพาน แต่ต้องมีนามธรรมที่ได้ฝึกหัดปฏินิสสัคคะ สลัดคืน ปล่อยวางได้จริง นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งที่ศาสนาอื่นใดไม่มีจริงๆ มีในพุทธเท่านั้น ปรินิพพานอย่างนี้ มีในพุทธเท่านั้น แล้วฝึกให้จนได้ ผู้ฝึกถึงขั้นถึงขีดแล้ว ก็จะรู้ จะเห็นว่า อ้อ การมาวาง ดี ผู้ไม่ปล่อยวาง “ดี” จะถือดีเป็นมานะข่มเบ่ง แล้วยึดติดเป็นอัตตา เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ถ้าไม่วาง ถ้าไม่ปล่อยวางอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ฝึก แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคมต่อโลก ถ้าผู้ไม่ปล่อยวางดี มันจะเป็นพิษเป็นภัยต่อตนเท่านั้น ตนเองจะมีวิบาก จะถือดีเป็นมานะ อะไรต่ออะไรไปมาก ทั้งๆ ที่เราทำดีถือดีนี่แหละแต่มันไปเบ่ง มันไปข่ม มันไปจัด มันไปจ้าน แล้วมันก็ติดยึดเป็นอัตตา เป็นอัตภาพ ไม่วางเป็นที่สุด วนเวียนอยู่ ยังมีสังสารวัฏไม่จบสิ้นเท่านั้นแหละ

พระพุทธเจ้าท่านย้ำ “เราไม่สันโดษในกุศล บำเพ็ญเพียรไม่ระย่อ” : ในเรื่องทำดีนี่ มันดี แล้วพระพุทธเจ้าถึงได้ย้ำซ้ำลงไปอีกว่า เราไม่สันโดษในกุศล ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านไม่มีอะไรต่อ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย แล้วก็ปรินิพพาน จะไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีก ท่านตรัส แล้วท่านก็เจตนาอย่างนั้นจริงๆ ท่านได้ฝึกมาแล้ว วางได้แล้ว เป็นพระอรหันต์ธรรมดาที่อรหันต์ถึงรอบที่สุดจริงๆ ไม่เหลือเศษอนาคามี ถ้าเหลือเศษอนาคามี ก็ยังเหลือเชื้อที่ยังไม่สูญสลาย ยังเป็นนามธรรม แม้ไม่เวียนมาเกิดในกามภพ มันก็ยังมีสภาพนั้นอยู่ เป็นภพที่มันยังไม่หมดสิ้น แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ที่สามารถปฏินิสสัคคะฝึกปรือจนกระทั่งไม่เหลือเชื้อ ไม่เหลือเศษอะไร ปรินิพพานได้จริงทันทีทันควันทันใด ก็สามารถเป็นพระอรหันต์ปรินิพพานได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เป็นพระพุทธเจ้า จะไปกล่าวไยกับท่านว่าท่านจะไม่ปรินิพพาน ท่านปรินิพพานได้แน่นอน เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ท่านตรัสอย่างนั้นจริงแล้วก็หมด จบ เมื่อท่านปรินิพพานก็หมดจบ แล้วจิตที่จะละเอียดลอออย่างพระพุทธเจ้านั่น ท่านยังไม่สันโดษในกุศล ทั้งๆ ที่ท่านจะปรินิพานอยู่แล้ว ท่านตายแล้ว มันก็ต้องไม่มีอะไร แล้วกุศลของท่านก็มากพอในชาตินั้นนะ มากพอที่จะเสวยบุญ จะเฉยๆ เฉื่อยๆ ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก อย่างไรๆ ชาตินี้ก็จะปรินิพพานแล้วล่ะ ไม่ต้องขมีขมันอะไร ไม่ต้องขวนขวายอะไรหรอก เฉื่อยๆ เนือยๆ ไปให้มันจบชาติ ให้มันแก่มันเฒ่า แล้วเดี๋ยวมันก็ตาย แล้วท่านก็ปล่อยวางจริงๆ หมด ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่มีอกุศลวิบากที่จะทำให้ท่านทุกข์ร้อนอะไรเกินการหรอก ใช่ไหม กุศลของพระพุทธเจ้า ต้องมากพอที่จะคุ้มชีวิต แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังบอกว่า ท่านยังไม่สันโดษในกุศล ฟังดีๆ นะ อาตมาเอาเหตุปัจจัย เอาอะไรต่างๆ นานาพวกนี้มาเปรียบเทียบ มาวัดให้พวกเราได้เห็นว่า ทำไมเราถึงได้เป็นคนประมาท ทำไมเราถึงขี้เกียจ เราถึงเนือย อัตตาพวกนี้ซ้อนลึก ไอ้ความขี้เกียจ ความเห็นแก่ตัวนี่ มันซ้อนลึก เราเสียสละมาแล้วล่ะ เราเสียสละได้ขนาดนี้แล้ว เรายังจะเสียสละได้มากกว่านี้อีก เรายังมีความสามารถ เรายังมีแรงงาน เรายังมีเวลา เรายังมีความขวนขวาย ซึ่งมันก็ไม่เมื่อยเกินการนะ วันๆ หนึ่ง ไม่เมื่อยเกินไป เราจะหางานทำ เราจะมีความขวนขวาย เราจะมีการอุตสาหะวิริยะ พระพุทธเจ้าถึงได้เน้นตรงว่า เราไม่สันโดษในกุศล บำเพ็ญเพียรไม่ระย่อ ฟังสองตัวนี่ สองประโยคนี่เป็นตัวเข็น (อุปญฺญาสึ พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 227, เล่ม 20 ข้อ 251) เป็นตัวที่จะขันชะเนาะให้คนเรานี่มีประโยชน์คุณค่าอย่างประจักษ์ เป็นคุณค่าวิเศษที่ประจักษ์ พระพุทธเจ้าท่านประจักษ์ อาตมาก็เข้าใจ เข้าใจถึงเห็นความสำคัญอันนี้ อาตมานึกอันนี้ไม่ค่อยออกหรอก ไปเห็นในตำรา ไปเห็นในพระไตรปิฎกจริงๆ อุปัญญาตธรรมนี่ นึกไม่ออก อันนี้นะ สอง หัวข้อนี้ เห็นท่านสรณีโยมั้งโน้ตมาให้ใช่ไหม ดูเหมือนลายมือท่านสรณีโย อาตมาไม่ต้องค้นเองหรอก อาตมาเป็นนักค้นคว้าที่แย่มาก ท่านโน้ตมาให้ ว่า อุปัญญาตธรรม นี่ โน้ตแล้วก็ติดอยู่ในกระเป๋านี่ ที่จริงก็สัมผัสว่ามันสำคัญนะ นานแล้วนะ ก็อยู่ในเศษกระดาษพวกนี้ ไม่ได้เอาออกทิ้งล่ะ อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน