580501_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มนุษย์ชนิดไหนเลิศยอดที่สุด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580501_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มนุษย์ชนิดไหนเลิศยอดที่สุด
พ่อครูว่า ...วันนี้วันเมย์เดย์ วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2558 ขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ปีมะแม รายการธรรมาธรรมะสงคราม จากบ้านราชฯ วันนี้เป็นวันแรงงาน วันของชาวชนใช้แรงงานหรือเรียกว่ากรรมกร ก็ให้เกียรติแก่คนระดับล่างกัน คำว่ากรรมกร แรงงาน จริงๆ แล้วมนุษย์เรามีความฉลาดมากว่าสัตว์ใดๆ ทั้งปวง สัตว์เดรัจฉานทุกชนิดใช้แรงงานเป็นหลัก เลี้ยงชีวิต ทำมาหากิน เขาจะใช้กรรมกิริยาต่างๆ ก็ทำตามประสา คนเราก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ถ้าคำว่าเดรัจฉาน โดยเนื้อหาสาระของความหมาย คำแปล เดรัจฉานแปลว่า สิ่งที่ขวางทางนิพพาน ที่มันไปสู่นรก แม้จะได้สุข กุศล ก็ได้ชั่วคราว เป็นของเท็จ สวรรค์ไม่มีจริง เป็นเพียงอารมณ์เสพสมใจ สัตว์มันก็ทำงานดูแลตนเองหรือว่าดูแลโขลง มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างปลวกมันมีระบบระเบียบของมัน คนยังสู้ไม่ได้เลยในเรื่องซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีคอรัปชั่น แต่คนเรา คำว่าแรงงานนั้น ถ้าคนเราขี้เกียจ ไม่ใช้แรงงาน ใช้แต่มันสมอง ความคิด แล้วความคิดก็พาให้ตกต่ำได้ พาให้เจริญได้ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิพาให้ตกต่ำ พาให้สร้างนรกแก่ตนได้ คนที่เขาว่าประสพผลสำเร็จในโลกคือ ได้โลกธรรม ได้เสพกาม ได้สมอัตตาของเขาเต็มเหนี่ยว เขาก็ดีใจที่ได้ประสพผลสำเร็จ เป็นเรื่องที่เขาไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้ศึกษาสัจธรรมให้บริบูรณ์ เขาจะได้ก็ตอนหลงเสพในภพนี้ว่าเขาเองได้เป็นสุข แต่แท้จริงเขาสะสมวิบากบาป เขาได้เปรียบมาตลอด เพราะเขาใช้วิธีที่ซับซ้อน ใช้ค่ายกลที่ทุนนิยมเขาทำกัน น่าสงสารใช้ระบบวิธีคิดที่เอาเปรียบ จนคนระดับล่างจำนน แล้วต้องเป็นข้าทาส แล้วเสียเปรียบ (คนที่ได้เปรียบ เป็นผู้ได้อกุศลหรือบาป ที่จะต้องไปใช้หนี้หรือตายไปก็มีนรก เขาไม่ได้สบายเพราะเป็นหนี้) เอาเปรียบเขาอย่างมหาศาล มีกลยุท
อ่านต่อ
ธ์มากมาย สมัยพระพุทธเจ้าก็ยังไม่มีมากขนาดนี้ ถ้าใครเอาหลักทุนนิยมตั้งแต่สมัยก่อนมาถึงปัจจุบัน อัตราการเอาเปรียบแบบทุนนิยมมันซับซ้อนไม่รู้กี่ช ั้น ต่อกี่ชั้นมหาศาล แล้วคนใช้แรงงาน คนที่ใช้มันสมองสู้ไม่ได้แต่มีกำลัง มีการใช้แรงงานสร้างสรรแล้วเลี้ยงโลก แรงงานเหล่านี้ทำให้สังคมมนุษย์อยู่ได้เพราะแรงงานเหล่านี้ ส่วนมันสมองมีแค่เอาเปรียบ ในหลายตระกูล เกิดมามีแต่ได้เปรียบ เอาเปรียบตลอดกาลนาน เขาเสียเปรียบทางธรรมแต่ได้เปรียบทางโลก ได้เปรียบเอามากๆด้วย ไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้นแล้วก็ตั้งกฎ ตั้งหลัก เด็กเกิดใหม่มาก็จำนนรุ่นแล้วรุ่นเล่า สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมสังคม พวกเรานี่หลุดรอดจากการที่จะต้องไปทำอย่างเขา เรามาใช้ชีวิตในนี้ ก็ไม่ได้อยู่ในวงจรบาปพวกนี้ที่ทั้งโลกเป็น คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า คนที่เกิดมาแล้วตายไปจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกน้อยกว่าน้อยนัก เท่ากับเอามือจิ้มดินแล้วดินติดเล็บมาคือคนที่จะเกิดเป็นมนุษย์ นอกนั้นตายแล้วตกนรกหมด อาตมาเห็นจริงเช่นนั้นว่าตกนรกส่วนมาก พวกเราชาวอโศกที่ได้มามีชีวิตเช่นนี้ หลายคนกว่าจะมาก็สะสมบาปไม่รู้เท่าไหร่ กว่าจะได้มาทำในระบบที่อาตมาไม่ได้พาสร้างหนี้วิบาก คิดดู ซึ่งมันน่าสงสาร คิดดูว่าทั่วประเทศ จะมีถึงหมื่นคนไหมที่ได้มานี่ ที่มาอยู่ในสาธารณโภคีจริงๆ ไม่ถึงหมื่นคนดี คนในโลกเจ็ดพันล้านคนไปทำบาป คนใช้แรงงานแล้วก็เอาเปรียบคนด้วยก็มีเยอะ คนที่ใช้แรงงานอย่างเสียเปรียบ อย่างในหลวงว่า ขาดทุนคือกำไร อันนี้คือสัจจะ ผู้เสียนั่นแหละคือผู้ได้ พระโพธิสัตว์ได้ตรัสความจริงนี้ขึ้นมา คนไม่รู้หรอกว่าตนเองอยู่ในข่ายที่ในหลวงตรัส คือเป็นผู้ได้ แต่คือผู้เสีย แล้วเขาไม่เคยคิดว่า จะต้องมาเสียทำไม เขาไม่ได้คิดไม่ได้สะดุดใจ ว่าในหลวงตรัสอะไร เขานึกไม่ออก ที่อาตมาใช้ศัพท์ว่านึกไม่ออก คือเขาไม่นึกเลย แต่ถ้าเขานึกไม่ออกนี่เขานึกนะ แต่นี่เขาไม่นึกเลยจะไปออกได้อย่างไร เขาไม่สะดุด ไม่เสียเวลานึกนะ อาจเคยได้ยิน แต่ไม่สะดุด เขาว่าเป็นเรื่องไม่จริง เป็นไปไม่ได้ จะเห็นได้ว่าไม่มีใครนำที่ในหลวงตรัสนี้ออกสื่อเลย มีแต่ช่องนี้ช่องเดียว บุญนิยมทีวีนี่แหละ พวกคุณนี่รู้สึกเฉย มาเป็นคนจนได้แล้วไม่ต้องสะสมเงินทองแล้ว เป็นคนไม่มีอนาคต ว่าจะต้องไปมีลาภยศเท่านี้หยุดคิดไปเลย มีแต่อนาคตคิดว่า เมื่อไหร่กิเลสเราจะลดหมด เมื่อไหร่เราจะเป็นอรหันต์ แต่พวกเรานี่ไม่รู้ตัวหรอกว่าสุขสบาย จนกลายเป็นซับซ้อน คือไม่ขวนขวาย มันสบาย รู้สึกไหมว่าไม่ค่อยขวนขวาย ความขวนขวายคือเหมือนอย่างโลกเขาเป็นเงินเป็นทองก็จะทำกัน แต่นี่หมู่พาทำก็ทำไป หมู่พักก็พัก แทนที่เราจะขวนขวายกระตือรือร้น เพราะมาทางนี้แต่ละวันๆ ก็สบาย ผู้พาทำก็ให้ก้าวหน้าก็ว่า อะไรกันนักหนานะ มีความรู้สึกนี้ในใจไหม อะไรกันนักหนา มันก็สบายดีอยู่แล้ว จริงๆ แล้วเรายังมีแรง มีโอกาสที่จะทำได้มากกว่านี้ ความกระตือรืนร้น ขวนข ว ายเราจะมีมากกว่านี้ แต่เพราะเราไม่มีอามิสเหมือนเขา ตอนนี้จะเข้าสู่ระบบที่ว่า คนเรามัวแต่วิ่งเสพสุข อาตมาจะไขถึงเรื่องมนุษย์หรือจิตวิญญาณ คำว่ามนุษย์นี่เอานามธรรมเป็นหลัก พระพุทธเจ้าสอน มโนปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ตัวนี้คือตัวการคือสภาวะหรือตัวจริง ข องความเป็นมนุษย์ชมพูทวีป แล้วก็ไม่ได้เข้าใจว่าตนเป็นมนุษย์ ที่แปลว่า ผู้มีจิตสูงโดยเฉพาะมนุษย์ที่มี สุรภาโว หรือสูรกาโย คำว่าสูระ ไม่ใช่อสูรกาย แต่เป็นสูรกาย กับสติมันโต แล้วใช้สูรกาโย กับสติมันโต เป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป หรือให้เป็นมนุษย์ อมรโคยาน โคยานคือดำเนินไป เลี้ยงชีพไป อมร แปลว่าไม่ตายหรืออมตบุคคล คำว่าอมร แปลว่าไม่ตาย คนเรามีชีวิตจะให้โคจรไปอย่างไรก็ไม่ได้คิดกัน แต่พระพุทธเจ้าท่านให้สร้างยานหรือโคจรไปที่จะเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป คนเรามีความเป็นชมพูทวีป แต่ไม่ได้มีปัญญาก้าวหน้าสู่ ความเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป คำว่าอุตระคือแดนเหนือ ส่วน อปรโคยาน คำว่า อปร หรือ อปรันตะ แปลว่าอนาคต ส่วน ปุพพันตะ แปลว่า ตะวันออก ปุพพันตะ คืออดีต ส่วนอปรันตะคืออนาคต ส่วนหนึ่งของมโนคือ ปุพพันตะ คือปุพพะ ไม่ใช่ อปรันตะ มนุษย์อประ คือเดินทางสู่ตะวันตก แทนที่จะเดินไปตะวันออก ไม่เดิน คำว่าตะวันออกคือเกิด คำว่าตะวันตกคือหยุด แต่ไม่ใช่พลังสร้างสรร ก็เลยกลายเป็นคนหลงดาวดึงส์ พ ระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่ง มีกำหนดเท่ากับโอกาสที พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พัน จักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอปรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ดูกรอานนท์ตถาคตมุ่งหมายอยู่ พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาลให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย ฯ อา นนท์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคพึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งด้วยพระสุรเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมายอย่างไร ฯ พระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ พระตถาคตในโลกนี้ พึงแผ่รัศมีไปทั่วโลกธาตุอย่าง ใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาลเมื่อใด หมู่สัตว์พึงจำแสงสว่างนั้นได้ เมื่อนั้นพระตถาคตพึงเปล่งพระสุรเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน พระตถาคตพึงทำให้โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง หรือพึงทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย ด้วยอาการเช่นนี้แล ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลว่า เป็นลาภของข้าพระองค์หนอ ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้กล่าวก ับ ท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าศาสดาของท่านมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสก ับ ท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ ถ้าอานนท์ยังไม่หมดราคะเช่นนี้ พึงทำกาละไป เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา 7 ครั้งพึงเป็นเจ้าจักพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ 7 ครั้ง เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น ดูกรอุทายีก็แต่ว่าอานนท์จักปรินิพพานในอัตภาพนี้เอง ฯ จบ อานันทวรรคที่ 3 พระพุทธเจ้าตรัสเป็นปุคคลาธิษฐาน คนสมั ย ก่อนเข้าใจได้ แต่สมัยนี้อาตมาต้องอธิบาย คนเกิดมามีร่างกายครบแล้ว แทนที่จะมีชีวิตมุ่งแต่ไปข้างหน้า ข้างหน้าที่แต่ละคนตั้งไว้คือความสุข มนุษย์ทุกผู้ หายใจเข้าเขาก็ต้องการความสุข โดยที่เขาไม่รู้ว่าสุขคืออะไร คือภพของดาวดึงส์ทั้งสิ้น เป็นอาการที่ 33 ทุกคนจะต้องเป็นให้ได้ ฉันต้องการสุข ไม่มีใครวิ่งหาสัตว์นรก แม้แต่คนซาดิสม์ คนที่ชอบความรุนแรง ชอบความเจ็บปวด แต่ไม่ให้ตนเจ็บปวด แต่ให้ตนได้เห็นคนอื่นเจ็บปวดมันสุข มนุษย์ดาวดึงส์เหมือนกัน อย่านึกว่า แบบโรแมนติกอย่างเดียว แต่ซาดิสม์ก็สุข มาซูคิสม์ก็สุข ให้ตนสุขที่สมมุติขึ้นมาอันเป็นเท็จทั้งนั้น ทุกคนในโลก เกิน 100% ตั้งจิตไปหาสุขทั้งนั้น แล้วใครไม่หาสุขวะ คนโลกจะย้อนเช่นนี้ นิพพานังปรมังสุขัง เขาก็ว่างั้น แต่เขาไม่รู้ว่า นิพพานคืออย่างไร ปรมังสุขังคืออย่างไร คือสุขอย่างไม่ต้องเสพรส คนจะเอาสุขทุกลมหายใจเข้าออก ทุกคนก็เลยต้องเสพให้บำเรอกิเลส ตลอดเวลา เดินยืน นั่ง ตรงนี้จะสบาย ได้นอนก็สุข ได้เต้นก็สุข ได้ข้าวของ ได้ออกอิริยาบถ แสวงหาสิ่งที่สมอุปาทาน สมใจตั้งภพไว้ เสริมภพตลอดภพนั้นเป็นปุพพวิเทหะ สั่งสมเป็นอดีต ปุพพันตะ ส่วนอปรันตะคือที่สุดของอนาคต ที่สุดของอดีตคือปุพพันตะ คำว่า อปร คืออื่นอีก ๆ อปรโคยานคือดำเนินสู่อื่นๆอีก แล้วสั่งสมเป็นอดีต ปุพพวิเทหทวีป เป็นนรก and the นรก อปรโคยาน ปุพพวิเทหะ ดาวดึงส์ ถ้าไม่ศึกษาปฏิบัติจริงจะไม่มีทางเป็นอ ม รโคยาน สูงสุดเป็นอมตบุคคลได้หรอก ต้องฝึกฝนศึกษาตั้งแต่กรอบเล็กเป็นปริตตัง เป็นลำดับ ไม่ใช่ไม่มีขั้นตอน แต่ต้องไปตามลำดับ [ 225 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป ประเสริฐกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือไม่มีทุกข์ 1 ไม่มีความหวงแหน 1 มีอายุแน่นอน 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปประเสริฐกว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 1 สุขทิพย์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้กล้า 1 เป็นผู้มีสติ 1 เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1 เพราะมนุษย์อุตรกุรุปทวีป คือเป็นที่มโนเป็นผลแล้วจิตได้แล้ว เป็นมนุษย์อ ม รโคยานเท่าไหร่ก็เดินไปสู่อุตรกุรุปทวีปเท่าไหร่ก็ดำเนินไปเท่านั้น แต่ถ้าไม่สามารถมีความเป็นชมพูทวีป จะไม่มีทางเป็นอรหันต์ จะไม่มีทางสำเร็จ แม้อนาคามีก็ค้างคาอยู่เช่นนั้น เป็นอีกไม่รู้กี่ชาติ การได้ร่างกาย สูรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส เลิศยอดกว่ามนุษย์อุตรกุรุปทวีปอีก อมโม คำว่า มม หรือมมังการคือจิต คำว่า อมโมคือไม่ยึดถือตัวกูเป็นเราเป็นของเราแล้ว ท่านจะไปแปลว่าว่าเป็นความไม่ทุกข์ไป มนุษย์ชมพูทวีป คือมีอาการครบ 32 ทวัตตังสาการ อวัยวะเจ้าการไม่บกพร่อง สบาย มีเรี่ยวแรงเต็มที่ พร้อมสัญญาและใจ ใครไม่รู้จิตก็เป็นเทวดาดาวดึงส์ที่จะต้องหาสุข ตลอดลมหายใจเข้าออก มันจะเอาแต่สุข นอนมันก็เสพ นั่งมันก็เสพ ยืนมันก็เสพ แต่มันก็ถูกทุกข์มาคั่นตลอด จำนนมันก็เอา แต่ถ้าเอาได้มันก็เอาดาวดึงส์ตลอด ชีวิตปุถุชนจึงวิ่งหาสุขเท็จตลอด วิ่งไปหาเอาเท็จ แล้วเมื่อไหร่จะฉลาด คือโง่ไม่มีอะไรคั่น โง่ไม่มีวินาทีคั่น โง่ตลอดกาลนาน แม้แต่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ยอด เป็นยอดของอุตรกุรุปทวีป เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปางนั้นก็ต้องอาศัยชมพูทวีป เป็นที่อื่นไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ที่ไหนก็เป็นไม่ได้ เป็นได้ต้องมีสูรภาโว แดนชมพูทวีปจึงเหนือชั้นกว่าทุกแดน แม้อุตรกุรุทวีปก็ไม่สู้ _อมโม (ไม่มีทุกข์ ) คนเป็นโสดาบันจบกิจของโลกอบาย สกิทาคามีก็เก็บ กามาวจร สูงไปตามลำดับก็ไม่มีทุกข์ นี่คือผลของมนุษย์ที่บรรลุโลกุตรธรรม ก็เก็บสะสมความไม่ทุกข์ไปเรื่อยๆ _อปริคโห มีความไม่หวงแหน หมดเราหมดของเรา ไม่เป็นเราไม่เป็นของเราไปเรื่อยๆ คนไปเนปาลบางคน แทนที่จะได้อัฏฐิทินนัง ปฏิบัติที่จะได้สะสม อมโม อปริคโห นิยตายุโก หรือสะสม อ ป รโคยานสะสมสิ่งที่จะพาสู่อมตะก็ไม่รู้ แต่ได้กุศลนะ ได้กุศลอันนี้แหละเป็นทิพย์ พวกนี้ได้ทิพย์นะ _นิยตายุโก คืออมตบุคคลไม่ตายไม่เกิด อายุแน่นอนแล้ว อายุของท่านคืออิทธิบาท เครื่องแสดงอายูหะ คือ อิทธิบาท 1. มีอายุหะ คือมีอิทธิบาท เป็นเครื่องแสดง คนไม่มีอิทธิบาทเหมือนคนตายคนสิ้นอายุแล้ว บางคนขี้เกียจ กรนครอก ชีวิตของคนที่อยู่ เป็นอุตรกุรุทวีป เป็นคนประเสริฐในชมพูทวีป จะเห็นได้ว่าเป็นคนขวนขวาย มีเวยยาวัจจมัย มีวิริยารัมภะ เป็นคนทำงานทำการสร้างสรร พักก็ควรพัก ตื่นมาแต่เช้า ก็ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร เป็นการแสดงอายุที่แท้จริง นิย ตายุโก พระพุทธเจ้าว่า เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ) เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2 ) 2 . มีวรรณะ คือ มีศีลผุดผ่อง 3 . มีสุขะ คือ มีฌาน 4 4 . มีโภคะ คือ มีพรหมวิหาร 4 5 . มีพละ คือ มีวิมุติหลุดพ้นเป็นพลังแสดง พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 50 ที่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้กล้า 1 เป็นผู้มีสติ 1 เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวก มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ มนุษย์ดาวดึงส์นั้นเสพสุข แต่ก็จะได้เดี๋ยวเดียว คุณไปตั้งความพอใจที่สุข อันที่ไม่สุขคุณไม่ตั้งจะเอา ไม่อยากได้ไม่อยากสัมผัส แต่ถ้าคุณไม่มีของหลอกให้คุณตลอด คุณก็จะได้ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ที่สุขนั้นเพราะคุณไปจดจ่อตรงนั้น เดี๋ยวเดิน เดี๋ยวนั่ง ให้สบายตลอด ถ้าไปทำงานก็ยังดี แต่ทำงานแล้วตั้งภพว่าจะเอาเปรียบให้ได้ คิดสารตะ ยิ่งฉลาดเป็นคนชั้นสูง คิดตั้งราคาไว้ ค่าความคิดผลผลิตเวลาค่าอะไรมาหลอกคน จนคนยอมนี่ค่าอะไรก็ตั้งมาไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือธุรกิจก็ตั้งไว้ ไปเอาเปรียบเขามาก็เป็นวิบากทั้งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 1 สุขทิพย์ 1 คำว่าอายุ คืออิทธิบาท ขยันที่จะต้องสุขทุกลมหายใจเข้าออก ทุกวินาที ไม่ตาย จะต้องดิ้นรนบำเรออารมณ์ที่ 33 พอใจบำเรอใจที่ต้องการ จะเรียกว่ากามหรือตัณหาก็ตาม ไม่กามก็ภวตัณหาตลอดเวลา นี่คืออายุทิพย์ แต่ก่อนเราก็เป็นคนเช่นนั้น วรรณะทิพย์คือชั้นยศ ซึ่งจริงๆแล้วอีกอันเขาแปลว่า ผิวพรรณ คือเรื่องเปลือกๆ ที่จริงคนเราก็เท่ากัน มีสิทธิ์ไปนิพพานหรือตกนรกเท่ากัน โง่ๆ ก็ มีแต่นรก ถ้าฉลาดจริงก็ไปนิพพานได้ เท่ากันหญิงชาย ผู้ที่มีอายุทิพย์ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร มีอายุคืออิทธิบาท แต่อิทธิบาทของคุณแสวงหาสุข สุขทิพย์ คือสุขบำเรอกิเลส แล้วคุณหลงจริงๆนะ อาการเทวดาดาวดึงส์คุณได้ สุขทิพย์ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ จะเพื่อได้โลกียรสคือสุขทิพย์ ที่คุณหลงว่าเป็นสุข อันเป็นสุขขัลลิกะ ไขว่คว้าหากามตัณหานี่แหละอยากได้กาม อยากได้ภพตลอดเวลา ได้มาแล้วก็สุข ทุกลมหายใจเข้าออกที่ยังไม่ตาย แล้วก็ภาคภูมิใจ ถ้าได้เหนือเขาเป็นนิมมานรดี เป็นปรนิมมิตวสวัตตี หรือเป็นจตุมหาราชิกา ก็เพื่อได้วรรณะทิพย์ นิมมานรดีคือเนรมิตเองสร้างเอง ล่าได้หมด ห รือให้คนอื่นทำให้เป็นปรนิม ม ิ ตวสวัตตี คือสวรรค์กามมาวจร แล้วคนก็จมในดาวดึงส์นี้ตลอดกาลนาน จิตมีมโนสัญเจตนาเช่นนี้ทั้งนั้นทุกลมหายใจเข้าออก คุณได้มนุษย์ชมพูทวีป มีสูรภาโว สติมันโต แต่ไม่ได้ใช้อิทธพรหมจริยวาโสเลย เป็นผู้ใช้นิรยกายุโก หรือนิรยวาโสคือได้โลกเป็นที่อยู่ของนรก อิทธนิรยวาโส เพราะอวิชชาโดยตรงเลย รู้แล้วเข้าใจแล้วจะได้ละหน่ายคลายอวิชชา ความโมหะหลงผิด มันหลงเช่นนี้ทั้งนั้น ใครไม่เคยตั้งจิตให้ได้สุขตลอด แต่ไม่รู้ไม่เคยรู้มาก่อน สรุปคือมนุษย์ชมพูทวีป ดีที่สุด เพราะมีสิทธิ์เป็นมนุษย์อุตรกุรุปทวี และไม่ตกเป็นเทวดาดาวดึงส์ได้ เทวดาดาวดึงส์คือมนุษย์มีสุขที่เป็นของเท็จ วันนี้ได้รู้ถึง มนุษย์ชมพูทวีป อ ปร โคยาน (อมรโคยาน) ปุพพวิเทหทวีป มนุษย์อุตรกุรุปทวีป เทวดาดาวดึงส์ ก็คงจะได้เข้าใจภาษาของพระพุทธเจ้า ถ้าเราเข้าใจแล้วเป็นประโยชน์ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา แล้วจะทำให้เราเห็นชัดเจนลึกซึ้งเกิดความหน่ายคลาย เกิดความไม่ยึดมั่นถือมันเป็นอมรโคยานไปเรื่อยๆ จนจิตวิญญาณเราเป็นอุตรกุรุทวีป เป็นโลกอุดร เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อไป แทนที่จะหลงเสพเป็นดาวดึงส์และได้อุปาทาน ได้อสูรกาโย แต่ควรได้กายเป็น สูรกาโย ได้องค์ประชุมรูปนามอย่างกล้าหาญทำให้เจริญ มาดูที่ พระไตรฯล. 12 ข. 566 ภิกษุใดได้กระทบยอดภูเขามหาเนรุด้วยชมพูทวีปด้วย ทวีปของชาวปุพพวิเทหะด้วย พวกนรชนผู้อยู่ในแผ่นดิน [ชาวอมรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีป] ด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็น สาวกของ พ ระพุทธเจ้า ย่อมรู้เหตุนั้น มารประทุษร้ายภิกษุเช่นนั้น ย่อมประสบทุกข์อย่างหนัก ก็คนพาลมาเข้ากองไฟที่กำลังลุกโชน ย่อมเดือดร้อนอยู่ว่า ไฟย่อมไม่คิดจะเผาเรา แต่เราย่อมเผาตนผู้เป็นคนพาลเอง ดูกรมาร ท่านเบียดเบียนพระตถาคตแล้วจักเผาตัวเอง ดังคนพาลที่ถูกไฟเผา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรมาร ท่านเบียดเบียนพระตถาคตแล้ว ต้องประสบบาปมิใช่บุญ ท่านอย่าสำคัญว่า บาปไม่ให้ผลแก่เราหรือหนอ การกชนที่สั่งสมบาปย่อมโอดครวญตลอดกาลนาน ดูกรมาร ท่านเบื่อหน่ายพระพุทธเจ้า อ ย่าได้ทำความหวัง [ซึ่งความพินาศ] ในภิกษุทั้งหลายเลย ภิกษุได้คุกคามมารในเภสกลาวัน ด้วยประการฉะนี้ ลำดับนั้นมารนั้นมีความเสียใจได้หายไปในที่นั้น ฉะนี้แล. จบมารตัชชนียสูตรที่ 10 จบจูฬยมกวรรคที่ 5 สูตรนี้มีคนน้อยคนจะรู้เรื่อง แต่ยิ่งใหญ่ เป็นค่าที่หา บ่ มิได้ที่จะมีคนเอาความจริงมาเปิดเผย เป็นการกล่าวสัจจะที่ว่า ผู้เบียดเบียน ตถาคตเท่ากับเผาตนเอง ผู้ใดไม่ใส่ใจฟัง สัตบุรุษแม้พระพุทธเจ้าก็ไม่ใส่ใจ ผู้นั้นไม่มีทางเจริญเลย ผู้ที่ว่าได้แอบข้างเขาสิเนรุ ว่าพระพุทธเจ้าสอนผู้ที่เป็นมารดานั้น ท่านถือว่าทุกคนคือมารดา คือผู้ให้กำเนิด สงฆ์สาวกทุกคนคือมารดา แต่อย่างพระสารีบุตรและท่านโมคคัลลานะคือแม่นม เขาสิเนรุมันกั้นแต่ก็ยังมีคนได้รับได้ฟัง คือได้รับสาระของพระพุทธเจ้า ในสูตรนี้ยกเว้น ดาวดึงส์ ที่งมงายในอาการที่ 33 ไม่ได้เรื่อง มนุษย์ที่ได้กระทบสัมผัสตรงนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาวอมรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีป ด้วยวิโมกข์ ผู้เหล่านี้ มารประทุษร้ายภิกษุเช่นนั้นก็จะประสพทุกข์หนัก มารผู้ใดที่มาละลาบละล้วงว่า ยิ่งว่าพระพุทธเจ้าด้วย เบื่อหน่ายพระพุทธเจ้าด้วย คนๆ นี้ไม่ต้องพูดเลย แม้แต่ไปประทุษร้ายภิกษุผู้ประพฤติดีประพฤติชอบก็เท่ากับเผาตนเอง อาตมาอ่านสูตรนี้แล้ว ใครว่าอาตมามากๆ เข้าก็เข้าข่ายสูตรนี้ ขออภัยไม่ได้ว่าเพื่อกันตัวเองนะ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
_ดญ.เมย... อายุแน่นอนเป็นอย่างไร? พ่อครู ตอบ … ผู้มีอายุคือคนไม่ตาย ยังมีชีวิต ผู้มีชีวิตไม่เกิดไม่ตายคืออมตบุคคล ไม่เกิดไม่ตายนี่แน่นอนนะ คือผู้นี้รู้จักความเกิดความตายของชีวิต โดยเฉพาะจิตใจที่มีกิเลสเป็นชีวิตินทรีย์ ของจิตชั่วที่มันตายไปสนิทแล้ว ตายจนไม่เกิด เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผู้นี้จึงเป็นผู้มีชีวิตที่มีสิ่งที่จะทำให้ตายนั้น ตายหมดแล้ว ชีวิตินทรีย์ของสัตว์ชั่วตายหมดแล้ว สรุปคือจิตใจเราไม่คิดชั่วอีกแล้ว การคิดชั่วตายไปจากจิตแล้ว เราเป็นคนมีจิตใจที่ไม่ตาย จิตใจดี จิตชั่วตายไม่เกิดอีก มีแต่จิตใจดี _ดญ.เพชรเพียงพุทธ นิยมพุทธ … กรรมกรศาสนา กับปุถุชนอย่างไหนดีกว่า? พ่อครู ตอบ … กรรมกรศาสนาคืออะไร? ปุถุชนคืออะไร? กรรมกรศาสนา นั้นมีความหมายคือคนทำงานรับใช้ศาสนา ถ้าคำว่ากรรมกร ผู้รับใช้อย่างพาซื่อ ไม่มีปัญญา หรือรับจ้างทางศาสนา รับสิ่งแลกเปลี่ยนอามิส ตลอดชีวิตเรียกกรรมกรศาสนา มีอวิชชา โง่ๆ ไม่มีปัญญา ถ้ากรรมกรอย่างนี้ก็เลวกว่าปุถุชน โง่กว่าปุถุชน มารับใช้ศาสนาเฉย เท่ากับทัพพีไม่รู้รสแกง แช่ในชามแกงไม่รู้รสแกง ไม่ได้อะไรเลย ส่วนปุถุชนคือคนทั่วไป เขาก็มีดีมีชั่ว แต่ปุถุชนบางคน ไม่รู้จักศาสนาก็ไม่ได้อะไร แต่พอได้เจอศาสนา ได้แตะรสแกงเขากลับรู้รสแกงก็มีโอกาสดีกว่า แต่กรรมกรศาสนา แช่อยู่ในหม้อแกงแต่ไม่ได้รับรสอะไรเลย อย่างหลวงปู่เป็นกรรมกรแท้ของศาสนา ไม่ใช่กรรมกรรับจ้างเพื่อได้สิ่งตอบแทน เป็นกรรมกรที่ไม่เอาค่าตอบแทน ทำงานให้ศาสนารับใช้ศาสนาอย่างบริสุทธิ์อันนี้เป็นกรรมกรที่เลิศยอดกว่าปุถุชน อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า แม้ภิกษุทำงานรับค่าจ้างจากฆราวาส คือกรรมกรที่ได้รับบาปไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรที่เป็นความชั่ว