321202 การปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหน ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
321202 การปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหน ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก | คำศัพท์อโศก
การปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหน ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2532
เจริญธรรม สำนึกดี มีอภัย ท่านทั้งหลาย เรามาพูดถึงเรื่องของสิ่งที่ควรจะได้ย้ำ จะได้ย้ำกันอีกอันหนึ่ง แล้วก็จะต้องย้ำกันไปอีกตลอดก็คือ การปฏิบัติธรรมของเรานี่นะ เราจะต้องรู้ตัวว่า เราได้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ เราต้องเข้าใจด้วยว่า เราปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร
ปฏิบัติธรรมอย่างสมถภาวนา หรืออย่างวิปัสสนาภาวนา : ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันฟั่นเฝือนะ กลายเป็นการปฏิบัติธรรมก็คือ จะต้องไปวัด จะต้องมานั่งหลับตา หรือไม่ไปวัดก็นั่งหลับตาที่ไหนก็ได้ นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป นั่นเป็นการทำให้จิตสงบนะ ทำให้ลดกิเลสลง เวลาทำให้จิตสงบ เขาก็มีวิธีการว่า นั่งหลับตาเข้าแล้ว จิตมันจะเกิดโลภอะไร ก็อย่าโลภ มันจะโกรธก็อย่าโกรธ ทำให้จิตว่างๆ ทำให้จิตเบาๆ มันเป็นวิธีการสมถภาวนานะ วิธีการสมถภาวนา ศาสนาพุทธเราก็รู้ เราก็ทำบ้าง ไม่ใช่ไม่ทำ แต่มันไม่ใช่วิธีการเอก วิธีการเอกของศาสนาพุทธนั้นคือ วิปัสสนาภาวนา
วิปัสสนาภาวนา ทำอยู่ในหลักมรรคองค์ 8 และโพชฌงค์ 7: ปฏิบัติมรรคองค์ 8 (อย่างย่อ พอสังเขป) : วิปัสสนาภาวนานั้นทำอยู่ในหลักของมรรคองค์ 8 คือต้องเข้าใจ มีความเข้าใจ มีความเห็นที่ถูกทาง ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ นั่นเป็นเบื้องแรก (ดู สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ในภาคผนวก) ต่อมาก็จะต้องปฏิบัติด้วย ทั้งทางคิด เรียกว่า สังกัปปะ ทางพูดเรียก วาจา ทางการกระทำอะไรทุกอย่างเรียกว่า กัมมะหรือกัมมันตะ ทำเป็นชีวิตเลย ทำให้ได้ประจำชีวิต ทำให้ได้ประจำตลอดเวลา เรียกว่า อ
อ่านต่อ
าชีวะ ทำอยู่ด้วยทั้งการงานการอะไรที่เป็นการงานของโลก ที่เราจะต้องเดิน ต้องไป ต้องมา ต้องพูด ต้องจา ต้องเอี้ยวแขนไกวขา ต้องถูต้องปัด ต้องกวาดต้องเช็ด ต้องใช้ฝีมือใช้ความสามารถ จะต้องคิดต้องอ่านอะไรแล้วแต่ เราเป็นการงาน เราทำอยู่ด้วยกันทั้งหมด แล้วปฏิบัติธรรมอยู่ในนั้นด้วย โดยมีความพยายาม แล้วก็มีสติรู้ตัวรู้ว่าเรากำลังทำนะ ในขณะที่เราทำงานนี่ มีการทำงานด้วย มีการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในการงานนี้ด้วย การงานทางคิด ทางพูด ทางการงานทุกอย่าง แล้วก็มีอยู่ในชีวิต เรียกว่า อาชีวะนี่ประจำเลย ทำเป็นส่วนมากอยู่ในชีวิตเลย มากจนกระทั่งติดต่อเนื่องกันอยู่ได้ประจำตลอดวัน ตลอดคืน 24 ชั่วโมงได้ยิ่งดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ เท่านั้นแหละ แต่ให้มันต่อเนื่องให้ได้มากๆ ให้มีตัวลักษณะของการปฏิบัติธรรม ทำแล้ว 7 อย่างนี่แหละ ตั้งแต่ ทิฐิ ความเห็น แล้วก็ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ แล้วก็พยายาม วายามะ แล้วก็ สติ ทั้ง 7 อย่างนี้ ให้มันได้ลักษณะทั้ง 7 อย่างนี้ชัดๆ อยู่ ชัดอยู่ตลอดเวลา คิดก็ทำไป มีตัวปฏิบัติธรรมอยู่ในความคิด มีตัวปฏิบัติธรรมอยู่ในการพูด มีตัวปฏิบัติธรรมอยู่ในการงาน มีตัวปฏิบัติธรรมอยู่ประจำชีวิต อาชีวะ นี่พูดให้คุณเข้าใจ พูดให้คุณเห็น แล้วทำอย่างไร อาตมาก็อธิบายอยู่เหมือนกันนะ ตอนนี้ยังไม่ได้ขยายความพอ ทำอย่างไรก็ทำอย่างที่ให้มันเป็น มีความพยายามนะ พยายามทำอย่างที่คุณเข้าใจนั่นแหละ มีสิตรู้ตัวทั่วพร้อมเลยนะ ว่าเราได้ทำ 7 ข้อ 7 หลักนี่ ทำเข้าไปแล้วมันจะเกิดการขัดเกลา เกิดการลด ล้างนิวรณ์ เมื่อลดล้างนิวรณ์หรือลดล้างโลภ โกรธ หลง หรือลดล้างกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา นี่มันจะลดได้เรื่อยๆ เรียกว่าลดนิวรณ์ 5 (ดู นิวรณ์ 5 ในภาคผนวก) เมื่อลดนิวรร์ 5 ลงไปได้เรื่อยๆ ๆ นั่นคือ ทำเข้าสู่สมาธิ เข้าสู่ความเป็นฌาน หรือเป็นสมาธิ เรียกว่าสัมมาสมาธิ เกิดได้เพราะหลัก 7 ประการนี้ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนชัดไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร (พตปฎ. เล่ม 14 “มหาจัตตารีสกสูตร” ข้อ 252-281) แต่เขาเข้าใจผิด ศาสนาพุทธทุกวันนี้เบี้ยวเบี่ยงไป เขาไปเข้าใจเอาแต่ว่า ถ้าสมาธิแล้วก็คือทำเอาต่างหาก นั่นคือการปฏิบัติธรรม ส่วนความคิด คำพูด คำอะไรต่างๆ นานานี่ เขาก็สังวรเหมือนกัน แต่สังวรไม่ถึงขั้น โพชฌงค์ ปฏิบัติให้เข้าขั้น “โพชฌงค์ 7” : ที่นี้มันจะเข้าหลักว่า ปฏิบัติอย่างไร ไม่เข้าขั้นโพชฌงค์ คือไม่เข้าขั้นองค์ตรัสรู้ องค์แห่งการเข้าในมรรค ในองค์ที่จะเดินทางอยู่ในมรรค เดินทางในทางที่จะสู่อริยคุณ ความเป็นอริยะมันไม่เข้า (ดู โพช ฌงค์ 7 ในภาคผนวก) ไม่เข้าเพราะอะไร เพราะว่ามันไม่มี “สติ” ก็ไม่เป็นสัมโพชฌงค์ สติไม่เป็นสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยก็ไม่เป็นสัมโพชฌงค์ ความเพียร ไม่เพียรถึงขีด ให้เกิดสัมโพชฌงค์ทั้งสองนั่นเอง ให้เกิดสติสัมโพชฌงค์ เกิดธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นั่นเอง สติ-ธัมมวิจัย-วิริยะ ทำได้ดีแล้ว เกิดผลปิติในฌาน : เมื่อมีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อย่างชัดเจน ปฏิบัติได้ เพียรให้มันได้เข้าขีดสัมโพชฌงค์แล้ว มันจึงจะเกิดผลปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปีติคือได้ดี อาตมาเคยแปลตั้งไม่รู้กี่ทีแล้ว เปรียญ 9 ไม่ใช่เขาเถียงหรอก เขาว่าเลย ว่าอาตมาแปลเอาตามใจตัวเอง คือมันได้สิ่งดี ได้ความดีขึ้นมา แล้วมันก็จะเกิดเป็นอุปกิเลส ปีติ ความหลงติดปิติเป็นอุปกิเลส : ปีติเป็นอุปกิเลสด้วยและเป็นการได้ดี แล้วเรายินดีในสิ่งที่เราได้ดี ไปติดอยู่ในตัวยินดีในสิ่งได้ดี เรียกว่าอุปกิเลส เขาก็เลยอธิบายแต่ตัวอุปกิเลสนั่นนะ เขาไม่อธิบายตัวเนื้อหาของปีติ ปีติคือการได้ดี ได้ดีก่อน แล้วคุณก็จะยินดีเพราะคุณได้ดี ตัวที่ไปหลงระเริงยินดีกับตัวได้ดีนั่นนะ จะปีติมากไปเท่าไร ก็คือกิเสลมากเท่านั้น อุปกิเลสมากเท่านั้น ลดปิติอุปกิเลสลงได้ จึงเกิดปัสสัทธิ : เพราะฉะนั้น ถ้ามันได้ดีแล้ว เราก็ลดอุปกิเลสนั้นให้ได้ ไปหลงติดใจยินดีในความได้ดีนั้น ลดกิเลสอันนั้นให้ได้ นั่นแหละยิ่งเข้าสู่ฌานที่สูงขึ้น คุณทำให้ได้ดีก่อน เรียกว่าฌานที่ 1 มีธัมมวิจัย มีวิตกวิจาร นี่ฌาน 1 (ดู ฌาน 4 ในภาคผนวก) ลดวิตกวิจารแล้ว มันก็จะได้ดี เรียกว่าปีติ แล้วคุณก็ลดอุปกิเลสตัวปีติลงไปอีก คุณก็จะเกิดปัสสัทธิ หรือคุณก็จะเกิดความสงบลงไป เข้าไปสู่ปัสสัทธิ เข้าไปสู่ความสงบ เข้าไปสู่อุเบกขา เข้าไปสู่ฌานที่ 3 ฌานที่ 4 เรื่อยไป นะ
สติสัมโพชฌงค์เป็นอย่างไร : เพราะฉะนั้น เมื่อคุณได้ปฏิบัติให้มันได้สติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์เป็นอย่างไร อาตมาก็อธิบายมาหลายทีแล้ว ขอย้ำอีก สตินั้นมันแบ่งได้เป็น 3 อย่างง่ายๆ สติชน 3 : 1. สติปุถุชน 2. สติกัลยาณชน 3.สติอาริยะชน
สติปุถุชน : สติธรรมดาๆ ของคนปุถุชน มันก็จะมีสติที่จะล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขายิ่งหยาบยิ่งไม่เกรงกลัวในบาปทุจริตยังไง เขาก็มีสติในการทุจริตนั้นได้ คนบาปคนหยาบช้าก็มีสตินะ ไม่ใช่ไม่มีสติ มีสติ มีปัญญา มีความฉลาด ไม่ใช่ปัญญาหรอก ที่จริงเขาเรียกความฉลาด มีสติและมีความฉลาด ฉลาดที่จะเอาเปรียบเอารัด ฉลาดที่เขาคิดว่าเขาควรได้ มีสติที่จะทำให้แม่นตรงตามที่เขาเข้าใจ ต้องทำอย่างนี้มันถึงจะได้ผลอย่างนี้ ไม่มีสติมันก็ทำไม่ได้ เช่นว่า สติจะใช้ความฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยมโกงเขา จะทำอะไรละ จะพูดอะไรละ ต้องพูดให้ทัน ไม่มีสติมันจะไปพูดรู้เรื่องเหรอ ต้องมีสติเฉลียวฉลาด มีสิตสัมปชัญญะ แล้วก็ปัญญา ที่จริงไม่ใช่ปัญญา มันเฉโก สติสัมปชัญญะเฉโก คือความฉลาดนั่นแหละ ฉลาดที่จะให้มันเท่าทัน ให้มีเหลี่ยมโกง ให้มีเหลี่นมเอาชนะคะคาน หรือจะปฏิบัติทางกายกรรม จะต้องให้ได้ชนะเขาอย่างนี้ ได้เปรียบอย่างนี้ ก็ต้องใช้สติสัมปชัญญะและความฉลาดเหมือนกัน มีสติ แต่สติอย่างนี้ไม่ใช่สติสัมโพชฌงค์ เป็นสติของคนร้าย เป็นสติของคนที่จะเอาเปรียบเอารัด จะขี้โกง เอาชนะคะคาน เบียดเบียนผู้อื่น อาจถึงขั้นทำร้ายผู้อื่นด้วย เป็นบาปจัด สติอย่างนี้เป็นสติบาป เป็นมิจฉาสติแน่นอน สติกัลยาณชน : ทีนี้สติอีกอย่างหนึ่ง ก็คือสติของกัลยาณชน สติของกัลยาณชนนี่ ก็ต้องมีสติ แล้วก็ระลึก มีความสำนึกอยู่ในตัวพอสมควร มีอินทรีย์พละแค่ไหนก็ เออ…เรารู้ว่าอย่างนี้ดีนะ เรารู้ตัวแล้วก็พยายามทำดี มีความขยันหมั่นเพียร มีความที่จะเสียสละ มีความรู้ว่าเสียสละดี มีความโลภมันไม่ดี มีความโกรธมันไม่ดี ก็มีสติ มีความโกรธขึ้นมา ก็พยายาามมีสิตก็ระงับ พยายามระงับ มีความโลภก็พยายามระงับ เท่าที่สำนึกตัวเองมี เท่าที่ตัวเองรู้ว่า ไอ้โกรธมันคืออะไร ไอ้โลภมันคืออะไร ควรจะเสียสละคืออะไร เท่าที่เขามี เขาจับสภาวะจิต เจตสิก รูป นิพพานไม่แม่น คนพวกนี้ยังจับจิต เจตสิก รูป นิพพานยังไม่แม่น ยังไม่รู้อารมณ์จิต ยังไม่รู้ตัวปรมัตถ์ ยังไม่รู้ตัวจิต เจตสิก รูป นิพพาน ยังไม่รู้ แต่ก็มีสามัญสำนึก มีตัวพอรู้ธรรมดา เพราะฉะนั้นเขาก็... คนพวกนี้เยอะ คนอย่างนี้ก็เยอะ ถือว่าตัวเป็นคนดีอยู่ในสังคม ฉันก็ทำดีนี่นา ไอ้นี่มันชั่ว ถ้ามันไม่สุดวิสัยหรือมันทนได้ก็ไม่ทำ แต่ถ้าทนไม่ได้ก็ทำบ้าง แม้รู้อยู่ว่าทุจริต แม้รู้อยู่ว่าโกงเขา เอาเปรียบเขาก็ทำ ทำอยู่บ้าง แล้วก็ไม่มีจิตจะหักห้ามอะไรมากมายด้วย ไม่ ไม่มีจิตหักห้ามมากมาย เพราะว่ากิเลสความโลภก็ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย แต่มีสำนึกนะ มีรู้ เพราะฉะนั้นผู้ใดมีสำนึก ก็พยายามปฏิบัติอย่างนี้บ้าง ก็เรียกว่ากัลยาณชน แล้วเยอะ คนอย่างนี้กัลยาณชน ฉันก็ไม่ได้ไปโกงใคร ฉันก็ไม่ได้ไปทุจริตอะไรใคร แต่มีอยู่ ที่จริงตรวจให้ละเอียดๆ ก็มีอยู่ เอาเปรียบเขาบ้าง ได้ทีได้ท่าอะไรก็ฉวยโอกาสอย่างนั้น อย่างนี้บ้าง ก็ทำอยู่ ส่วนคนจะเป็นกัลยาณชนชั้นสูงขึ้นไป ก็เท่ากับเป็นคนมีสำนึกมาก มีสำนึกมาก แล้วก็พากเพียรทำให้มาก ก็ได้ นี่ก็เป็นสติชั้นดี เป็นสติกัลยาณชน 1. สติปุถุชน อย่างชั่วหยาบ 2. สติกัลยาณชน เรียกว่า สติของปุถุชนชั้นดี 3. สติของอริยบุคคล สติอริยบุคคล : สติของอริยบุคคล หรือสติที่จะเข้าขั้นมีองค์แห่งการตรัสรู้ อยู่ในอริยมรรค เดินอยู่ในทางของอริยชน มรรคนี่คือทางเดิน เดินอยู่ในทางของอริยชน ไม่ตกออกไป มีองค์ของการตรัสรู้ มันจับจิตเจตสิกได้ รู้ตัวว่าจะคิด ก็รู้ว่ามิจฉาสติคืออะไร มิจฉาสังกัปปะคืออะไร การที่จะดำริไปในกาม ดำริไปในพยาบาท ดำริก็คือ มันเริ่มคิดแล้ว มันเริ่มคิดไปในกาม มันเริ่มคิดไปในพยาบาทแก้แค้น รู้แล้ว หยุด อย่าให้มันเป็นกาม อย่าให้มันเป็นพยาบาท อย่าให้มันเป็นเบียดเบียน มิจฉาสังกัปปะก็มีอยู่ 3 เท่านั้น อยู่ในขอบเขตของศีล เราทำได้ศีล 5 เอาขนาดนี้ อย่าไปเบียดเบียนขนาดนี้ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ แต่เรายังได้รายได้อยู่ขนาดนี้ มันได้มากกว่าเขาอยู่ ตามอัตราสังคม ได้เปรีบบเขาอยู่ ก็ยอม เรายังไม่เอาไปใช้จ่ายอื่น เรายังไม่มีกฎเกณฑ์อื่น ได้มาแล้วก็ใช้เต็มที่ของเราอยู่ ก็เรียกว่าธรรมดา สุจริตธรรมดา ก็เราทำอย่างไรได้ เราอยู่ในสังคม อัตราสังคมเขาตั้งเงินเดือน ตั้งราคาอะไรไว้ให้ขนาดนี้ เราก็ได้มาขนาดนี้ ที่จริงมันได้เปรียบ ที่จริงมันเอาเปรียบเขาไม่ใช่น้อยอยู่ก็ตาม นี่ยังเรียกว่าขั้นต้นๆ ขั้นง่ายๆ ได้มาแล้วก็จ่ายไปอยู่ ยังไม่คิดอ่านที่จะไปทำอะไรให้มันสูงไปกว่านี้ อย่างนี้เป็นต้น ฆ่าสัตว์ก็ไม่ฆ่า ก็ระมัดระวังไม่ฆ่า แต่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ ยังเป็นสื่อเป็นนัยอะไรให้คนอื่นเขาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ดีไม่ดีปากพูดด้วยซ้ำ ฉันไม่ฆ่านะ เฮ้ย! สัตว์ตัวนั้นมันน่าตายแล้วนะ อะไรอย่างนี้ ก็ว่าไปแล้วแต่ ทำเองไม่ทำ แต่ปากอาจจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อสูงขึ้นแล้ว ใจจะดำริไปในการพยาบาท อาฆาตเคียดแค้น ในขอบเขตที่ไม่ฆ่า นี่ที่จริงมันยังไม่สูงเท่าไรหรอก เราไม่ดำริที่จะคิดพยาบาทฆ่า ไม่แก้แค้น แม้จะโกรธก็ไม่ต้องฆ่าให้ได้ ที่จริงมันลึกถึงอย่างนั้นนะศีลข้อหนึ่งนี่ ไม่ฆ่าสัตว์ แต่คนเราไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้เลย โกรธขึ้นมาเคียดแค้นขึ้นมา มือไม่ฆ่า แต่ให้คนอื่นฆ่า ทำสัญญาณให้คนอื่นฆ่า การที่เอาเงินไปซื้อเนื้อสัตว์ที่ตลาด เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งไหม? พระพุทธเจ้าถึงได้ห้าม อย่าซื้อขายเนื้อสัตว์ มิจฉาวณิชชา (ดู มิจฉาวณิชชา 5 ในภาคผนวก) เพราะฉะนั้นพุทธจริงๆ เขาไม่ซื้อขายหรอกเนื้อสัตว์ เพราะมันเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งให้ไปฆ่ามา ให้ไปฆ่าสัตว์มาขาย มันเป็นการฆ่าสัตว์อยู่โดยตรง แต่เขาก็เลี่ยงอธิบาย เบี่ยงกันอยู่นั่นละ พูดทีไรก็ไม่ได้ฆ่าเอง คนอื่นเขาฆ่า แล้วบอก ไม่ได้ระบุว่า ฆ่ามาเพื่อนายคนนั้น เพื่อนายคนนี้ เออ ถ้าระบุว่าฆ่าเพื่อนายคนนั้น ฆ่าเพื่อนายคนนี้นะ มันฆ่าไม่มากหรอก แต่ฆ่าไม่ระบุว่าเพื่อนายคนนั้น นายคน นี้ซิ เอา...ใครๆ มาซื้อก็ได้มีสิทธิ์ นี่ซิมันฆ่ามาก ในตลาดวันหนึ่งเป็นกองๆ เลย ถ้าบอกว่าคนจะมาซื้อนี่มี นาย ก นาย ข นาย ค นาย ง เอ้อ 4 คนเอง ไม่มาก ฆ่ามาขายไม่มากหรอก แต่ไอ้ไม่ระบุนี่แหละ นาย ก นาย ข ถึงนาย ฮ ยิ่งกว่านาย ฮ อีก เป็นร้อยเป็นพันคนเลยมาซื้อได้ เพราะไม่ระบุนี่แหละ มันยิ่งฆ่าจัดแหละ เห็นไหมว่ามันซ้อนเชิงอยู่ นี้มันลึกซึ้ง เลี่ยงอยู่อย่างนั้นนะ หมายเหตุ คลิปใน Youtube : 321202 - Time 00:15:31 ท่อนเสียงช่วงที่ขาดหายไป ในย่อหน้าต่อไปนี้
สัญจิจจะ หรืออุทิศ อุทิสสะ ใน ชีวกสูตร : เลี่ยงไอ้ภาษาว่า ต้องฆ่าระบุ ทั้งๆ ที่ในพระบาลีอาตมาไม่เห็นเลยนะ ไปแปลกันมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ว่าต้องระบุชื่อบุคคลเท่านั้น เฉพาะบุคคลคนนี้ ไอ้มุ่งหมายนี่ (ดู ชีวกสูตร พตปฎ. เล่ม 13 ข้อ 60) ไอ้คำว่า “สัญจิจจะ” หรือไอ้ “อุทิสสะ” (อุทิศ) นี่มันแปลว่าความมุ่งหมาย มันความเจตนาหรือเจาะจง เจาะจงฆ่าหรือไม่ฆ่า อาตมาเห็นพระบาลีแล้วก็ตีความได้เท่านั้น แต่เขาตีความว่า เจาะจงเฉพาะบุคคล โน่น ไปโน่น ไม่เห็นมีคำบาลีอันไหน บอกเฉพาะบุคคลตรงไหน พ่อล่อไปถึงบุคคลเลย มันจะได้แคบเข้า มันจะได้กินเนื้อสัตว์ได้ง่ายๆ ตีความเข้าปากตัวเอง นี่เขาตีความมาตั้งเมื่อไหร่ไม่รู้นะ อาตมาไม่รู้ว่าเกจิอาจารย์ ไม่รู้ว่าฎีกาจารย์ อรรถกถาจารย์คนไหนเขาแปลตีความอย่างนี้มา มานานแล้วนะ ตั้งแต่สมัยลังกา อินเดีย ไม่ใช่ในเมืองไทยเท่านั้นนะ พ่อเล่นเนื้อสัตว์ปากเปรอะมาตั้งแต่ไหนก็ไม่รู้อย่างนี้ แต่ถ้าชัดๆ แล้วนี่ อาตมาแน่ใจเลยพระบาลีไม่มีอะไรมากเลย อุทิสสะ ปาณา ชีวิตา เท่านั้นเอง หรือแม้แต่ สันจิจจะ ปานัง ชีวิตา โวโรเปตุง มีอยู่แค่นั้นเอง ไม่ได้มีคำอื่น ที่จะขยายความว่า ต้องไปเฉพาะบุคคลเลย ไม่มี พยัญชนะก็แค่นั้นเหมือนกัน มังสวณิชชาอย่างนี้ ไม่มีพยัญชนะอื่นเลย อย่าค้าขายเนื้อสัตว์ หรืออย่าซื้อขายเนื้อสัตว์ เขาก็ไปแปลค้าขายกันบ้าง อย่างเจ้าคุณเทพเวทีก็เล่นเลย บอกค้าไม่มี มีแต่การขายอย่างเดียว ค้าขาย เพราะมันมีค้ากับขาย มันไม่มีซื้อนะ เพราะฉะนั้นซื้อได้ แน่ๆ ไปรูนั้นเลย แหม! การค้าขายไม่มีซื้อ มีแต่ขายอย่างเดียว แล้วไอ้คนเอาเงินให้เรียกว่าอะไร ไอ้คนรับเงิน ชื่อว่าคนขายละ คนรับเงินเรียกว่าขาย ไอ้คนที่เอาเงินให้ แล้วก็เอามา เรียกว่าอะไร เรียกว่าขายด้วย ซื้อต่างหาก เอ้อ! มันชอบกล แหม.ค้าขาย ขายไม่เป็นไร ซื้อได้ ขายไม่เป็นไรว่างั้น แหม. แล้วสองคนนี่ซื้อขาย มันต้องซื้อขาย คนหนึ่งขายคน หนึ่งซื้อใช่ไหม มันต้องคู่กัน บอกขายได้ ซื้อไม่เป็นไร ค้าขายมีแต่ขายซื้อไม่มี ไม่เป็นไร คือมันเล่นอย่างนี้ เลี่ยงไปทั้งๆ ที่มันไม่จริง ก็ยังอุตส่าห์เลี่ยงจนได้ เลี่ยงภาษา คนซื้อ คนขาย มันต้องมีสองคู่ มันต้องมีคู่กันอยู่ดี ขายกับซื้อ มีไหมละ คนขายไม่มีคนซื้อ คุณขายอะไรได้ ค้ายังไง ค้ามีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ ตลก! นี่! เขาเรียกพวกยอดเฉโก ฉลาดนะไม่ใช่ไม่ฉลาดนะ ฉลาดอธิบายจนกระทั่งคนโง่ด้วยกันเข้าใจด้วยกันได้ ฉลาด ให้คนโง่ด้วยกันเข้าใจด้วยกันได้ แต่เรามันไม่โง่ ก็เราฉลาด เราเลย อย่ามาเบี้ยว อย่านี้เบี้ยวไม่ได้หรอก เล่นเบี้ยวอย่างนี้ได้อย่างไรกัน ค้าขาย ไม่มีซื้อ พูดเข้าไปได้ นี่เหมือนกัน มังสวณิชชา มันมีอยู่แค่นั้นเอง วณิชชาก็แปลว่าการค้าขายหรือซื้อขาย อย่าค้าขาย อย่าซื้อขายเนื้อสัตว์ ก็เบี้ยวไปไหนๆ ตั้งไม่รู้ เบี้ยว ไม่ได้ซื้อเองนี่ จริง ไม่ได้ซื้อเอง แต่คุณกิน ทีนี้ก็บอกว่าอ้าว. ฉันกิน แต่ฉันไม่ได้บอกเขาให้ซื้อนี่ คุณบอกเขาไม่ให้ซื้อได้ไหมละงั้น ไม่บอกให้ซื้อก็บอกเขาได้ไหม? บาปไหม บอกไม่ให้ซื้อเนื้อสัตว์นี่บาปไหม ไม่บาปนี่บุญด้วยนะ บุญด้วยอย่างนี้เป็นต้น นี่ ในรายละเอียดต่างๆ นานานี่ มันเป็นกรรมที่เนื่องกันต่อกันอะไรต่างๆ นานา เพราะฉะนั้นจะดำริ จะคิดนึกอะไร แค่ไหน ก็ต้องมีความเฉลียวฉลาดพอที่จะไม่ให้มันต่อเนื่องต่อโยงไปหาบาป พูดก็เหมือนกัน การกระทำก็เหมือนกัน มีความละเอียด เรารู้จักมิจฉา รู้จักสัมมาอย่างชัดแจ้ง ใครจะลึกซึ้งแค่ไหนก็ตามภูมิของศีล บอกแล้ว อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มีนัยที่ลึกละเอียดไปตามธรรม เอาละ! เขาไม่ฆ่า เขาไม่ได้ซื้อแต่เขากิน เอ้า!เขาก็พ้นพ้นนิดหนึ่ง แต่มันก็ยังต่อเนื่องไป
ปฏิบัติธรรม ไม่ให้เกิดกิเลส ให้มันเป็นอธิสูงขึ้นๆ : เพราะฉะนั้น ใครนอกจากไม่ฆ่า ไม่ซื้อ ไม่กิน สูงกว่าไหม? เออ มันก็ต้องเข้าใจ นี่ไม่ยอม บอกเอาแค่นั้นก็เอาแค่นั้น ไม่ต้องไปเถียงเขา เขาเอาแค่นั้นก็แค่นั้น มันอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาของแต่ละคน ตามขั้นตามฐานะอย่างนี้เป็นต้น ศีลข้ออื่นๆ ก็มีนัยคล้ายกัน มีความลึกซึ้ง มีความละเอียดลออไปตามฐานะ เพราะฉะนั้นเราก็ปฏิบัติ อย่าให้เป็นมิจฉาเท่าที่เราจะมีอธิศีลของเรา อธิปัญญาของเรา ปฏิบัติให้มันเป็นอธิ จนกระทั่งอธิกาย อธิวาจา อธิจิต จิตมันก็สูงขึ้น กายก็สูงขึ้น ละเอียดขึ้น วาจาก็สูงขึ้น ละเอียดขึ้น สมบูรณ์ขึ้น จิตก็สูงขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ปฏิบัติมรรค 8 นี่จะเข้าอย่างนี้ 7 หลักนี่แหละ ปฏิบัติอย่างนี้ สำรวมสังวร สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ แล้วก็มีการงานประกอบอยู่ด้วยอยู่ในนั้น เราได้ปฏิบัติธรรมด้วย งานการก็ได้มีการซักซ้อม ชำนิชำนาญ เชี่ยวชาญในฝีมือการงาน ก็ทำได้ดีตลอดเวลา แล้วได้สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย เกี่ยวข้องกับบุคคล เกี่ยวข้องกับสัตวโลก เกี่ยวข้องกับวัตถุ เกี่ยวข้องอยู่นั่นแหละ แต่เราไม่ทำให้มันเกิดกิเลส ถ้าปฏิบัติธรรมก็คือไม่ให้มันเกิดกิเลส ส่วนการงานละ การงานก็เหมือนกัน คนโลกก็ทำงาน เราก็ทำงาน ทำงานประกอบการงานอะไรที่เป็นสุจริต เราก็ทำ เขาก็ทำ แต่มันเหนือชั้นตรงที่เรามีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ เฉลียวฉลาดรู้ว่า นี่ขณะนี้สติสัมปชัญญะมีการวิจัยธรรม วิจัยที่อันไหนที่มันเป็นมิจฉา อันไหนที่มันเป็นสัมมา วิจัยได้ โดยเฉพาะจับกิเลส จิต เจตสิกได้ อย่างนี้มันเป็นไปเพื่อความโลภของเรา อยากมาสนองบำเรออารมณ์ อย่างนี้ก็ไปเป็นเพราะความโกรธ แก้แค้นพยาบาทเพื่อสนองอารมณ์เหมือนกัน ถ้าอย่างนี้เราละเว้น เราไม่ทำ ไม่ทำ ลด อย่ามาสนองอารมณ์ความอยากอันนี้ของเราเสมอๆๆ เมื่อทำได้เมื่อใดคุณก็ได้ปฏิบัตธรรมเมื่อนั้น จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะทำงานทำการ จะอยู่ที่ไหนๆ คุณมีสัมโพชฌงค์อย่างนี้ตลอดเวลา คุณได้ปฏิบัติธรรมตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติมันก็จะเกิดผล มีปีติสัมโพชฌงค์ มีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปีติก็คือได้ดี ได้ดีคืออะไร การงานก็ดี โดยเฉพาะได้ละกิเลส ได้ลดละหน่ายคลายกิเลสไป คุณก็ได้ดีเจริญทาง ปรมัตถ์ เมื่อได้ละกิเลสก็คือ จิตมันเข้าไปสู่ความสงบระงับ ลดลงไปเรื่อยๆ ก็สงบระงับลงไปเรื่อยๆ ลดลงไปเรื่อยจนกระทั่งมันสงบระงับสนิท
สมาธิ 3 ขั้น จากคัมภีร์วิทุธิมรรค : กิเลสไม่เกิด จะชั่วคราวหรือต่อเนื่องได้นาน เรียกว่า “อุปจารสมาธิ” หรือทำได้ทีละขั้นทีละตอน ทีละเล็กทีละน้อย ก็เรียกว่า “ขณิกสมาธิ” ได้แต่ละขณะๆ ช่วงๆ ไป จนชำนาญจนดีขี้นเป็น “อุปจาระ” เรียกว่าได้ดีขึ้น ใกล้ความสมบูรณ์นั่นเอง “อุปจาระ” แปลว่าใกล้ความแนบแน่น ใกล้ความแข็งแรง สุดท้ายแข็งแรงแนบแน่น เรียกว่า “อัปปนาสมาธิ” (ดู สมาธิ 3 ขั้น ในภาคผนวก) ในลักษณะของจิต “อัปปนาสมาธิ” แล้วมันก็จะเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ยังแบ่งซอยละเอียดน้ำหนักของความแนบแน่น แน่วแน่ มั่นคง ปักมั่น ยังมีระดับสูงขึ้นไปอีก จิตใจจะมั่นคงปักมั่นไปอีก เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภนิโรปนา แม้เราจะคิด เราจะสังขาร เราจะปรุงใช้สังกัปปะเร็วขนาดไหน ความแน่นก็ยังแน่น แน่นๆ ลงไปอีก ยิ่งความชำนาญเชี่ยวชาญในการปฏิบัติ วสีแคล่วคล่อง ความแน่นแน่วมั่นคงก็ยิ่งไปเป็น พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จะสังกัปปะ จะตักกะ วิตักกะ (ดู สัมมาสังกัปปะ 7 ในภาคผนวก) สังกัปปะ คือจะคิด จะตรึก จะตรองจะไตร่ จะตรวจจะตราอะไรเพิ่มเติมเข้าไปเท่าไรๆ เร็วขึ้นมากขึ้นอย่างไร ความแน่น แน่วแน่ มั่นคง ความรู้จักสัจจะ ความรู้จักกิเลส แล้วก็ได้ละกิเลสได้ ยิ่งละกิเลสได้เท่าไร ยิ่งแน่ ยิ่งแน่วแน่ ยิ่งมั่นคง ยิ่งแข็งแรง แล้วจิตก็ยิ่งสว่าง จิตก็ยิ่งสะอาด จิตก็ยิ่งปลอดโปร่ง จิตก็ยิ่งเฉลียวฉลาด เห็นสัจจะได้ดีขึ้นจริงขึ้น เพราะฉะนั้น ลักษณะสองอย่าง จิตยิ่งเป็นสมาธิ ยิ่งแข็งแรง ของพุทธนะ สมาธิพุทธ จิตยิ่งแข็งแรง จิตยิ่งลดกิเลสลงได้จริง ยิ่งคิดได้ดี ไม่ใช่จิตยิ่งกิเลสสงบหรือว่าทำให้เป็นสมาธิ ทำเป็นฌาน ยิ่งสงบ อย่าคิด อย่าคิด คิดอะไรไม่ได้ ยิ่งไม่รู้อะไรดับมืดตื้อเลย นิโรธ ดับตื้อเลย เป็นแบบฤาษีแข็ง ไอ้อย่างนั้นก็ของฤาษี นั่นของฤาษี ของสมาธิหลับตา ใครเคยไปหลับตาแล้วก็เคยปฏิบัติก็อย่างนี้ ใช่ไหม ใครเคยบ้าง เคยเรียนสมาธิหลับหูหลับตาสะกดจิต ก็อย่างนี้ใช่ไหม ยิ่งสมาธิก็คือ ต้องหลับๆๆ ต้องสงบ คิดนิดหนึ่งก็ไม่ใช่ ไม่ให้คิดเลย แล้วก็เรียกว่านิโรธ ไอ้นิโรธอย่างนั้น นิโรธของฤาษี ไม่ใช่นิโรธของพระพุทธเจ้า
นิโรธอย่างพุทธ : นิโรธของพระพุทธเจ้านั้นดับเฉพาะกิเลส ดับกิเลสมัน ดับเฉพาะกิเลส ฆ่าให้กิเลสตาย กิเลสยิ่งดับ กิเลสยิ่งตาย จิตยิ่งสะอาด ยิ่งสว่าง ยิ่งโปร่ง ยิ่งโพรง ยิ่งเฉลียวฉลาด ยิ่งโลกวิทู ยิ่งรู้โลกได้กว้างขวาง ยิ่งทำงานมีประสิทธิภาพ เห็นไหม? มันต่างกัน มันมีคุณภาพต่างกัน คุณจะเอาอย่างไหนคุณเลือกเอานะ คุณอยากได้สมาธิอย่างฤาษี คุณก็ไปเอา มีคนสอนเยอะแยะ อาตมาไม่สอนมาก สอนบ้างที่นี่ มีเจโตสมถะบ้าง แต่ไม่ได้เป็นของสมาธิพุทธ สมาธิพุทธนี่มันสั่งสมอย่างนี้ มันจะเกิดปีติ ปัสสัทธิ เกิดได้ดีแล้วก็ลดกิเลส เป็นอุปกิเลสอย่างที่ว่านี่ด้วย มันก็ยิ่งจะปัสสัทธิ ปัสสัทธิแปลว่าสงบ สงบอย่างไม่ใช่ดับเครื่อง ดับกิเสลเท่านั้น ไม่ใช่ดับจิต ไม่ใช่สะกดไปทั้งหมด ไม่แบ่งอะไรไม่ออก วิจัยอะไรไม่ออก
ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ - เจโตปริยญาณ 16 : มันมีธัมมวิจัยที่ชัดเจนว่า จิตคืออะไร กิเลสคืออะไร แม้แต่จิตหรือแม้แต่กิเลส ก็ยังรู้จิตหลายลักษณะ รู้กิเลสหลายลักษณะ กิเลสอย่างนี้เป็นสายโลภมูล หรือราคมูล แบ่งออกมีความแตกต่างกันเรียกว่า ลิงคะ ต่างจากนี่กิเลสสายโทสะนะ นี่โทสมูล ไอ้นี่กิเลสโทสะ ไอ้นี่กิเลสราคะ แบ่งออก ไอ้นี่โมหะ นี่แยกตระกูลออก ไอ้นี้มันลด ลดโลภะ นี่ลดโทสะ นี่ลดโมหะ แบ่งออก มีความรู้ใน “เจโตปริยญาณ 16” ลดได้มาก ลดได้น้อย ลดได้แคล่วคล่อง ลดได้เจริญแง่เชิงของมันเป็นสังขิตตะ วิขิตตะ มหัคคตะ อมหัคคตะ สอุตตระ อนุตตระ (ดู เจโตปริยญาณ 16 ในภาคผนวก) สอุตตระ จิตที่ยังมีจิตอื่นดีกว่า ยังมีจิตที่จะดีกว่านี้อีกนะ หยั่งรู้ด้วยญาณปัญญารู้ว่า เอ้อ!ยังไม่ดีที่สุด อนุตตรจิต จิตอื่นดีกว่านี้ไม่มีอีก จิตอื่นดีกว่านี้ไม่มีอีก ก็เป็นจิตที่สะอาดนั่นเอง หมายถึงแง่สมถะ หมายถึงในแง่สงบ มันสงบ มันสะอาดแล้วนะ ว่างๆ แต่ว่าไม่ได้หมายถึงสภาพของความสามารถของจิต ไปถึงสมาหิตะ กับอสมาหิตะ นี่เป็นความสามรถของจิตแล้ว จิตปรุง ส่วนสงบ สะอาดจากกิเลสนั้น อนุตตระ ส่วนจิตที่มีสมาหิตะ อสมาหิตะนี่ หมายความว่าเป็นจิตที่มีประโยชน์แล้ว นอกจากมันสงบแล้ว นี่มีตัวประโยชน์มีคุณค่า มีแรงงาน มีพฤติกรรม มีความสามารถ คิดนึก ทำงานได้ เป็นประโยชน์ อนุตตระก็ยังสงบอยู่ สมาหิตะแถม สมาหิตะเป็นจิตที่ทำให้ต่อเนื่องในการที่สร้างประโยชน์ได้ มันจะทำประโยชน์ได้เก่งกว่านั้น ขนาดนั้นยังให้ตรวจไปถึงวิมุติ อวิมุติอีก พระพุทธเจ้า มันจะมีการหลอกหลอน มันจะมีการนึกว่าหมด เสร็จแล้วนานๆ โผล่ แว็บมาน้อยๆ ออกมาเป็นผีหลอกอะไรต่างๆ นานา มันยังมีจรอะไรบ้าง ก็ต้องให้ตรวจให้สะอาด ให้หมดจดไปถึงที่สุด อย่างนี้เป็นต้น เหล่านี้เรียกว่า เจโตปริยญาณ ในโพธิปักขิยธรรม หรือในสติปัฏฐานนี่
สติปัฏฐาน 4 พิจารณารู้จิตในจิต ด้วยเจโตปริยญาณ 16 : ในสติปัฏฐาน 4 นี่ ท่านให้พิจารณา “จิตในจิต” ก็คือให้พิจารณาให้รู้จิตในจิต เจโตปริยญาณ 16 นี่แหละ นี่ในพระสูตร ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ชัดเจน (ดู สติปัฏฐาน 4 ในภาคผนวก) การรู้จิตในจิต คือการรู้เจโตปริยญาณ 16 นี่แหละ เราจะอ่านเห็นจริงเลย กิเลสคือกิเลส ดับกิเลสได้คือดับกิเลส ต้องเกิดญาณทัสสนวิเศษ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive