560519_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และส.ฟ้าไท เรื่อง กระบวนการสังขารสู่การพัฒนาจิต.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560519_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และส.ฟ้าไท เรื่อง กระบวนการสังขารสู่การพัฒนาจิต วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ที่บวร ราชธานีอโศก ส.ฟ้าไทเปิดรายการที่บ้านราชฯ ...อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันวิสาขบูชาแล้ว เราควรใส่ใ จ ในการปฏิบัติบูชา เพื่อตอบแทนบุญคุณของพระพุทธเจ้า ที่ท่านให้ประกาศสัจธรรมให้เราได้ออกจากทุกข์ตามขั้นตอน ซึ่งเราต้องมาฟังจากสัตบุรุษที่ท่านมีสภาวะจริง มาอธิบายให้เราได้เข้าใจและปฏิบัติต่อไป พ่อครูว่า...วันนี้ตั้งใจอธิบายธรรมะที่ยากและเป็น อจินไตย (คือคิดสุดที่จะคิดได้) เพราะเป็นธรรมะที่จะต้องเรียนรู้ถึงที่สุดเป็นขั้น อนุตตริยธรรม (คือ ธรรมะที่เหนือไม่มีเหนือกว่านี้อีก) จึงค่อนข้างยาก ในการสาธยายธรรม ก็เห็นใจท่านที่มาแย้ง โดยเอาภูมิเดิมเป็นที่ตั้ง และก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่อาตมาอธิบาย และเขาก็ยังซาบซึ้งกับของเดิม ก็ยิ่งไม่เข้าใจเพราะมันคนละกระบวนทรรศน์ คนละกระบวนการ มันเลยไป พ่อครูว่า..เอาพระไตร ปิฎก เป็นตัวยืนยันแล้วขยายไปเรื่อยๆ เป็นการ ร้อยมาลัยธรรม คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะไม่เข้าใจ ว่าเอาตรงนั้นมาใส่ตรงนี้ ซึ่งไม่เหมือนกับการใส่จิ๊กซอว์ซะทีเดียว เพราะร้อยมาลัยนั้นแต่งไปตามควรที่จะเห็นว่าอันไหนควร ไม่มีกฎบังคับตายตัว แต่ผู้มาร้อยมาลัยธรรม ต้องเป็นศิลปินที่มีภูมิธรรม สมสมัย ไม่ตายตัว ผู้ที่ชาล้นถ้วยจะไม่เข้าใจ วันนี้จะอธิบายกระบวนการของอภิธรรมคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จะมีลักษณะสังขารขั้น อภิสังขาร คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร คือ การสังขารอย่างยิ่ง ขั้นอภิธรรม เป็นการทำใจในใจของเรา เป็นการจัดแจงจิตใจให้เป็นพัฒนาการเจริญได้ เหมือนแม่ครัวปรุงอาหารอย่างเยี่ยม เมื่อสามารถลด ละ จางคลายกิเลสได้ คือ ปุญญะ คือ ชำระจิตสันดาน ไปเรื่อยๆ ซึ่งเ

อ่านต่อ

ป็นการเดินทางไปสู่ นิโรธ ( ความดับ) เกิดขึ้น (อุปัชชติ) คำนี้ หมายความว่า จิตกำลังเดินทางเข้าไปสู่ (อุปสังกมติ) นิโร ธนั่นคือ กิเลสเริ่มลด ละ จางคลายไปตามลำดับ ก็มี ส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) กระทั่งถึงขั้นดับ (นิโรธ) ได้สำเร็จ เป็น สัจจะย้อนสภาพ เช่นนี้ จึงเป็นการ สังขารที่มีฤทธิ์ คือ อิทธาภิสังขาร คือผู้ที่ทำได้จริง รู้ได้จริง คือ อิทธิบาทกับการสังขาร เรียกโดยภาษาว่า ฉันทาธิบาท วิริยาธิบาท จิตตาธิบาท และวิมัสสาธิบาท โดยสั่งสมเป็น ฉันทสมาธิปธานสังขาร วิริยาสมาธิปธานสังขาร จิตตสมาธิปธานสังขาร และวิมัสสมาธิปธานสังขาร เป็น สังขาร 4 ที่เกิดขึ้น โดยเราเป็นผู้สังขารจัดแจงเอง สังขาร 3 มี กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร ใน วจีสังขาร ก็คือ องค์ธรรมของ สังกัปปะ 7 โดยเฉพาะในขั้น ตักกะ วิตักกะ ที่จะอ่านลึกลงไปถึง กามสังกัปปะ (กามวิตก) หรือ พยาบาทสังกัปปะ ( พยาบาทวิตก) วิหิงสาสังกัปปะ (วิหิงสาวิตก) เราต้อง กำจัดกามกับพยาบาทเป็นหลัก ไม่ใช่ไปดับจิตหรือดับเวทนาไปเสียหมด หรือสะกดจิตไปเสียหมด อย่างในมหาจัตตารีสกสูตรนั้น พ่อครูได้เรียบเรียงมาบรรยายคือ 09.30 น. (พ่อครูไออยู่หลายครั้ง ส.ฟ้าไทจึงบรรยายแทรกก่อนเรื่องการคบสัตบุรุษจึงนำสู่การบรรลุธรรม) อภิธรรมบรรยาย ดังนั้น ที่ท่านสรุปไว้ว่า เมื่อมี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ (ปโหติ) ก็หมายความว่า เมื่อมี สัมมาทิฏฐิ จึงปฏิบัติสังกัปปะให้เกิดขึ้น (ปโหติ) เป็น สัมมา หรือ ดำเนิน (ปโหติ) อย่าง พอเหมาะ (ปโหติ) เพียงพอ (ปโหติ) สามารถ (ปโหติ) ทำให้เจริญพัฒนาไปตามลำดับๆ "สัมมาทิฏฐิ เป็น ประธาน สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะ" ได้นี้ หมายถึง ผู้ปฏิบัติใดที่มี สัมมาทิฏฐิมาแล้ว เมื่อปฏิบัติก็คือ " อภิสังขาร" (การจัดแจงกับจิตสังขารของตนหรือการปรุงแต่งจิตสังขารของตน) ซึ่งเป็น "การทำใจในใจให้ถ่องแท้" (โยนิโสมนสิการ) นั่นเอง ให้พัฒนาไปสู่มรรคผลด้วย ความพยายาม (สัมมาวายามะ) กับ สติสัมปชัญญะสัมปชาโน (สัมมาสติ) ร่วมกันพร้อมกันทำงาน (อนุปริธาวติ อนุปริวัตตันติ) เป็นไปตาม สัมมาสังกัปปะ (ในพระไตรปิฎก แปลว่า ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ช่วย สัมมาทิฏฐิให้สำเร็จผล อยู่ เป็นต้นกลกับต้นหล โดยมีสัมมาสติเป็นตัวเชื่อม กระบวนการของ "สัมมาสังกัปปะ 7 " (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 263) อันประกอบด้วย ตักกะ-วิตักกะ-สังกัปปะ-อัปปนา-พยัปปนา-เจตโส อภินิโรปนา -วจีสังขาร ก็ เกิดขึ้น (อุปัชชติ)ซึ่งเป็นการเดินทางไปสู่ "นิโรธ" (ความดับ) "เกิดขึ้น" (อุปัชชติ) คำนี้ หมายความว่า " จิตกำลังเดินทางเข้าไปสู่ (อุปสังกมติ) นิโรธ " นั่นคือ กิเลสเริ่มลด ละ จางคลายไปตามลำดับ ก็มีส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) กระทั่งถึงขั้นดับ(นิโรธ)ได้สำเร็จ [แล้วมันเกิดหรือดับกันแน่? สัจจะย้อนสภาพเช่นนี้ ผู้สนใจอ่านในพระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 510 ] มีอุบาสกชื่อ "วิสาขะ" เป็นอดีตสามีของภิษุณีธรรมทินนา(เป็นอรหันตภิกษุณี) ซึ่งอุบาสกก็มาหาอดีตภรรยาแล้วถามเรื่องธรรมะต่างๆมีหมวดหนึ่งว่าด้วย เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ [ 510 ] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การเข้า( อุปฺปชฺชติ) สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วตั้งแต่แรก.(ซึ่งเขาแปลกันมาอย่างนี้ทำให้เข้าใจได้ยาก วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธธรรม คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน ย่อมดับไปก่อน? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็ดับ จิตตสังขารดับทีหลัง ( เป็นเรื่องอจินไตย คือให้หัวแตกก็คิดไม่ออก) พ่อครู ว่า … ทำไมต้องดับตามลำดับอย่างนั้น ....การจะให้เกิดถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ ต้องเข้าสู่กระบวนการของ " สังกัปปะ 7 " อ่าน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร ต้องอ่านปัจจุบัน ตอนกระทบผัสสะ ทำอิริยาบถ ขณะนี้ก็มีญาณปัญญาวิจัยอ่านอย่างเร็วและก็มีการปหานไปในตัวเลย เมื่อเราจับได้ว่า มีกามหรือพยาบาทมาสังขารร่วม คุณก็กำจัดตัวนี้ อย่างไม่ผิดตัว ไม่ใช่วิสามัญฆาตกรรมอย่างผิดตัว เราก็รู้กามวิตก ซึ่งขณะใดที่มันปนกันอยู่มันนึกคิดอยู่ เราก็แยกได้ เรียกว่า วิตักกะ แล้วแยกแยะพฤติกรรมของมันหรือวิจาร แล้วให้มันน้อยลง ไปร่วมปรุงแต่งน้อยหรือไม่มีเลย คุณจะมีแรงต้าน ซึ่งจะต้องใช้ทั้งเจโตและปัญญาเป็นพลังบวกและลบไปสังเคราะห์สังขารกันเต็มที่ ออกมาเป็นวจีสังขาร พอดับกามได้ ดับเหตุได้ ก็เป็นวจีสังขารที่ไม่เป็นกาม ต้องทำการวิจัยตัวนี้ก่อน ซึ่งวจีสังขารจะดับได้อย่างไร ดับเป็นครั้งๆหรือดับได้ยาว ดับได้มากได้น้อย ก็จะออกมาจากพลังจิตของคุณที่ทำได้ มาก่อนเป็นวจีกรรม (วาจา) กายกรรม( กัมมันตะ) และเป็นอาชีพ (อาชีวะ) วจีสังขารจึงดับก่อน เพราะดับกิเลสได้ก่อน จึงออกมาเป็นสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ ดังนั้นการขจัดกิเลส เราต้องดับที่วจีสังขารก่อน แล้วจึงดับถึงกายสังขาร และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว ทั้งหมดคือจิตสังขารที่ดับรอบสำเร็จ นอกจากว่ามีเหตุปัจจัยแรงมาก คุณดับก็ไม่ได้หมด คุณก็ทำสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะไม่ได้ ดังนั้นจิตสังขารก็ต้องทำงานต่ออีก จนสู้ได้หมดจิตสังขารก็ดับหมด แต่ว่าถ้าดับไม่ได้ จิตสังขารก็ต้องทำงานต่ออีก (มโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา) นี่คือการเข้าถึงกระบวนการพัฒนาจิต คือเข้าไปทำความดับ ต้องทำตามลำดับ มีทั้งเหตุนอกเหตุใน วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การออก( วุฏฺฐานํ )จากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออก ( วุฏฺฐานํ ) จากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่าเรากำลังออก ( วุฏฺฐานํ ) จากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติว่าเราออกจากสัญญเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วแต่แรก.(คือท่านได้ทำมาตามลำดับ จนกิเลสลดลงๆจนหมดก็เสร็จแล้ว ) วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมคือกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน เกิดขึ้นก่อน. ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขารเกิดขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น วจีสังขารเกิดขึ้นทีหลัง. พ่อครูว่า … ในขณะเดินเครื่องก็ทำว จี สังขาร ในสังกัปปะ 7 คือกระบวนการของจิตสังขารทั้งนั้น เป็นการทำใจในใจ เป็นวจีสังขารที่ซ้อนอยู่ในจิตสังขาร ตัวตักกะ วิตักกะ สังกัปปะคือตัวจัดการเอากามกับพยาบาทออก แล้วก็มาร่วมอยู่กับ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา เมื่อทำการดับวจีสังขารได้ ก็จะออกมาเป็นกายสังขารที่ดี เป็นวาจา กัมมันตะ อาชีวะที่สัมมา พอ อ อกมาเสร็จแล้ว วจีสังขารจึงเป็นตัวท้ายที่สำเร็จ สั่งสมกำลังของวจีสังขารสูงขึ้น ตั้งมั่นเป็นสมาธิ 10 . 20 น. ต้องทำอย่างสดๆจึงจะเป็นของจริง แต่การเอาสัญญามาระลึกเป็นการทำของแห้งก็ได้เป็นอุปการะแน่นอน ใครจะนั่งสมาธิก็ช่วยได้จริง เป็นประโยชน์มาก แต่ตอนนี้อาตมาเน้นด้านปัญญา แต่ตอนแรกในยุคแดนอโศกก็มีการฝึกนั่งเจโตสมถะ ต่อมาก็มีผู้รับช่วงไปทำ ซึ่งใครที่การฟังธรรม ก็ไม่เอา การนั่งสมาธิก็ไม่เอา หลงเอาแต่การทำงานเป็นกัมมารามตา จะพร่า ประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ท่านแม้มาก ระวังจะเสื่อม ผู้ที่มุ่งหมายได้มรรคผลก็ต้องพยายามฟังธรรม หรือแม้แต่ผู้ที่นั่งสมาธิอย่างเดียวก็จะได้เจโตสมถะ ไม่ได้โลกุตระ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาได้แต่โจโตสมถะกันมากและเป็นมิจฉาวิมุติ แต่ผู้ลืมตาปฏิบัติ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจริง จะบอกไม่ค่อยได้ว่า ตนวิมุติ ซึ่งต่างจากสายสมถะที่มีสมถะลืมตาด้วย คือรู้นิ่งเฉย พวกนี้มีปัญญาพอสมควร อธิบายเก่ง หากินก็รวยมาก เป็นประโยชน์ระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ จะไม่บรรลุจริง วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไร ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้ว(วุฏฺฐานํ)จากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ผัสสะ 3 ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง) ผัสสะชื่ออนิมิตตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) และ ผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. พ่อครูว่า … แต่ถ้า ปปณิหิตะ คือ ตั้งจิตต่อภพภูมิโพธิสัตว์ ก็ต้องมี ทรถา คือ ต้องมีทุกข์ที่จะต้องหาอาหารมาเลี้ยงกาย สรุปคือมี 1 .จิตสุญญตะ 2 .จิตอนิมิตตะ 3 .จิตอัปปณิหิตะ (คือไม่ตั้งจิตต่อภูมิโพธิสัตว์) 10.35 น. วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. มีจิตน้อมไปในธรรมอะไร โอนไปในธรรมอะไร เอนไปในธรรมอะไร? ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไปในวิเวก โอนไปในวิเวก เอนไปในวิเวก. นี่คือสัจจะของผู้บรรลุแล้ว จะมีจิตยินดีในเสนาสนป่า อย่างอาตมา ต้องทำงาน ต้องไปที่สันติอโศกเป็นเมือง แต่ถ้าไม่ต้องไป ก็ยินดีอยู่ป่าดีกว่า ดังนั้น แม้ที่สันติฯก็สร้างป่า สร้างน้ำตก 10.39 น. พ่อครูบรรยายจากที่เขียนไว้มาอ่านต่อ ด้วยนัยยะนี้เอง เมื่อมี "สัมมาทิฏฐิ" "สัมมาสังกัปปะ"จึงพอเหมาะได้ ข้ออื่นๆของมรรคเจริญขึ้นเป็นผลก็นัยเยี่ยงนี้ เมื่อมี "สัมมาสังกัปปะ" "สัมมาวาจา"จึงพอเหมาะได้ เมื่อมี "สัมมาวาจา" "สัมมากัมมันตะ"จึงพอเหมาะได้ ฯลฯ จนถึงเมื่อมี "สัมมาญาณ" "สัมมาวิมุตติ"จึงพอเหมาะได้ ที่สุดก็คือ เมื่อ กำจัดอกุศลเจตสิกได้สิ้น ก็ไม่มีเหตุ (สมุทัย) เข้าไปร่วมปรุงแต่งในจิตเจตสิกของเรา เพราะเหตุคืออกุศลจิตไม่มีแล้วในการปรุงแต่ง( สังขาร)นี้ ดังนั้น "วจีสังขาร" ของเรา ที่มีผลธรรมในการปฏิบัติ ก็เป็น "อภิสังขาร หรือ วิสังขาร" หากจะออกมาเป็น "วจีกรรม" ก็เป็น การพูดจาอันไม่มีเหตุให้เกิด "วจีกรรมเป็นมิจฉาวาจา" แต่จะเป็น "สัมมาวาจา" เพราะใจเป็นประธาน (มโนปุพพังฯ) นั่นก็คือ "สัมมาวาจา" จึงพอเหมาะได้ ซึ่ง ผู้ที่ไม่รู้การปฏิบัติที่"สัมมาปฏิบัติ" ก็จะทำได้แค่การ ควบคุมวาจาตามปกติปุถุชน เท่านั้น ศาสนาไหนก็ทำอยู่แล้ว หรือคนที่ใฝ่ดี เขาก็ทำเป็นธรรมดา ซึ่ง ยังไม่ใช่"การทำใจในใจ" (มนสิการ) ดังที่สาธยายมา จึงไม่มี "ธรรมะที่มีผล" (นัตถิ) แม้มี ก็ไม่แน่ไม่เที่ยงแท้เด็ดขาด ก็ได้ แต่ได้ระยะหนึ่ง จะแปรปรวนไปได้ตามกิเลสที่ยังไม่ได้กำจัด เพราะ ไม่สัมมาทิฏฐิ จึงไม่หมดไป ไม่ลดไม่ละไปชนิดที่ถูกตัวถูกตนของตัวตนกิเลสแท้ๆถึงขั้น " ปรมัตถธรรมแบบพุทธ " ดังนั้น ผู้ที่อธิบายกันว่า " ศีลสามารถควบคุมได้แค่กายกับวาจาเท่านั้น " ส่วนใจให้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิเอานั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ แยกไตรสิกขาออกเป็น 3 ส่วน ต่างปฏิบัติกันคนละอย่างคนละส่วน ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน 10.47 น. คนทั่วไปก็สามารถควบคุมวาจาให้เป็นวาจาสุจริตได้ สามัญคนทั่วไปก็มีมารยาทสังคม ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว หรือโดยสัญชาตญาณสามัญ ก็ควบคุมระมัดระวังกันอยู่แล้ว ตามแต่จะทำได้ จะได้มากหรือได้น้อยเท่าใดๆของตนๆแต่ละบุคคล และ แม้ควบคุมได้ก็ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน เพราะไม่มีหลักประกัน หรือแม้จะทำ สมาธิแบบหลับตาสะกดจิต กัน แล้วเชื่อว่า สมาธิมีพลังควบคุมกายและวาจาได้ ใจอาจจะมีพลังออกมาบังคับควบคุมกายวาจาได้ ก็เหมือนคนทั่วไปทำได้นั่นเอง ตามสัญชาตญาณ ตามมารยาทสังคมที่ตนต้องระวัง ถ้านั่งสมาธิเก่งก็อาจจะทำได้ดีกว่าคนไม่ได้นั่งสมาธิ ก็อาจจะเป็นบ้าง ซึ่งแม้จะได้เท่าใดๆก็ได้เท่านั้นๆ แต่กระนั้นก็ไม่เที่ยงแท้ ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืนได้จริงเท่ากับผู้สัมมาทิฏฐิที่มีวิธีปฏิบัติเข้าถึงการสัมผัสตัวตนของกิเลส แลัวกำจัดกิเลสอย่างถูกตัวตน ตัวตนลดลงๆ จนตัวตนดับ และสัมผัสความดับตัวตนชนิดที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอัตตา 3 (ตัวตน 3 ) แท้ๆ ด้วยการสัมผัสกายของรูปนามทั้งหมด ดังที่พระพุทธวัจนะที่ว่าไว้ ใน "ทักขิเ ณ ยยบุคคล 7 " ต่อให้มี อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ เช่น "กายสักขีบุคคล" พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดว่า ยังไม่ถึงขั้นอรหันต์ เพราะ มีผลแค่อาสวะบางอย่างเท่านั้นสิ้นไป ยังไม่ถึงขั้นอาสวะของผู้นั้นสิ้นหมดแล้ว เพียงแค่เป็นบุคคลบางคนในโลกนี้ ได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา นี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็น"กายสักขี" เท่านั้น ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า "กายสักขีบุคคล" นี้ มีโอกาสได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอยู่บ้าง จึงเรียกว่า "กายสักขี" (พระไตรปิฎก เล่ม 36 บุคคลบัญญัติ ข้อ 149) ถ้าผู้ปฏิบัติใด ต่อให้ปฏิบัติหนักแทบตายนานแค่ไหน หากไม่ถูกต้องหรือไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วเห็นด้วยปัญญาบ้าง ซึ่งจะเป็นปัญญาชนิดสัมมัปปัญญาทีเดียว ก็แน่นอน ผู้นี้ไม่สามารถดับอาสวะใดๆได้เลย ท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ให้ความหมาย"กายสักขี"ว่า ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย, ผู้ประจักษ์กับตัว, พระอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปจนถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค ที่เป็นผู้มีสมาธินทรีย์แรงกล้า ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 (เมื่อบรรลุอรหัตตผลกลายเป็นอุภโตภาควิมุติ) นั่นคือ คำแปลของท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ ยังยืนยันว่าต้องได้สัมผัสวิโมกข์ 8 จึงจะบรรลุอรหัตตผล ที่จริงต้ องมีคำว่า สัมผัสด้วยองค์ประชุมทั้งภายนอก ภายในพร้อมทั้งหมด (กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ) เห็นอยู่หลัดๆ ด้วย ดังนั้น กายสักขีบุคคลผู้ใด ถ้ายังไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย และเห็นด้วยปัญญาที่สัมมาพร้อม ก็ทำให้อาสวะสิ้นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยืนยันว่า "สายศรัทธา" ที่ปฏิบัติมาถึงขั้นกายสักขีปานนี้ ถ้าไม่ถูกต้องหรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วเห็นด้วยปัญญา ก็ไม่สามารถทำให้อาสวะสิ้นไปได้เลย เพราะถูกต้องหรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วเห็นด้วยปัญญา นั่นแหละ จึงมีผลอาสาวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว ดังนั้น แค่ระดับต้นขั้น "ศรัทธาวิมุติ " และ "ศรัทธานุสารี" จึงไม่มี ปัญญา และ ไม่มีอาริยผล ยิ่งกว่าแน่ ส่วน "สายปัญญา" นั้น ย่อม "สัมมาทิฏฐิ" มาแล้วแต่ต้นตั้งแต่"ธัมมานุสารี" ก็ต้องมี อาริยผลมาตามลำดับ (เพราะถ้าขนาดสายปัญญาแท้ๆยังสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับไม่ได้ แล้วจะเป็นทฤษฎีสัมบูรณ์ได้อย่างไร) ยิ่งถึงขั้น "ทิฏฐิปัตตะ" ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า ท่านเรียกว่า "ทิฏฐิปัตตะ" ซึ่งหมายถึง ผู้ที่บรรลุแล้ว, ถึงแล้ว (ปัตตะ) จะบรรลุก็ต้องได้ด้วยความเห็น (ทิฏฐิ) ที่ เป็นสัมมาแน่นอน จึงจะบรรลุสัมมาผล ใช่มั้ย? "สายปัญญา" จึง ปฏิบัติโดยมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เห็นด้วยปัญญา มาตั้งแต่ "ธัมมานุสารี" เมื่อถึงขั้น "ปัญญาวิมุติ" พระพุทธองค์ก็ตรัสให้เห็นชัดว่า ไม่ต้องกล่าวหรอกว่า สายนี้จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พยายามทำความเข้าใจอย่างสำคัญตรงนี้ให้ดีๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนะ จึงจะสามารถทำอาสวะบางอย่างสิ้นหมดไปได้บ้าง (อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา เอกัจเจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ) แล้วจึงจะถึงขั้นทำ อาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา สรุป... บรรยายมาถึงขนาดนี้ ก็จำเป็นต้องบรรยายลึกไปเรื่อยๆโดยเอาหลักฐานในพระไตร ปิฏก มาอธิบาย ซึ่งอธิบายยาก ต้องพยายามไม่ให้ผิดด้วย ผิดก็เป็นวิบาก แต่พวกคุณจะซวย แต่ไม่บาป ส.ฟ้าไทสรุป... พ่อครูขนาดเป็นโพธิสัตว์มีสยังอภิญญา ยังกลัวอธิบายผิดเลย เราเป็นสาวกภูมิเล็ก ต้องพยายามตระหนักสำนึกให้มากในการแสดงธรรมว่า จะมีวิบากแก่ตนเอง ผู้เป็นธรรมานุสารีย์จะไม่บอกง่ายๆว่า ตนบรรลุธรรม เพราะจะละเอียดลออกับสภาวะตนเองมาก และถ้าจะถึงขั้นอนุตริยธรรมนั้น มันยาก พยายามทำความเข้าใจตามรู้ให้ได้ เราต้องมีสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติให้จริง แล้วจะเข้าใจใน กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารให้ได้ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน