581220_รายการวิธีอารยธรรม พุทธศาสนา เถรวาท-มหายาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
581220_รายการวิธีอารยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่องพุทธศาสนา เถรวาท-มหายาน โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไท… วันนี้มาพบกับรายการวิถีอารยธรรมอีก วันนี้วันที่ 20 ธันวาคม 2558 ช่วงนี้เป็นบรรยากาศของการรับสมัครนิสิตว.บบบ.(วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม) ผู้มีคุณสมบัติสมัครได้คือรับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างน้อย 70 % ใน 5 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว รับสมัครถึงวันที่ 25 ธันวาคม เทคนิคการสอบในวันสุดท้ายของงาน..เน้นเรื่องสภาวจิต สภาวธรรม เป็นหลักไม่เน้นเรื่องภาษา วันนี้พวกเราจะมาพูดเรื่องสำคัญของศาสนา ศาสนาพุทธในเมืองไทยจะมีภิกษุที่ไม่ใช้เงินไหมคงจะหายาก เรื่องของศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่องของการรดน้ำมนต์ จุดธูปเทียนบูชาไฟ แต่เราเกิดมาก็เห็นแล้วว่าเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าให้มาเลิกหมด แต่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วก็เวียนกลับมาเป็นแบบเดิมแต่คนเราก็ยึดถือกัน พ่อครูว่า… ยินดีต้อนรับผู้ที่มาเข้าค่ายสัมมาอริยมรรคครั้งที่ 6 ที่บ้านราช บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ เพื่อจะได้มาอบรมสิ่งที่ประเสริฐให้แก่ชีวิตคือธรรมะ ทุกวันนี้เสื่อมในทางธรรมมากจริงๆ ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรดีกว่าโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ครั้งที่ 6 นี้ก็มีคนมาเข้าค่าย 25 คน แต่ก็ไม่สงสัยหรอกเพราะธรรมะที่อาตมาประกาศนี้เป็นโลกุตรธรรมไม่เหมือนกับศาสนาอื่นๆ หรือที่อื่นที่เป็นประเพณีเป็นแบบจารีตพาคนสะกดจิต ไม่มีจิตวิเคราะห์ของที่พระพุทธเจ้าสอนเน้นให้รู้จักกาย เวทนา จิต ธรรม แต่ทุกวันนี้ลงปฏิบัติแต่ในจิตกลายเป็นเรื่องปฏิบัติสะกดจิต สะกดจิตเข้าไปภายในซึ่งตรงกับสมัยยุคพระพุทธเจ้าเป็นกัน มีแต่ศาสนาสะกดจิตเข้าไปอยู่ในจิตเพียงอย่างเดียวให้เป็น 1 เอกัคคตา แบบสะกดจิตหลับตา แต่ของพระพุทธเจ้านี้
อ่านต่อ
เป็นแบบ Supra concentration มีรายละเอียดแยกแยะสัมพันธ์กันทั้งรูปและนาม เป็นปัจจุบันสำเร็จอิริยาบถอยู่แต่ศาสนาพุทธกลับไปสู่ความเพี้ยนผิด ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ คัมภีรา.... พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนแล้วว่าต่อไปในอนาคต คนจะไม่สนใจธรรมะที่ลึกซึ้งและขัดเกลาคน เป็นภาษาโลกุตรธรรมคนจะไม่สนใจ จะไปสนใจภาษาที่สละสลวยประโลมใจ ซึ่งอาตมาก็เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานีที่เป็นเมืองปราชญ์ เป็นเมืองธรรมะยังหวังลึกๆว่าธรรมะจะฟื้นคืนขึ้นมา ก็หวังเช่นนั้นพากเพียรไปชีวิตยังไม่ตาย ในหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 20 ธันวาคมฉบับต่างจังหวัด มีคอลัมน์ที่เขียนโดยคุณเสฐียรพงษ์วรรณปก ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์และได้รับการแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต…
พระพุทธศาสนา เถรวาท-มหายาน ชื่อนิกายทั้งสองจัดเป็นคู่ดังนี้.. เถรวาท(วาทะของพระเถระ) กับ อาจาริยวาท(วาทะของอาจารย์) หินยาน(ยานเล็ก,ยานเลว) กับ มหายาน(ยานใหญ่) ต่อมาทางเถรวาทโดยสมาชิกองค์กรการพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกได้มีมติไม่ยอมรับชื่อหินยาน ถือว่าเป็นชื่อที่ฝ่ายมหายานตั้งให้ด้วยความดูหมิ่นว่าเป็นพาหนะเล็กเลว ไม่สามารถขนสรรพสัตว์ข้ามห่วงสังสารวัฏได้มากเหมือนกันของตนที่ใหญ่กว่า สมัยพุทธกาลไม่มีนิกาย ความขัดแย้งกันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เพราะมีพระพุทธองค์ทรงเป็นศูนย์กลางคอยไกล่เกลี่ย ทรงประทานให้โอวาท ความขัดแย้งกันก็สงบลงได้ดังกรณีพระเมืองโกสัมพีทะเลาะกันเป็นต้น ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเล็กน้อยพระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า อานนท์ต่อไปภายภาคหน้าถ้าสงฆ์ปรารถนาจะยกเลิกสิกขาบทเล็กๆน้อยๆยกเลิกได้ เมื่อพระอานนท์รายงานเรื่องนี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ซึ่งประกอบด้วยพระอรหันต์ล้วนจำนวน 500 รูปในคราวสังคายนาครั้งแรก หลังพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ 3 เดือนพระสงฆ์ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าสิกขาบทเล็กน้อยคือข้อได้บ้าง จึงลงมติคือความเสียงข้างมากว่าไม่ยกเลิกยังคงรักษาไว้ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อกาลเวลาผ่านไปได้ 100 ปี มีพระกลุ่มหนึ่งชื่อว่าวัชชีบุตรได้เสนอแก้ไขสิกขาบท 10 ข้อด้วยกันคือ ข้อที่ 1 ตะวันบ่ายคล้อยไปประมาณ 2 องคุลี (คงประมาณบ่ายสองโมง) ฉันอาหารได้ ขัดกับสิกขาบทห้ามฉันอาหารในยามเวลาวิกาลตั้งแต่เที่ยงไป ภิกษุวัชชีบุตรคงเห็นว่ามันหิวนี่หว่ายืดเวลาออกไปอีกได้ ข้อที่ 2 ให้เก็บเกลือไว้แล้วนำไปผสมอาหารฉันได้ตลอดไป ขัดกับสิกขาบทข้อห้ามเก็บสะสมอาหาร ใครฝ่าฝืนปรับอาบัติปาจิตตีย์ ภิกษุวัชชีบุตรเห็นว่าเรื่องเล็กควรยกเลิกได้ ข้อที่ 3 วัดที่มีพระจำนวนมากแยกทำอุโบสถสังฆกรรมได้ ความเป็นสงฆ์เน้นความสามัคคี การแยกทำอุโบสถสังฆกรรมขัดกับหลักการที่ 2 บัญญัติไว้ในอุโบสถขันธกะ พระวินัยปิฎก ใครฝ่าฝืนปรับอาบัติทุกกฏ ข้อที่ 4 ฉันอาหารในวัดอิ่มแล้ว เข้าบ้านเขาถวายอีกฉันอีกได้ แสดงความเป็นคนมักมาก เรียนยากไม่รู้จักพอ ปรับอาบัติปาจิตตีย์ ข้อที่ 5 เวลาทำสังฆกรรมยังไม่นำฉันทะของรูปที่ขาดประชุมมา สงฆ์กระทำสังฆกรรมได้ ใครไม่มาก็ต้องมอบฉันทะมา คือเวลาประชุมและบอกว่าที่ประชุมมีมติอย่างไรก็ตามเห็นด้วยจะมาพูดภายหลังว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้เข้าประชุมผมไม่รับรู้ พวกวัชชีบุตรบอกว่าแค่นี้ทำได้ ข้อที่ 6 ข้อปฏิบัติที่อุปัชฌาย์อาจารย์ประพฤติมา แม้จะผิดก็ควรทำตาม วัชชีบุตรอ้างว่าต้องการเคารพครูอาจารย์ แต่ครูอาจารย์พาทำผิดๆก็ไม่ควรทำตาม ควรยึดหลักพระวินัย ข้อที่ 7 ฉันนมสดที่ยังไม่แปรเป็นนมส้มได้ นมสดถือว่าเป็นอาหารแต่ถ้าเป็นนมส้มหรือนมเปรี้ยว(ทธิ) ฉันได้เรื่องแค่นี้ ใหญ่กว่านี้ยังได้เลย ข้อที่ 8 ฉันสิราสุราอ่อนๆได้ ฉันกระแช่น้ำตาลเมาหรือไม่ก็สปายไวน์คูลเลอร์ อะไรเทือกนั้น วัชชีบุตรบอกว่าฉันได้สบายมาก ข้อที่ 9 ผ้าปูที่นั่งไม่มีชายใช้ได้ แต่วินัยบอกว่าห้ามใช้ ใครฝ่าฝืนปรับปาจิตตีย์ อันนี้คงไม่ทรงต้องการให้ของใช้ของสอยของพระสวยงามต้องตาขโมยกระมังจึงให้ทำชาย ข้อที่ 10 รับเงินทองได้ ความจริงมีวินัยบัญญัติห้ามรับเงินรับทอง มีเงินมีทองในครอบครองโดยคนอื่นจัดการให้ วัชชีบุตรบอกว่ารับได้ พระสงฆ์ได้โดยพระยสะ กากัณบุตร เป็นประธานได้คัดค้านข้อเสนอของพระวัชชีบุตร.จึงเลือกพระสงฆ์จำนวน 700 รูปทำสังคายนาวินิจฉัยวัตถุ 10 ประการนับเป็นสิ่งขัดพระธรรมวินัย การประชุมวินิจฉัยครั้งนี้ทำกันนานถึง 8 เดือน โดยพระเจ้ากาฬาโศก ทรงถวายความอุปถัมภ์ทำกันที่วาลุการาม เมืองไพศาลี พวกวัชชีบุตรไม่ยอมรับการวินิจฉัยครั้งนี้รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ประมาณ 10,000 รูปแยกไปต่างนิกายใหม่ชื่อมหาสังฆิกะ ในช่วงนี้พระสงฆ์แตกออกเป็น 2 นิกายคือ 1. เถรวาท(หรือสถิรวาทิน) เป็นนิกายดั้งเดิมที่ยึดหลักพระธรรมวินัยสืบทอดมาตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ 1 มีจุดยืนแน่นอนว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระธรรมวินัย นิกายนี้มีศูนย์กลางอยู่ทางอินเดียใต้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าทักษิณนิกาย (นิกายใต้) 2. มหาสังฆิกะ เกิดจากพวกวัชชีบุตรเมืองไพศาลี มีจุดยืนว่าพระธรรมวินัยที่ไม่เหมาะสมกับกาลสมัย เปลี่ยนแปลงได้ นักวิชาการทางศาสนากล่าวว่านิกายสังฆิกะ นี้แหละได้แตกหน่อแตกใบออกมาเป็นนิกายมหายานในภายหลัง เอกลักษณ์ของมหายานคือ 1. วินัยบัญญัติ สิกขาบททั้งหลายแก้ไขได้โดยอ้างพุทธวจนะตรัสไว้เป็นนโยบายกว้างๆไว้ก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานและอ้างว่าแม้พระองค์หลังจากส่งตราข้อบังคับไว้ บางครั้งก็ยังเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เหมาะสมขึ้น 2. หลักธรรมแก้ไขได้ หลักคำสอนพื้นฐานที่ถือว่าเป็นจุดยืนของพระพุทธศาสนาดังเดิมแก้ไขเพิ่มเติมได้ 3. ไม่เน้นความศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตสงฆ์ ฝ่ายมหายานเห็นว่าชีวิตสงฆ์ ชีวิตของฆราวาส ไม่แตกต่างกันเพราะสามารถบรรลุธรรมได้เท่ากัน ก็เลยไม่เน้นความศักดิ์สิทธิ์ของเพศพรหมจรรย์ พระเองก็ถือว่าวินัยไม่สำคัญเท่ากับธรรมะ ขอให้มีธรรมะเป็นใช้ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงเห็นพระมหายานบางนิกายย่อยทำตนดุจคฤหัสถ์ 4. แนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ เถรวาทสอนว่าพระโพธิสัตว์หมายถึงบุคคลหนึ่งซึ่งบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวะพระโพธิสัตว์ไม่ทั่วไปแก่บุคคลอื่น ในยุคหนึ่งจะมีพระโพธิสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวะพระโพธิสัตว์เป็นอันสิ้นสุด ส่วนมหายาน ถือว่าพระโพธิสัตว์ มี 2 ประเภทคือ 1.ธยานีโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่บำเพ็ญบารมี 6 ประการ มหายานถือว่ามี 6 บารมีเท่านั้นเต็มเปี่ยมแต่ไม่ยอมเข้าสู่นิพพานก็มีเจตจำนงแน่วแน่อยากช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ บางทีเรียกว่า เทวโพธิสัตว์ (โพธิสัตว์เทพ) มีมากมายหลายร้อยองค์
พ่อครูว่า… ก็เป็นการรวบรวมประวัติศาสตร์และมีความเห็นส่วนตัวของคุณเสฐียรพงษ์ วรรณปก ด้วยก็ต้องขออภัยที่จะวิจารณ์กัน ซึ่งเป็นคนที่ก็คบหากันมาก่อน ก็จะไม่วิเคราะห์วิจัยในเรื่องการมี 2 นิกาย ไล่มาตั้งแต่ที่บอกว่ามีพระวัชชีบุตรจะแก้ไขสิกขาบท 10 ข้อ ข้อที่ 1 ตะวันบ่ายคล้อยไปประมาณ 2 องคุลี อันนี้อาตมาไม่เคยเห็นหลักฐานที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่าไม่ให้ฉันหลังเที่ยงก็เห็นแต่ใช้คำว่าเวลาวิกาล คำว่า “วิกาล”แปลว่าเวลาที่ไม่ได้กำหนดกันไว้ เคยเห็นแต่กำหนดว่าให้ฉันในที่นั่งแห่งเดียว ให้นั่งฉันเป็นกิจลักษณะ ไม่ให้ฉันจุบจิบ พาลุกไปจากที่นั่งที่ฉันอาหาร แล้วไม่ไปฉันอาหารที่เป็นของเคี้ยวแต่ดื่มเครื่องดื่มได้ ดังนั้นก็จะเห็นว่ามีแต่คำว่า “วิกาลโภชนา”กับฉันในที่นั่งแห่งเดียว แม้แต่ฉันเสร็จแล้วก็ไม่ให้กักตุนอาหาร ไม่สะสมอาหาร ฉันเสร็จแล้วให้คว่ำบาตรล้างบาตร พระไม่มีหน้าที่สะสมอาหาร เมืองไทยที่เป็นเมืองเถรวาทแต่กลับไม่เคร่งครัด มีการเอาข้าวสารอาหารแห้งมาใส่บาตร อาหารกระป๋องใส่บาตร เขาก็เก็บไว้กักตุนไว้ พระธรรมวินัยเละเทะ ทำไมพระพุทธเจ้าให้ฉันในที่นั่งแห่งเดียว จบกิจแล้วลุกจากที่นั่งก็ไม่กินอีก แต่ลุกไปปัสสาวะอุจจาระได้ ไม่พาซื่อ หมายถึงรับประทานอาหารเสร็จนั่นแหละจบ ลุกจากที่นั่ง แม้แต่บอกว่าไม่ให้ฉันหลังเที่ยงก็เลยซอยมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยๆเป็นหลายมื้อเลย ไม่ได้มีโภชเนมัตตัญญุตาเลย ซึ่งขัดกับหลักปฏิบัติที่ไม่ผิด คืออปัณกปฏิปทา 3 ของพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้กลับไปนั่งรับ ตามปฏิบัติ เสียไม่ได้มีผัสสะให้ปฏิบัติดังที่พระพุทธเจ้าสอน อปัณกปฏิปทาคือ...สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ เค้าก็พานั่งหลับตาไม่ได้สำรวมเลย โภชเนมัตตัญญุตา ไม่มี ได้แต่นั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีจิตวิเคราะห์ ไม่มีการชาคริยานุโยคะ ธรรมะทุกวันนี้เพี้ยนไปหมดเลย แต่เดิมเขาดีอยู่แล้วแต่วัชชีบุตรก็มาแก้ให้สมใจกิเลสของตนเอง ข้อที่ 2 ให้เก็บเกลือไว้แล้วนำไปผสมอาหารฉันได้ตลอดไป ก็แสดงว่าติดรสชาติ คำว่ายาวกลิก กับยาวชีก นี้เถียงกันน่าดู คำว่า ยาว คือให้ยาวออกไป คือเก็บไว้ได้ยาวขึ้นไป แต่ก็เถียงกันว่าได้ยาวเท่าไหร่ดี ลักษณะของเคี้ยว ที่ชื่อว่า ของเคี้ยว คือ เว้นโภชนะห้า 1 ของที่เป็นยามกาลิก 1 สัตตาหกาลิก 1 ยาวชีวิก 1 นอกนั้นชื่อว่า ของเคี้ยว. ลักษณะของฉัน ที่ชื่อว่า ของฉัน ได้แก่โภชนะ 5 คือ ข้าวสุก 1 ขนมสด 1 ขนมแห้ง 1 ปลา 1 เนื้อ 1. นี่ก็แปลเลี่ยงไป ที่ว่าปลา ที่ว่าเนื้อนี่ ข้อต่อไป ข้อที่ 3 วัดที่มีพระจำนวนมาก แยกทำอุโบสถสังฆกรรมได้ ..พระพุทธเจ้าท่านกำหนดไปหมดว่าสังฆกรรมใดควรใช้สงฆ์กี่รูป วัชชีบุตรก็มีความคิดเห็นอยากจะแตกแยก ข้อที่ 4 ฉันอาหารในวัดอิ่มแล้ว เข้าบ้านเขาถวายอีกฉันอีกได้ ตอนนี้ก็แสดงถึงความมากๆจริงๆ ข้อที่ 5 เวลาทำสังฆกรรมยังไม่นำฉันทะของรูปที่ขาดประชุมมา สงฆ์กระทำสังฆกรรมได้ ใครไม่มาก็ต้องมอบฉันทะมา ตอนนี้ถ้าไม่จำเป็นท่านไม่ให้ขาดประชุมหากจำเป็นก็ให้มอบฉันทะ ข้อที่ 6 ข้อปฏิบัติที่อุปัชฌาย์อาจารย์ประพฤติมา แม้จะผิดก็ควรทำตาม ข้อที่ 7 ฉันนมสดที่ยังไม่แปรเป็นนมส้มได้ ข้อนี้เป็นหลักฐานว่าท่านไม่ให้ฉันแม้แต่นมสด แต่วัชชีบุตรก็แสดงความเห็นว่า ที่ไม่ให้ฉันนมสด คือวินัยห้ามไว้ไม่ให้ฉันแต่วัชชีบุตรฉลาดบอกว่านมสดที่ไม่แปรเป็นนมส้ม นมเปรี้ยวฉันได้ แสดงว่าพระวินัยไม่ให้ฉันแม้นมสด ยิ่งเป็นนมส้มก็ยิ่งไม่ให้ฉัน เพราะว่ามียีสต์เป็นตัวสัตว์แล้วมันแตกตัวมีชีวะแล้ว อย่างนี้ฉันไม่ได้ แต่ถ้านมสดยังไม่มีตัวก็ให้ฉันได้ แต่ความเห็นคุณเสถียรพงษ์ว่า...เรื่องแค่นี้ ใหญ่กว่านี้ยังฉันได้เลย คือเนื้อสัตว์ยังฉันได้เลยนั่นเอง นี่คือความเห็นของเสถียรพงษ์ แสดงว่ากลบเกลื่อนธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ไม่ให้ฉันแม้นมสด ในร่างกายของคนก็มีจุลินทรีย์ทั้งนั้น การรักษาโรคต้องฆ่าจุลินทรีย์จะพาซื่อไม่ต้องฆ่าจุลินทรีย์ก็ตายสิ เช่น พยาธิเจาะลูกตา เอาออกจากตาเดี๋ยวมันตายสิ คือพาซื่อจนกระทั่งเลยเถิด ข้อที่ 8 ฉันสุราอ่อนๆได้ ฉันกระแช่ น้ำตาลเมาหรือไม่ก็สปายไวน์คูลเลอร์ ข้อที่ 9 ผ้าปู่ที่นั่งไม่มีชายใช้ได้ แต่วินัยบอกว่าห้ามใช้ ใครฝ่าฝืนปรับปาจิตตีย์ ข้อที่ 10 รับเงินทองได้ อาตมาดื่มสุราไม่เคยเมาเลย แม้ตอนเป็นฆราวาสจะถูกมอมเมาให้ดื่มมากเท่าใด แม้ไปเข้าทรงก็รู้ตัวตลอดไม่ได้หลงไปกับเขา ขออภัยที่เล่า อาตมาโดนข่มขืน ผู้หญิงข่มขืน เสียตัว แต่อาตมาก็ไม่รู้สึก..เฉยๆ ผู้หญิงก็โกรธด้วยซ้ำ แต่ผู้ชายต้องหลั่งน้ำ แต่เฉยๆ ก็งงตัวเอง ตอนนั้นอาตมาก็ยังมีอุปาทานอยู่นะ ลิงลมอมข้าวพอง กินอาหารอร่อยอยู่นะ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็มีอารมณ์ตอนที่ไม่ฟื้นคืนภูมิรู้ จนเรามาปฏิบัติได้แล้วก็รู้ว่า สิ่งที่เราถูกเขาครอบงำความคิดก็เลยติดไปตามเขา แต่พอเราฟื้นคืนภูมิรู้ก็ไม่มีอาการแบบที่ถูกมอมเมา จะรู้อารมณ์อุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างไร คนที่ไม่รู้ว่า เคหสิตอุเบกขากับเนกขัมสิตอุเบกขานั้นต่างกัน เคหสิตอุเบกขามี 1.ฝึกตนกดข่มเฉยๆ 2.ไม่ต้องฝึกแต่ปุถุชนก็มีพักยกเฉยๆ อุเบกขาได้ เคหสิตอุเบกขา หรือใช้วิธีสะกดจิตให้เฉยๆได้ ส่วนเนกขัมสิตะนั้นรู้ทุกอย่างแยกเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 ที่แยกระหว่างเคหสิตโสมนัส โทมนัส กับเนกขัมสิตโสมนัส โทมนัสได้ สัมผัสทางทวาร 6 รู้ ปฏิบัติอ่านแยกวิเคราะห์วิจัยออก ไม่ได้ hypnotize เป็นของเก่า พอปฏิบัติธรรมก็ขึ้นมา มีบารมีมีอาการพวกนี้ สมณะฟ้าไท… พระสารีบุตรฟังธรรมจากพระอัสสชิจึงปฏิบัติต่อได้ แต่พ่อครูนี้ไม่ต้องฟังก็ได้ ต่างกัน พ่อครูว่า… อย่างพระท่านจะหลั่งน้ำกาม ตอนฝัน เรียกว่าหลั่งในตอนหลับตอนฝัน ถ้าผู้ที่ไม่มีอารมณ์แล้วอาการหลั่งน้ำกามตอนฝันก็เหมือนกับน้ำเยี่ยวหลุดออกมา ไม่มีรสชาติ แต่ถ้าคนที่ไม่หมดกิเลสจะมีอารมณ์แต่คนหมดกิเลสแล้วไม่มีอารมณ์ ยังเป็นหนุ่มแน่น ร่างกายต้องสร้างตามหน้าที่ของมัน มันเต็มก็หลั่งออกขับออก ผู้หมดกิเลสก็เหมือนเยี่ยว แต่ผู้ไม่หมดกิเลสจะมีอารมณ์สุข เหมือนผู้หญิงต้องมีตกไข่ต้องมีเลือดประจำเดือนออกมา แม้จะเป็นอรหันต์แล้วก็มีเลือดประจำเดือนออกมา จะเห็นได้ว่าผู้หญิงนี้จะทุกข์แต่ผู้ชายนี้จะสุข แต่ก็ไม่รู้ว่าภิกษุณีที่เป็นอรหันต์เวลามีเลือดประจำเดือนจิตตกหรือไม่ คนที่ไม่เป็นอรหันต์จะมีเมน มีประจำเดือนบางคนก็ไม่มีทุกข์อะไรก็มีได้ นี่ก็ขยายความให้เลือกซึ่งเป็นเชิงวิชาการไม่ใช่ลามกอนาจารเป็นการศึกษา ศึกษาอารมณ์ด้วยอาการคือกิริยาอาการของนามธรรมละเอียดขนาดรูปและอรูป อาตมากำลังลงละเอียดถึงอาการของดินน้ำลมไฟ 1.มีลักษณะ 2.มีสัมภาระ 3.อารัมนะ 4.สมมุติ ดินคือลักษณะปฐวี สัมภาระปฐวี อารัมนะปฐวี หรือสมมุติปฐวี มีพลังงานปรุงแต่งในพลังงานดิน เราก็ดูลักษณะมันได้ 1.ลักษณะปฐวี เป็นแท่งก้อนเข้มแข็งชิดกัน แม้จะเล็กละเอียดสามารถรู้ได้ เช่น ปฐวีธาตุที่เกิดขึ้นจุด1 ขึ้นมาตั้งแต่เซลล์แรกหรือเป็นแค่รูปกับรูป อุตุกับอุตุ เช่น H กับ O จับตัวกัน ยังไม่เป็นธาตุน้ำ เป็นธาตุดิน ที่เรียกว่าลักษณะ คือรูปร่างลักษณะแม้แต่มันละเอียดเล็ก 2.สัมภาระ หมายความว่าการคิดปรุงแต่งกันขึ้นมา กำลังสังเคราะห์กันขึ้นมา อาการเช่นนี่คือมะระ นี่คือเสาวรส นี่คือมะละกอ เป็นธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นสิ่งที่เป็นอุตุ พอมาถึง 3.อารัมนะ ไม่ใช่อุตุแล้วแต่เป็นพลังงานจิตแล้ว เช่น เล็บของเราก็มีสัมภาระปรุงแต่งกัน มีธาตุดินน้ำลมไฟอยู่ในนี้ทั้ง 4 ธาตุ ดีไม่ดีมีอากาสธาตุด้วย เป็นความว่างชนิดที่เราจับความว่างไม่ได้ ยังไงตั้งแต่ 2 ขึ้นไปจะมีความว่าง คุณจะสามารถจับความว่างได้หรือไม่ ในทางฟิสิกส์เล็กละเอียด แต่ในนามธรรมช่องว่างนั้นยิ่งละเอียดกว่าอีก อากาศนี้คือสุญญตารมย์ เช่น คนนั่งหลับตาสมาธิถึงอากาสานัญจายตนะ คือจิตคุณตกในภวังค์ คุณไม่รู้ตัวหรอก แต่คุณเสพช่องว่างนั้น คุณมีชีวะธาตุรู้แต่ไม่รู้ตัวเอง แต่คุณเสพรสอาการรู้อยู่คือเข้าฌานหลับตา พอรำลึกรู้ตัวว่านี่คือฉัน ก็คือ วิญญานัญจายตนะ นี่คือสมาธิหลับตาหรือลืมตาก็ตกภวังค์ตกภพได้ ไม่เห็นอะไรทั้งที่ลืมตาอยู่ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าท่านเดินอยู่ในโรงกระเดื่อง ฟ้าผ่าวัวตาย 4 กับคนตาย 2 ท่านก็ไม่ได้ยิน จนคนเดินมาทักทายกันจึงรู้ว่ามีฟ้าผ่า พวกที่เข้าฌานฤาษีที่บอกว่าได้นิโรธสมาบัติ เอาไฟมาจี้ที่ตัวไม่รู้สึก เป็นการสะกดจิตอย่างหนัก คนธรรมดาก็ทำได้ อย่าว่าแต่ความรู้สึกเลยสะกดจิตแล้วประสาทตาเค้าไม่รับรู้ บอกว่าบนโต๊ะนี้ไม่มีอะไรเลยทั้งทั้งที่มีของอยู่เต็มไปหมด เขาก็มองไม่เห็นจริงๆ เอามือวักก็ไม่ถูก จิตมันมีรายละเอียดสารพัด สามารถฝึกได้เป็นได้ หนังเหนียวก็ฝึกได้แต่ไม่เที่ยง ขนาดฤาษีก็มีพลังงานเหาะได้ แต่เมื่อเหาะแล้วกามเข้า ก็เลยตกลงมา เหาะไม่ขึ้นเลยต้องเดินไป ฝึกได้แต่มันไม่เที่ยงและแปรปรวน มันเป็นกิเลสต้องยึดติดมากๆแล้วก็เป็นได้ พระพุทธเจ้าให้มาล้างความยึดติดแต่ถ้าไปติดล้างไม่ได้จะซวย อิทธิปาฏิหาริย์ เทศนาปาฏิหาริย์นี้พระพุทธเจ้าท่านรังเกียจเบื่อหน่าย ที่ไปทำกันยังทำนายทายทักหาของที่หายได้ เสกหนังควายเข้าท้องได้ มันไม่เป็นไปเพื่อการละ การหน่าย การคลาย ท่านบอกว่าอย่าเอามาวุ่น แม้เป็นได้ก็อย่าปฏิบัติ ถ้าปฎิบัติจะต้องอาบัติ แต่ถ้าไม่มีในตนแล้วหลอกว่ามีก็เป็นปาราชิก ถ้ามีแต่ปฏิบัติเป็นอาบัติ อาตมาเคยเล่นมาก่อนแต่ก็เลิกแล้ว เหมือนกล้องส่องทางไกลสามารถรวมแสงให้เป็นหนึ่ง ก็ได้เป็นจุดเล็กๆหรือจะให้กระจายออกกว้างไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้ พระพุทธเจ้ารู้ทุกขั้นตอน
ความรู้เรื่องพระโพธิสัตว์ของเถรวาท พระโพธิสัตว์หมายถึงบุคคลหนึ่งที่บำเพ็ญบารมีเพื่อบำเพ็ญไปเป็นพระพุทธเจ้า สภาวะของโพธิสัตว์ไม่ทั่วไปแก่บุคคลหมายความว่ามีเฉพาะแก่พระโพธิสัตว์ บุคคลอื่นที่ไม่มีบารมีไม่มีคุณภาพ ไม่มีคุณธรรม มีไม่ได้ บอกว่าในยุคหนึ่ง จะมีโพธิสัตว์เพียงองค์เดียวเท่านั้นมาอุบัติในโลกจะมีซ้อนกัน 2 องค์..ไม่ได้ พระโพธิสัตว์นี้มีในตำนานแต่เป็นตำนานของเถรวาท มีในพระไตรปิฎกที่สังคายนาไว้ในเถรวาท ก็คือความแค่นั้น จึงมีตำนาน จึงมีตัวอย่างของพระโพธิสัตว์ในนั้นพูดถึงพระโพธิสัตว์ในประวัติของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ส่วนประวัติของพระโพธิสัตว์อื่นที่มายกตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้ากัสสปะโกนาคมณ ที่พระพุทธเจ้าเอามาเล่า เป็นพระโพธิสัตว์แต่ละเรื่อง แต่ละพระองค์ก็ไม่ได้ขยายความว่าเป็นโพธิสัตว์อย่างไร ไม่มีระดับพระโพธิสัตว์1 2 3 4 5 6 7 เป็นอย่างไร ดังนั้น เถรวาทจึงมีความรู้แค่ว่าเพื่อเป็นโพธิสัตว์มาเกิดเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้อธิบายถึงจิตเจตสิกของพระโพธิสัตว์ เลยเอาความรู้ของเถรวาทที่สอนกันว่าโพธิสัตว์เป็นผู้ที่มีความรู้สอนคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นได้เป็นคุณสมบัติที่เพื่อผู้อื่น คุณจะเป็นโพธิสัตว์ก็ช่วยคนอื่นไปแต่จะไม่ได้คุณสมบัติของความเป็นอารยะที่เป็นอรหันต์ ถ้าเป็นพระโสดาบันไม่อันดับ 1 สัตตักขัตตุปรมโสดาบันก็ไม่ได้ เป็นโสดาบันที่ต้องทำอีก 7 รอบ แต่ก็แปลไปว่าต้องเกิดอีก 7 ชาติจากท้องแม่อีก ถ้าเป็นโสดาบันสูงขึ้นเขาก็เข้าใจเป็นตัวตนบุคคลเราเขาไป จะสอนคนอื่นสอนไปแต่ไม่เข้าใจความเป็นอาริยธรรมของตน สมณะฟ้าไท… ไม่มีความรู้เรื่องอาริยธรรม จะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร พ่อครูว่า… เมื่อไม่รู้จักอาริยธรรมแล้วจะเอาความรู้อาริยธรรมไปสอนได้อย่างไร เข้าใจว่าเป็นอาริยะแล้วก็ต้องตาย เป็นอรหันต์ต้องตายแล้วสูญ แต่ถ้าเป็นอาริยะต้องเกิดไม่เกิน 7 ชาติก็เป็นอรหันต์ นี่คือความเป็นคนของเถรวาท อาตมาอธิบายโพธิสัตว์ระดับต่างๆจึงเข้าใจไม่ได้ คนไม่มีปรโตโฆษะก็ไม่ฟังอาตมาเลย ขนาดฟังยังเข้าใจไม่ง่าย แล้วพวกไม่ฟังก็ไม่มีทางเลย ไม่สัมมาทิฏฐิแน่ เพราะเขาไม่สามารถรู้เลยในอาริยธรรม ไม่ว่าโพธิสัตว์หรืออรหันต์ก็ต้องรู้อาริยสัจ โสดาบันก็ต้องรู้อาริยสัจ 4 ช่วยตนเองแล้วก็ค่อยสอนคนอื่น จงสร้างคุณอันสมควรก่อนพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง หากตนเองไม่บรรลุแล้วไปสอนคนอื่นในระดับฌาน ในระดับอภิญญาก็เลยเละเทะเป็นความเข้าใจที่จมลึก อาตมาบวชมา 45 ปีก็ขอไม่ไว้หน้าแล้ว แล้วจะไปบอกว่าโพธิสัตว์มี 2 ประเภท 1.เทวโพธิสัตว์ 2.เทวโพธิสัตว์ รู้หรือเปล่าว่าเทพคืออะไร โพธิสัตว์ที่เป็นเทพคือเข้าใจจิตเจตสิกได้ เมื่อเป็นโสดาบันก็รู้ได้ สัตว์นรกคือต่ำกว่า มนุสโสคือจิตกลางๆที่จะมีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มีอาการ 32 แล้วรู้อาการ 33 ที่ต้องออกให้ได้ ออกได้ หมดกามหมดอัตตาได้ สามารถล้างจิตโลกีย์สมมุติเทพ เราออกจากโลกียรสมาเป็นอุบัติเทพในร่างมนุษย์ รู้จักจิต เจตสิก รู้จักมนสิการ รู้จักวิญญาณ เป็นโพธิสัตว์หรืออรหันต์ก็ทำเช่นนี้ล้างกิเลสไปได้ โสดาบันก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 ได้อรหัตตผลของโสดาบัน สกิทาคามีก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 2 ได้อรหัตตผลสกิทาคามี อนาคามีก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 3 ได้อรหัตตผลอนาคามี จนเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 ได้อรหัตตผลของอรหันต์ ก็เป็นโพธิสัตว์ ไม่ใช่โพธิสัตว์เป็นอาริยบุคคลไม่ได้..ไม่ใช่เลย นี่คือความรู้เรื่องโพธิสัตว์ในเถรวาทนั้นน่าสงสาร สมณ ะ ฟ้าไท… เราได้เรียนรู้ทั้งลึกและกว้าง เรียนรู้พระธรรมวินัยด้วย จบ