590623_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวดาเก๊ทั้ง ๖_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข1 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590623_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องเทวดาเก๊ทั้ง 6 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2559 วันนี้มีเด็กนักเรียนมานั่งฟังอยู่ด้วย สมัยพระพุทธเจ้าเด็กอายุ 7 ขวบบรรลุอรหันต์ได้เด็กที่นั่งเดี๋ยวนี้อายุมากกว่า 7 ขวบกันเกือบทุกคนแหละ ก็มีข่าวประชาสัมพันธ์งานคืนสู่เหย้า นศ.ปธ.กลุ่มรามบูชาธรรม วันที่ 24-25 มิ.ย. 2559 ที่สวนบุญผักพืช ก็เชิญไปร่วมงานกัน

SMS 22 มิ.ย. 2559 _0865356xxx . บำเพ็ญเพื่อหลุดพ้นคืนสู่จิตเดิมแท้รู้ตื่นก็คือโพธิลุ่มหลงคือกิเลส ท่ามกลางความเรียบง่ายจึงจะพบสิ่งจริง พ่อครูว่า… คำพูดที่ดูสวยงาม แต่ว่าจะปฏิบัติถึงเป้าหมายที่ว่านี้ได้อย่างไรต่างหากคือสาระ บางทีพูดได้แต่ว่าทำไม่ได้เสียมาก ถ้าพูดถึงจิตเดิมแท้คือวิชชา มันต้องมาปฏิบัติตามหลักเรียนรู้ของพระพุทธเจ้า เกิดมาเป็นคนทุกคน เกิดมามีอวิชชา ต้องปฏิบัติไปหาจิตแท้ ที่ปราศจากกิเลส ไม่ใช่จิตเดิมแท้ คนที่จะมาคำนึงจิตเดิมแท้ จิตวิญญาณเดรัจฉานกว่าจะมาเป็นคนมันซับซ้อนปรุงแต่งมามากมายแล้ว จิตแท้ๆคือไม่มีกิเลสเลย แล้วพัฒนามาเป็นเดรัจฉาน มาระดับหนึ่งมีกิเลสแล้วมีโทสะ มีราคะมากระดับหนึ่งแล้ว พอมาเป็นคนก็จะให้เป็นจิตสะอาดเลยไม่มีหรอก ต้องมาพัฒนาตนให้เป็นคนจิตบริสุทธิ์ต่อไป จะบอกว่ารู้ตื่นก็คือโพธินี้ถูก ตื่นจากความเป็นโลกีย์ เราตื่นจากโลกีย์ เราเคยวนเวียนแบบโลกๆมานาน ต้องหาทางออก เห็นทางออก เห็นทางที่จะตรัสรู้หลุดพ้นออกจากโลก ลุ่มหลงคือกิเลส แต่ท่ามกลางความเรียบง่ายจะพบสิ่งจริงนี้มันง่ายเกินไป พระพุทธเจ้าว่าตั้งตนบนความลำบาก กุศลกรรมเจริญยิ่ง บรรลุแล้วต่างหากจึงเกิดความเรียบง่าย _0805541xxx . วันนี้..ฉากงามมากค่ะ..พ่อครูมีออร่า..งามสง่า..มากค่ะ _0893867xxx . จะเป็น

อ่านต่อ

เทพเทวดามารพรหมชั้นไหนก็มีต้องภพชาติอยู่ดีกราบขอบคุณพ่อครูที่ทำให้รู้จักเทพเทวดาอยู่ในจิตฤาวิญญาณที่รู้ซึ้งถึงมัคคังคังสู่การสิ้นภพชาติคือนิพพาน! _0893867xxx . จิตที่บริสุทธิ์เป็นเทวดาได้ต้องปฏิบัติอปัณณกปฏิปทาอันเป็นจรณะ 15 มีฌานแบบพุทธมีวิชชา 8 ถูกไหม? _0865356xxx . มีเพียงความจริงแท้ยั่งยืนของจิตญาณจึงจะบริสุทธิ์สงบอยู่เสมอ การยึดมั่นในอัตตาตัวตนเป่็นสัมภาระหนักอึ้งของจิตญาณจะกลัดกร่อนพลังแห่งเมตตาบดบังปัญญา _0893867xxx . คนที่หลงว่าเป็นเทพมีเทวดาลงองค์เป็นจิตที่งมงายในอิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหารย์ที่พระพุทธเจ้าทรงอัฎฎิยติหรายติชิคุจฉติ! จิตของผู้ที่ปฎิบัติให้เข้าถึงพร้อมด้วยอนุสาสนีปาฏิหารย์ต้องเป็นจิตที่สมบรูณ์ด้วยอริยศีลขันธ์ต่างหาก จากไลน์ _กราบนมัสการพ่อครู วันนี้ฟันของท่านขาวจั๋ว เห็นฟันล่างชัดๆ ทั้งฟันบนด้วย แต่วันนี้ฟันล่างขาววับสท้อนสายตาแสบๆเลยอะค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะไฟส่องจากล่างขึ้นบนปะคะ แต่ชอบมากค่ะ..กราบนมก.เจ้าค่ะ _ฉากงามๆๆมาก และกะองศาภาพรูปพ่อกะฉากหลังได้ศูนย์ดีเยี่ยมค่ะ..กราบนมก.เจ้าค่ะ../JQ

พ่อครูว่า… ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง หรือ ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หมายความว่า ชีพก็มีอยู่ในอันเดียวกันกับสรีระนั้น ชีวิตหรือชีวะที่ประกอบด้วยวิญญาณก็มี ที่ไม่มีวิญญาณก็มี คือพืช แตงโม กระท้อน ระกำก็เป็นชีพอย่างหนึ่ง ชีพมีพืชกับสัตว์ คนเป็นสัตว์ คนเป็นสัตว์แต่มีพลังงานของพืชอยู่ในคนนี้ด้วย ในพืช มันก็ทำงานเลี้ยงตัวมันเอง มันยังไม่ตายก็เลี้ยงชีวิตมัน พลังงานที่เลี้ยงชีวิตมัน มันมีพลังงานที่ชื่อว่า สัญญาอย่างหนึ่ง เรียกว่าสังขารอย่างหนึ่ง สัญญาคือเป็นพลังงานที่รู้ว่าอันนี้คือธาตุที่จะนำมาเลี้ยงชีวิตแบบของมัน ตามตระกูล พันธ์ุของมันจะเอาอันไหนเข้าร่างมัน กระท้อนก็มีสัญญาของมัน แล้วมาปรุงแต่งสังขาร มาปรุงให้เป็นกระท้อน ตามสัญญาของมัน ธาตุไหนตรงกับสัญญาก็เอา ไม่แย่งชิงใคร ได้ก็เอาไม่ได้ก็ไม่ได้ไปแย่งกับใครเขา เป็นพลังงานที่เป็นชีวิตระดับหนึ่ง มันไม่มีเวทนา ถ้าเป็นสัตว์จะมีเวทนาและวิญญาณเป็น 4 มีรูปเหมือนกัน ทั้งพืชและสัตว์ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่เป็นชีพ ไม่เป็นชีวิตหรือไม่เป็นชีวะ พืชกับสัตว์ชื่อว่ามีชีวิต ดินน้ำไฟลมเป็นพลังงานเฉยๆ ทำงานของมันไป พลังงานนั้นเรียกว่าอุตุนิยาม ถ้าพืชเรียกว่าพีชนิยาม สัตว์เรียกว่าจิตนิยาม พืชกับสัตว์จะต่างกัน พืชไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดได้ ไม่รู้สึกชอบหรือชังไม่มีรักไม่มีพยาบาท ไม่จองเวรจองกรรม ไม่มีวิบาก เป็นพลังงานตายแล้วก็ตาย ไม่มีอะไรเชื่อมต่อไปรักหรือชังชาติไหนๆ ไม่มีวิญญาณครอง จึงไม่มีกรรมไม่มีวิบากต้องใช้หนี้กรรมวิบากอะไร เรากินพืชต่างๆจึงไม่บาป ไม่มีพยาบาทไม่ติดวิบากต่อกัน พืชไม่มี เราจึงกินพืชได้ หรือเราก็ไปเด็ดพืชผักก็ได้ หรือจะใช้คำว่าฆ่าพืชไม่บาป แต่ฆ่าสัตว์บาป ฆ่าสัตว์ สัตว์มีรักชังผูกพยาบาทเวรภัยต่อกัน อย่าไปทำ ถ้าสัตว์ที่มันเป็นสัตว์ชั้นต่ำที่สุดพัฒนาจากพืชมาน้อยๆก็ไม่รักไม่ชังมาก เป็นจุลินทรีย์เป็นต้น แต่มันเร่ิมมีแล้วแต่พืชมันไม่มีเลย จนเป็นสัตว์ที่พัฒนาตัวเองมากขึ้นก็เป็นรักชังมากขึ้น มีพยาบาทผูกพันมากขึ้น พระพุทธเจ้าจึงอย่าให้ไปทำร้ายสัตว์ ส่วนสัตว์ชั้นต่ำ เช่น เชื้อโรคท่านถึงไม่มีปัญหาอะไร แต่สัตว์ที่ไม่ควรทำทั้งนั้น ไม่จำเป็นก็อย่าไปทำลายสัตว์ใดๆเลย อย่าไปทำลายหรืออย่าผูกพัน อย่าไปเอามาเลี้ยงเลย สัตว์ต่างๆ ผูกพันกัน บางคนไปรักสัตว์ที่ไม่น่าเลี้ยงเลย แต่เลี้ยงเหมือนลูกเลย มีสารพัด จุดสำคัญคือ ที่อาตมาอธิบายไปแล้วว่าพืช ไม่มีเวรมีภัยต่อกัน ไม่มีเจ็บไม่มีปวด ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีผูกพยาบาทต่อกัน บางคนเข้าใจผิดว่า ถ้าคนไม่กินสัตว์มันมีชีวิต แต่พืชก็มีชีวิตก็ไม่ควรกิน พูดอย่างนี้ไม่ถูกต้องเลย มีดิน น้ำ ไฟ ลม พืช สัตว์ คน วิญญาณ มันก็อาศัยกัน แม้พืชไม่กินคนเป็นๆ แต่คนตายแล้วก็กินสิ่งที่ย่อยสลายเน่าจากคนที่แหละ ก็กินกันไปต่อๆทอดกันไป วิญญาณนี้ไม่กิน แต่อาศัยทุกอย่างเลย อาศัยพลังงาน ดิน น้ำ ไฟ ลม พืช สัตว์ คน อาศัยองค์รวมหมดเลย ทีนี้คนก็บอกว่าพืชกิน ดิน น้ำ ไฟ ลม สัตว์ก็กินพืช แล้วคนก็ต้องกินสัตว์สิ เขาก็ไล่อย่างนี้ แต่อย่างนี้มันตีกินนี่นา ภูมิปัญญาของคนที่จะไม่กินสัตว์นี่เป็นภูมิปัญญาของคน ของพระพุทธเจ้า จะบอกว่า ดินน้ำไฟลม พืชสัตว์อาศัยกันก็จริงแต่ไม่ได้กิน เช่นโต๊ะตั่งนี่เราก็ไม่กินนะ แต่อาศัยอยู่ใช้อยู่จะมาไล่เรียงลำดับอย่างนั้นไม่ถูก คนมีภูมิปัญญาจะรู้ว่าไม่ควรกินสัตว์ พระพุทธเจ้ารู้หลายศาสดารู้ การไม่กินเนื้อสัตว์ไม่สามัญ คนที่จะเป็นได้ต้องมีภูมิปัญญา คนสามัญโลกๆไม่รู้เขาก็กินเนื้อสัตว์กินต่อๆๆๆกันไป คนเราเกิดมาเป็นคนแล้วเราควรเกิดเป็นคนดี ควรเป็นคนเจริญมากว่าไม่เจริญ เราก็ต้องมาเรียนรู้ว่าเจริญและดีเป็นอย่างไร แล้วจะบอกว่าความดีคือความสุขได้ไหม? ถ้าคนชั่วเขาทำชั่วแล้วก็ดีใจที่ทำชั่วได้สมใจ เช่น ไปโกงคนมาได้เขาดีใจเป็นสุข ดีใจที่ทำได้สำเร็จ จะไปบอกว่าความสุขนี้คือความดีไม่ได้ ยิ่งภูมิปัญญาระดับพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้จิตใจมีความสุขเลย ล้างสุขได้ยิ่งดีเลย อาการสุขเป็นอาการที่เราชอบเราพอใจ บางทีเราก็ชอบชั่วๆ โกงเขาได้ เอาเปรียบเขาได้ก็สุขใจอันนี้ชั่ว คนนี่เป็นสัตว์ แต่พืชไม่แย่งอะไรใคร สัตว์เริ่มแย่งคนอื่นแล้ว สัตว์ชั้นต่ำแย่งคนไม่เก่งแต่พอสัตว์ชั้นสูงก็ชักจะแย่งคนเก่งแล้ว สอนใช้อำนาจ ใช้เรี่ยวแรง ใช้เล่ห์เหลี่ยมอย่างที่เราดูในสารคดีชีวิตของสัตว์ต่างๆ เช่น สัตว์น้ำ สัตว์ตอนเริ่มพัฒนาตนก็เป็นสัตว์น้ำก่อน สัจจะมีเล่ห์เหลี่ยมชั้นจะทำร้ายฆ่ากันหนักหนาสาหัสไปเรื่อยๆ จนบางทีเราเห็นว่าโหดร้าย เอาคำว่า “ความสุข”ไปตีราคาความดีไม่ได้ ส่วนธรรมะนั้นจะเรียกว่าสุขอย่างสงบก็คือสงบจากกิเลส แต่ถ้าสุขอย่างก่อเรื่องก่อราว ไปตบไปทำร้ายเขาได้แล้วสุขอย่างนี้ไม่ใช่สุขสงบ จะต้องแย่งชิงด้วยเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้งซับซ้อน คนจะมีวิธีการแย่งชิงลึกซึ้งซับซ้อนแล้วหลอกลวง ไม่แย่งชิงด้วยวิธีโบราณ อย่างผู้ปกครองโบราณเอากองทัพไปยึดแผ่นดินเลยหรือแย่งผู้คนก็บุกลุยฆ่าคนเลย ข้าวของจะแย่งก็ไปรบเอาเลย สมัยโบราณเขาทำ พอสมัยใหม่เขาทำก็รู้ว่าอย่างนั้นต่ำไม่เจริญ อยากได้ก็แย่งชิงเหมือนสัตว์เดรัจฉาน สัตว์ไหนใช้อาวุธได้ก็ทำ อย่างลิงบางตัว แต่สัตว์ส่วนมากใช้อาวุธไม่เป็นหรอก จนเป็นคนก็ใช้เล่ห์ฉลาดลวงที่เขาไม่รู้เท่าทัน เป็นการแย่งชิงสมัยใหม่ไม่ให้คนรู้ทัน มันซับซ้อนมา แล้วเขาก็ศึกษาธรรมะ รู้ว่า ชีวิตจะเป็นหนี้บาปหนี้กรรมก็เอาวิธีการหนี้บาปที่จะเป็นผลวิบากมาผูกเรื่องล่อลวงกันไปอีกเยอะ ในยุคใหม่ที่สุดแล้ว ถึงวันนี้คนใช้วิธีนี้หลอกกันที่หลอกเก่งๆ จะให้คนอื่นเขามาให้ตนเองก็เอาวิธีการทำทานมาผูกเรื่องมาผูกวิมาน สวรรค์หลอกคน หลอกอย่างสนิทเลย ซับซ้อนหลอกเก่งคนหลงเชื่อก็ได้มามากเลย ไม่ต้องเอาอาวุธแย่งเลย หลอกให้คนหลงงมงายโดยเฉพาะในสังคมธรรมะคนรู้ลึกซึ้งก็หลอกคนได้มากมายเยอะแยะ สมความโลภที่อยากได้ คนที่โลภก็จะหาวิธีหลอกคนมาได้เยอะ เอามาบำเรอตนเอง สร้างวิมานต่างๆสารพัดซับซ้อนเอาสมบัติได้มาหลอก คนอยากได้ก็ถูกหลอกต่อๆไปอีก นี่คือจิตกิเลสของคน ส่วนคนที่ฉลาดเจริญ จะเป็นคนไม่หลอกจะรู้เรื่องวิบากกรรมจะรู้บาปรู้บุญ บาปคือจิตชั่ว จิตชั่วจะชั่วด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ทั้งอกุศลทั้งความทุจริตต่างๆ โดยเฉพาะบาปคือกิเลส บาปคือกิเลส ส่วนชั่วนั้นเป็นอกุศลได้ บาปก็ชั่วได้ ทำกุศลได้ก็แก้อกุศลได้บ้าง ส่วนบาปนั้นกุศลก็แก้ไม่ได้ บาปนั้นแก้ได้ด้วยบุญ กุศลนั้นคือความดีงาม อกุศลคือความชั่ว ความไม่ดี กุศลแก้อกุศลได้ บาปก็คือความไม่ดีงาม ความชั่ว แต่บาปนั้นแก้ด้วยกุศลไม่ได้ บาปนั้นต้องแก้ด้วยบุญ บุญนั้นทำลายบาป กำจัดบาปได้ บาปคือกิเลสตัณหาอุปาทาน ถ้าอกุศลจิตชั่วก็รวมชั่วที่เป็นบาปด้วย แต่บาปล้างไม่ได้ด้วยกุศล บาปถูกกำจัดได้ด้วยบญ บุญไม่ใช่ความดีงาม บุญมีประโยชน์คุณค่าต่อมนุษย์สูงกว่ากุศล บุญไม่ได้สร้างความดีงาม คำว่า “บุญ”ไม่ใช่สิ่งสร้างความดีงามกุศล แต่กรรมนี่เราประกอบกุศล อกุศล บาป ได้ บุญก็ทำด้วยกรรม แต่ทำให้บาปหายไป บาปคือกิเลสตัณหาอุปาทาน และการฆ่าบาป ฆ่ากิเลสตัณหาอุปาทานต้องฆ่าในขณะปัจจุบัน บาปจึงเกิดในปัจจุบัน บาปในอดีตทำไปแล้วแก้ไม่ได้จะออกผลกับเราเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ถ้าบาปเกิดในปัจจุบัน บุญต้องทำหน้าที่ตอนนี้ ถ้าเราไปคิดๆๆ คิดถึงบาป คิดถึงกิเลส เราอยากทำอย่างนั้นอย่างนี้เป็นกิเลส อยากได้นั่นนี่ แล้วอยากทำลายนั่นนี่ อย่างนั้นตัวเราเองคิดเองสร้างเอง ถ้าเราไม่พยายามไปคิดสิ่งเหล่านั้นได้โดยมาสนใจปัจจุบัน อย่าไปนั่งเพ้อฟุ้งซ่านคิดเรื่องบาปบุญกุศลอกุศลไป ซึ่งคิดไปเอง ที่มันจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้ เป็นแต่สัญญาความจำ เอาสัญญาความจำมาก็คืออดีตเท่านั้น ถ้าเอาอดีตมาคิดก็คิดใหม่ แต่ถ้าเอาที่ไม่เคยคิดไม่ได้ทำมาเลยก็เป็นอนาคต แต่ถ้าคิดมากๆมันก็น่าได้น่าทำน่าชอบ มันก็จะบังคับให้เราทำในอนาคต จึงไม่ควรปรุงอะไรวุ่นวาย ควรศึกษากรรมปัจจุบันของเรา คนที่ช่างขบคิดเพ้ออย่างพวกมหายานก็ไม่รู้จักปัจจุบัน สำนักอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์เป็นผู้ที่จริงใจจริงจังกับปัจจุบันเป็นผู้ที่เรียนอภิธรรมบอกว่าธรรมะต้องเป็นปัจจุบันซึ่งจริงและดี ถูกต้อง คนที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม มันไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน พวกนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่มีทางที่จะบรรลุอรหันต์ได้แต่พวกที่นั่งหลับตาเค้าหลงผิดกัน ผลกับอานิสงส์ไม่เหมือนกัน คำว่า “อานิสงส์”นี้แปลว่าประโยชน์ เช่นทำอะไรก็ได้ผลทั้งนั้นทั้งดีและชั่วจะทำอย่างไรก็มีผล จะทำอะไรแม้จะทำสิ่งที่ดี เช่น เราทำทาน การให้ของคนอื่นนี้ดี การไปเอาของคนอื่นไม่ดี การทำทานคือการให้เป็นการกระทำมีผล ให้มากก็มีผลมากให้น้อยก็มีคนน้อย แต่การทานให้ผลนี้บางที่เป็นกิเลส เป็นผลนรกได้ เป็นกิเลสเป็นบาป ทานสูตร พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ชัดเจนมากเลย การทาน ถ้าเราทานโดยหวังว่าเราจะได้อะไร พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช(เป็นเทวดาปลอม) พ่อครูว่า… ทานนี้เป็นการหลอกเขา เช่น เจ้านายใหญ่ ให้เงิน แล้วบอกให้ไปฆ่าเขา เอาเงินบังคับให้คนที่กลัวอำนาจเงินหรือยศชั้นก็ตาม ไปทำตามได้ ทำแล้ว เขาก็เอามาเพ็จทูล เพื่อจะได้รางวัลจากนาย ได้รับความชอบจากนาย สิ่งเหล่านี้เป็นกรรมกิริยาที่จะให้กันตอบแทนไปมา อันนี้อธิบายอย่างเป็นสภาพจริงของมนุษย์ มนุษย์ที่สามารถเก่งไปเอาจากคนอื่นมาได้เก่ง โดยคนเองทำเองหรือหลอกลูกน้องให้ทำแทนได้ เอามาทานให้แก่ตน โดยตนก็ได้รับทานจากเขา บอกว่าเรามีวันนี้เพราะหลวงพ่อนะ ถ้าไม่มีหลวงพ่อเราไม่มีวันนี้นะ นั่นล่ะหลวงพ่อครูจตุมหาราชตัวเอ้เลย หลอกให้ทำทานโดยมุ่งหวังผูกพันสั่งสม เชื่อว่าตายแล้วจะได้อะไรกลับมา นี่ครบเลยพวกเอาทานมาหลอก พวกเราศึกษามาแล้วนี่ ฟังซ้อนตรงนี้นะ เรามาทานนี่ถ้าเราให้ไปเหมือนเราได้ฝากธนาคาร มีผลนะ เราทำไปแล้วเราไม่ได้คืนนะ มันก็อยู่ในแบงค์ แต่ถ้าเราเก็บเงินเอง เรารักษาไม่ค่อยอยู่นะ มันหายง่ายแต่ถ้าเราทำทานแล้วมันเหมือนฝากแบงค์ของเราแล้วนะ นั่นคือมีผล คุณให้มากเท่าไหรก็เหมือนฝากแบงค์ของตน คนที่ฝากไว้มากเท่าไหร่เขาหลอกให้เอาไปทำทาน ทุ่มสุดตัวให้หมดตัวเลย เขาหลอกสะกดจิตจนคนหลงเชื่อเลย คนก็หลงเชื่อ ตนเองลำบากลำบนไม่มีอยู่กินเลย ลำบากยากจนก็เอาเงินไปทำทานให้ได้นี่คือถูกจอมยักษ์มารที่เก่งฉิบหายเลย เห็นคนมานักแล้วฝีมือคนปอกลอกเก่งไม่มีใครเท่าคนนี้เลยตรงกันคนนี้หมด พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน แต่ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี อันนี้จะได้เป็นสหายแห่งดาวดึงส์ พ่อครูว่า… แต่ธรรมกายนี้มุ่งหวังสั่งสมผูกพันด้วย จึงเป็นจตุมหาราชชั้นเลวเลยด้วยเพราะไม่ได้ทำแบบไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน อันนี้เป็นจตุมหาราชแท้ สมมุติเทพแท้ๆ แต่ถ้า มุ่งหวังสั่งสมผูกพัน แล้วคิดว่าดีด้วยอันนี้คือจตุมหราชที่ชั้นเลวดุร้ายมากเลย เพราะไม่ได้เลิกผูกพันสั่งสมหวังในทาน ต่อมา บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ ถ้ามุ่งหวังมาก คนที่จะเอาเงินไปทำทานก็ไปหาทางโกง ขูดรีดคนอื่นไปทำทาน จึงไม่แปลกเลยที่เขาจะไปตั้งสหกรณ์ไปโกงคนฟอกเงินหลอกเอาเงินคนอื่นไปทานทาน หาแหล่งทำทานให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้รับผลวิมานอย่างที่ถูกหลอกสะกดจิตไว้ นี่เป็นสมัยใหม่นะ สมัยก่อนเป็นวิธีใช้กำลังอาวุธ ปล้นเอาเลย แต่เดี๋ยวนี้ใช้วิธีนี้ หรือต่างประเทศที่หาวิธีเอาจากประเทศอื่นด้วยฉลาดไม่ให้รู้ทันเลย ในโลกนี้มีเรื่องการให้เท่านั้น เลวสุดคือผู้ให้อย่างเลว กลายเป็นตนเองเป็นผู้ได้ ในภาษาการเมือง ถ้าเข้าใจอันนี้ คือคำว่า“ประชานิยม” คำว่า “ประชานิยม” คือการทาน คือการให้ แต่หลอกว่าให้แก่ประชาชน แต่ในวิธีที่เขาหลอกนั้น คนหลอกนั้นประชาชนนึกว่าคนนี้ดีจังมีการทาน ประชาชนได้จากคนนี้ ถ้าไม่มีคนนี้ไม่ได้หรอก เรามีวันนี้ได้เพราะคนนี้ นี่คือประชานิยม โลกเป็นเช่นนี้แล

_มีคนถามว่า ความเป็นเทวดา 6 ชั้นจะสิ้นเกลี้ยงตอนใด เป็นอนาคาฯหรืออรหันต์ พ่อครูว่า… การได้เจริญเป็นจิตวิญญาณเจริญทั้งชีวิต ร่างกาย จิตวิญญาณจะเจริญเป็นเทวดา 6 ชั้นที่เป็นภพชาติ ที่เป็นความเลว 6 ชั้นเลย จตุมหาราชเลวหยาบ แต่ไม่เลวเท่าปรินมมิตวสวัตตีเพราะเป็นนายของจตุมหาราช ไปล่ามาให้ปรินิมฯเลย ให้เป็นหัวหน้าสาย ตั้งเป้าจะล่ามาให้ได้เท่าไหร่เหมือนไดเรคเซลล์ เมื่อผู้ใดรู้ตัวไม่หลงเทวดาก็เริ่มลด คือลดความเป็นเทวดา และ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง) เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม ต้องลดเทวดาไปตั้งแต่จตุมหาราชิกาที่เป็นนักแย่งจากคนอื่น รุนแรงหยาบคายโหดเหี้ยมเป็นนักเลงหยาบคาย ปรนิมมมิตวสวัตตีโหดเหี้ยมโดยไม่หยาบคาย เป็นนักเลงชั้นฟ้า น่ากลัวเป็นบาปมากกว่า เป็นสัตว์นรกที่ตกต่ำได้มากกว่า ถ้าคุณลดความเป็นภพชาติ ตั้งแต่อบายภูมิก็อย่าไปอยากได้อย่างเลว เช่น ไปเล่นไพ่ แทงหวย เล่นหุ้น เสี่ยงทายอะไรก็แล้วแต่ เล่นแชร์ประเภทหลอก พนันหวย มวย บอลฯลฯ คือไม่แย่งโดยตรงแต่ใช้เล่ห์เหลี่ยม ใช้ฉลาดแบบเชิงชั้นหลอกล่อ ต้องเลิกอบายก่อนเป็นโสดาบัน ต่อมาเลิกกาม ที่จะได้เปรียบเขา แต่ไม่หยาบคายเหมือนชั้นต่ำแล้วเป็นสกิทาคามี ในเทวดา 6 ชั้นนี้อธิบายแล้ว จตุมหาราชกับดาวดึงส์เป็นคู่หนึ่ง ดุสิตกับยามาคือคู่หนึ่งเป็นตัวพักผ่อน จะเรียกว่าตัวดีกว่าอะไรอื่นก็ได้เพราะไม่ทำการ แต่จตุมหาราชแย่งได้เอามาเสพเป็นดาวดึงส์เลย แล้วพัก อยากให้อยู่นานเป็นยามา ยกตัวอย่างเราค้าขายไม่ผิดกฎหมายแต่ก็เอาเปรียบคนอื่นอยู่ เช่น อันนี้ตั้งใจขายห้า 50 บาทแต่เห็นคนเขาอยากได้ก็เลยขาย 200 เขาซื้อก็ดีใจอีก คุณก็เป็นจอมยักษ์มารใหญ่ขึ้นฉวยโอกาสอีกก็สุขใจดีใจเป็นดาวดึงส์เลย สรุปคืออย่าไปทุจริตเลยชั้นต้น สกิทาคามีก็ลดลงมาอีก แต่ถ้าอนาคามีหมดกิเลสภายนอกแล้วในกามราคะ เหลือแต่ภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะอวิชชา ถ้าเป็นอนาคามีนี้จะหมดเทวดา 6 ชั้นนี้แล้วเหลือแต่เทวดาชั้นพรหม เป็นรูปพรหม อรูปพรหม ทางโลกีย์มิจฉาทิฏฐิไม่รู้ เขาก็บอกว่าเขาเองจะต้องได้เป็นเทวดา ชั้นไหนๆ เขาก็เลยไม่มีวันหมด พวกนี้ไม่มีชั้นพรหม แต่เขาจะอธิบายว่าพรหมคือบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส พวกนี้คือกามาวจร 6 ชั้นนี้ เมื่อสะอาดก็เป็นพรหม เป็นเทวดาชั้นสูงไม่เกี่ยวกับวัตถุนอก ตา หู จมูก ลิ้นกาย ที่จะเป็นรสชาติแล้วไม่สุขไม่ทุกข์กับกระทบภายนอกแล้ว “รูปพรหม” ยังมีเศษเหลือของกามของราคะภายนอก แต่ไม่แย่งชิงไม่เป็นภัยกับใครแล้ว แล้วใจก็พอระดับหนึ่ง ไม่เอาภายนอกแล้วแต่ยังเหลือสัญญาผูกพันติดยึด ระริกระรี้ไม่หายไม่หมดเกลี้ยง ลมๆแล้งๆ จึงไม่ชื่อว่ากามาวจรแต่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร ผู้ใดทำได้เป็นถาวรยั่งยืนเพราะดับเหตุ จึงจะเป็นอาริยะแบบโลกุตระ แต่ความรู้สามัญกดข่ม จะกดข่มด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ นั่งสมาธิก็ตามหรือกดข่มแบบลืมตา สมาธิลืมตาไม่แย่งชิงใคร หรือนั่งสมาธิก็มักน้อยสันโดษเหมือนฤาษีอินเดียกดข่มเก่ง ส่วนมากก็หนีเข้าป่าเขาถ้ำเลย แต่มีแบบสัมผัสอยู่ก็กดข่มไว้เก่งได้ ไทยก็มีก็ยังไม่ใช่พรหมจริง ยังไม่เลิกกามาวจรจริง เพราะไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ยังมีอัสสาทะอร่อยหยาบอยู่เป็นลำดับ ใจเราสัมผัสจริงต้องรู้ว่ามีไฟฌานละลายกิเลสได้จริง อันนั้นจึงเป็นพรหมจริง ล้างความเป็นเทวดาจริง เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพจริง ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิไม่มีฐานปฏิบัติอ่านจิตเจตสิกรูปได้ รู้ตั้งแต่สักกายะ มีรูปนามสัมผัสเกิดในปัจจุบันทิฏฐธรรม นั้นๆ แล้วเห็นกิเลสเดี๋ยวนั้นพิจารณาเดี๋ยวนั้น เก่งถึงนิสรณปหาน ทำได้เก่งสมุจเฉททำซ้ำปฏิปัสสัทธิปหาน เก่งเป็นนิสรณปหาน อย่างลืมตานี่แหละ จึงจะเป็นพรหมจริงๆดับกิเลสเทวดา 6 นี้ตามลำดับ ก็จะลดลงบางเบาจนเหลือยามากับดุสิตก็ได้ จะไม่เป็นจตุมหาราช ไม่เป็นดาวดึงส์ ไม่ไปแย่งชิงไม่ไปเสพดาวดึงส์ แต่ไม่ทำแบบเล่ห์เหลี่ยมซ้อนเป็นนิมมานรดีกับปรนิมฯ ก็ไม่ทำแล้ว ยิ่งเป็นอรหันต์แล้ว ถ้ายังไม่จบอรหันต์ตายแล้วก็อยู่ดุสิต นี่พูดเป็นโวหารนะ ตายแล้วพัก มีวิบากที่จะมาเกิด ก่อนเป็นพระพุทธเจ้าก็พักดุสิต พอถึงเวลาก็จะมาปฏิสนธิ ประสูติเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นภาษาบัญญัติชี้บ่ง จิตเจตสิกต่างๆ ธาตุวิญญาณของมนุษย์ที่ทำได้เป็นจริงด้วย ผู้สามารถปฏิบัติจนตนเองเป็นได้ปัจจัตตัง เวทตัพโพ วิญญูหีติแล้ว ก็อธิบายตามประสาเรา เอาไปเทียบตำราตรงบ้างไม่ตรงบ้างแต่อาตมาอธิบายว่านี่สิ่งจริง ควรพูดให้รู้กัน ถ้าไม่มั่นใจอาตมาจะไม่พูดเพราะมันบาป ทำให้คนอื่นเสียหาย เราเสียหายก่อนเลย เป็นคนเลวที่สุด ในทานสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสภาพ การทานไว้อันสุดท้ายว่า… พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน